กีฬากอล์ฟดูจะเป็นกีฬาที่แพง เข้าใจว่าอย่างนั้นมาตลอดเพราะเห็นคนเล่นส่วนใหญ่จะเป็นคนรวย จนวันนี้ที่ภายในมหาวิทยาลัยมีสนามไดร์ฟกอล์ฟ
เย็นวานถีบจักรยานกับพี่ไปรอบมหาวิทยาลัย ไปที่สนามไดร์ฟกอล์ฟ มีคนเล่นอยู่ 2-3 คน มีอาจารย์ท่านหนึ่งใจดีสอนให้เล่น เริ่มตั้งแต่จับไม้กอล์ฟเลยทีเดียว
คนเริ่มเล่นใหม่ อาจารย์ให้ลองไม้เบอร์ 9 เริ่มตั้งแต่ให้จับไม้ด้วยมือซ้ายก่อนโดยวางหัวแม่มือบน mark มือจับสำหรับหัวแม่มือ ปล่อยนิ้วชี้แล้วลองขยับไม้ให้รู้สึกว่าเราสามารถถือไม้ได้ด้วยนิ้วแค่ 3 นิ้ว จากนั้นเอามือขวามาทาบมือซ้ายโดยให้นิ้วชี้ซ้ายอยู่ระหว่างนิ้วก้อยและนิ้วกลางขวา นิ้วโป้งขวาอยู่ในอุ้งมือขวา นิ้วชี้ขวาอยู่บน mark ของนิ้วชี้ขวาบนมือจับ หันหน้าหาลูก ขยับเท้าให้ลูกอยุ่ระหว่างกลางเท้าซ้ายขวา มือถือไม้ปล่อยระยะให้พอดีกับการตีลูก ย่อเข่าลง ก้นโด่งให้รู้สึกว่าเอวคือจุดหมุน ให้มองเป้าหมายว่าจะตีไปที่ไหนแล้วกลับมาจับตาที่ลุกกอล์ฟ ตั้งวงสวิงช้าๆ ให้เป็นการเหวี่ยงไหล่ไม่ใช่เหวี่ยงแขน แขนซ้ายยืด แขนขวาพับงอข้อศอกได้ ตายังจับที่ลูกตลอดเวลา วาดวงสวิงตีลูก ขาจะยืดตามจังหวะการตี ตายังอยู่ที่ลูกจนกว่าลูกจะถูกตีออกไป แขนทั้งสองข้างตามวงสวิงไปด้านหลัง ขาขวาพับเข้าหาขาซ้าย ค้างวงสวิงเอาไว้(เผื่อถ่ายรูป)จนกว่าลูกจะตกลงบนพื้น ถ้าได้ตามวิธีนี้ก็น่าจะตีลูกได้อย่างที่หวัง
แต่ความจริงคือ มันจะต้องมีข้อผิดพลาดเล็กๆน้อยๆ ตาไม่มองลูกจนสิ้นสุดการตีบ้าง ไม่ค้างวงสวิงบ้าง ลืมงอขาขวาบ้าง ผลการตีกอล์ฟวันแรกก็กะพร่องกะแพร่งบ้าง ตีถูกลูกได้ก็ภูมิใจมากแล้ว ต้องขอบคุณอาจารย์ที่ใจดีสอนให้เพราะถ้าไม่มีคนสอนพื้นฐานดีๆ ไม่มีคนคอยบอกข้อบกพร่อง คงจะตียากเย็นกว่านี้เยอะ
ฝึกตีได้เกือบครึ่งถาด ลูกกอล์ฟหมด ฟ้าก็มืด เราก็เลยหยุดเล่นค่อยมาต่อวันพรุ่งนี้ต่อ อิ อิ จะเทิร์นโปร.....จะเทิร์นโปร.......
Wednesday, September 06, 2006
Wednesday, August 23, 2006
ไปถีบจักรยานเล่นกันเถอะ
ไปถีบจักรยานเล่นกันเถอะ.... อยู่ดีๆก็มีคนมาชวน คงจะเห็นว่าชีวิตตอนนี้คล้ายงูเหลือมไปทุกขณะ กินและนอนอืด ลำตัวอวบอ้วน.... ก็ได้ค่ะ...ไปก็ไป
จักรยานยางแบน.... คงนึกภาพออกว่ามันถูกทิ้งไว้นานแค่ไหน นอกจากยางจะแบนแล้วยังมีหยากไย่ติดอยู่ให้รู้ว่าไม่มีใครมาสนใจใยดี ก็ต้องสูบลมยาง เช็ดๆถูๆรถ และเนื่องจากเรามีสมาชิก 2 คนแต่มีรถคันเดียว ก็ต้องไปยืมรถของน้องอีกคนมาถีบ (ซึ่งรถก็มีสภาพเดียวกัน เป็นค่านิยมของคนแถวนี้จริงๆ)
เราถีบจักรยานจากหอพักไปทางหลังมอ ผ่านเรือนพักรับรอง ไปทางหอพักนักศึกษา ไปจอดรถจุดแรกที่ 7-11 ซื้อฮอทด็อกมา 2 ชิ้น ซาลาเปาอีก 4 ใบ น้ำดื่ม เพื่อความแน่ใจว่าจะไม่อดหยากระหว่างทาง
ถีบจักรยานต่อ... ผ่านอาคารไทยบุรี ผ่านโค้งเข้าสู่วงเวียน เลี้ยวซ้ายก่อนถึงวงเวียนไปทางทะเลสาบ ไม่ซิ...เราเรียกว่า "เล้ค" ฟังดูดีกว่าตั้งเยอะ ดวงอาทิตย์จะอยู่ด้านหลัง แดดช่วง 5 โมงเย็นเศษส่องหลังอุ่นสบาย ต่างกันลิบลับกับหันหน้าหาดวงอาทิตย์ หญ้าที่เคยเขียวๆตอนนี้เป็นสีทอง มองไปข้างหน้าเป็นทะเลสาบสะท้อนแสงท้องฟ้า น่าดูมาก ต้นอินทผาลัม 4-5 ต้นที่เคยเห็นเขาเพิ่งเอามาลงอยู่เหมือนจะไม่นาน ตอนนี้ยืนต้นสวยงาม ต้นไทรเตี้ยที่แผ่กิ่งรูปทรงสวยอยู่ใกล้ๆศาลาพักยังดูร่มรื่น อากาศก็ดี อะไรๆก็ดูดีไปหมด มีเสียงแตรรถยนต์บีบเรียก หันไปดู ประชาชนกลุ่มเราอีก 4 คนกำลังขับรถเข้าเมือง ก็เย็นวันเสาร์นะ ไม่รู้จะทำอะไรดี ถีบจักรยานตามทางต่อ ต้นไม้ที่ปลูกริมเล้คพวกกระถินเทพา ที่เมื่อ 2-3 ปีก่อนต้นยังเล็กๆ ตอนนี้สูงเป็นเสาไฟฟ้า ทำให้ริมเล้คดูมีชีวิตชีวาดี จุดนี้จะเป็นจุดที่ชมวิวสวยที่สุด(ตามที่พวกเราเคยเลือกจุดนี้เป็นที่ปิคนิคกัน) ถีบรถต่อไปถึงสะพานเล็กๆ เป็นสะพานเก่าตั้งแต่ก่อนก่อสร้างมหาวิทยาลัย ตอนนี้ไม่ได้ใช้เป็นถนนจริง ลดสภาพเป็นทางเลนจักรยานที่สวยงามอีกจุด เชิงสะพานมีต้นจิกน้ำ ช่วงนี้ดอกที่ออกเป็นสายร่วงหมดแล้วกลายเป็นผลเล็กๆรูปทรงสวยติดกันเป็นสาย จะเก็บมาฝากน้องเพะ(น้องที่ทำงาน) ก็ถูกห้ามบอกว่ามันคัน ...ก็ได้
ถีบจักรยานต่อ...ไปถึงศาลาสุดท้ายสุดทางพอดี มีต้นจามจุรีขึ้นเรียงรายกันหลายต้น อีกหลายๆปีที่นี่คงเป็นลานจามจุรีที่ร่มรื่นมาก จากจุดนี้จะมองกลับไปทางมหาวิทยาลัยได้สวยงามอีกจุด แต่แดดยังแรงอยู่มากก็ต้องพยายามอยู่กันในร่ม ศาลานี้ดูดีเสียแต่ว่ามีคนมือซนไปเขียนกลอนหยาบๆบนเสา แย่จังเลย....:-(
ริมศาลามีต้นหว้าเล็กๆ เอายอดไปกินได้ ตรงหล่มเล็กๆบริเวณนั้นก็มีผักบุ้งขึ้นงาม กินได้อีกแล้ว คิดถึงเรื่องกินๆเราก็เลยกลับไปจอดรถที่สะพาน แวะกินฮอทด็อก จุดนี้คงเป็นที่นิยมแวะมากินของเหมือนกัน เพราะมีซากเปลือกหอยโข่งตัวโตๆอยู่หลายตัว แถบนี้ช่วงน้ำหลาก น้ำจะเต็ม มองไปจะเห็นต้นไม้ใบโกร๋น มีนกมาเกาะดูสวยแบบเหงาๆ แต่ตอนนี้ต้นไม้ขึ้นกันเต็ม สวยแบบมีชีวิตชีวา กินเสร็จ ล้างมือล้างไม้ ถีบจักรยานต่อกลับทางเดิม เจอต้นกระเพราแดงริมทาง(กินได้อีกแล้ว) ไม่นึกเลยว่าแถวนี้จะมีต้นอะไรต่ออะไรอยู่เยอะแยะ ถ้ารู้จักหาท่าทางจะอยู่ได้โดยไม่อด
ถีบรถกลับผ่านวงเวียนไปทางสโมสร แต่เลี้ยวซ้ายแยกไปทางเข้าวัดแสงแรง 6 โมงกว่าๆได้เวลาพอดี กะจะไปดูนกยางควายกลับรัง ระหว่างทางแวะไปดูไซต์งานเก่าตอนนี้เป็นที่ทิ้งขยะ มีต้นกระเพราเต็มไปหมด มีต้นยอป่ากำลังออกลูก เก็บมาดู สวยดู ได้ข่าวว่ากินได้ด้วย แล้วเลี้ยวเข้าวัดแสงแรง ไม่ได้แวะเพราะมีหมาเห่าเต็มไปหมด ถีบรถออกมาอีกทาง เลี้ยวขวาขึ้นบนถนนหลัก ซ้ายมือจะเป็นแอ่งทุ่งหญ้าอุ้มน้ำที่มีนกมาหากิน เคยมาดูนกที่นี่ ช่วงนกเยอะๆ เวลามันบินขึ้นบินลงเป็นฝูง จะเป็นภาพที่สวยมาก มองไปไกลๆจะเป็นวิวเทือกเขาหลวง วันที่อากาศเป็นใจ จะเห็นสีสันภูเขาและท้องฟ้าเป็นสีชมพู ฟ้าหม่น สวยมากๆๆๆ และช่วงเย็นๆอย่างนี้นกยางควายสีขาวจะบินกลับรังทีละฝูงๆ ไปเกาะต้นไม้ที่วัดแสงแรงหลายร้อยตัว น่าดีใจที่มันมีที่อยู่ที่สงบเพราะเป็นเขตวัด ไม่มีใครทำอะไรมัน
ถีบจักรยานต่อ...ระหว่างทางเก็บต้นหญ้าเข็ดมอญมาปลูกต้นนึง ทรงสวยดี ต้นเป็นยา ( และเคยเห็นเขาใช้เป็นส่วนผสมทำพระเครื่องด้วย) เริ่มค่ำแล้ว กลับบ้านดีกว่า....
ถีบจักรยานรอบหนึ่ง เห็นอะไรเยอะแยะ เจออะไรดีๆเยอะ เป็นประโยชน์ ออกกำลังกายดีอีกต่างหาก ก็ยังสงสัยตัวเองอยู่ว่าแล้วทำไมไม่ได้ไปถีบจักรยานบ่อยๆน้า.....
จักรยานยางแบน.... คงนึกภาพออกว่ามันถูกทิ้งไว้นานแค่ไหน นอกจากยางจะแบนแล้วยังมีหยากไย่ติดอยู่ให้รู้ว่าไม่มีใครมาสนใจใยดี ก็ต้องสูบลมยาง เช็ดๆถูๆรถ และเนื่องจากเรามีสมาชิก 2 คนแต่มีรถคันเดียว ก็ต้องไปยืมรถของน้องอีกคนมาถีบ (ซึ่งรถก็มีสภาพเดียวกัน เป็นค่านิยมของคนแถวนี้จริงๆ)
เราถีบจักรยานจากหอพักไปทางหลังมอ ผ่านเรือนพักรับรอง ไปทางหอพักนักศึกษา ไปจอดรถจุดแรกที่ 7-11 ซื้อฮอทด็อกมา 2 ชิ้น ซาลาเปาอีก 4 ใบ น้ำดื่ม เพื่อความแน่ใจว่าจะไม่อดหยากระหว่างทาง
ถีบจักรยานต่อ... ผ่านอาคารไทยบุรี ผ่านโค้งเข้าสู่วงเวียน เลี้ยวซ้ายก่อนถึงวงเวียนไปทางทะเลสาบ ไม่ซิ...เราเรียกว่า "เล้ค" ฟังดูดีกว่าตั้งเยอะ ดวงอาทิตย์จะอยู่ด้านหลัง แดดช่วง 5 โมงเย็นเศษส่องหลังอุ่นสบาย ต่างกันลิบลับกับหันหน้าหาดวงอาทิตย์ หญ้าที่เคยเขียวๆตอนนี้เป็นสีทอง มองไปข้างหน้าเป็นทะเลสาบสะท้อนแสงท้องฟ้า น่าดูมาก ต้นอินทผาลัม 4-5 ต้นที่เคยเห็นเขาเพิ่งเอามาลงอยู่เหมือนจะไม่นาน ตอนนี้ยืนต้นสวยงาม ต้นไทรเตี้ยที่แผ่กิ่งรูปทรงสวยอยู่ใกล้ๆศาลาพักยังดูร่มรื่น อากาศก็ดี อะไรๆก็ดูดีไปหมด มีเสียงแตรรถยนต์บีบเรียก หันไปดู ประชาชนกลุ่มเราอีก 4 คนกำลังขับรถเข้าเมือง ก็เย็นวันเสาร์นะ ไม่รู้จะทำอะไรดี ถีบจักรยานตามทางต่อ ต้นไม้ที่ปลูกริมเล้คพวกกระถินเทพา ที่เมื่อ 2-3 ปีก่อนต้นยังเล็กๆ ตอนนี้สูงเป็นเสาไฟฟ้า ทำให้ริมเล้คดูมีชีวิตชีวาดี จุดนี้จะเป็นจุดที่ชมวิวสวยที่สุด(ตามที่พวกเราเคยเลือกจุดนี้เป็นที่ปิคนิคกัน) ถีบรถต่อไปถึงสะพานเล็กๆ เป็นสะพานเก่าตั้งแต่ก่อนก่อสร้างมหาวิทยาลัย ตอนนี้ไม่ได้ใช้เป็นถนนจริง ลดสภาพเป็นทางเลนจักรยานที่สวยงามอีกจุด เชิงสะพานมีต้นจิกน้ำ ช่วงนี้ดอกที่ออกเป็นสายร่วงหมดแล้วกลายเป็นผลเล็กๆรูปทรงสวยติดกันเป็นสาย จะเก็บมาฝากน้องเพะ(น้องที่ทำงาน) ก็ถูกห้ามบอกว่ามันคัน ...ก็ได้
ถีบจักรยานต่อ...ไปถึงศาลาสุดท้ายสุดทางพอดี มีต้นจามจุรีขึ้นเรียงรายกันหลายต้น อีกหลายๆปีที่นี่คงเป็นลานจามจุรีที่ร่มรื่นมาก จากจุดนี้จะมองกลับไปทางมหาวิทยาลัยได้สวยงามอีกจุด แต่แดดยังแรงอยู่มากก็ต้องพยายามอยู่กันในร่ม ศาลานี้ดูดีเสียแต่ว่ามีคนมือซนไปเขียนกลอนหยาบๆบนเสา แย่จังเลย....:-(
ริมศาลามีต้นหว้าเล็กๆ เอายอดไปกินได้ ตรงหล่มเล็กๆบริเวณนั้นก็มีผักบุ้งขึ้นงาม กินได้อีกแล้ว คิดถึงเรื่องกินๆเราก็เลยกลับไปจอดรถที่สะพาน แวะกินฮอทด็อก จุดนี้คงเป็นที่นิยมแวะมากินของเหมือนกัน เพราะมีซากเปลือกหอยโข่งตัวโตๆอยู่หลายตัว แถบนี้ช่วงน้ำหลาก น้ำจะเต็ม มองไปจะเห็นต้นไม้ใบโกร๋น มีนกมาเกาะดูสวยแบบเหงาๆ แต่ตอนนี้ต้นไม้ขึ้นกันเต็ม สวยแบบมีชีวิตชีวา กินเสร็จ ล้างมือล้างไม้ ถีบจักรยานต่อกลับทางเดิม เจอต้นกระเพราแดงริมทาง(กินได้อีกแล้ว) ไม่นึกเลยว่าแถวนี้จะมีต้นอะไรต่ออะไรอยู่เยอะแยะ ถ้ารู้จักหาท่าทางจะอยู่ได้โดยไม่อด
ถีบรถกลับผ่านวงเวียนไปทางสโมสร แต่เลี้ยวซ้ายแยกไปทางเข้าวัดแสงแรง 6 โมงกว่าๆได้เวลาพอดี กะจะไปดูนกยางควายกลับรัง ระหว่างทางแวะไปดูไซต์งานเก่าตอนนี้เป็นที่ทิ้งขยะ มีต้นกระเพราเต็มไปหมด มีต้นยอป่ากำลังออกลูก เก็บมาดู สวยดู ได้ข่าวว่ากินได้ด้วย แล้วเลี้ยวเข้าวัดแสงแรง ไม่ได้แวะเพราะมีหมาเห่าเต็มไปหมด ถีบรถออกมาอีกทาง เลี้ยวขวาขึ้นบนถนนหลัก ซ้ายมือจะเป็นแอ่งทุ่งหญ้าอุ้มน้ำที่มีนกมาหากิน เคยมาดูนกที่นี่ ช่วงนกเยอะๆ เวลามันบินขึ้นบินลงเป็นฝูง จะเป็นภาพที่สวยมาก มองไปไกลๆจะเป็นวิวเทือกเขาหลวง วันที่อากาศเป็นใจ จะเห็นสีสันภูเขาและท้องฟ้าเป็นสีชมพู ฟ้าหม่น สวยมากๆๆๆ และช่วงเย็นๆอย่างนี้นกยางควายสีขาวจะบินกลับรังทีละฝูงๆ ไปเกาะต้นไม้ที่วัดแสงแรงหลายร้อยตัว น่าดีใจที่มันมีที่อยู่ที่สงบเพราะเป็นเขตวัด ไม่มีใครทำอะไรมัน
ถีบจักรยานต่อ...ระหว่างทางเก็บต้นหญ้าเข็ดมอญมาปลูกต้นนึง ทรงสวยดี ต้นเป็นยา ( และเคยเห็นเขาใช้เป็นส่วนผสมทำพระเครื่องด้วย) เริ่มค่ำแล้ว กลับบ้านดีกว่า....
ถีบจักรยานรอบหนึ่ง เห็นอะไรเยอะแยะ เจออะไรดีๆเยอะ เป็นประโยชน์ ออกกำลังกายดีอีกต่างหาก ก็ยังสงสัยตัวเองอยู่ว่าแล้วทำไมไม่ได้ไปถีบจักรยานบ่อยๆน้า.....
การประเมินคุณภาพสถานศึกษาระดับอุดมศึกษารอบที่ 2
ความที่เป็นผู้ประเมินภายนอกของสมศ.อยู่ในปัจจุบัน ส่วนตัวก็มีความสนใจกับการประเมินคุณภาพการศึกษาเป็นทุนอยู่แล้ว แต่สถานภาพเป็นผู้ประเมินถึงแม้จะปวดหัวอยู่บ้างก็ยังนับว่าทำงานง่ายเพราะเป็นการไปดูสภาพจริง ขอแต่ให้ละเอียด ยุติธรรมและใช้วิจารณญานการประเมินก็จะออกมาในแบบที่ทุกคนยอมรับผลการประเมินได้
วันนี้สถานภาพกลับกันเพราะมหาวิทยาลัยที่สังกัดอยู่กำลังจะถูกประเมิน อีกทั้งตัวเองก็อยู่ในคณะกรรมการประเมินคุณภาพการศึกษาของสำนักวิชา มีงานต้องเตรียมเยอะแยะจนรู้ซึ้งว่าเวลาที่ถูกประเมินมีสภาพอย่างไร
โดยหลักการประเมินทั่วไปไม่แตกต่างกันมากระหว่างการประเมินระดับการศึกษาพื้นฐานและอุดมศึกษา ต่างแต่เกณฑ์การประเมิน แต่สิ่งที่เห็นชัดถึงความแตกต่างคือการมีส่วนร่วมในการประเมิน ถ้าเป็นระดับโรงเรียนการประเมินลักษณะนี้เป็นสิ่งที่ทุกคนรับทราบ และต้องเตรียมการ ในขณะที่ระดับอุดมศึกษา(เท่าที่เห็นการปฏิบัติงานจริงที่นี่)จะมีเฉพาะคณะกรรมการที่เกี่ยวข้องเป็นผู้เตรียม คนอื่นๆแทบจะไม่รู้ว่ามีการทำอะไรกันอยู่ ซึ่งโดยส่วนตัวเห็นว่าควรให้ข้อมูลและขอความมีส่วนร่วมจากทุกคนมากกว่านี้
สมศ.จะมาประเมินมหาวิทยาลัยช่วงวันที่ 4-6 กันยายน 2549 แต่ละสำนักวิชาต้องเตรียมการให้เสร็จออกมาเป็นรูปเล่มเอกสารการประเมินในวันที่ 23 สิงหาคม 2549(ซึ่งก็คือวันนี้ แต่ยังเห็นว่าส่วนใหญ่ยังทำงานกันอยู่ คิดในแง่ดีว่าจะเสร็จภายในวันนี้ก่อนเที่ยงคืน)
ที่นี่มีการจัดเตรียมข้อมูลโดยจัดทำรายงานประจำปีเพื่อการประกันคุณภาพการศึกษาภายในของปีการศึกษา 2547 และปีการศึกษา 2548 ( เพราะได้รับการประเมินรอบแรกไปเมื่อปี 2546) แบ่งการประเมินออกเป็นองค์ประกอบต่างๆ 9 องค์ประกอบ คือ
องค์ประกอบที่ 1 ปรัชญา ปณิธาน พันธกิจ วัตถุประสงค์ และแผนงาน
องค์ประกอบที่ 2 การบริหารหลักสูตรและการเรียนการสอน
องค์ประกอบที่ 3 กิจกรรมพัฒนานักศึกษา
องค์ประกอบที่ 4 การวิจัยและงานสร้างสรรค์
องค์ประกอบที่ 5 การบริการวิชาการแก่สังคม
องค์ประกอบที่ 6 การทำนุบำรุงศิลปะและวัฒนธรรม
องค์ประกอบที่ 7 การบริหารจัดการ และพัฒนาองค์การ
องค์ประกอบที่ 8 ศักยภาพด้านการเงินและงบประมาณ
องค์ประกอบที่ 9 ระบบและกลไกประกันคุณภาพ
ในขณะที่ สมศ.จะมาประเมินด้วยมาตรฐาน 7 มาตรฐานคือ
1. มาตรฐานด้านคุณภาพบัณฑิต
2. มาตรฐานด้านงานวิจัยและสร้างสรรค์
3. มาตรฐานด้านการบริการวิชาการ
4. มาตรฐานด้านการทำนุบำรุงศิลปะและวัฒนธรรม
5. มาตรฐานด้านการพัฒนาสถาบันและบุคลากร
6. มาตรฐานด้านหลักสูตรและการเรียนการสอน
7. มาตรฐานด้านการประกันคุณภาพ
ถ้าเปรียบเทียบกับการประเมินคุณภาพการศึกษาระดับโรงเรียน มาตรฐานที่แตกต่างกันนี้เป็นลักษณะเดียวกับที่โรงเรียนต้องทำตามมาตรฐานสปฐ. 18 มาตรฐาน ในขณะที่สมศ.จะประเมินด้วยมาตรฐานจำนวน 14 มาตรฐาน ที่ส่วนใหญ่คล้ายกันแต่ก็มีบางส่วนที่ต่างกัน และพบว่าถ้าโรงเรียนที่เตรียมพร้อมจริงๆจะต้องเตรียมข้อมูลทั้ง 2 แบบ ซึ่งถ้าเตรียมการดีก็ไม่มีปัญหาเพราะตัวบ่งชี้มีส่วนคล้าย แต่ถ้าไม่เตรียมไว้ก็จะเจอปัญหากับตัวที่ไม่เหมือนว่าต้องมาควานหาหลักฐานกันในวันประเมิน
สำหรับที่นี่ก็ยังห่วงอยู่ว่าในเมื่อผู้เตรียมจัดเตรียมตามแบบมาตรฐานหนึ่งแต่มาถูกประเมินด้วยมาตรฐานอีกลักษณะหนึ่ง ถ้าไม่เตรียมข้อมูลไว้ก่อนก็จะยุ่งยากพอควร หรืออีกนัยหนึ่งคือต้องเตรียมทำการประเมินมากมาย บางองค์ประกอบต้องใช้ข้อมูลลงรายละเอียดมาก เสียเวลาในการจัดหาโดยไม่ได้ใช้เพื่อการปหระเมินของสมศ. (แต่ก็เข้าใจเช่นกันว่าการประเมินนี้เป็นลักษณะการประกันคุณภาพภายในซึ่งต้องให้ สมศ.เห็นด้วยว่าเรามีการประกันคุณภาพอย่างไร แต่เราสามารถใช้มาตรฐานเดียวกับสมศ.ได้ จะลดข้อยุ่งยากลงได้มาก)
ต้องขออธิบายเพิ่มเติมด้วยว่าการประเมินรอบที่ 2 มีความสำคัญเพราะเป็นการประเมินออกมาว่าได้รับการรับรองมาตรฐานหรือไม่ คือผลจะออกมาว่าได้หรือไม่ได้ เพราะฉะนั้นสถานศึกษาแต่ละแห่งต้องทำสุดความสามารถเพื่อให้ได้รับการรับรอง ลองคิดสภาพโรงเรียนหนึ่งที่ไม่ผ่านการรับรองคุณภาพว่าจะมีผลกระทบอย่างไร ทั้งภาพพจน์ ความเชื่อถือ ขวัญและกำลังใจในการทำงาน (ช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมาที่มีการประเมินรอบสอง มีโรงเรียนหลายแห่งที่ไม่ยอมรับผลการประเมินของผู้ประเมินภายนอก เป็นเรื่องเป็นราวกันใหญ่โต)
ระดับอุดมศึกษาก็เป็นเช่นเดียวกันคือต้องได้รับการประเมินเพื่อรับรองมาตรฐาน แต่ความที่มหาวิทยาลัยแต่ละแห่งมีจุดเน้นของพันธกิจที่ต่างกันจึงมีการแบ่งว่าเป็นกลุ่มสถาบันแบบไหนใน 4 กลุ่มนี้คือ
1. กลุ่มสถาบันเน้นการผลิตบัณฑิตและวิจัย
2. กลุ่มสถาบันเน้นการผลิตบัณฑิตและพัฒนาสังคม
3. กลุ่มสถาบันเน้นการผลิตบัณฑิตและพัฒนาศิลปะและวัฒนธรรม
4. กลุ่มสถาบันเน้นการผลิตบัณฑิต
ซึ่งมีข้อแตกต่างกันในการกำหนดค่าน้ำหนักเพื่อการประเมินในด้านต่างๆ 4 ด้าน ของที่นี่เลือกเป็นกลุ่มสถาบันแบบที่ 2 คือ กลุ่มสถาบันเน้นการผลิตบัณฑิตและพัฒนาสังคม โดยให้ค่าคะแนน 4 ด้านเป็น ด้านคุณภาพบัณฑิต 35 คะแนน ด้านงานวิจัยและสร้างสรรค์ 25 คะแนน ด้านบริการวิชาการ 30 คะแนน และด้านทำนุบำรุงศิลปะและวัฒนธรรม 10 คะแนน
รอดูผลกันวันที่ 6 กันยายน 2549 ก็แล้วกัน
วันนี้สถานภาพกลับกันเพราะมหาวิทยาลัยที่สังกัดอยู่กำลังจะถูกประเมิน อีกทั้งตัวเองก็อยู่ในคณะกรรมการประเมินคุณภาพการศึกษาของสำนักวิชา มีงานต้องเตรียมเยอะแยะจนรู้ซึ้งว่าเวลาที่ถูกประเมินมีสภาพอย่างไร
โดยหลักการประเมินทั่วไปไม่แตกต่างกันมากระหว่างการประเมินระดับการศึกษาพื้นฐานและอุดมศึกษา ต่างแต่เกณฑ์การประเมิน แต่สิ่งที่เห็นชัดถึงความแตกต่างคือการมีส่วนร่วมในการประเมิน ถ้าเป็นระดับโรงเรียนการประเมินลักษณะนี้เป็นสิ่งที่ทุกคนรับทราบ และต้องเตรียมการ ในขณะที่ระดับอุดมศึกษา(เท่าที่เห็นการปฏิบัติงานจริงที่นี่)จะมีเฉพาะคณะกรรมการที่เกี่ยวข้องเป็นผู้เตรียม คนอื่นๆแทบจะไม่รู้ว่ามีการทำอะไรกันอยู่ ซึ่งโดยส่วนตัวเห็นว่าควรให้ข้อมูลและขอความมีส่วนร่วมจากทุกคนมากกว่านี้
สมศ.จะมาประเมินมหาวิทยาลัยช่วงวันที่ 4-6 กันยายน 2549 แต่ละสำนักวิชาต้องเตรียมการให้เสร็จออกมาเป็นรูปเล่มเอกสารการประเมินในวันที่ 23 สิงหาคม 2549(ซึ่งก็คือวันนี้ แต่ยังเห็นว่าส่วนใหญ่ยังทำงานกันอยู่ คิดในแง่ดีว่าจะเสร็จภายในวันนี้ก่อนเที่ยงคืน)
ที่นี่มีการจัดเตรียมข้อมูลโดยจัดทำรายงานประจำปีเพื่อการประกันคุณภาพการศึกษาภายในของปีการศึกษา 2547 และปีการศึกษา 2548 ( เพราะได้รับการประเมินรอบแรกไปเมื่อปี 2546) แบ่งการประเมินออกเป็นองค์ประกอบต่างๆ 9 องค์ประกอบ คือ
องค์ประกอบที่ 1 ปรัชญา ปณิธาน พันธกิจ วัตถุประสงค์ และแผนงาน
องค์ประกอบที่ 2 การบริหารหลักสูตรและการเรียนการสอน
องค์ประกอบที่ 3 กิจกรรมพัฒนานักศึกษา
องค์ประกอบที่ 4 การวิจัยและงานสร้างสรรค์
องค์ประกอบที่ 5 การบริการวิชาการแก่สังคม
องค์ประกอบที่ 6 การทำนุบำรุงศิลปะและวัฒนธรรม
องค์ประกอบที่ 7 การบริหารจัดการ และพัฒนาองค์การ
องค์ประกอบที่ 8 ศักยภาพด้านการเงินและงบประมาณ
องค์ประกอบที่ 9 ระบบและกลไกประกันคุณภาพ
ในขณะที่ สมศ.จะมาประเมินด้วยมาตรฐาน 7 มาตรฐานคือ
1. มาตรฐานด้านคุณภาพบัณฑิต
2. มาตรฐานด้านงานวิจัยและสร้างสรรค์
3. มาตรฐานด้านการบริการวิชาการ
4. มาตรฐานด้านการทำนุบำรุงศิลปะและวัฒนธรรม
5. มาตรฐานด้านการพัฒนาสถาบันและบุคลากร
6. มาตรฐานด้านหลักสูตรและการเรียนการสอน
7. มาตรฐานด้านการประกันคุณภาพ
ถ้าเปรียบเทียบกับการประเมินคุณภาพการศึกษาระดับโรงเรียน มาตรฐานที่แตกต่างกันนี้เป็นลักษณะเดียวกับที่โรงเรียนต้องทำตามมาตรฐานสปฐ. 18 มาตรฐาน ในขณะที่สมศ.จะประเมินด้วยมาตรฐานจำนวน 14 มาตรฐาน ที่ส่วนใหญ่คล้ายกันแต่ก็มีบางส่วนที่ต่างกัน และพบว่าถ้าโรงเรียนที่เตรียมพร้อมจริงๆจะต้องเตรียมข้อมูลทั้ง 2 แบบ ซึ่งถ้าเตรียมการดีก็ไม่มีปัญหาเพราะตัวบ่งชี้มีส่วนคล้าย แต่ถ้าไม่เตรียมไว้ก็จะเจอปัญหากับตัวที่ไม่เหมือนว่าต้องมาควานหาหลักฐานกันในวันประเมิน
สำหรับที่นี่ก็ยังห่วงอยู่ว่าในเมื่อผู้เตรียมจัดเตรียมตามแบบมาตรฐานหนึ่งแต่มาถูกประเมินด้วยมาตรฐานอีกลักษณะหนึ่ง ถ้าไม่เตรียมข้อมูลไว้ก่อนก็จะยุ่งยากพอควร หรืออีกนัยหนึ่งคือต้องเตรียมทำการประเมินมากมาย บางองค์ประกอบต้องใช้ข้อมูลลงรายละเอียดมาก เสียเวลาในการจัดหาโดยไม่ได้ใช้เพื่อการปหระเมินของสมศ. (แต่ก็เข้าใจเช่นกันว่าการประเมินนี้เป็นลักษณะการประกันคุณภาพภายในซึ่งต้องให้ สมศ.เห็นด้วยว่าเรามีการประกันคุณภาพอย่างไร แต่เราสามารถใช้มาตรฐานเดียวกับสมศ.ได้ จะลดข้อยุ่งยากลงได้มาก)
ต้องขออธิบายเพิ่มเติมด้วยว่าการประเมินรอบที่ 2 มีความสำคัญเพราะเป็นการประเมินออกมาว่าได้รับการรับรองมาตรฐานหรือไม่ คือผลจะออกมาว่าได้หรือไม่ได้ เพราะฉะนั้นสถานศึกษาแต่ละแห่งต้องทำสุดความสามารถเพื่อให้ได้รับการรับรอง ลองคิดสภาพโรงเรียนหนึ่งที่ไม่ผ่านการรับรองคุณภาพว่าจะมีผลกระทบอย่างไร ทั้งภาพพจน์ ความเชื่อถือ ขวัญและกำลังใจในการทำงาน (ช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมาที่มีการประเมินรอบสอง มีโรงเรียนหลายแห่งที่ไม่ยอมรับผลการประเมินของผู้ประเมินภายนอก เป็นเรื่องเป็นราวกันใหญ่โต)
ระดับอุดมศึกษาก็เป็นเช่นเดียวกันคือต้องได้รับการประเมินเพื่อรับรองมาตรฐาน แต่ความที่มหาวิทยาลัยแต่ละแห่งมีจุดเน้นของพันธกิจที่ต่างกันจึงมีการแบ่งว่าเป็นกลุ่มสถาบันแบบไหนใน 4 กลุ่มนี้คือ
1. กลุ่มสถาบันเน้นการผลิตบัณฑิตและวิจัย
2. กลุ่มสถาบันเน้นการผลิตบัณฑิตและพัฒนาสังคม
3. กลุ่มสถาบันเน้นการผลิตบัณฑิตและพัฒนาศิลปะและวัฒนธรรม
4. กลุ่มสถาบันเน้นการผลิตบัณฑิต
ซึ่งมีข้อแตกต่างกันในการกำหนดค่าน้ำหนักเพื่อการประเมินในด้านต่างๆ 4 ด้าน ของที่นี่เลือกเป็นกลุ่มสถาบันแบบที่ 2 คือ กลุ่มสถาบันเน้นการผลิตบัณฑิตและพัฒนาสังคม โดยให้ค่าคะแนน 4 ด้านเป็น ด้านคุณภาพบัณฑิต 35 คะแนน ด้านงานวิจัยและสร้างสรรค์ 25 คะแนน ด้านบริการวิชาการ 30 คะแนน และด้านทำนุบำรุงศิลปะและวัฒนธรรม 10 คะแนน
รอดูผลกันวันที่ 6 กันยายน 2549 ก็แล้วกัน
Monday, May 29, 2006
แหลมตะลุมพุกมาจากชื่อปลาตะลุมพุกหรอกหรือ?
วันอาทิตย์ที่ผ่านมาช่วงบ่ายว่างๆ ฉันก็ขับรถเล่นไปเที่ยวปากพนัง กะว่าจะไปกินก๋วยเตี๋ยวเส้นปลาเจ้าอร่อยที่ร้านอภิชาติ เข้าไปถึงร้านพบว่าวันนี้ไม่ขาย กำลังหิวไม่รู้จะหาอะไรกินดีก็เลยกะการต่อว่าจะไปกินข้าวที่แหลมตะลุมพุก ฉันเคยมาเที่ยวที่นี่หลายครั้ง มาเที่ยวเล่น มาดูเรือลำใหญ่ที่มาเกยติดฝั่งที่วัดเมื่อหลายปีก่อน ล่าสุดเพิ่งมาเมื่อปีที่แล้วเคยตื่นเต้นว่ามีทางขับรถไปได้ถึงปลายแหลม มาเที่ยวนี้คิดว่าจะไม่มีอะไรใหม่แต่ก็มีของแปลกตาเช่นร้านขายของที่ระลึกที่มีของมากขึ้น (แต่ก็มีร้านเดียว)มีรถเข็นไอสครีมเนสเลท์ มีร้านขายเสื้อยืด กางเกงเล ที่พิเศษคือมีการสกรีนเรื่องราวของแหลมตะลุมพุกที่เจอวาตภัยครั้งใหญ่วันที่ 25 ตุลาคม 2505 จนมีคนเสียชีวิตเป็นพัน บ้านเรือนพังทลาย ฉันว่าเป็นการสร้างแบรนด์ของแหลมตะลุมพุกได้ดี ทำให้คนที่มาเที่ยวได้ทราบประวัติของสถานที่มากขึ้น
เราไปกินข้าวที่ร้านอาหารซีฟู้ดร้านแรกถัดจากที่จอดรถ อาหารอร่อยพอประมาณ มีป้ามาเดินขายปลาหมึกแผ่นในถุง มีหอยนางรมขายด้วย ถาดละ 100 บาท มีเครื่องเคียงให้พร้อมถ้าซื้อแล้วจะกินที่นั่น สำหรับฉันผู้ไม่นิยมกินหอยนางรมไม่สนใจนักก็กินอาหารของร้านไปเรื่อยๆ แต่ก็เห็นว่าอาหารทะเลที่นั่นไม่ยักตัวโตและสดเท่าร้านอาหารในเมืองหรือร้านที่ท่าศาลาทั้งๆที่อยู่หน้าหาดขนาดนั้น แต่อาหารก็ไม่แพง กินอาหาร 2 คน เป็นข้าวผัด มียำไข่ปลากระบอกและต้มยำโป๊ะแตก ราคา 250 บาท กินข้าวเสร็จฉันเดินไปดูเปลือกหอยริมทะเล จำได้ว่าที่นี่เคยมีเปลือกหอยเชลล์มาก มีทั้งสีส้มและสีดำ(จนบัดนี้ก็ไม่รู้ว่าทำไมมันสีดำ) ไม่เคยเห็นที่หาดอื่น วันนี้แหลมตะลุมพุกยังมีเปลือกหอยมาก ทั้งๆที่บริเวณขายของที่ระลึกก็ขายสินค้าจากเปลือกหอยด้วย ยังน่าดีใจ ทรายที่นี่ก็นุ่มละเอียดดีถึงแม้สีจะไม่ขาวจัดอย่างทางฝั่งหมู่เกาะในอันดามัน มีคนไปเล่นน้ำทะเลบ้าง เป็นหาดที่ยังไปเที่ยวได้โดยไม่ต้องเบื่อกับคนแน่นๆ
ก่อนกลับบ้านแวะซื้อของที่ระลึก ฉันได้เสื้อยืดมาตัวหนึ่ง สกรีนเป็นรูปปลาตัวอ้วนๆน่ารัก ถามน้องคนขายว่าปลาอะไร น้องเขาบอกว่ามันคือปลาตะลุมพุก เดิมที่นี่มีปลาตะลุมพุกมากก็เลยได้ชื่อเป็นแหลมตะลุมพุก ฟังแล้วก็เหวอไปเพราะไม่เคยรู้จักปลาชนิดนี้ และเคยสงสัยมาตลอดว่าชื่อแหลมตะลุมพุกมีที่มายังไง เคยคิดถึงตะลุมพุกว่าเป็นเครื่องมือที่มีน้ำหนักมากๆเอามาใช้แบบค้อน วันนี้ได้ความรู้ใหม่อีกแล้ว
ก็เลยมาค้นดูว่ามีข้อมูลอะไรบ้างที่เกี่ยวกับปลาตะลุมพุก ได้ข้อมูลจากเว็บ http://www.prc.ac.th/tree_an_teen/t_toli.htm ว่า
"ปลาตะลุมพุกวงศ์ CLUPEIDAE Tenualosa toli (Valenciennes, 1847)
ลักษณะ :
ปลาหลังเขียวชนิดที่อาศัยอยู่ในทะเล ลำตัวแบนด้านข้างมาก มีเกล็ดบนสันท้อง 28 –30 เกล็ด ริมฝีปากบนมีรอยเว้าเห็นได้ชัดเจน และมีซี่เหงือกเพียง 60-100 ซี่ ปลาตะลุมพุกนี้จะสังเกตได้โดยมีจุดสีดำจางๆ อยู่ด้านหลังของช่องเปิดเหงือกจุดเดียวเท่านั้น ขนาดลำตัวยาวถึง 50 เซนติเมตร แต่ปลาตัวผู้มีขนาดเล็กกว่า ขนาดโดยเฉลี่ยเมื่อโตเต็มที่ปลาตัวผู้มีลำตัวยาว 35 เซนติเมตร และปลาตัวเมียมีลำตัวยาว 47 เซนติเมตร
อุปนิสัย:
เป็นปลาทะเลที่ต้องเข้ามาวางไข่ในน้ำจืด ปลาที่โตเต็มที่จะเข้ามาในแม่น้ำและทะเลสาบเพื่อวางไข่และลูกปลาจะอยู่ตามแหล่งน้ำชายฝั่ง
ที่อยู่อาศัย:
อาศัยอยู่ได้ทั้งในน้ำทะเลในอ่าวไทยและน้ำจืดบริเวณแม่น้ำเจ้าพระยาตอนล่าง
เขตแพร่กระจาย :
ปลาชนิดนี้พบแพร่กระจายกว้างขวาง ตั้งแต่ชายฝั่งด้านทิศตะวันตกและทิศตะวันออกของประเทศอินเดีย จนถึงทะเลชวา และทะเลจีนใต้
สถานภาพ:
เมื่อราว 60 ปีมาแล้ว ปลาชนิดนี้จะเข้ามาวางไข่ในแม่น้ำเจ้าพระยาในปลายเดือนพฤศจิกายนและว่ายทวนกระแสน้ำขึ้นไปวางไข่ที่บริเวณอำเภอปากเกล็ดและเกาะใหญ่ จังหวัดนนทบุรี ฤดูวางไข่อยู่ในราวเดือนมกราคมจนถึงกุมภาพันธ์ ระหว่างนี้จะมีการทำการประมงจับปลาชนิดนี้เป็นเวลา 3 เดือน นับตั้งแต่เดือนพฤศจิกายนจนถึงเดือนกุมภาพันธ์ เรือทุกๆ ลำจะจับปลาได้เฉลี่ยลำละประมาณ 100 ตัว เนื้อปลาชนิดนี้นิยมกันมากว่ามีรสชาติอร่อย แหล่งวางไข่ที่รู้จักกันดีอีกแหล่งหนึ่ง คือทะเลสาบสงขลาซึ่งปลาตะลุมพุกจะเข้าไปรวมกลุ่มกันในเดือนกุมภาพันธ์
สาเหตุของการใกล้สูญพันธุ์:
: การจับปลาในช่วงที่ปลาวางไข่ต่อเนื่องกันเป็นประจำทุกปีและสภาพเสื่อมโทรมของแม่น้ำและทะเลสาบสงขลาในระยะหลังทำให้จำนวนปลาที่เข้ามาวางไข่ลดน้อยลงอย่างรวดเร็ว ในปัจจุบันไม่พบว่าปลาตะลุมพุกเข้ามาวางไข่จำนวนมากๆ อีกเลยและปลาที่จับได้เป็นครั้งคราวก็มีจำนวนน้อยมาก
จากหนังสือ : พืชและสัตว์ที่ใกล้จะสูญพันธุ์ในประเทศไทย "
เจอในหนังสืออีกเล่ม ชื่อเรื่องว่า "ตะลุมพุก(ชิกคัก)ปลาก้างเยอะแต่เนื้อเยี่ยม"
ที่น่าเกลียดกว่านั้นไปเจอในคอลัมน์แม่ช้อยนางรำ "กิน "ปลาตะลุมพุก" เมืองระนอง" ในManager online เขียนมาตั้งแต่ปี 2545 ว่ามีเมนูเด็ด ปลาตะลุมพุกหลามกระบอกไม้ไผ่ แนะนำว่าเป็นอาหารขึ้นชื่อที่ร้านอัมพวาตรงหาดส้มแป้น(ฉันเข้าใจว่าเป็นร้านที่บ่อน้ำร้อนมากกว่าเพราะติดเขตหาดส้มแป้นแต่เขาเรียกแถวนั้นว่าบ่อน้ำร้อนต่างหาก) แต่อายจริงๆเลยของอร่อยในบ้านตัวเองแท้ๆ ที่นี่เรียกว่าปลาฉิกคัก
และเจอในเว็บบอร์ด http://www.siamensis.org/webboard/Webanswer.asp?id=715 เขาคุยกันว่า "ปลาตะลุมพุก (Tenaulosa toli (Valenciennes, 1874))เป็นปลาในกลุ่มปลาหลังเขียว Herring ชนิดหนึ่งที่มีขนาดค่อนข้างใหญ่ (โตเต็มที่มีความยาวกว่า ๒ ฟุต) ปลาชนิดนี้เป็นปลาทะเลแต่จะเข้ามาวางไข่ในแม่น้ำตอนล่างที่ได้รับอิทธิพลจากทะเล ในปี ๒๔๖๗ มีรายงานการทำประมงปลาชนิดนี้ที่บางโพ กรุงเทพฯ และที่ปากเกร็ด นนทบุรี ปัจจุบันยังมีขายตามแผงขายปลาทะเลในตลาดสดใหญ่ที่ไม่ห่างทะเลมากนัก ส่วนมากเป็นปลาที่มาจากภาคใต้หรือไม่ก็จากพม่า ในแม่น้ำเจ้าพระยามีปริมาณน้อยหรืออาจจะไม่พบเลย และที่สำคัญชาวประมงแถบนี้ที่หาปลาเป็นอาชีพก็หายไปหมดแล้ว" อีกคนก็บอกว่า "ปลาตะลุมพุกยังมีอยู่ค่อนข้างมากในบริเวณจังหวัดพังงาและภูเก็ตเป็นปลาที่นียมกินกันมาก "
อืมม์......อ่านแล้วอยากกินปลาตะลุมปุ๊ก!!!!
อ้อ..เพิ่มอีกนิดนอกจากคำว่าตะลุมพุกแล้วยังมีคำที่คล้ายๆกันว่า "กระลุมพุก"ที่ใช้แทนกันแต่ฉันก็ไม่เคยได้ยินใครใช้พูด
หลังจากนั้นได้ลองถามคุณพ่อว่ารู้จักปลาตะลุมพุกไหม เคยกินรึเปล่า คุณพ่อตอบแบบเหยียดๆเล็กน้อยว่า ปลาแบบนี้คนสมัยก่อนเขาไม่กินเนื้อกันหรอก เพราะมันมีก้างเยอะ เขาเอามาต้มแล้วก็กินน้ำแกง เนื้อปลาไม่กิน จะกินเนื้อปลาก็ไปเลือกปลาดีๆอย่างอื่นมากิน อ้าวววว.... แล้วที่คนเขาเอามาโฆษณาว่าเนื้ออร่อย สรุปว่ายุคนี้มันมีของดีๆกินน้อยลง จนต้องไปเอาของที่คนสมัยก่อนเขาไม่ยอมเสียเวลากินมากินกันแล้วเหรอ...
เราไปกินข้าวที่ร้านอาหารซีฟู้ดร้านแรกถัดจากที่จอดรถ อาหารอร่อยพอประมาณ มีป้ามาเดินขายปลาหมึกแผ่นในถุง มีหอยนางรมขายด้วย ถาดละ 100 บาท มีเครื่องเคียงให้พร้อมถ้าซื้อแล้วจะกินที่นั่น สำหรับฉันผู้ไม่นิยมกินหอยนางรมไม่สนใจนักก็กินอาหารของร้านไปเรื่อยๆ แต่ก็เห็นว่าอาหารทะเลที่นั่นไม่ยักตัวโตและสดเท่าร้านอาหารในเมืองหรือร้านที่ท่าศาลาทั้งๆที่อยู่หน้าหาดขนาดนั้น แต่อาหารก็ไม่แพง กินอาหาร 2 คน เป็นข้าวผัด มียำไข่ปลากระบอกและต้มยำโป๊ะแตก ราคา 250 บาท กินข้าวเสร็จฉันเดินไปดูเปลือกหอยริมทะเล จำได้ว่าที่นี่เคยมีเปลือกหอยเชลล์มาก มีทั้งสีส้มและสีดำ(จนบัดนี้ก็ไม่รู้ว่าทำไมมันสีดำ) ไม่เคยเห็นที่หาดอื่น วันนี้แหลมตะลุมพุกยังมีเปลือกหอยมาก ทั้งๆที่บริเวณขายของที่ระลึกก็ขายสินค้าจากเปลือกหอยด้วย ยังน่าดีใจ ทรายที่นี่ก็นุ่มละเอียดดีถึงแม้สีจะไม่ขาวจัดอย่างทางฝั่งหมู่เกาะในอันดามัน มีคนไปเล่นน้ำทะเลบ้าง เป็นหาดที่ยังไปเที่ยวได้โดยไม่ต้องเบื่อกับคนแน่นๆ
ก่อนกลับบ้านแวะซื้อของที่ระลึก ฉันได้เสื้อยืดมาตัวหนึ่ง สกรีนเป็นรูปปลาตัวอ้วนๆน่ารัก ถามน้องคนขายว่าปลาอะไร น้องเขาบอกว่ามันคือปลาตะลุมพุก เดิมที่นี่มีปลาตะลุมพุกมากก็เลยได้ชื่อเป็นแหลมตะลุมพุก ฟังแล้วก็เหวอไปเพราะไม่เคยรู้จักปลาชนิดนี้ และเคยสงสัยมาตลอดว่าชื่อแหลมตะลุมพุกมีที่มายังไง เคยคิดถึงตะลุมพุกว่าเป็นเครื่องมือที่มีน้ำหนักมากๆเอามาใช้แบบค้อน วันนี้ได้ความรู้ใหม่อีกแล้ว
ก็เลยมาค้นดูว่ามีข้อมูลอะไรบ้างที่เกี่ยวกับปลาตะลุมพุก ได้ข้อมูลจากเว็บ http://www.prc.ac.th/tree_an_teen/t_toli.htm ว่า
"ปลาตะลุมพุกวงศ์ CLUPEIDAE Tenualosa toli (Valenciennes, 1847)
ลักษณะ :
ปลาหลังเขียวชนิดที่อาศัยอยู่ในทะเล ลำตัวแบนด้านข้างมาก มีเกล็ดบนสันท้อง 28 –30 เกล็ด ริมฝีปากบนมีรอยเว้าเห็นได้ชัดเจน และมีซี่เหงือกเพียง 60-100 ซี่ ปลาตะลุมพุกนี้จะสังเกตได้โดยมีจุดสีดำจางๆ อยู่ด้านหลังของช่องเปิดเหงือกจุดเดียวเท่านั้น ขนาดลำตัวยาวถึง 50 เซนติเมตร แต่ปลาตัวผู้มีขนาดเล็กกว่า ขนาดโดยเฉลี่ยเมื่อโตเต็มที่ปลาตัวผู้มีลำตัวยาว 35 เซนติเมตร และปลาตัวเมียมีลำตัวยาว 47 เซนติเมตร
อุปนิสัย:
เป็นปลาทะเลที่ต้องเข้ามาวางไข่ในน้ำจืด ปลาที่โตเต็มที่จะเข้ามาในแม่น้ำและทะเลสาบเพื่อวางไข่และลูกปลาจะอยู่ตามแหล่งน้ำชายฝั่ง
ที่อยู่อาศัย:
อาศัยอยู่ได้ทั้งในน้ำทะเลในอ่าวไทยและน้ำจืดบริเวณแม่น้ำเจ้าพระยาตอนล่าง
เขตแพร่กระจาย :
ปลาชนิดนี้พบแพร่กระจายกว้างขวาง ตั้งแต่ชายฝั่งด้านทิศตะวันตกและทิศตะวันออกของประเทศอินเดีย จนถึงทะเลชวา และทะเลจีนใต้
สถานภาพ:
เมื่อราว 60 ปีมาแล้ว ปลาชนิดนี้จะเข้ามาวางไข่ในแม่น้ำเจ้าพระยาในปลายเดือนพฤศจิกายนและว่ายทวนกระแสน้ำขึ้นไปวางไข่ที่บริเวณอำเภอปากเกล็ดและเกาะใหญ่ จังหวัดนนทบุรี ฤดูวางไข่อยู่ในราวเดือนมกราคมจนถึงกุมภาพันธ์ ระหว่างนี้จะมีการทำการประมงจับปลาชนิดนี้เป็นเวลา 3 เดือน นับตั้งแต่เดือนพฤศจิกายนจนถึงเดือนกุมภาพันธ์ เรือทุกๆ ลำจะจับปลาได้เฉลี่ยลำละประมาณ 100 ตัว เนื้อปลาชนิดนี้นิยมกันมากว่ามีรสชาติอร่อย แหล่งวางไข่ที่รู้จักกันดีอีกแหล่งหนึ่ง คือทะเลสาบสงขลาซึ่งปลาตะลุมพุกจะเข้าไปรวมกลุ่มกันในเดือนกุมภาพันธ์
สาเหตุของการใกล้สูญพันธุ์:
: การจับปลาในช่วงที่ปลาวางไข่ต่อเนื่องกันเป็นประจำทุกปีและสภาพเสื่อมโทรมของแม่น้ำและทะเลสาบสงขลาในระยะหลังทำให้จำนวนปลาที่เข้ามาวางไข่ลดน้อยลงอย่างรวดเร็ว ในปัจจุบันไม่พบว่าปลาตะลุมพุกเข้ามาวางไข่จำนวนมากๆ อีกเลยและปลาที่จับได้เป็นครั้งคราวก็มีจำนวนน้อยมาก
จากหนังสือ : พืชและสัตว์ที่ใกล้จะสูญพันธุ์ในประเทศไทย "
เจอในหนังสืออีกเล่ม ชื่อเรื่องว่า "ตะลุมพุก(ชิกคัก)ปลาก้างเยอะแต่เนื้อเยี่ยม"
ที่น่าเกลียดกว่านั้นไปเจอในคอลัมน์แม่ช้อยนางรำ "กิน "ปลาตะลุมพุก" เมืองระนอง" ในManager online เขียนมาตั้งแต่ปี 2545 ว่ามีเมนูเด็ด ปลาตะลุมพุกหลามกระบอกไม้ไผ่ แนะนำว่าเป็นอาหารขึ้นชื่อที่ร้านอัมพวาตรงหาดส้มแป้น(ฉันเข้าใจว่าเป็นร้านที่บ่อน้ำร้อนมากกว่าเพราะติดเขตหาดส้มแป้นแต่เขาเรียกแถวนั้นว่าบ่อน้ำร้อนต่างหาก) แต่อายจริงๆเลยของอร่อยในบ้านตัวเองแท้ๆ ที่นี่เรียกว่าปลาฉิกคัก
และเจอในเว็บบอร์ด http://www.siamensis.org/webboard/Webanswer.asp?id=715 เขาคุยกันว่า "ปลาตะลุมพุก (Tenaulosa toli (Valenciennes, 1874))เป็นปลาในกลุ่มปลาหลังเขียว Herring ชนิดหนึ่งที่มีขนาดค่อนข้างใหญ่ (โตเต็มที่มีความยาวกว่า ๒ ฟุต) ปลาชนิดนี้เป็นปลาทะเลแต่จะเข้ามาวางไข่ในแม่น้ำตอนล่างที่ได้รับอิทธิพลจากทะเล ในปี ๒๔๖๗ มีรายงานการทำประมงปลาชนิดนี้ที่บางโพ กรุงเทพฯ และที่ปากเกร็ด นนทบุรี ปัจจุบันยังมีขายตามแผงขายปลาทะเลในตลาดสดใหญ่ที่ไม่ห่างทะเลมากนัก ส่วนมากเป็นปลาที่มาจากภาคใต้หรือไม่ก็จากพม่า ในแม่น้ำเจ้าพระยามีปริมาณน้อยหรืออาจจะไม่พบเลย และที่สำคัญชาวประมงแถบนี้ที่หาปลาเป็นอาชีพก็หายไปหมดแล้ว" อีกคนก็บอกว่า "ปลาตะลุมพุกยังมีอยู่ค่อนข้างมากในบริเวณจังหวัดพังงาและภูเก็ตเป็นปลาที่นียมกินกันมาก "
อืมม์......อ่านแล้วอยากกินปลาตะลุมปุ๊ก!!!!
อ้อ..เพิ่มอีกนิดนอกจากคำว่าตะลุมพุกแล้วยังมีคำที่คล้ายๆกันว่า "กระลุมพุก"ที่ใช้แทนกันแต่ฉันก็ไม่เคยได้ยินใครใช้พูด
หลังจากนั้นได้ลองถามคุณพ่อว่ารู้จักปลาตะลุมพุกไหม เคยกินรึเปล่า คุณพ่อตอบแบบเหยียดๆเล็กน้อยว่า ปลาแบบนี้คนสมัยก่อนเขาไม่กินเนื้อกันหรอก เพราะมันมีก้างเยอะ เขาเอามาต้มแล้วก็กินน้ำแกง เนื้อปลาไม่กิน จะกินเนื้อปลาก็ไปเลือกปลาดีๆอย่างอื่นมากิน อ้าวววว.... แล้วที่คนเขาเอามาโฆษณาว่าเนื้ออร่อย สรุปว่ายุคนี้มันมีของดีๆกินน้อยลง จนต้องไปเอาของที่คนสมัยก่อนเขาไม่ยอมเสียเวลากินมากินกันแล้วเหรอ...
Thursday, May 18, 2006
M.C. Escher
เวลาที่ถูกถามว่าชอบงานศิลป์ งานวาดภาพของใคร ฉันจะเริ่มไม่แน่ใจตัวเองเล็กน้อยก่อนตอบ อย่างหนึ่งเป็นเพราะความชอบเปลี่ยนไปตามเวลาและอายุที่เพิ่มขึ้น อีกอย่างหนึ่งคือ ไม่แน่ใจว่าที่เราบอกว่าชอบ จริงๆแล้วเป็นความชอบหรือเป็นการตามน้ำไปกับงานที่ใครๆชื่นชมกันว่าดีแล้วเราก็พลอยเห็นว่าดีไปด้วย
ฉันมักจะตอบว่า ชอบงานของ โมเนต์ มาเนต์ แรมบรันด์ ลีโอนาโด ดาวินชี ปิซาโร ชอบงานอิมเพรสชั่นนิส แต่อย่าถามลงไปลึกๆเชียวว่าชอบงานอะไรบ้าง เพราะถ้าลงไปจริงๆ ก็จะรู้จักแต่ผลงานดังๆของเขา ส่วนใหญ่ก็เห็นจากหนังสือ หรือโปสเตอร์ ที่รู้จักเพราะต้องเรียนและเห็นบ่อยๆ ที่น่ากลัวกว่านั้นคือ อย่าถามถึงงานของคนไทยทีเดียว ฉันชอบงานของคุณเฉลิมชัยอยู่คนเดียว เพราะออกทีวีบ่อย และเคยเห็นความอลังการงานสร้างที่วัดร่องขุ่น (จริงๆมีอีกท่านหนึ่งที่เคารพฝีมือคือ อาจารย์ แนบ ทิชินพงษ์ ได้มีโอกาสได้ฟังท่านสอนมาเล็กน้อย)
ฉันเลยมานั่งคิดว่า จริงๆแล้วมีงานของใครบ้างที่ฉันชอบจริงๆ สนใจแนวคิดของเขา และได้เคยเห็นงานของเขาแล้ว เท่าที่ผ่านมาฉันเคยเห็นงานบางชิ้นของ โมเนต์ มาเนต์ และคนอื่นๆที่เอ่ยชื่อ ในพิพิธภัณฑ์เวลาไปต่างประเทศ แต่ที่ประทับใจมากคือ M.C.Escher ที่เคยไปเห็นในพิพิธภัณฑ์ที่ฮอลแลนด์ แล้วก็เพิ่งรู้สึกว่ารู้เรื่องเกี่ยวกับเขาไม่มาก ควรที่จะหาข้อมูลเพิ่มเติมไว้ แหล่งแรกที่ฉันค้นไปคือ http://www.mcescher.com/
ได้ข้อมูลมาว่า ชื่อจริงของเขาคือ Maurits Cornelis Escher มีอายุในช่วงปี ค.ศ. 1898 ถึง ค.ศ. 1972 เขาเป็นศิลปินวาดภาพที่มีชื่อเสียงมาก โดยเฉพาะกับงานที่ดูเหมือนโครงสร้างแปลกๆที่เป็นไปไม่ได้ เช่นงานที่ชื่อ Ascending and Descending, Relativity, Metamorphosis I, Metamorphosis II และMetamorphosis III, Sky & Water I หรือ Reptiles.
เขาได้สร้างชิ้นงานมากมาย แบ่งเป็นงานภาพพิมพ์ 448 ชิ้น woodcuts และ wood engravings รวมถึงงานวาดลายเส้นและภาพเสก็ตซ์มากกว่า 2000 ภาพ
เป็นที่น่าสังเกตเหมือนกันว่าบรรดาศิลปินทั้งหลายจะถนัดมือซ้าย ไม่ว่าจะเป็น Michelangelo, Leonardo da Vinci, Holbein และ M.C. Escher
เขาเกิดที่เมือง Leeuwarden ประเทศ Netherlands ย้ายไปอยู่ที่ Arnhem เมื่อเขาอายุ 5 ขวบ และในที่สุดถึงแม้จะเรียนตกๆหล่นในระดับมัธยม เขาเข้าเรียนต่อที่ School for Architecture and Decorative Arts ที่เมือง Haarlem โดยเลือกเรียน graphic art เมื่อเรียนจบ เขาเดินทางไปทั่วอิตาลี และได้พบกับ Jetta Umikerซึ่งได้แต่งงานกันในปี ค.ศ. 1924 พวกเขาอยู่ที่โรมจนถึงปี 1935 ก่อนจะกลับบ้านที่ฮอลแลนด์
M.C. Escher หลงใหลใน regular Division of the Plane และได้ใช้ภาพลายเส้นเป็นพื้นฐานในการสร้างงานอื่นๆด้วย
ฉันได้เห็นผลงานของ Escher ในปี 2000 ที่เมืองพิพิธภัณฑ์ในเมืองเฮก ประเทศฮอลแลนด์ ทีแรกที่เข้าไปก็คิดว่าไม่น่าจะมีอะไรให้ดูมาก แต่พอได้เห็นงานของ Escher รู้สึกว่ายิ่งกว่าคุ้มที่ได้เข้าไปดู
แล้วค่อยมา update เรื่องงานของเขาเพิ่มทีหลังแล้วกัน
ฉันมักจะตอบว่า ชอบงานของ โมเนต์ มาเนต์ แรมบรันด์ ลีโอนาโด ดาวินชี ปิซาโร ชอบงานอิมเพรสชั่นนิส แต่อย่าถามลงไปลึกๆเชียวว่าชอบงานอะไรบ้าง เพราะถ้าลงไปจริงๆ ก็จะรู้จักแต่ผลงานดังๆของเขา ส่วนใหญ่ก็เห็นจากหนังสือ หรือโปสเตอร์ ที่รู้จักเพราะต้องเรียนและเห็นบ่อยๆ ที่น่ากลัวกว่านั้นคือ อย่าถามถึงงานของคนไทยทีเดียว ฉันชอบงานของคุณเฉลิมชัยอยู่คนเดียว เพราะออกทีวีบ่อย และเคยเห็นความอลังการงานสร้างที่วัดร่องขุ่น (จริงๆมีอีกท่านหนึ่งที่เคารพฝีมือคือ อาจารย์ แนบ ทิชินพงษ์ ได้มีโอกาสได้ฟังท่านสอนมาเล็กน้อย)
ฉันเลยมานั่งคิดว่า จริงๆแล้วมีงานของใครบ้างที่ฉันชอบจริงๆ สนใจแนวคิดของเขา และได้เคยเห็นงานของเขาแล้ว เท่าที่ผ่านมาฉันเคยเห็นงานบางชิ้นของ โมเนต์ มาเนต์ และคนอื่นๆที่เอ่ยชื่อ ในพิพิธภัณฑ์เวลาไปต่างประเทศ แต่ที่ประทับใจมากคือ M.C.Escher ที่เคยไปเห็นในพิพิธภัณฑ์ที่ฮอลแลนด์ แล้วก็เพิ่งรู้สึกว่ารู้เรื่องเกี่ยวกับเขาไม่มาก ควรที่จะหาข้อมูลเพิ่มเติมไว้ แหล่งแรกที่ฉันค้นไปคือ http://www.mcescher.com/
ได้ข้อมูลมาว่า ชื่อจริงของเขาคือ Maurits Cornelis Escher มีอายุในช่วงปี ค.ศ. 1898 ถึง ค.ศ. 1972 เขาเป็นศิลปินวาดภาพที่มีชื่อเสียงมาก โดยเฉพาะกับงานที่ดูเหมือนโครงสร้างแปลกๆที่เป็นไปไม่ได้ เช่นงานที่ชื่อ Ascending and Descending, Relativity, Metamorphosis I, Metamorphosis II และMetamorphosis III, Sky & Water I หรือ Reptiles.
เขาได้สร้างชิ้นงานมากมาย แบ่งเป็นงานภาพพิมพ์ 448 ชิ้น woodcuts และ wood engravings รวมถึงงานวาดลายเส้นและภาพเสก็ตซ์มากกว่า 2000 ภาพ
เป็นที่น่าสังเกตเหมือนกันว่าบรรดาศิลปินทั้งหลายจะถนัดมือซ้าย ไม่ว่าจะเป็น Michelangelo, Leonardo da Vinci, Holbein และ M.C. Escher
เขาเกิดที่เมือง Leeuwarden ประเทศ Netherlands ย้ายไปอยู่ที่ Arnhem เมื่อเขาอายุ 5 ขวบ และในที่สุดถึงแม้จะเรียนตกๆหล่นในระดับมัธยม เขาเข้าเรียนต่อที่ School for Architecture and Decorative Arts ที่เมือง Haarlem โดยเลือกเรียน graphic art เมื่อเรียนจบ เขาเดินทางไปทั่วอิตาลี และได้พบกับ Jetta Umikerซึ่งได้แต่งงานกันในปี ค.ศ. 1924 พวกเขาอยู่ที่โรมจนถึงปี 1935 ก่อนจะกลับบ้านที่ฮอลแลนด์
M.C. Escher หลงใหลใน regular Division of the Plane และได้ใช้ภาพลายเส้นเป็นพื้นฐานในการสร้างงานอื่นๆด้วย
ฉันได้เห็นผลงานของ Escher ในปี 2000 ที่เมืองพิพิธภัณฑ์ในเมืองเฮก ประเทศฮอลแลนด์ ทีแรกที่เข้าไปก็คิดว่าไม่น่าจะมีอะไรให้ดูมาก แต่พอได้เห็นงานของ Escher รู้สึกว่ายิ่งกว่าคุ้มที่ได้เข้าไปดู
แล้วค่อยมา update เรื่องงานของเขาเพิ่มทีหลังแล้วกัน
Tuesday, May 16, 2006
การประเมินคุณภาพภายนอกเพื่อการรับรองมาตรฐาน
การประเมินคุณภาพภายนอกเพื่อการรับรองมาตรฐานหรือเรียกกันง่ายๆว่า การประเมินภายนอกรอบสอง เป็นการประเมินสำหรับโรงเรียนที่ผ่านการประเมินคุณภาพภายนอกครั้งที่หนึ่งมาแล้ว สิ่งที่ต่างจากการประเมินครั้งแรกคือ การประเมินรอบนี้เป็นการประเมินผลออกมาว่าได้คุณภาพตามมาตรฐาน สมศ.หรือไม่ จึงเป็นการประเมินที่ค่อนข้างเป็นที่หนักใจของทุกฝ่ายทั้งฝ่ายโรงเรียนและผู้ประเมิน
บันทึกชุดนี้เป็นบันทึกเตือนความจำถึงประสบการณ์ประเมินโรงเรียนรอบที่ 2 ของตัวเองในฐานะผู้ประเมินภายนอก รอบนี้ได้ประเมิน 2 โรงเรียน(ทั้งทีมมี 4 คน ประเมินทั้งหมด 3 โรงเรียน โดยแบ่งกันว่าใครจะสามารถไปประเมินโรงเรียนใดได้บ้าง บางโรงต้องไปทุกคนเพราะเป็นโรงเรียนขนาดกลางต้องไป 4 คน ส่วนอีก 2 โรงไปโรงเรียนละ 3 คนได้) โรงเรียนแรกช่วงวันที่ 1 - 3 กุมภาพันธ์ 2549 อีกโรงเรียนหนึ่งประเมินในช่วงวันที่ 1 - 3 มีนาคม 2549 เป็นที่น่ายินดีที่ผ่านมาตรฐานทั้ง 2 โรงเรียน
โรงเรียนแรกค่อนข้างจะหาทางเข้ายาก เพราะเราเลือกเข้าอีกเส้นทางหนึ่งจึงเป็นทางลูกรังเสียหลายกิโล (แต่ถึงแม้จะใช้เส้นทางปกติก็จะมีระยะทางประมาณ 6 กิโลเมตรจากถนนใหญ่ และเป็นลูกรังเสีย 2 กิโล) ทีมงานของเรามี 3 คนซึ่งโชคดีที่เป็นผู้ร่วมงานในที่ทำงานเดียวกันและแต่ละคนไม่เรื่องมากสักเท่าไร เมื่อเราไปถึงโรงเรียนประมาณ 9 โมงนิดๆ ทางโรงเรียนไม่ทราบว่าเราจะไปเพราะเราได้รับการกำชับมาว่าไม่ให้บอกล่วงหน้า เป็นแนวคิดจากการประชุมของสมศ.โดยตรง ผู้บริหารโรงเรียนค่อนข้างอึดอัดอย่างเห็นได้ชัด และพูดออกมาคำหนึ่งว่า มาอย่างนี้ก็ไม่ใช่กัลยาณมิตรอย่างที่แนวทางการประเมินควรเป็น โดยส่วนตัวเห็นด้วยกับผ.อ.โรงเรียนเพราะในการประเมินควรให้โอกาสผู้ถูกประเมินได้เตรียมตัว และให้เกิดความรู้สึกที่ดีต่อการประเมิน การทำงานจึงจะเป็นไปอย่างราบรื่นและเป็นจริง ตัวเองจึงได้โทรศัพท์กลับไปที่บริษัท ได้รับคำยืนยันว่าการมาแบบนี้เป็นสิ่งที่สมศ.กำหนด จึงชี้แจงกับทางโรงเรียนและขอประเมิน ทางโรงเรียนได้จัดให้เราอยู่ในห้องประชุมเอนกประสงค์ซึ่งมีสภาพดีมากเป็นห้องแอร์(ซึ่งเราพยายามไม่ใช้) ใช้เป็นทั้งห้องประชุม ห้องสอนดนตรีไทย ห้องแสดงแผนภูมิต่างๆ
เราเริ่มต้นโดยการขอประชุมผู้บริหารและครูเพื่อชี้แจงวิธีดำเนินการ และแจ้งให้ทราบว่าเราต้องการเอกสารใด ต้องการพบสัมภาษณ์ใคร และจะเข้าไปดูสภาพจริงของการเรียนการสอน จากนั้นเราก็ออกไปดูสภาพการเรียนการสอนจริง ในการประเมินทีมเราได้แบ่งมาตรฐานกันประเมินคือคนที่หนึ่งประเมินการศึกษาปฐมวัย 10 มาตรฐาน(ไม่ต้องประเมินด้านผู้บริหารยกเว้นมาตรฐานที่ 12) อีกคนประเมินมาตรฐานด้านผู้บริหาร 5 มาตรฐาน ด้านครู 2 มาตรฐาน ส่วนอีกคนประเมินมาตรฐานด้านผู้เรียนทั้งหมด 7 มาตรฐาน โดยครั้งนี้ตัวเองรับหน้าที่เป็นหัวหน้าทีมประเมินจึงเป็นผู้ที่จะอ่านรายงานและแก้ไขอีกหน้าที่หนึ่งด้วย
โรงเรียนนี้เปิดสอนตั้งแต่ชั้นอนุบาล 1 ถึงชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 มีครู 10 คน นักเรียน จำนวน 180 คน นับว่าเป็นโรงเรียนขนาดเล็ก แต่มีประสิทธิภาพการสอนดี เราใช้เวลาช่วงเช้าในการดูโรงเรียนจนทั่ว ได้คุยกับครูผู้สอนเก็บข้อมูลระหว่างการเดิน ดูห้องสมุด ดูห้องปฏิบัติการ ดูสนามออกกำลังกาย โดยแต่ละคนก็จะดูตามมาตรฐานของตนเอง บรรยากาศในการประเมินดีขึ้นเรื่อยๆเพราะทางโรงเรียนให้ความร่วมมือดีมาก ผ.อ. เข้าใจและให้ความร่วมมือ ครูผู้สอนให้ข้อมูลตรงไปตรงมา นักเรียนก็สามารถพูดคุยกับเราได้โดยไม่กระดากอาย ช่วงเช้าหลังจากการเดินดูโรงเรียน เราใช้เวลากับเอกสารซึ่งที่นี่มีมากสมกับที่ผ.อ.เคยได้ตำแหน่งผู้บริหารดีเด่น จนเที่ยงทางโรงเรียนเลี้ยงข้าวกลางวัน ซึ่งเราก็ได้บอกว่าทางสมศ.ไม่ต้องการให้เรารบกวนโรงเรียนที่ประเมิน แต่ก็เข้าใจทางโรงเรียนเพราะธรรมเนียมไทย ใครมาก็ต้อนรับ ไม่ได้ถือเป็นบุญคุณที่ต้องลำบากใจแต่อย่างใด อีกอย่างที่นี่ค่อนข้างไกล ถ้าออกไปหาอะไรกินข้างนอกจะเสียเวลามาก ตามปกติที่ทำมาเราจะกินข้าวที่โรงเรียนแล้วในวันสุดท้ายจะหาหนังสือมอบให้ห้องสมุดเป็นของตอบแทนเล็กๆน้อยๆ
เรากินข้าวร่วมกับครูทั้งโรงเรียนในห้องรับรองเล็กๆ ทางโรงเรียนต้อนรับอย่างดี อาหารอร่อย ช่วงบ่ายก็ทำงานเอกสารต่อ ผสมไปกับการเดินไปหาหลักฐานเพิ่มเติมจากการสัมภาษณ์ครู นักเรียน และ ผ.อ. เราทำงานจนเวลาประมาณ 4 โมง ก็เดินทางกลับ ระหว่างขับรถกลับก็คุยกันในทีม วางแผนการว่าวันพรุ่งนี้จะทำอะไรต่อ เรากลับมาที่ทำงานและแวะคุยกันครู่หนึ่งก่อนแยกย้ายกันกลับบ้าน
วันที่สองของการประเมิน เราไปถึงโรงเรียนแต่เช้า ดูสภาพก่อนเข้าเรียน ประทับใจกับการแบ่งหน้าที่ดูแลโรงเรียนของนักเรียนซึ่งที่นี่มีการแบ่งเป็นเครือข่ายตามพื้นที่บ้านของนักเรียน นักเรียนรุ่นพี่จะดูแลรุ่นน้อง ครูที่ดูแลเครือข่ายจะไปเยี่ยมบ้าน ผู้ปกครองในเครือข่ายจะช่วยดูแลลูกหลาน นักเรียนจะดูแลโรงเรียนในเขตที่ตนเองรับผิดชอบ มีการตรวจงานโดยครูประจำเครือข่าย และมีการรายงานผลหน้าเสาธงทุกวัน เด็กที่นี่พื้นฐานจิตใจดีมากมีระเบียบวินัยสูงเห็นได้ชัดจากความประพฤติ วิธีการไหว้ การทำตามที่ครูสั่งถึงแม้ครูจะไม่ได้อยู่เช่น นักเรียนพาไปที่ห้องสมุด นักเรียนชั้นประถมจะเข้าไปในห้องสมุด แต่นักเรียนอนุบาลจะยืนออกันหน้าห้องสมุด เมื่อถามว่าทำไมไม่เข้ามา หนูๆจะบอกว่าคุณครูไม่ให้เข้าห้องสมุดถ้าครูไม่มาด้วย มีตัวอย่างของเด็กๆอีกหลายอย่างที่ทำให้เห็นว่าโรงเรียนนี้ได้สร้างแรงจูงใจที่ดีในการให้เด็กอยากเรียน คิดถึงเรื่องเด็กโต๋ขึ้นมาทันทีตอนที่เด็กบอกว่าถ้าทำตัวดี ผ.อ.จะพาขึ้นรถหกล้อของผ.อ.และพานักเรียนไปเที่ยวซึ่งจริงๆคือการเรียนนอกสถานที่
ตลอดเช้ายังคงเป็นการหาข้อมูลเอกสาร เดินไปยืนยันข้อมูลจากแหล่งต่างๆ ตอนเที่ยงกินข้าว ช่วงบ่ายพบกับผู้ปกครองและคณะกรรมการสถานศึกษา พวกเรายิงคำถามตามมาตรฐานที่ดูแล ผลตอบรับของโรงเรียนนี้ดีมาก เห็นชัดว่าชุมชนสัมพันธ์แข็งแรงมาก หมดวันที่สอง เราได้คุยกันระหว่างกลับบ้าน ก็พอจะมองเห็นผลการประเมินที่ต้องแจ้งให้โรงเรียนออกมาคร่าวๆแล้ว
วันที่ 3 เราใช้เวลาช่วงเช้าในการเขียนเอกสาร และรวบรวมข้อมูลออกมาให้อยู่ในรูปแบบที่จะแจ้งผลประเมินให้โรงเรียนทราบด้วยวาจา ทีแรกค่อนข้างลำบากใจเพราะผลการประเมินฝั่งปฐมวัยออกมาไม่ดีเท่าที่ควร แต่ก็ถือว่าเราต้องยึดตามข้อเท็จจริงที่ปรากฏ
ในการประเมินจะแยกกันระหว่างการศึกษาปฐมวัยและประถมและมัธยมศึกษา ที่นี่ในส่วนการศึกษาปฐมวัยได้มาตรฐานคุณภาพ สมศ. จำนวน 10 มาตรฐาน ไม่ได้มาตรฐานคุณภาพ สมศ. จำนวน 4 มาตรฐาน ( คือ มาตรฐานที่ ๘ ครูมีคุณวุฒิ/ความรู้ ความสามารถตรงกับงานที่รับผิดชอบ และมีครูเพียงพอ มาตรฐานที่ ๑๒ สถานศึกษามีการจัดกิจกรรมและการเรียนการสอนโดยเน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ มาตรฐานที่ ๔ ผู้เรียนมีความสามารถในการคิดวิเคราะห์ คิดสังเคราะห์ มีวิจารณญาณ มีความคิดสร้างสรรค์ คิดไตร่ตรองและมีวิสัยทัศน์ และ มาตรฐานที่ ๖ ผู้เรียนมีทักษะในการแสวงหาความรู้ด้วยตนเอง รักการเรียนรู้ และพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง ) ในส่วนประถมศึกษาได้มาตรฐานคุณภาพ สมศ. จำนวน ๑๓ มาตรฐาน ไม่ได้มาตรฐานคุณภาพ สมศ. จำนวน 1 มาตรฐาน คือ มาตรฐานที่ ๕ ผู้เรียนมีความรู้และทักษะที่จำเป็นตามหลักสูตร
ในการแจ้งผลการประเมิน เราเชิญผู้บริหารและครูเข้าฟัง (ทั้งนี้ผู้ปกครองและคณะกรรมการสถานศึกษาจะฟังด้วยก็ได้ เราก็เชิญ แต่มักจะไม่มีคนเข้ามา) เราแจ้งผลโดยการที่หัวหน้าทีม(ในที่นี้คือตัวเอง) กล่าวขอบคุณที่ทางโรงเรียนให้ความร่วมมือในการหาข้อมูล เราเล่าวิธีการหาข้อมูลของเราในโรงเรียน และเกณฑ์ในการจัดว่าได้มาตรฐานโดยการอิงเกณฑ์และอิงสถานศึกษาซึ่งต่างจากเกณฑ์ในการประเมินรอบแรก ครั้งนี้โรงเรียนที่ผ่านมาตรฐานจะต้องมีมาตรฐานที่ผ่านไม่ต่ำกว่า 11 มาตรฐาน และไม่มีมาตรฐานใดอยู่ในระดับปรับปรุง การแจ้งผลเราแบ่งตามมาตรฐาน เริ่มจากของประถมศึกษา ด้านผู้บริหาร มาตรฐานใดผ่าน มาตรฐานใดไม่ผ่าน ต่อด้วยด้านครู และผู้เรียน จากนั้นแจ้งผลของการศึกษาปฐมวัย เมื่อแจ้งผลแล้ว เราเปิดโอกาสให้ซักถามและทักท้วง เนื่องจากทีมเราได้ชี้แจงในขณะที่เราทำงานค่อนข้างชัดเจนว่าสิ่งไหนดี สิ่งไหนที่ทางโรงเรียนยังขาด จึงไม่มีข้อสงสัยในผลที่ออกมา จากนั้นเราบอกว่ากระบวนการต่อไปเราจะทำรายงานส่งบริษัทแล้วบริษัทจะส่งมาให้ทางโรงเรียนตรวจ หากมีข้อทักท้วงก็ยังทำได้ หากทางโรงเรียนยอมรับรายงานการประเมิน รายงานจะถูกส่งไปที่สมศ.ต่อไป หลังจากที่เราพูดจบ ทางโรงเรียนก็กล่าวขอบคุณ ซึ่งพวกเรารู้สึกดีมากเพราะ ผ.อ.บอกว่า ถึงแม้เราจะเริ่มต้นมาอย่างไม่ค่อยจะเป็นกัลยาณมิตรแต่ในการทำงานของเราพวกเราทุกคนทำตัวเป็นกัลยาณมิตร พวกเราเองก็ดีใจที่เราทำงานอย่างโปร่งใสและอธิบายได้ รวมถึงโชคดีที่ผลการประเมินออกมาแล้วเป็นที่ยอมรับของทุกคน
แล้วการประเมินโรงเรียนแรกก็จบลงอย่างเรียบร้อย
( จากอัธยาศัยอันดีของ ผ.อ. ครูและนักเรียน รู้สึกประทับใจมาก เมื่อสิ้นสุดการประเมิน ตัวเองจึงสมัครสมาชิกอุปถัมป์นิตยสาร Update ให้ทางห้องสมุดโรงเรียน (แต่ไม่ได้แจ้งทางโรงเรียนว่าสมัครไว้ให้ คิดวาไม่น่าจะมีปัญหาอะไร) หวังว่าคงเป็นประโยชน์ต่อเด็กๆบ้าง)
โรงเรียนที่สองของทีม ตัวเองไม่ได้ร่วมประเมิน มีน้องในทีมประเมินคนหนึ่งผ่าตัดไส้ติ่งช่วงนั้นพอดี ขาดคนประเมินหนึ่งคน ผู้ประเมินผู้ใหญ่ของบริษัทท่านหนึ่งได้มาช่วยประเมิน ผลการประเมินไม่เป็นที่ยอมรับของโรงเรียน ถึงขนาดต้องชี้แจงกันนานตลอดบ่ายถึง 5 โมงเย็น และหัวหน้าทีมต้องบอกว่าขอกลับมาดูก่อน จึงได้กลับออกมา เราก็ต้องทำรายงานตามผลการประเมินที่ทำ เข้าใจว่าทางโรงเรียนคงไม่ยอมรับผลการประเมินชุดนี้
โรงเรียนที่สามของทีม ที่เป็นโรงเรียนที่สองของตัวเองในการประเมิน เป็นโรงเรียนอยู่ใกล้ทะเล ใกล้ที่ทำงานด้วย แต่ยังคงพึ่งอาหารกลางวันที่โรงเรียนอยู่ดี เพราะธรรมเนียมคนไทยเหมือนเคย โรงเรียนนี้ นักเรียนเป็นมุสลิม 98% เป็นโรงเรียนขนาดกลาง สอนตั้งแต่อนุบาลถึง ป.6 มีครู ๓๑ คน นักเรียน ๗๐๙ คน ทางโรงเรียนรู้ตัวอยู่แล้วว่าเราจะเข้าไปประเมิน บรรยากาศการประเมินเป็นไปฉันมิตร โรงเรียนได้มาตรฐานทั้งการศึกษาปฐมวัยและประถมศึกษา ในช่วงการประเมินนี้เราได้ข่าวว่า สมศ. มีประกาศให้ปรับเปลี่ยนเกณฑ์ของมาตรฐานที่ 8 และในมาตรฐานที่ 5 ยังไม่ต้องแจ้งผลเพราะจะรอผลการสอบมาตรฐานชาติที่จัดสอบในเดือนกุมภาพันธ์ เราก็ดำเนินการตามนั้น การประเมินโรงเรียนนี้ก็ผ่านไปด้วยดีอีกโรงเรียนหนึ่ง
งานที่ตามมาคือการจัดทำรายงาน ซึ่งกลุ่มเราใช้เวลานานมาก กว่าจะได้ส่งฉบับจริงก็จวนเจียนกำหนดจนถึงต้นเดือนเมษายน นับว่าตัวเองทำงานช้ากว่าที่เคยเป็นอย่างมาก พอจะหาข้อสรุปได้ว่า ครั้งนี้เป็นการทำงานของคนที่อยู่ในองค์กรเดียวกัน การขอเลื่อนจึงทำได้โดยไม่ละอายแก่ใจมากนักเพราะสนิทกัน และเมื่อใครบอกว่ายุ่ง เราก็จะมองเห็นภาพ เพราะรู้วิธีการทำงานในองค์กรอย่างดีจึงมีข้อแก้ตัวให้กันเสมอ ถ้าเป็นคนที่ไม่สนิทกันมากการทำงานจะต้องเร่งรีบกว่านี้เพราะเราจะเกรงใจผู้ร่วมทีม ปัญหาอีกอย่างคือทีมงานเราเป็นคนใหม่ทุกคนยกเว้นตัวเองซึ่งมรประสบการณ์มากกว่าเล็กน้อย รูปแบบการเขียนแต่ละคนจะเขียนตามความเข้าใจของผู้เขียน แล้วเกิดไม่แน่ใจว่าเขียนแบบนี้จะดีหรือไม่ ก็คอยกันไปคอยกันมา จนในที่สุดเราวาง template ของรายงานไว้ การเขียนก็ง่ายขึ้น
ผู้พิมพ์งานก็สำคัญ งานนี้เราให้น้องที่ทำงานคนหนึ่งช่วยพิมพ์ น้องคนนี้จะพิมพ์งานของสมศ.บ่อยจนรู้งาน ถึงขนาดสามารถช่วย edit ได้ด้วย ทำให้งานง่ายขึ้นมาก
ค่าใช้จ่ายที่เกิดระหว่างการทำงาน แต่ละคนจะจดส่วนที่จ่ายไปแล้วมาหารเฉลี่ยกันทีหลังในส่วนที่เกินจากการลงขันเบื้องต้น(คนละ 500 บาท)
การประเมินรอบนี้ของบริษัทมีบางกลุ่มที่ส่งไม่ทัน ก็จะถูกสมศ.ปรับ ซึ่งตัวเองก็ไม่ทราบว่าจะถูกปรับเท่าไร แต่เมื่อตอนที่เข้าบริษัทใหม่ๆ ทราบว่า การที่ถูกปรับเป็นสาเหตุที่ทำให้บริษัทไม่ได้อยู่ในกลุ่มบริษัทที่สมศ.ยกขึ้นมาเป็นบริษัทผู้ประเมินระดับดี ก็น่าเสียดายไม่น้อย
บันทึกชุดนี้เป็นบันทึกเตือนความจำถึงประสบการณ์ประเมินโรงเรียนรอบที่ 2 ของตัวเองในฐานะผู้ประเมินภายนอก รอบนี้ได้ประเมิน 2 โรงเรียน(ทั้งทีมมี 4 คน ประเมินทั้งหมด 3 โรงเรียน โดยแบ่งกันว่าใครจะสามารถไปประเมินโรงเรียนใดได้บ้าง บางโรงต้องไปทุกคนเพราะเป็นโรงเรียนขนาดกลางต้องไป 4 คน ส่วนอีก 2 โรงไปโรงเรียนละ 3 คนได้) โรงเรียนแรกช่วงวันที่ 1 - 3 กุมภาพันธ์ 2549 อีกโรงเรียนหนึ่งประเมินในช่วงวันที่ 1 - 3 มีนาคม 2549 เป็นที่น่ายินดีที่ผ่านมาตรฐานทั้ง 2 โรงเรียน
โรงเรียนแรกค่อนข้างจะหาทางเข้ายาก เพราะเราเลือกเข้าอีกเส้นทางหนึ่งจึงเป็นทางลูกรังเสียหลายกิโล (แต่ถึงแม้จะใช้เส้นทางปกติก็จะมีระยะทางประมาณ 6 กิโลเมตรจากถนนใหญ่ และเป็นลูกรังเสีย 2 กิโล) ทีมงานของเรามี 3 คนซึ่งโชคดีที่เป็นผู้ร่วมงานในที่ทำงานเดียวกันและแต่ละคนไม่เรื่องมากสักเท่าไร เมื่อเราไปถึงโรงเรียนประมาณ 9 โมงนิดๆ ทางโรงเรียนไม่ทราบว่าเราจะไปเพราะเราได้รับการกำชับมาว่าไม่ให้บอกล่วงหน้า เป็นแนวคิดจากการประชุมของสมศ.โดยตรง ผู้บริหารโรงเรียนค่อนข้างอึดอัดอย่างเห็นได้ชัด และพูดออกมาคำหนึ่งว่า มาอย่างนี้ก็ไม่ใช่กัลยาณมิตรอย่างที่แนวทางการประเมินควรเป็น โดยส่วนตัวเห็นด้วยกับผ.อ.โรงเรียนเพราะในการประเมินควรให้โอกาสผู้ถูกประเมินได้เตรียมตัว และให้เกิดความรู้สึกที่ดีต่อการประเมิน การทำงานจึงจะเป็นไปอย่างราบรื่นและเป็นจริง ตัวเองจึงได้โทรศัพท์กลับไปที่บริษัท ได้รับคำยืนยันว่าการมาแบบนี้เป็นสิ่งที่สมศ.กำหนด จึงชี้แจงกับทางโรงเรียนและขอประเมิน ทางโรงเรียนได้จัดให้เราอยู่ในห้องประชุมเอนกประสงค์ซึ่งมีสภาพดีมากเป็นห้องแอร์(ซึ่งเราพยายามไม่ใช้) ใช้เป็นทั้งห้องประชุม ห้องสอนดนตรีไทย ห้องแสดงแผนภูมิต่างๆ
เราเริ่มต้นโดยการขอประชุมผู้บริหารและครูเพื่อชี้แจงวิธีดำเนินการ และแจ้งให้ทราบว่าเราต้องการเอกสารใด ต้องการพบสัมภาษณ์ใคร และจะเข้าไปดูสภาพจริงของการเรียนการสอน จากนั้นเราก็ออกไปดูสภาพการเรียนการสอนจริง ในการประเมินทีมเราได้แบ่งมาตรฐานกันประเมินคือคนที่หนึ่งประเมินการศึกษาปฐมวัย 10 มาตรฐาน(ไม่ต้องประเมินด้านผู้บริหารยกเว้นมาตรฐานที่ 12) อีกคนประเมินมาตรฐานด้านผู้บริหาร 5 มาตรฐาน ด้านครู 2 มาตรฐาน ส่วนอีกคนประเมินมาตรฐานด้านผู้เรียนทั้งหมด 7 มาตรฐาน โดยครั้งนี้ตัวเองรับหน้าที่เป็นหัวหน้าทีมประเมินจึงเป็นผู้ที่จะอ่านรายงานและแก้ไขอีกหน้าที่หนึ่งด้วย
โรงเรียนนี้เปิดสอนตั้งแต่ชั้นอนุบาล 1 ถึงชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 มีครู 10 คน นักเรียน จำนวน 180 คน นับว่าเป็นโรงเรียนขนาดเล็ก แต่มีประสิทธิภาพการสอนดี เราใช้เวลาช่วงเช้าในการดูโรงเรียนจนทั่ว ได้คุยกับครูผู้สอนเก็บข้อมูลระหว่างการเดิน ดูห้องสมุด ดูห้องปฏิบัติการ ดูสนามออกกำลังกาย โดยแต่ละคนก็จะดูตามมาตรฐานของตนเอง บรรยากาศในการประเมินดีขึ้นเรื่อยๆเพราะทางโรงเรียนให้ความร่วมมือดีมาก ผ.อ. เข้าใจและให้ความร่วมมือ ครูผู้สอนให้ข้อมูลตรงไปตรงมา นักเรียนก็สามารถพูดคุยกับเราได้โดยไม่กระดากอาย ช่วงเช้าหลังจากการเดินดูโรงเรียน เราใช้เวลากับเอกสารซึ่งที่นี่มีมากสมกับที่ผ.อ.เคยได้ตำแหน่งผู้บริหารดีเด่น จนเที่ยงทางโรงเรียนเลี้ยงข้าวกลางวัน ซึ่งเราก็ได้บอกว่าทางสมศ.ไม่ต้องการให้เรารบกวนโรงเรียนที่ประเมิน แต่ก็เข้าใจทางโรงเรียนเพราะธรรมเนียมไทย ใครมาก็ต้อนรับ ไม่ได้ถือเป็นบุญคุณที่ต้องลำบากใจแต่อย่างใด อีกอย่างที่นี่ค่อนข้างไกล ถ้าออกไปหาอะไรกินข้างนอกจะเสียเวลามาก ตามปกติที่ทำมาเราจะกินข้าวที่โรงเรียนแล้วในวันสุดท้ายจะหาหนังสือมอบให้ห้องสมุดเป็นของตอบแทนเล็กๆน้อยๆ
เรากินข้าวร่วมกับครูทั้งโรงเรียนในห้องรับรองเล็กๆ ทางโรงเรียนต้อนรับอย่างดี อาหารอร่อย ช่วงบ่ายก็ทำงานเอกสารต่อ ผสมไปกับการเดินไปหาหลักฐานเพิ่มเติมจากการสัมภาษณ์ครู นักเรียน และ ผ.อ. เราทำงานจนเวลาประมาณ 4 โมง ก็เดินทางกลับ ระหว่างขับรถกลับก็คุยกันในทีม วางแผนการว่าวันพรุ่งนี้จะทำอะไรต่อ เรากลับมาที่ทำงานและแวะคุยกันครู่หนึ่งก่อนแยกย้ายกันกลับบ้าน
วันที่สองของการประเมิน เราไปถึงโรงเรียนแต่เช้า ดูสภาพก่อนเข้าเรียน ประทับใจกับการแบ่งหน้าที่ดูแลโรงเรียนของนักเรียนซึ่งที่นี่มีการแบ่งเป็นเครือข่ายตามพื้นที่บ้านของนักเรียน นักเรียนรุ่นพี่จะดูแลรุ่นน้อง ครูที่ดูแลเครือข่ายจะไปเยี่ยมบ้าน ผู้ปกครองในเครือข่ายจะช่วยดูแลลูกหลาน นักเรียนจะดูแลโรงเรียนในเขตที่ตนเองรับผิดชอบ มีการตรวจงานโดยครูประจำเครือข่าย และมีการรายงานผลหน้าเสาธงทุกวัน เด็กที่นี่พื้นฐานจิตใจดีมากมีระเบียบวินัยสูงเห็นได้ชัดจากความประพฤติ วิธีการไหว้ การทำตามที่ครูสั่งถึงแม้ครูจะไม่ได้อยู่เช่น นักเรียนพาไปที่ห้องสมุด นักเรียนชั้นประถมจะเข้าไปในห้องสมุด แต่นักเรียนอนุบาลจะยืนออกันหน้าห้องสมุด เมื่อถามว่าทำไมไม่เข้ามา หนูๆจะบอกว่าคุณครูไม่ให้เข้าห้องสมุดถ้าครูไม่มาด้วย มีตัวอย่างของเด็กๆอีกหลายอย่างที่ทำให้เห็นว่าโรงเรียนนี้ได้สร้างแรงจูงใจที่ดีในการให้เด็กอยากเรียน คิดถึงเรื่องเด็กโต๋ขึ้นมาทันทีตอนที่เด็กบอกว่าถ้าทำตัวดี ผ.อ.จะพาขึ้นรถหกล้อของผ.อ.และพานักเรียนไปเที่ยวซึ่งจริงๆคือการเรียนนอกสถานที่
ตลอดเช้ายังคงเป็นการหาข้อมูลเอกสาร เดินไปยืนยันข้อมูลจากแหล่งต่างๆ ตอนเที่ยงกินข้าว ช่วงบ่ายพบกับผู้ปกครองและคณะกรรมการสถานศึกษา พวกเรายิงคำถามตามมาตรฐานที่ดูแล ผลตอบรับของโรงเรียนนี้ดีมาก เห็นชัดว่าชุมชนสัมพันธ์แข็งแรงมาก หมดวันที่สอง เราได้คุยกันระหว่างกลับบ้าน ก็พอจะมองเห็นผลการประเมินที่ต้องแจ้งให้โรงเรียนออกมาคร่าวๆแล้ว
วันที่ 3 เราใช้เวลาช่วงเช้าในการเขียนเอกสาร และรวบรวมข้อมูลออกมาให้อยู่ในรูปแบบที่จะแจ้งผลประเมินให้โรงเรียนทราบด้วยวาจา ทีแรกค่อนข้างลำบากใจเพราะผลการประเมินฝั่งปฐมวัยออกมาไม่ดีเท่าที่ควร แต่ก็ถือว่าเราต้องยึดตามข้อเท็จจริงที่ปรากฏ
ในการประเมินจะแยกกันระหว่างการศึกษาปฐมวัยและประถมและมัธยมศึกษา ที่นี่ในส่วนการศึกษาปฐมวัยได้มาตรฐานคุณภาพ สมศ. จำนวน 10 มาตรฐาน ไม่ได้มาตรฐานคุณภาพ สมศ. จำนวน 4 มาตรฐาน ( คือ มาตรฐานที่ ๘ ครูมีคุณวุฒิ/ความรู้ ความสามารถตรงกับงานที่รับผิดชอบ และมีครูเพียงพอ มาตรฐานที่ ๑๒ สถานศึกษามีการจัดกิจกรรมและการเรียนการสอนโดยเน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ มาตรฐานที่ ๔ ผู้เรียนมีความสามารถในการคิดวิเคราะห์ คิดสังเคราะห์ มีวิจารณญาณ มีความคิดสร้างสรรค์ คิดไตร่ตรองและมีวิสัยทัศน์ และ มาตรฐานที่ ๖ ผู้เรียนมีทักษะในการแสวงหาความรู้ด้วยตนเอง รักการเรียนรู้ และพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง ) ในส่วนประถมศึกษาได้มาตรฐานคุณภาพ สมศ. จำนวน ๑๓ มาตรฐาน ไม่ได้มาตรฐานคุณภาพ สมศ. จำนวน 1 มาตรฐาน คือ มาตรฐานที่ ๕ ผู้เรียนมีความรู้และทักษะที่จำเป็นตามหลักสูตร
ในการแจ้งผลการประเมิน เราเชิญผู้บริหารและครูเข้าฟัง (ทั้งนี้ผู้ปกครองและคณะกรรมการสถานศึกษาจะฟังด้วยก็ได้ เราก็เชิญ แต่มักจะไม่มีคนเข้ามา) เราแจ้งผลโดยการที่หัวหน้าทีม(ในที่นี้คือตัวเอง) กล่าวขอบคุณที่ทางโรงเรียนให้ความร่วมมือในการหาข้อมูล เราเล่าวิธีการหาข้อมูลของเราในโรงเรียน และเกณฑ์ในการจัดว่าได้มาตรฐานโดยการอิงเกณฑ์และอิงสถานศึกษาซึ่งต่างจากเกณฑ์ในการประเมินรอบแรก ครั้งนี้โรงเรียนที่ผ่านมาตรฐานจะต้องมีมาตรฐานที่ผ่านไม่ต่ำกว่า 11 มาตรฐาน และไม่มีมาตรฐานใดอยู่ในระดับปรับปรุง การแจ้งผลเราแบ่งตามมาตรฐาน เริ่มจากของประถมศึกษา ด้านผู้บริหาร มาตรฐานใดผ่าน มาตรฐานใดไม่ผ่าน ต่อด้วยด้านครู และผู้เรียน จากนั้นแจ้งผลของการศึกษาปฐมวัย เมื่อแจ้งผลแล้ว เราเปิดโอกาสให้ซักถามและทักท้วง เนื่องจากทีมเราได้ชี้แจงในขณะที่เราทำงานค่อนข้างชัดเจนว่าสิ่งไหนดี สิ่งไหนที่ทางโรงเรียนยังขาด จึงไม่มีข้อสงสัยในผลที่ออกมา จากนั้นเราบอกว่ากระบวนการต่อไปเราจะทำรายงานส่งบริษัทแล้วบริษัทจะส่งมาให้ทางโรงเรียนตรวจ หากมีข้อทักท้วงก็ยังทำได้ หากทางโรงเรียนยอมรับรายงานการประเมิน รายงานจะถูกส่งไปที่สมศ.ต่อไป หลังจากที่เราพูดจบ ทางโรงเรียนก็กล่าวขอบคุณ ซึ่งพวกเรารู้สึกดีมากเพราะ ผ.อ.บอกว่า ถึงแม้เราจะเริ่มต้นมาอย่างไม่ค่อยจะเป็นกัลยาณมิตรแต่ในการทำงานของเราพวกเราทุกคนทำตัวเป็นกัลยาณมิตร พวกเราเองก็ดีใจที่เราทำงานอย่างโปร่งใสและอธิบายได้ รวมถึงโชคดีที่ผลการประเมินออกมาแล้วเป็นที่ยอมรับของทุกคน
แล้วการประเมินโรงเรียนแรกก็จบลงอย่างเรียบร้อย
( จากอัธยาศัยอันดีของ ผ.อ. ครูและนักเรียน รู้สึกประทับใจมาก เมื่อสิ้นสุดการประเมิน ตัวเองจึงสมัครสมาชิกอุปถัมป์นิตยสาร Update ให้ทางห้องสมุดโรงเรียน (แต่ไม่ได้แจ้งทางโรงเรียนว่าสมัครไว้ให้ คิดวาไม่น่าจะมีปัญหาอะไร) หวังว่าคงเป็นประโยชน์ต่อเด็กๆบ้าง)
โรงเรียนที่สองของทีม ตัวเองไม่ได้ร่วมประเมิน มีน้องในทีมประเมินคนหนึ่งผ่าตัดไส้ติ่งช่วงนั้นพอดี ขาดคนประเมินหนึ่งคน ผู้ประเมินผู้ใหญ่ของบริษัทท่านหนึ่งได้มาช่วยประเมิน ผลการประเมินไม่เป็นที่ยอมรับของโรงเรียน ถึงขนาดต้องชี้แจงกันนานตลอดบ่ายถึง 5 โมงเย็น และหัวหน้าทีมต้องบอกว่าขอกลับมาดูก่อน จึงได้กลับออกมา เราก็ต้องทำรายงานตามผลการประเมินที่ทำ เข้าใจว่าทางโรงเรียนคงไม่ยอมรับผลการประเมินชุดนี้
โรงเรียนที่สามของทีม ที่เป็นโรงเรียนที่สองของตัวเองในการประเมิน เป็นโรงเรียนอยู่ใกล้ทะเล ใกล้ที่ทำงานด้วย แต่ยังคงพึ่งอาหารกลางวันที่โรงเรียนอยู่ดี เพราะธรรมเนียมคนไทยเหมือนเคย โรงเรียนนี้ นักเรียนเป็นมุสลิม 98% เป็นโรงเรียนขนาดกลาง สอนตั้งแต่อนุบาลถึง ป.6 มีครู ๓๑ คน นักเรียน ๗๐๙ คน ทางโรงเรียนรู้ตัวอยู่แล้วว่าเราจะเข้าไปประเมิน บรรยากาศการประเมินเป็นไปฉันมิตร โรงเรียนได้มาตรฐานทั้งการศึกษาปฐมวัยและประถมศึกษา ในช่วงการประเมินนี้เราได้ข่าวว่า สมศ. มีประกาศให้ปรับเปลี่ยนเกณฑ์ของมาตรฐานที่ 8 และในมาตรฐานที่ 5 ยังไม่ต้องแจ้งผลเพราะจะรอผลการสอบมาตรฐานชาติที่จัดสอบในเดือนกุมภาพันธ์ เราก็ดำเนินการตามนั้น การประเมินโรงเรียนนี้ก็ผ่านไปด้วยดีอีกโรงเรียนหนึ่ง
งานที่ตามมาคือการจัดทำรายงาน ซึ่งกลุ่มเราใช้เวลานานมาก กว่าจะได้ส่งฉบับจริงก็จวนเจียนกำหนดจนถึงต้นเดือนเมษายน นับว่าตัวเองทำงานช้ากว่าที่เคยเป็นอย่างมาก พอจะหาข้อสรุปได้ว่า ครั้งนี้เป็นการทำงานของคนที่อยู่ในองค์กรเดียวกัน การขอเลื่อนจึงทำได้โดยไม่ละอายแก่ใจมากนักเพราะสนิทกัน และเมื่อใครบอกว่ายุ่ง เราก็จะมองเห็นภาพ เพราะรู้วิธีการทำงานในองค์กรอย่างดีจึงมีข้อแก้ตัวให้กันเสมอ ถ้าเป็นคนที่ไม่สนิทกันมากการทำงานจะต้องเร่งรีบกว่านี้เพราะเราจะเกรงใจผู้ร่วมทีม ปัญหาอีกอย่างคือทีมงานเราเป็นคนใหม่ทุกคนยกเว้นตัวเองซึ่งมรประสบการณ์มากกว่าเล็กน้อย รูปแบบการเขียนแต่ละคนจะเขียนตามความเข้าใจของผู้เขียน แล้วเกิดไม่แน่ใจว่าเขียนแบบนี้จะดีหรือไม่ ก็คอยกันไปคอยกันมา จนในที่สุดเราวาง template ของรายงานไว้ การเขียนก็ง่ายขึ้น
ผู้พิมพ์งานก็สำคัญ งานนี้เราให้น้องที่ทำงานคนหนึ่งช่วยพิมพ์ น้องคนนี้จะพิมพ์งานของสมศ.บ่อยจนรู้งาน ถึงขนาดสามารถช่วย edit ได้ด้วย ทำให้งานง่ายขึ้นมาก
ค่าใช้จ่ายที่เกิดระหว่างการทำงาน แต่ละคนจะจดส่วนที่จ่ายไปแล้วมาหารเฉลี่ยกันทีหลังในส่วนที่เกินจากการลงขันเบื้องต้น(คนละ 500 บาท)
การประเมินรอบนี้ของบริษัทมีบางกลุ่มที่ส่งไม่ทัน ก็จะถูกสมศ.ปรับ ซึ่งตัวเองก็ไม่ทราบว่าจะถูกปรับเท่าไร แต่เมื่อตอนที่เข้าบริษัทใหม่ๆ ทราบว่า การที่ถูกปรับเป็นสาเหตุที่ทำให้บริษัทไม่ได้อยู่ในกลุ่มบริษัทที่สมศ.ยกขึ้นมาเป็นบริษัทผู้ประเมินระดับดี ก็น่าเสียดายไม่น้อย
ศิลปศาสตร์ 18 ประการ
เวลาอ่านหนังสือที่พูดถึงการเล่าเรียนวิชาการของกษัตรย์จะได้ยินว่าต้องเรียนศิลศาสตร์ 18 ประการ ตัวเองสงสัยเสมอว่าเขาเรียนอะไรกัน มีอะไรที่คนสมัยนี้เรียนที่เหมือนกับสมัยก่อน ลองไปค้นดูที่ต่างๆพบว่ามีการพูดถึงในหลายๆตำรา ไม่รู้ว่าจะเชื่อตำราไหนดี อย่างเช่น
ในตำราหนึ่งกล่าวไว้ว่า ศิลปศาสตร์ 18 ประการ อันเป็นสิ่งจำเป็นที่ผู้จะเป็นกษัตริย์ จะต้องศึกษาศิลปศาสตร์ 18 ประการ คือ
1. ยุทธศาสตร์ วิชานักรบ
2. รัฐศาสตร์ วิชาการปกครอง
3. นิติศาสตร์ วิชากฎหมายและจารีตประเพณีต่างๆ
4. พาณิชยศาสตร์ วิชาการค้า
5. อักษรศาสตร์ วิชาวรรณคดี
6. นิรุกติศาสตร์ วิชาภาษาทั้งของตน และของชนชาติ ที่เกี่ยวข้องกัน
7. คณิตศาสตร์ วิชาคำนวณ
8. โชติยศาสตร์ วิชาดูดวงดาว
9. ภูมิศาสตร์ วิชาดูพื้นที่ และรู้จักแผนที่ของประเทศต่างๆ
10.โหราศาสตร์ วิชาโหรรู้จักพยากรณ์เหตุการณ์ต่างๆ
11.เวชศาสตร์ วิชาแพทย์
12.เหตุศาสตร์ วิชาว่าด้วยเหตุผล หรือตรรกวิทยา
13.สัตวศาสตร์ วิชาดูลักษณะสัตว์ และรู้เสียงสัตว์ว่าดี หรือร้าย
14.โยคศาสตร์ วิชาช่างกล
15.ศาสนศาสตร์ วิชาศาสนารู้ความเป็นมา และหลักศาสนาทุกศาสนา
16.มายาศาสตร์ วิชาอุบาย หรือตำหรับพิชัยสงคราม
17.คันธัพพศาสตร์ วิชาร้องรำ หรือนาฎยศาสตร์ และวิชาดนตรี หรือดุริยางค์ศาสตร์
18.ฉันทศาสตร์ วิชาการประพันธ์
จาก http://www.baanjomyut.com/library/great_teacher/index.html
แต่ถ้าจากที่แห่งหนึ่ง ข้อมูลจะเป็นเรียนศิลปวิทยา
เมื่อพระราชกุมารเจริญวัย ทรงได้รับการศึกษาศิลปวิทยาการจาก สำนักครูวิศวามิตร วิชาที่ทรงศึกษาคือ ศิลปศาสตร์ 18 ประการ อันประกอบด้วย การปกครอง การดูลักษณะคนและพื้นที่ การดูดวงดาว การใช้อาวุธต่างๆในการรบ ภาษาและกวีนิพนธ์ อันเป็นศิลปะทางโลกสำหรับผู้ที่พร้อมจะเป็นพระเจ้าจักรพรรดิ รวมทั้งไตรเพทและเวทางคศาสตร์
ไตรเพท ได้แก่ อิรุพเพทหรือฤคเวท ว่าด้วยการสร้างโลก ยชุรเพท หรือยชุรเวท ว่าด้วยบทสรรเสริญ และบทสวดสรรเสริญเทพเจ้าทั้งหลาย สามเทพ หรือ สามเวท ว่าด้วยบทสวดในพิธีบวงสรวงเทพเจ้าทั้งหลาย ซึ่งส่วนใหญ่รวบรวมมาจากคัมภีร์ฤคเวท และยังมีเวทที่ 4 คือ อาถัพพนเพท หรือ อาถรรพเวท ว่าด้วยการใช้มนต์และการปลุกเสกในพิธีต่างๆ
เวทางคศาสตร์ คือคำอธิบายพระเวทต่างๆ เกี่ยวข้องกับการกล่าวสรรเสริญพระเจ้า การประกอบพิธีกรรม เป็นความรู้ทางธรรมสำหรับผู้ที่จะเป็นนักบวช
ศิลปศาสตร์ 18 ประการ
1. ไตรเพทศาสตร์ วิชา ฤคเวท ยชุรเวท และสามเวท ดังกล่าวมาแล้ว
2. สรีรศาสตร์ วิชาพิจารณาลักษณะส่วนต่างๆของร่างกาย
3. สังขยาศาสตร์ วิชาคำนวณ
4. สมาธิศาสตร์ วิชาทำจิตให้แน่วแน่
5. นิติศาสตร์ วิชาเกี่ยวกับกฎหมาย
6. วิเสสิกศาสตร์ วิชาแยกประเภทคนและสิ่งของ
7. โชติยศาสตร์ วิชาทำนายเหตุการณ์ทั่วไป
8. คันธัพพศาสตร์ วิชาฟ้อนรำและดนตรี
9. ติกิจฉศาสตร์ วิชาแพทย์
10. ปุรณศาสตร์ วิชาโบราณคดี
11. ศาสนศาสตร์ วิชาการศาสนา
12. โหราศาสตร์ วิชาเกี่ยวกับการทำนาย
13. มายาศาสตร์ วิชากล
14. เหตุศาสตร์ วิชาค้นหาเหตุ
15. วันตุศาสตร์ วิชาคิด
16. ยุทธศาสตร์ วิชาการรบ
17. ฉันทศาสตร์ วิชาแต่งโคลง ฉันท์ กาพย์ กลอน
18. ลักษณะศาสตร์ วิชาดูลักษณะคนจาก http://203.170.173.156/deformed/buddish/%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%9E%E0%B8%B8%E0%B8%97%E0%B8%98%E0%B8%A3%E0%B8%B9%E0%B8%9B%E0%B8%9B%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B8%95%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B9%86/data/2/2.htm
และจากอีกแห่งหนึ่ง
1. ความรู้ทั่วไป = ความรู้รอบตัว
2. รู้กฎธรรมเนียม = คือข้อกำหนดระเบียบปฏิบัติตามธรรมดาของมนุษย์
3. คณิตศาสตร์ = การคำนวณ
4. ยันตการ = การใช้เครื่องยนต์
5. นิติศาสตร์ = ความรู้เกี่ยวกับกฎหมายต่างๆ
6. โหราศาสตร์ = รู้การพยากรณ์
7. นาฎดุริยางคศิลป์ = ความรู้เรื่องการร้องรำทำเพลง
8. พลศึกษา = ความรู้เกี่ยวกับพลศึกษา
9. การยิงธนู
10. ประวัติศาสตร์ = ความรู้เรื่องโบราณ
11. แพทย์ศาสตร์ = ความรู้ทางแพทย์
12. อิติหาส = วิชาที่ว่าด้วยวรรณคดี นิยาย
13. วิชาดาราศาสตร์ = วิชาที่เกี่ยวกับดวงดาว
14. วิชาพิชัยสงคราม = วิชายุทธศาสตร์ และ ยุทธศิลป์
15. วิชานิพนธ์ = การประพันธ์
16. วาทศิลป์ = วิชาการพูด
17. เวทมนตร์ = วิชาเสกเป่าด้วยคาถา
18. ความรู้ทางภาษาศาสตร์
http://202.183.216.176/thai/sundorn/knowledge04.html เด็กไทยออนไลน์
ในขณะที่เทียบกับการเรียนการสอนสมัยนี้ สิ่งที่เราต้องเรียนดูจะเปลี่ยนไปตามความรู้ที่เพิ่มขึ้นมาในแต่ละยุคสมัย แต่ไม่แน่ใจริงๆว่าระบบการเรียนการสอนของเราสอนให้คนรุ่นใหม่พร้อมสำหรับการเรียนรู้ด้วยตนเองเพียงใด
ในตำราหนึ่งกล่าวไว้ว่า ศิลปศาสตร์ 18 ประการ อันเป็นสิ่งจำเป็นที่ผู้จะเป็นกษัตริย์ จะต้องศึกษาศิลปศาสตร์ 18 ประการ คือ
1. ยุทธศาสตร์ วิชานักรบ
2. รัฐศาสตร์ วิชาการปกครอง
3. นิติศาสตร์ วิชากฎหมายและจารีตประเพณีต่างๆ
4. พาณิชยศาสตร์ วิชาการค้า
5. อักษรศาสตร์ วิชาวรรณคดี
6. นิรุกติศาสตร์ วิชาภาษาทั้งของตน และของชนชาติ ที่เกี่ยวข้องกัน
7. คณิตศาสตร์ วิชาคำนวณ
8. โชติยศาสตร์ วิชาดูดวงดาว
9. ภูมิศาสตร์ วิชาดูพื้นที่ และรู้จักแผนที่ของประเทศต่างๆ
10.โหราศาสตร์ วิชาโหรรู้จักพยากรณ์เหตุการณ์ต่างๆ
11.เวชศาสตร์ วิชาแพทย์
12.เหตุศาสตร์ วิชาว่าด้วยเหตุผล หรือตรรกวิทยา
13.สัตวศาสตร์ วิชาดูลักษณะสัตว์ และรู้เสียงสัตว์ว่าดี หรือร้าย
14.โยคศาสตร์ วิชาช่างกล
15.ศาสนศาสตร์ วิชาศาสนารู้ความเป็นมา และหลักศาสนาทุกศาสนา
16.มายาศาสตร์ วิชาอุบาย หรือตำหรับพิชัยสงคราม
17.คันธัพพศาสตร์ วิชาร้องรำ หรือนาฎยศาสตร์ และวิชาดนตรี หรือดุริยางค์ศาสตร์
18.ฉันทศาสตร์ วิชาการประพันธ์
จาก http://www.baanjomyut.com/library/great_teacher/index.html
แต่ถ้าจากที่แห่งหนึ่ง ข้อมูลจะเป็นเรียนศิลปวิทยา
เมื่อพระราชกุมารเจริญวัย ทรงได้รับการศึกษาศิลปวิทยาการจาก สำนักครูวิศวามิตร วิชาที่ทรงศึกษาคือ ศิลปศาสตร์ 18 ประการ อันประกอบด้วย การปกครอง การดูลักษณะคนและพื้นที่ การดูดวงดาว การใช้อาวุธต่างๆในการรบ ภาษาและกวีนิพนธ์ อันเป็นศิลปะทางโลกสำหรับผู้ที่พร้อมจะเป็นพระเจ้าจักรพรรดิ รวมทั้งไตรเพทและเวทางคศาสตร์
ไตรเพท ได้แก่ อิรุพเพทหรือฤคเวท ว่าด้วยการสร้างโลก ยชุรเพท หรือยชุรเวท ว่าด้วยบทสรรเสริญ และบทสวดสรรเสริญเทพเจ้าทั้งหลาย สามเทพ หรือ สามเวท ว่าด้วยบทสวดในพิธีบวงสรวงเทพเจ้าทั้งหลาย ซึ่งส่วนใหญ่รวบรวมมาจากคัมภีร์ฤคเวท และยังมีเวทที่ 4 คือ อาถัพพนเพท หรือ อาถรรพเวท ว่าด้วยการใช้มนต์และการปลุกเสกในพิธีต่างๆ
เวทางคศาสตร์ คือคำอธิบายพระเวทต่างๆ เกี่ยวข้องกับการกล่าวสรรเสริญพระเจ้า การประกอบพิธีกรรม เป็นความรู้ทางธรรมสำหรับผู้ที่จะเป็นนักบวช
ศิลปศาสตร์ 18 ประการ
1. ไตรเพทศาสตร์ วิชา ฤคเวท ยชุรเวท และสามเวท ดังกล่าวมาแล้ว
2. สรีรศาสตร์ วิชาพิจารณาลักษณะส่วนต่างๆของร่างกาย
3. สังขยาศาสตร์ วิชาคำนวณ
4. สมาธิศาสตร์ วิชาทำจิตให้แน่วแน่
5. นิติศาสตร์ วิชาเกี่ยวกับกฎหมาย
6. วิเสสิกศาสตร์ วิชาแยกประเภทคนและสิ่งของ
7. โชติยศาสตร์ วิชาทำนายเหตุการณ์ทั่วไป
8. คันธัพพศาสตร์ วิชาฟ้อนรำและดนตรี
9. ติกิจฉศาสตร์ วิชาแพทย์
10. ปุรณศาสตร์ วิชาโบราณคดี
11. ศาสนศาสตร์ วิชาการศาสนา
12. โหราศาสตร์ วิชาเกี่ยวกับการทำนาย
13. มายาศาสตร์ วิชากล
14. เหตุศาสตร์ วิชาค้นหาเหตุ
15. วันตุศาสตร์ วิชาคิด
16. ยุทธศาสตร์ วิชาการรบ
17. ฉันทศาสตร์ วิชาแต่งโคลง ฉันท์ กาพย์ กลอน
18. ลักษณะศาสตร์ วิชาดูลักษณะคนจาก http://203.170.173.156/deformed/buddish/%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%9E%E0%B8%B8%E0%B8%97%E0%B8%98%E0%B8%A3%E0%B8%B9%E0%B8%9B%E0%B8%9B%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B8%95%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B9%86/data/2/2.htm
และจากอีกแห่งหนึ่ง
1. ความรู้ทั่วไป = ความรู้รอบตัว
2. รู้กฎธรรมเนียม = คือข้อกำหนดระเบียบปฏิบัติตามธรรมดาของมนุษย์
3. คณิตศาสตร์ = การคำนวณ
4. ยันตการ = การใช้เครื่องยนต์
5. นิติศาสตร์ = ความรู้เกี่ยวกับกฎหมายต่างๆ
6. โหราศาสตร์ = รู้การพยากรณ์
7. นาฎดุริยางคศิลป์ = ความรู้เรื่องการร้องรำทำเพลง
8. พลศึกษา = ความรู้เกี่ยวกับพลศึกษา
9. การยิงธนู
10. ประวัติศาสตร์ = ความรู้เรื่องโบราณ
11. แพทย์ศาสตร์ = ความรู้ทางแพทย์
12. อิติหาส = วิชาที่ว่าด้วยวรรณคดี นิยาย
13. วิชาดาราศาสตร์ = วิชาที่เกี่ยวกับดวงดาว
14. วิชาพิชัยสงคราม = วิชายุทธศาสตร์ และ ยุทธศิลป์
15. วิชานิพนธ์ = การประพันธ์
16. วาทศิลป์ = วิชาการพูด
17. เวทมนตร์ = วิชาเสกเป่าด้วยคาถา
18. ความรู้ทางภาษาศาสตร์
http://202.183.216.176/thai/sundorn/knowledge04.html เด็กไทยออนไลน์
ในขณะที่เทียบกับการเรียนการสอนสมัยนี้ สิ่งที่เราต้องเรียนดูจะเปลี่ยนไปตามความรู้ที่เพิ่มขึ้นมาในแต่ละยุคสมัย แต่ไม่แน่ใจริงๆว่าระบบการเรียนการสอนของเราสอนให้คนรุ่นใหม่พร้อมสำหรับการเรียนรู้ด้วยตนเองเพียงใด
Tuesday, May 09, 2006
การสอบโอเน็ต เอเน็ต
ปีนี้(2549) เป็นปีที่นักเรียนชั้นม.6 ต้องใช้วิธีการสอบเข้ามหาวิทยาลัยแบบใหม่โดยทำการสอบโอเน็ต เอเน็ต
ใครๆก็งงกับการสอบระบบนี้เพราะมีปัญหามากมายเหลือเกิน ตั้งแต่การสมัครสอบที่ต้องสมัครออนไลน์ ในการสอบมีปัญหาเรื่องที่นั่งสอบ เลขประจำตัวไม่ตรงกับสถานที่สอบฯลฯ จนถึงในการบอกผลสอบก็ผิดพลาดจนต้องมีการตวจเช็คซ้ำ 3 รอบ คะแนนที่ได้ไม่มีใครแน่ใจว่าถูกต้องแน่นอนเพราะขาดความเชื่อถือในกระบวนการตั้งแต่ต้น
คำถามที่ถามกันมากได้แก่ การสอบระบบนี้เป็นอย่างไร ทำไมต้องใช้ระบบนี้แทนระบบเอนทรานซ์แบบเดิม ถ้าเทียบกับที่อื่นๆมีการสอบในลักษณะนี้ที่ไหน หรือไม่
ข้อมูลเกี่ยวกับการสอบมีระบุใน http://ntthailand.mymaindata.com/ ดังนี้
"การวัดและประเมินผลการเรียนปีการศึกษา 2548
สถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (องค์การมหาชน)เป็นองค์กรของรัฐทำหน้าที่จัดระบบการทดสอบ พัฒนาแบบทดสอบเพื่อวัดและประเมินมาตรฐานการศึกษาด้านผู้เรียนบริการสอบ วัดความรู้ความสามารถ พัฒนาบุคลากรด้านการวัดและประเมินผล และเป็นศูนย์กลางความร่วมมือด้านการทดสอบทางการศึกษาในระดับชาติและระดับนานาชาติ
สถาบันฯมีภารกิจหลักในการทดสอบมาตรฐานการจัดการศึกษาด้านผู้เรียนระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานโดยการทดสอบผลการเรียนรู้รวบยอดระดับชาติซึ่งเป็นการวัดผลของกระบวนการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน อันก่อให้เกิดการเรียนรู้ที่สะสมระยะยาวในตัวผู้เรียน เพื่อนำผลการวัดไปใช้ในการเปรียบเทียบ บ่งชี้ ประเมินและกำหนดนโยบายการศึกษา
โดยทดสอบนักเรียน 4 ช่วงชั้น ดังนี้
ช่วงชั้นที่ 1 (ป.1 - ป.3)
ช่วงชั้นที่ 2 (ป.4 - ป.6)
ช่วงชั้นที่ 3 (ม.1 - ม.3)
และช่วงชั้นที่ 4 (ม.4 - ม.6)
ในปีการศึกษา 2548 สถาบันทดสอบจะดำเนินการประเมินให้กบช่วงชั้นที่ 4 ก่อน เนื่องจากมหาวิทยาลัยต้องการใช้ผลการทดสอบเป็นองค์ประกอบหนึ่งในการรับบุคคลเข้าศึกษาในสถาบันอุดมศึกษา ในระบบกลางการรับนิสิตนักศึกษา สถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติจะพัฒนาเครื่องมือเพื่อใช้วัดและประเมินผลมาตรฐานการจัดการศึกษาด้านผูเรียน ในช่วงชั้นที่ 4 ใน 2 ระดับ คือ
1. แบบทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติขั้นพื้นฐาน(O - NET)
2. แบบทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติขั้นสูง (A - NET)
การสอบ O - NET (Ordinary National Educational Test)
O - NET คือ แบบสอบทางการศึกษาแห่งชาติขั้นพื้นฐาน เป็นการวัดผลการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน สำหรับในช่วงชั้นที่ 4 จัดสอบ 5 กลุ่มสาระการเรียนรู้ ได้แก่ 1 ภาษาไทย 2 คณิตศาสตร์ 3 วิทยาศาสตร์ 4 สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม 5 ภาษาค่างประเทศ (ภาษาอังกฤษ)
ลักษณะข้อสอบและการประเมินผล O - NET ประกอบด้วย
1. แบบทดสอบจะมีทั้งปรนัย และอัตนัย ในอัตราส่วนระหว่าง 80% - 90% : 10% - 20% ข้อสอบแบบปรนัยจะเป็นข้อสอบแบบ 4 ตัวเลือก สำหรับข้อสอบอัตนัยจะเป็นข้อสอบแบบเขียนคำตอบสั้นๆ (Short Answer)
2. เวลาในการทำข้อสอบวิชาละ 2 ชั่วโมง
3. ข้อสอบแต่ละข้อ คะแนนอาจจะไม่เท่ากันขึ้นอยู่กับความยากง่ายของข้อสอบ
4. ข้อสอบครอบคลุมสาระและทักษะสำคัญของ 5 กลุ่มสาระการเรียนรู้ การสอบเป็นบริการของรัฐให้แก่นักเรียนทุกคนโดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใด ๆ
การสอบ A - NET (Advanced National Educational Test)
A - NET คือ แบบสอบทางการศึกษาแห่งชาติขั้นสูง เป็นการวัดความรู้และ ความคิดวิเคราะห์ ซึ่งจะเป็นการวัดความรู้เชิง สังเคราะห์ โดยเน้นทักษะการคิดมากกว่า O-NET ประกอบด้วย
1 ภาษาไทย 2
2 คณิตศาสตร์ 2
3 วิทยาศาสตร์ 2
4 สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม 2
5 ภาษาอังกฤษ 2
ลักษณะข้อสอบและการประเมินผล A - NET ประกอบด้วย
1. แบบทดสอบจะมีทั้งปรนัย และอัตนัย ในอัตราส่วนระหว่าง 60% - 80% : 40% - 20% ข้อสอบแบบปรนัยจะเป็นข้อสอบแบบ 4 ตัวเลือก สำหรับข้อสอบอัตนัยจะเป็นข้อสอบแบบเขียนคำตอบสั้นๆ (Short Answer)
2. เวลาในการทำข้อสอบวิชาละ 2 ชั่วโมง ยกเว้นวิชาวิทยาศาสตร์ ประกอบด้วยเนื้อหาด้าน เคมี ฟิสิกส์ ชีววิทยา อยู่ในฉบับเดียวกัน ที่ใช้เวลาในการสอบ 3 ชั่วโมง และจะแสดงผลการทดสอบทั้งรวมและแยก
3.ข้อสอบแต่ละข้อ คะแนนอาจจะไม่เท่ากันขึ้นอยู่กับความยากง่ายของข้อสอบ
วิธีการคิดคะแนน 1. เมื่อมีการตรวจกระดาษคำตอบมีวิธีการวิเคราะห์ข้อสอบทุกข้อเพื่อหาคุณภาพขอข้อสอบ ถ้าข้อสอบข้อใดไม่มีคุณภาพตามเกณฑ์ ไม่สามารถวัดหรือจำแนกได้ ข้อสอบข้อนั้นจะไม่นำมาคิดคะแนน ดังนั้นคะแนนที่ได้จะเป็นคะแนนสอบที่ได้มาจากข้อสอบที่มีคุณภาพทุกข้อ 2 คะแนนผลการสอบจะแปลงคะแนนเป็นคะแนนมาตรฐานรายวิชา
กำหนดการสอบประมวลความรู้ ช่วงชั้นที่ 4ประจำปีการศึกษา 2548
สอบ O-NET วันเสาร์ที่25 - วันอาทิตย์ที่ 26 กุมภาพันธ์ 2549
สอบ A-NET วันอังคารที่ 28 กุมภาพันธ์ - วันพุธที่ 1 มีนาคม 2549"
แต่ผลการสอบก็ไม่เป็นที่ลงตัวเสียที แม้แต่ในวันนี้ (16 พฤษภาคม 2549) นักเรียนยังลุ้นระทึกกันว่าจะสามารถประกาศผล admission ได้ภายในวันนี้หรือไม่ นับว่าเป็นการสอบเข้ามหาวิทยาลัยที่มีปัญหามากที่สุดเท่าที่เคยจัดสอบมา
ใครๆก็งงกับการสอบระบบนี้เพราะมีปัญหามากมายเหลือเกิน ตั้งแต่การสมัครสอบที่ต้องสมัครออนไลน์ ในการสอบมีปัญหาเรื่องที่นั่งสอบ เลขประจำตัวไม่ตรงกับสถานที่สอบฯลฯ จนถึงในการบอกผลสอบก็ผิดพลาดจนต้องมีการตวจเช็คซ้ำ 3 รอบ คะแนนที่ได้ไม่มีใครแน่ใจว่าถูกต้องแน่นอนเพราะขาดความเชื่อถือในกระบวนการตั้งแต่ต้น
คำถามที่ถามกันมากได้แก่ การสอบระบบนี้เป็นอย่างไร ทำไมต้องใช้ระบบนี้แทนระบบเอนทรานซ์แบบเดิม ถ้าเทียบกับที่อื่นๆมีการสอบในลักษณะนี้ที่ไหน หรือไม่
ข้อมูลเกี่ยวกับการสอบมีระบุใน http://ntthailand.mymaindata.com/ ดังนี้
"การวัดและประเมินผลการเรียนปีการศึกษา 2548
สถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (องค์การมหาชน)เป็นองค์กรของรัฐทำหน้าที่จัดระบบการทดสอบ พัฒนาแบบทดสอบเพื่อวัดและประเมินมาตรฐานการศึกษาด้านผู้เรียนบริการสอบ วัดความรู้ความสามารถ พัฒนาบุคลากรด้านการวัดและประเมินผล และเป็นศูนย์กลางความร่วมมือด้านการทดสอบทางการศึกษาในระดับชาติและระดับนานาชาติ
สถาบันฯมีภารกิจหลักในการทดสอบมาตรฐานการจัดการศึกษาด้านผู้เรียนระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานโดยการทดสอบผลการเรียนรู้รวบยอดระดับชาติซึ่งเป็นการวัดผลของกระบวนการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน อันก่อให้เกิดการเรียนรู้ที่สะสมระยะยาวในตัวผู้เรียน เพื่อนำผลการวัดไปใช้ในการเปรียบเทียบ บ่งชี้ ประเมินและกำหนดนโยบายการศึกษา
โดยทดสอบนักเรียน 4 ช่วงชั้น ดังนี้
ช่วงชั้นที่ 1 (ป.1 - ป.3)
ช่วงชั้นที่ 2 (ป.4 - ป.6)
ช่วงชั้นที่ 3 (ม.1 - ม.3)
และช่วงชั้นที่ 4 (ม.4 - ม.6)
ในปีการศึกษา 2548 สถาบันทดสอบจะดำเนินการประเมินให้กบช่วงชั้นที่ 4 ก่อน เนื่องจากมหาวิทยาลัยต้องการใช้ผลการทดสอบเป็นองค์ประกอบหนึ่งในการรับบุคคลเข้าศึกษาในสถาบันอุดมศึกษา ในระบบกลางการรับนิสิตนักศึกษา สถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติจะพัฒนาเครื่องมือเพื่อใช้วัดและประเมินผลมาตรฐานการจัดการศึกษาด้านผูเรียน ในช่วงชั้นที่ 4 ใน 2 ระดับ คือ
1. แบบทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติขั้นพื้นฐาน(O - NET)
2. แบบทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติขั้นสูง (A - NET)
การสอบ O - NET (Ordinary National Educational Test)
O - NET คือ แบบสอบทางการศึกษาแห่งชาติขั้นพื้นฐาน เป็นการวัดผลการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน สำหรับในช่วงชั้นที่ 4 จัดสอบ 5 กลุ่มสาระการเรียนรู้ ได้แก่ 1 ภาษาไทย 2 คณิตศาสตร์ 3 วิทยาศาสตร์ 4 สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม 5 ภาษาค่างประเทศ (ภาษาอังกฤษ)
ลักษณะข้อสอบและการประเมินผล O - NET ประกอบด้วย
1. แบบทดสอบจะมีทั้งปรนัย และอัตนัย ในอัตราส่วนระหว่าง 80% - 90% : 10% - 20% ข้อสอบแบบปรนัยจะเป็นข้อสอบแบบ 4 ตัวเลือก สำหรับข้อสอบอัตนัยจะเป็นข้อสอบแบบเขียนคำตอบสั้นๆ (Short Answer)
2. เวลาในการทำข้อสอบวิชาละ 2 ชั่วโมง
3. ข้อสอบแต่ละข้อ คะแนนอาจจะไม่เท่ากันขึ้นอยู่กับความยากง่ายของข้อสอบ
4. ข้อสอบครอบคลุมสาระและทักษะสำคัญของ 5 กลุ่มสาระการเรียนรู้ การสอบเป็นบริการของรัฐให้แก่นักเรียนทุกคนโดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใด ๆ
การสอบ A - NET (Advanced National Educational Test)
A - NET คือ แบบสอบทางการศึกษาแห่งชาติขั้นสูง เป็นการวัดความรู้และ ความคิดวิเคราะห์ ซึ่งจะเป็นการวัดความรู้เชิง สังเคราะห์ โดยเน้นทักษะการคิดมากกว่า O-NET ประกอบด้วย
1 ภาษาไทย 2
2 คณิตศาสตร์ 2
3 วิทยาศาสตร์ 2
4 สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม 2
5 ภาษาอังกฤษ 2
ลักษณะข้อสอบและการประเมินผล A - NET ประกอบด้วย
1. แบบทดสอบจะมีทั้งปรนัย และอัตนัย ในอัตราส่วนระหว่าง 60% - 80% : 40% - 20% ข้อสอบแบบปรนัยจะเป็นข้อสอบแบบ 4 ตัวเลือก สำหรับข้อสอบอัตนัยจะเป็นข้อสอบแบบเขียนคำตอบสั้นๆ (Short Answer)
2. เวลาในการทำข้อสอบวิชาละ 2 ชั่วโมง ยกเว้นวิชาวิทยาศาสตร์ ประกอบด้วยเนื้อหาด้าน เคมี ฟิสิกส์ ชีววิทยา อยู่ในฉบับเดียวกัน ที่ใช้เวลาในการสอบ 3 ชั่วโมง และจะแสดงผลการทดสอบทั้งรวมและแยก
3.ข้อสอบแต่ละข้อ คะแนนอาจจะไม่เท่ากันขึ้นอยู่กับความยากง่ายของข้อสอบ
วิธีการคิดคะแนน 1. เมื่อมีการตรวจกระดาษคำตอบมีวิธีการวิเคราะห์ข้อสอบทุกข้อเพื่อหาคุณภาพขอข้อสอบ ถ้าข้อสอบข้อใดไม่มีคุณภาพตามเกณฑ์ ไม่สามารถวัดหรือจำแนกได้ ข้อสอบข้อนั้นจะไม่นำมาคิดคะแนน ดังนั้นคะแนนที่ได้จะเป็นคะแนนสอบที่ได้มาจากข้อสอบที่มีคุณภาพทุกข้อ 2 คะแนนผลการสอบจะแปลงคะแนนเป็นคะแนนมาตรฐานรายวิชา
กำหนดการสอบประมวลความรู้ ช่วงชั้นที่ 4ประจำปีการศึกษา 2548
สอบ O-NET วันเสาร์ที่25 - วันอาทิตย์ที่ 26 กุมภาพันธ์ 2549
สอบ A-NET วันอังคารที่ 28 กุมภาพันธ์ - วันพุธที่ 1 มีนาคม 2549"
แต่ผลการสอบก็ไม่เป็นที่ลงตัวเสียที แม้แต่ในวันนี้ (16 พฤษภาคม 2549) นักเรียนยังลุ้นระทึกกันว่าจะสามารถประกาศผล admission ได้ภายในวันนี้หรือไม่ นับว่าเป็นการสอบเข้ามหาวิทยาลัยที่มีปัญหามากที่สุดเท่าที่เคยจัดสอบมา
Monday, February 20, 2006
ปลาดุกลำพัน
หลายเดือนมาแล้ว ได้ข่าวว่ามีอาจารย์ที่มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์กำลังทำงานวิจัยเกี่ยวกับปลาดุกลำพัน และได้เห็นหน้าตาปลาดุกที่บ้านอาจารย์ผู้วิจัยท่านหนึ่ง คล้ายๆปลาดุกทั่วไปแต่ลำตัวยาวกว่ามาก เวลาว่ายน้ำจะพริ้วไปทั้งตัว ไม่ได้สังเกตสีแต่มีคนบอกว่าสีคล้ายปลาดุกอื่นแต่จะมีลายเหมือนคนใส่เสื้อลายสก็อต แถมชื่อปลาดุกจริงๆคือปลาดุกรำพันแต่เวลาไปแจ้งชื่อที่อำเภอ พนักงานทะเบียนเขียนผิด เลยได้ชื่อว่าปลาดุกลำพันมาจนบัดนี้ จริงเท็จอยู่กับผู้เล่า ซึ่งเข้าใจว่าเท็จเสียมากกว่า
เมื่อวานนี้มีพี่ที่อยู่ในพื้นที่จังหวัดนครศรีธรรมราชได้นั่งคุยกับอาจารย์คู่นี้ถึงแหล่งที่ไปหาปลา เพราะต้องไปหามาจากหลายที่ บางครั้งไปถึงนราธิวาส พี่คนนี้ได้แนะนำว่าที่พื้นที่พรุกง แถบอำเภอสิชลก็มี บ่ายวานนี้ได้ไปหาเพื่อนอีกคนที่อยู่ในสิชลให้ช่วยหาปลาไว้ให้ โดยต้องเป็นปลาที่จับด้วยลอบเพราะถ้าตกเบ็ดมาปลาดุกลำพันจะกัดสายเบ็ดขาดแล้วเบ็ดจะค้างอยู่ข้างใน เอามาเลี้ยงได้ไม่กี่วันจะตายทั้งหมด
ลองไปค้นข้อมูลเกี่ยวกับปลกดุกชนิดนี้พบว่ามี 2 ชนิดคือ "ปลาดุกลำพันภูเขา" และ"ปลาดุกลำพัน"
"ปลาดุกลำพัน’ สัตว์น้ำหายากในเขตป่าพรุของไทยปัจจุบัน ปลาดุกลำพันจัดเป็นปลาที่หายากและเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ ในประเทศไทยมีรายงานพบ 2 สปีชีส์ คือ Prophagorus cataractus และ P. nieuhofii ซึ่งชนิดหลังจะพบมากที่สุดแหล่งอาศัยของปลาดุกชนิดนี้อยู่ในพื้นที่ภาคใต้บริเวณป่าพรุ จ.ปัตตานี จ.ยะลา จ.สงขลา ปลาดุกลำพันนอกจากจะพบในธรรมชาติซึ่งนับวันค่อนข้างจะหายากแล้วนั้น ปัจจุบันความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีทำให้สามารถเพาะขยายพันธุ์ปลาดุกชนิดนี้ได้โดยนักวิทยาศาสตร์ได้ศึกษาวิจัยเพื่อให้สามารถเพาะเลี้ยงปลาในบ่อและมีศักยภาพเป็นปลาเศรษฐกิจได้ อีกทั้งสามารถเพาะขยายพันธุ์ปลาดุกชนิดนี้ได้โดยนักวิทยาศาสตร์ได้ศึกษาวิจัยเพื่อให้สามารถเพาะเลี้ยงปลาในบ่อและมีศักยภาพเป็นปลาเศรษฐกิจได้ อีกทั้งสามารถเพาะขยายพันธุ์ด้วยวิธีผสมเทียมเช่นเดียวกับปลาดุกอุยได้ (เดลินิวส์ เสาร์ที่ 26 กรกฎาคม 2546 หน้า 30)"
และสามารถพบได้ในที่หลายแห่ง เช่น ทะเลน้อย อุทยานแห่งชาติเขาลำปี อุทนายแห่งชาติเขาสก
"ทะเลน้อย เป็นทะเลสาบน้ำจืดมีลักษณะค่อนข้างกลมมีอาณาเขตผืนน้ำประมาณ 30 ตารางกิโลเมตรหรือประมาณ 20,000 ไร่ มีชุมชนขนาดเล็กกระจายอยู่โดยรอบพื้นที่ทางตอนเหนือเป็นป่าพรุเสม็ดขนาดใหญ่ มีระดับน้ำลึกเฉลี่ย 1.2 เมตร ต้นน้ำของทะเลน้อยมาจากเทือกเขาบรรทัดซึ่งอยู่ทางทิศตะวันตก ปริมาณน้ำฝนเฉลี่ยตลอดทั้งปี 2,126 มิลลิเมตร ในพื้นที่เขตห้ามล่าสัตว์ป่าฯ สำรวจพบสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมประมาณ 10 ชนิด เช่น ลิงแสม เสือปลา นากใหญ่ ขนเรียบ นอกจากนี้ยังพบสัตว์สะเทินน้ำสะเทินบก 8 ชนิด สัตว์เลื้อยคลานอีก 25 ชนิด ซึ่งรวมถึงเต่ากระอาน ที่ถูกจัดอยู่ในสถานภาพที่ใกล้จะสูญพันธุ์ด้วย พันธุ์ปลา ที่พบอย่างน้อย 45 ชนิด และในจำนวนนี้มี 4 ชนิด ที่อยู่ในภาวะใกล้สูญพันธุ์ คือ ปลากะทิ ปลาดุกลำพัน ปลาฝักพร้า ปลาตะลุมพุก และชนิดเด่นที่พบคือ ปลาตุม ปลากะแห เป็นต้น " http://www.aksorn.com/event/event_detail.asp?id=69 ทะเลน้อย
http://arcbc.defined.net/cgi-bin/oepp.exe/html?SID=1128690449&name=???????????????????&na=117&html=wetland/wetlist1.html เขาสก
"ปลามัด ทางตะวันออกเรียกว่า ปลาดุกลำพัน Clarias nieuhofi ในไทยพบภาคตะวันออกและภาคใต้ "http://www.siamensis.org/webboard/Webanswer.asp?id=1761
มีข้อมูลจากทางกรมประมงเกี่ยวกับปลาที่เสี่ยงต่อการสูญพันธ์ดังนี้
นายสิทธิ บุณยรัตผลิน อธิบดีกรมประมง เผยว่า จากการศึกษาของนักวิชาการกรมประมง เกี่ยวกับพันธุ์สัตว์น้ำท้องถิ่นของไทยในปัจจุบัน ระบุว่า พันธุ์สัตว์น้ำที่สูญพันธุ์ไปจากประเทศไทยแล้วมี 3 ชนิด คือ ปลาหางไหม้ ปลาหวีเกศ และปลาเสือตอนอกจากนั้น ยังมีปลาไทยถึง 29 ชนิดอยู่ในภาวะเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ และอีกกว่า 156 ชนิดที่ถูกคุกคาม สาเหตุที่ทำให้พันธุ์สัตว์น้ำท้องถิ่นของไทยสูญพันธุ์นั้น เนื่องจากการทำประมงเกินขนาด และการจับปลาในฤดูผสมพันธุ์ ฤดูวางไข่รวมถึงการรวบรวมพันธุ์ปลาจากแหล่งน้ำธรรมชาติเพื่อนำมาจำหน่ายเป็นปลาสวยงาม ตลอดจนแหล่งที่อยู่อาศัยเริ่มเสื่อมโทรม และสภาวะแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไป สัตว์น้ำไทยที่อยู่ในภาวะใกล้สูญพันธุ์ ได้แก่ ปลาตะพัด ปลาตองลาย ปลากระโห้ ปลาทรงเครื่อง ปลาหมู อารีย์ ปลาบึก ปลาเทพา และปลากะรังหน้างอน เป็นต้น ส่วนปลาที่อยู่ในสถานะถูกคุกคาม ได้แก่ กระเบนราหูน้ำจืด ปลาซิวข้างขวาน ปลายี่สกปลานวลจันทร์ ปลาดุกด้าน ปลาดุกลำพัน ปลาจีด ปลากระทิงไฟ ปลากะรังหางตัด และม้าน้ำขณะ นายวัฒนะ ลีลาภัทร ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยและพัฒนาพันธุกรรมสัตว์น้ำ กล่าวว่า แนวทางในการอนุรักษ์พันธุ์สัตว์น้ำท้องถิ่นไทยที่สถาบันฯ ได้ดำเนินการในขณะนี้ คือ การจัดทำโครงการเก็บรักษาเชื้อพันธุ์ และข้อมูลพันธุกรรมของสัตว์น้ำ โดยจัดตั้งเป็น “ธนาคารพันธุกรรมสัตว์น้ำ กรมประมง” ใช้เทคโนโลยีการเก็บรักษาเชื้อพันธุ์โดยวิธีแช่แข็ง ซึ่งเป็นวิธีที่สามารถเก็บรักษาเชื้อพันธุ์ไว้ได้นานหลายปี ทั้งนี้สถาบันฯ ได้ประยุกต์วิธีการดังกล่าวมาจากสัตว์บก ด้วยการวิจัยและพัฒนาการเก็บรักษาน้ำเชื้อ โดยวิธีแช่แข็ง (Spermetozoa cryopreservation) ในสัตว์น้ำ ที่มาจากการเพาะเลี้ยง และจากธรรมชาติปัจจุบันสถาบันฯ มีเชื้อพันธุ์ที่เก็บแช่แข็งไว้รวมทั้งสิ้น 9 ชนิด 26 สายพันธุ์ และยังมีโครงการวิจัยในปลาบึกและปลายี่สกในปี 2548 มีแผนการผลิตพันธุ์สัตว์น้ำรวม 100 ล้านตัว
โดย : โพสต์ทูเดย์ วันที่ 22/06/2005
ดูแล้วก็เป็นเรื่องน่าสนใจ เป็นปลาที่ใกล้สูญพันธ์ ถ้ามีการดูแลและส่งเสริมการเพาะพันธุ์ สัตว์อีกชนิดหนึ่งในโลกก็จะยังมีชื่อให้เราได้รู้จักต่อไป
เมื่อวานนี้มีพี่ที่อยู่ในพื้นที่จังหวัดนครศรีธรรมราชได้นั่งคุยกับอาจารย์คู่นี้ถึงแหล่งที่ไปหาปลา เพราะต้องไปหามาจากหลายที่ บางครั้งไปถึงนราธิวาส พี่คนนี้ได้แนะนำว่าที่พื้นที่พรุกง แถบอำเภอสิชลก็มี บ่ายวานนี้ได้ไปหาเพื่อนอีกคนที่อยู่ในสิชลให้ช่วยหาปลาไว้ให้ โดยต้องเป็นปลาที่จับด้วยลอบเพราะถ้าตกเบ็ดมาปลาดุกลำพันจะกัดสายเบ็ดขาดแล้วเบ็ดจะค้างอยู่ข้างใน เอามาเลี้ยงได้ไม่กี่วันจะตายทั้งหมด
ลองไปค้นข้อมูลเกี่ยวกับปลกดุกชนิดนี้พบว่ามี 2 ชนิดคือ "ปลาดุกลำพันภูเขา" และ"ปลาดุกลำพัน"
"ปลาดุกลำพัน’ สัตว์น้ำหายากในเขตป่าพรุของไทยปัจจุบัน ปลาดุกลำพันจัดเป็นปลาที่หายากและเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ ในประเทศไทยมีรายงานพบ 2 สปีชีส์ คือ Prophagorus cataractus และ P. nieuhofii ซึ่งชนิดหลังจะพบมากที่สุดแหล่งอาศัยของปลาดุกชนิดนี้อยู่ในพื้นที่ภาคใต้บริเวณป่าพรุ จ.ปัตตานี จ.ยะลา จ.สงขลา ปลาดุกลำพันนอกจากจะพบในธรรมชาติซึ่งนับวันค่อนข้างจะหายากแล้วนั้น ปัจจุบันความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีทำให้สามารถเพาะขยายพันธุ์ปลาดุกชนิดนี้ได้โดยนักวิทยาศาสตร์ได้ศึกษาวิจัยเพื่อให้สามารถเพาะเลี้ยงปลาในบ่อและมีศักยภาพเป็นปลาเศรษฐกิจได้ อีกทั้งสามารถเพาะขยายพันธุ์ปลาดุกชนิดนี้ได้โดยนักวิทยาศาสตร์ได้ศึกษาวิจัยเพื่อให้สามารถเพาะเลี้ยงปลาในบ่อและมีศักยภาพเป็นปลาเศรษฐกิจได้ อีกทั้งสามารถเพาะขยายพันธุ์ด้วยวิธีผสมเทียมเช่นเดียวกับปลาดุกอุยได้ (เดลินิวส์ เสาร์ที่ 26 กรกฎาคม 2546 หน้า 30)"
และสามารถพบได้ในที่หลายแห่ง เช่น ทะเลน้อย อุทยานแห่งชาติเขาลำปี อุทนายแห่งชาติเขาสก
"ทะเลน้อย เป็นทะเลสาบน้ำจืดมีลักษณะค่อนข้างกลมมีอาณาเขตผืนน้ำประมาณ 30 ตารางกิโลเมตรหรือประมาณ 20,000 ไร่ มีชุมชนขนาดเล็กกระจายอยู่โดยรอบพื้นที่ทางตอนเหนือเป็นป่าพรุเสม็ดขนาดใหญ่ มีระดับน้ำลึกเฉลี่ย 1.2 เมตร ต้นน้ำของทะเลน้อยมาจากเทือกเขาบรรทัดซึ่งอยู่ทางทิศตะวันตก ปริมาณน้ำฝนเฉลี่ยตลอดทั้งปี 2,126 มิลลิเมตร ในพื้นที่เขตห้ามล่าสัตว์ป่าฯ สำรวจพบสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมประมาณ 10 ชนิด เช่น ลิงแสม เสือปลา นากใหญ่ ขนเรียบ นอกจากนี้ยังพบสัตว์สะเทินน้ำสะเทินบก 8 ชนิด สัตว์เลื้อยคลานอีก 25 ชนิด ซึ่งรวมถึงเต่ากระอาน ที่ถูกจัดอยู่ในสถานภาพที่ใกล้จะสูญพันธุ์ด้วย พันธุ์ปลา ที่พบอย่างน้อย 45 ชนิด และในจำนวนนี้มี 4 ชนิด ที่อยู่ในภาวะใกล้สูญพันธุ์ คือ ปลากะทิ ปลาดุกลำพัน ปลาฝักพร้า ปลาตะลุมพุก และชนิดเด่นที่พบคือ ปลาตุม ปลากะแห เป็นต้น " http://www.aksorn.com/event/event_detail.asp?id=69 ทะเลน้อย
http://arcbc.defined.net/cgi-bin/oepp.exe/html?SID=1128690449&name=???????????????????&na=117&html=wetland/wetlist1.html เขาสก
"ปลามัด ทางตะวันออกเรียกว่า ปลาดุกลำพัน Clarias nieuhofi ในไทยพบภาคตะวันออกและภาคใต้ "http://www.siamensis.org/webboard/Webanswer.asp?id=1761
มีข้อมูลจากทางกรมประมงเกี่ยวกับปลาที่เสี่ยงต่อการสูญพันธ์ดังนี้
นายสิทธิ บุณยรัตผลิน อธิบดีกรมประมง เผยว่า จากการศึกษาของนักวิชาการกรมประมง เกี่ยวกับพันธุ์สัตว์น้ำท้องถิ่นของไทยในปัจจุบัน ระบุว่า พันธุ์สัตว์น้ำที่สูญพันธุ์ไปจากประเทศไทยแล้วมี 3 ชนิด คือ ปลาหางไหม้ ปลาหวีเกศ และปลาเสือตอนอกจากนั้น ยังมีปลาไทยถึง 29 ชนิดอยู่ในภาวะเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ และอีกกว่า 156 ชนิดที่ถูกคุกคาม สาเหตุที่ทำให้พันธุ์สัตว์น้ำท้องถิ่นของไทยสูญพันธุ์นั้น เนื่องจากการทำประมงเกินขนาด และการจับปลาในฤดูผสมพันธุ์ ฤดูวางไข่รวมถึงการรวบรวมพันธุ์ปลาจากแหล่งน้ำธรรมชาติเพื่อนำมาจำหน่ายเป็นปลาสวยงาม ตลอดจนแหล่งที่อยู่อาศัยเริ่มเสื่อมโทรม และสภาวะแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไป สัตว์น้ำไทยที่อยู่ในภาวะใกล้สูญพันธุ์ ได้แก่ ปลาตะพัด ปลาตองลาย ปลากระโห้ ปลาทรงเครื่อง ปลาหมู อารีย์ ปลาบึก ปลาเทพา และปลากะรังหน้างอน เป็นต้น ส่วนปลาที่อยู่ในสถานะถูกคุกคาม ได้แก่ กระเบนราหูน้ำจืด ปลาซิวข้างขวาน ปลายี่สกปลานวลจันทร์ ปลาดุกด้าน ปลาดุกลำพัน ปลาจีด ปลากระทิงไฟ ปลากะรังหางตัด และม้าน้ำขณะ นายวัฒนะ ลีลาภัทร ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยและพัฒนาพันธุกรรมสัตว์น้ำ กล่าวว่า แนวทางในการอนุรักษ์พันธุ์สัตว์น้ำท้องถิ่นไทยที่สถาบันฯ ได้ดำเนินการในขณะนี้ คือ การจัดทำโครงการเก็บรักษาเชื้อพันธุ์ และข้อมูลพันธุกรรมของสัตว์น้ำ โดยจัดตั้งเป็น “ธนาคารพันธุกรรมสัตว์น้ำ กรมประมง” ใช้เทคโนโลยีการเก็บรักษาเชื้อพันธุ์โดยวิธีแช่แข็ง ซึ่งเป็นวิธีที่สามารถเก็บรักษาเชื้อพันธุ์ไว้ได้นานหลายปี ทั้งนี้สถาบันฯ ได้ประยุกต์วิธีการดังกล่าวมาจากสัตว์บก ด้วยการวิจัยและพัฒนาการเก็บรักษาน้ำเชื้อ โดยวิธีแช่แข็ง (Spermetozoa cryopreservation) ในสัตว์น้ำ ที่มาจากการเพาะเลี้ยง และจากธรรมชาติปัจจุบันสถาบันฯ มีเชื้อพันธุ์ที่เก็บแช่แข็งไว้รวมทั้งสิ้น 9 ชนิด 26 สายพันธุ์ และยังมีโครงการวิจัยในปลาบึกและปลายี่สกในปี 2548 มีแผนการผลิตพันธุ์สัตว์น้ำรวม 100 ล้านตัว
โดย : โพสต์ทูเดย์ วันที่ 22/06/2005
ดูแล้วก็เป็นเรื่องน่าสนใจ เป็นปลาที่ใกล้สูญพันธ์ ถ้ามีการดูแลและส่งเสริมการเพาะพันธุ์ สัตว์อีกชนิดหนึ่งในโลกก็จะยังมีชื่อให้เราได้รู้จักต่อไป
Friday, November 18, 2005
ในวันที่ถูกปล้น
เวลาได้ยินข่าวจี้ปล้น มักจะรู้สึกว่าไกลตัว เสียใจกับผู้เสียหายแต่ก็ไม่เคยรู้สึกอะไรมากมาย จนมาถึงวันที่ตัวเองถูกปล้นเข้าจริงๆ ถึงได้รู้ว่าความกลัวจับใจเป็นอย่างไร
วันเกิดเหตุเป็นวันที่ 15 พฤศจิกายน 2548 ตามข้อมูลในเว็บเขาบอกว่าเป็นวันที่ดวงจันทร์เต็มดวงเวลา 7:57 p.m. พวกเรา( ปิยะพงค์(พี่ต่าย) จงสุข ฐิติพร(น้อย) มงคล(แซม) และวรรณรัตน์(เพชร)) นัดกันไว้ว่าจะไปปิคนิคริมอ่างเก็บน้ำหลังมหาวิทยาลัย เป็นจุดนั่งเล่นที่พวกเราเพิ่งเจอไม่กี่เดือนมานี้ เพราะค่อนข้างจะไกลสายตาคน ฉันเคยไปมาแล้ว 2 ครั้ง เป็นจุดที่มองเห็นวิวสวย มองได้กว้าง เราก็เลยเห็นพ้องต้องกันว่าเหมาะจะมากินข้าว คุยกันประสาพี่น้องและเฝ้ามองดวงจันทร์กัน
เราออกเดินทางจากที่พักราว 5 โมงครึ่ง พวกเรา 4 คนไปกับรถกระบะฟอร์ดตู้กับข้าวของพี่ต่าย แซมจะตามไปหลังเลิกสอนตอน 6 โมงครึ่ง ไปถึงที่หมายพวกเราก็ช่วยกันขนข้าวของออกมาวาง เราปูผ้าใบผืนใหญ่สีฟ้าผืนเก่งของพี่ต่ายริมอ่างบริเวณที่เป็นพื้นทราย อยู่ใกล้น้ำที่สุดแล้ว ริมตลิ่งนั้นสูงชันขึ้นมาประมาณเมตรเศษๆ ด้านหลังไกลไปอีกประมาณ 3 เมตรจะเป็นเนินหญ้าเรียบและมีบริเวณไปอีกประมาณ 10 เมตรจะเป็นชายป่าละเมาะล้อมรอบ บริเวณที่เรานั่งนั้นจะดูเหมือนอ่าวเล็กๆ พี่ต่ายจอดรถไว้บนเนินหญ้านั้น แล้วเริ่มต้นจัดการกับของกินทั้งหลายพร้อมกับชมวิวไปด้วยเพราะดวงจันทร์ขึ้นแล้ว และฟ้าเป็นสีเรื่อชมพูสวยมาก ไม่มีลมเลย น้ำในอ่างเก็บน้ำนิ่งสนิทจนสะท้อนเงาดวงจันทร์เป็นเหมือนภาพถ่ายแทนที่จะเป็นภาพกระเพื่อมด้วยคลื่น จุดที่เรานั่งเป็นทิศตะวันตกเฉียงเหนือของอ่างเก็บน้ำ กิจกรรมของพวกเราก็เป็นการคุยเรื่องโน้นเรื่องนี้อย่างสนุกสนาน มีการโทรศัพท์คุยกับเพื่อนๆ และครอบครัวอวดว่ามาเที่ยวที่สวยๆวันจันทร์เต็มดวง บรรยากาศก็แสนจะโรแมนติค เพราะเราเอาเทียนไปจุดเป็นสิบแท่งรอบผ้าใบที่ปูนั่งกัน แซมตามมาตอนค่ำ พี่ต่ายนั่งหันหน้าไปทางอ่างเก็บน้ำ แซม และเพชรนั่งเอียงๆข้าง ฉันกับน้อยนอนดูดาวและคุยเรื่องหนังสือ กับเรื่องรูปร่างของเมฆ เราอยู่ต่อไปจนราว 3 ทุ่ม 10 นาที ...........
กำลังคุยกันอยู่ดีๆ น้อยก็ร้องกรี๊ดขึ้นลั่น พวกเราผุดลุกขึ้นอย่างตกใจ ฉันเองยังงงๆเพราะกำลังนอนงัวเงียหันไปมองเห็นเป็นเงาดำหลายๆร่างกำลังเข้ามาประชิดกลุ่มพวกเรา ทีแรกคิดว่ามีสัตว์ร้ายพวกเสือหรือหมาป่าวิ่งเข้ามาทำร้าย พอเห็นชัดขึ้นมองเห็นเป็นร่างคน 4-5 ร่าง แวบแรกนึกว่าผี แต่พวกนั้นมีท่อนไม้ในมือก็รู้ว่าเป็นคนแต่ท่าทางน่ากลัวมากเป็นร่างดำๆ ผอมๆผมเผ้ารุงรัง ฉันนึกไปถึงพวกมนุษย์ถ้ำหรือมนุษย์กินคน ความรู้สึกตอนนั้นตกใจมากที่สุดในชีวิต กลัวจนทำอะไรไม่ถูกเพราะรู้ว่าบริเวณที่เราอยู่ไม่มีใครที่จะมาช่วยเราได้ และพวกนั้นเข้ามาในลักษณะที่จะทำร้ายแบบถึงตาย พี่ต่ายถูกฟาดไปสองสามครั้ง น้อยกรี๊ดตลอดเวลา แซมทีแรกวิ่งหลบลงไปที่แอ่งน้ำ พอรู้ว่าเป็นคนก็รีบเข้าวิ่งมาสู้ เพชรหยิบฉวยทุกอย่างใกล้มือระดมขว้างไปที่กลุ่มนั้น ฉันกลัวจนกรี๊ดไม่ออก คิดได้แต่ว่าต้องหนี ต้องไปที่รถ มีเทียนอยู่ใกล้ๆตัวก็ฉวยขึ้นปาแล้วก็รีบวิ่งไปที่รถตะโกนว่า ขึ้นรถๆ แซมมีไหวพริบตะโกนขึ้นว่า "ไปเอาปืนมา ไปเอาปืนมา" ฉันได้ยินพวกเราพูดเสริมกันว่าไปเอาปืนในรถ พี่ต่ายก็มีสติรีบกดรีโมตเปิดประตูรถ ฉันรีบขึ้นรถด้านหน้า หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาแต่ไม่รู้จะกดไปที่ไหน อารามตกใจ พวกเราทะยอยมาขึ้นรถกันจนครบ ฉันยังไม่รู้ว่าพวกนั้นจะตามมาหรือจะทำอะไร พอขึ้นรถกันครบก็รีบปิดประตู ล็อครถ พี่ต่ายสตาร์รถกำลังหันหัวรถกลับ น้อยก็บอกว่าข้าวของพวกเรายังวางอยู่ที่นั่นทั้งหมด จะลงไปเอาไหม ฉันว่าไม่ต้องเอาแล้ว ออกไปก่อนค่อยให้คนเข้ามาช่วยดู พวกเราก็รีบออกกันมา พี่ต่ายไปรับบาดเจ็บมีเลือดออกบริเวณปาก แต่บอกว่าไม่เป็นไรมาก ฉันพยายามโทรหา 191 สายไม่ติด จะโทรหาสายตรวจของมหาวิทยาลัยก็จำหมายเลขไม่ได้ น้อยโทรไปหาพี่กบ บอกว่าพวกเราถูกปล้นให้โทรหาสายตรวจ ในที่สุดฉันก็เกิดจำหมายเลขสายตรวจได้ก็โทรหา แจ้งรายละเอียด พอดีเรามาถึงป้อมยามหน้าโรงประปา สายตรวจก็วอโทรศํพท์สื่อสารคุยกับร.ป.ภ. อีกไม่กี่นาทีก็มีรถกระบะสายตรวจเข้ามา พี่ต่ายกับแซมโดดขึ้นรถไปกับทีมแรก ทีมต่อๆมาทะยอยกันเข้ามาแล้วก็ตามเข้าไปในพื้นที่ พวกเราที่เหลือ 3 คน นั่งในรถล็อครถ ไม่ยอมออกไปข้างนอก ซักพักพี่กบ น้องพิม เดฟและน้องดำก็เข้ามาอยู่เป็นเพื่อน ต่อมาก็มีทีมตำรวจ ทีมพนักงานในมหาวิทยาลัยที่เกี่ยวข้อง สุดท้ายมีทีมตำรวจนอกเครื่องแบบขับรถยนต์เข้ามาอีก 2 คน จะเข้าในพื้นที่ พวกเราก็บอกว่าไปรถยนต์ไม่ไหว ให้ขับกระบะของพี่ต่ายเข้าไป น้อยกับเพชร เข้าไปในพื้นที่ด้วย ฉันไม่ไป น้องพิมก็เลยพาไปพักผ่อนที่บ้านน้องพิมก่อน ฉันรออยู่นานมากก็เลยโทรไปถามปรากฎว่าพวกเราเข้าไปให้ปากคำกันที่โรงพัก ฉันก็ถามว่าต้องไปไหม น้อยถามตำรวจแล้วบอกว่าควรไป น้องพิมกับพี่กบก็เลยช่วยไปส่งที่โรงพัก ข้อมูลความเสียหาย ที่หนักที่สุดทางร่างกายก็เป็นพี่ต่าย ปากแตก โดนไม้ตีบริเวณศีรษะแต่ไม่รุนแรงมากเพราะไม้ค่อนข้างผุพวกนั้นตีจนไม้หักเป็นท่อน เพชรถูกขว้างกระป๋องน้ำเสื้อเปียกและมีแผลบริเวณไหล่ พวกเราที่เหลือไม่มีอาการบาดเจ็บ ข้าวของที่ได้ไปมีกล้องส่องทางไกลตาเดียวของพี่ต่าย โชคดีที่กล้องไบนอคไลก้าอันหรูไฮโซถูกเก็บไว้ในรถก่อน ขากล้องพวกนั้นก็ไม่ได้เอาไป ของฉันมีถุงใส่หนังสือ มีหนังสือที่ยืมจากห้องสมุดมหาวิทยาลัยเรื่อง หมายเหตุวิเทโสบาย (อย่างน้อยก็ฟังดูวิชาการดี ถ้าเป็นหนังสือนิยายรักหวานแหววคงดูไม่จืด) อย่างอื่นก็พวกของเล็กน้อยพวกหมอนตู๊กตาหมู ตุ๊กตากระต่าย ไฟฉาย ทีแรกคิดว่ากุญแจรถกับกุญแจบ้านหายไปด้วย มาเจอทีหลังในบ้าน เพิ่งรู้ว่าตอนออกไปลืมหยิบกุญแจ กรณีนี้ถือเป็นโชคดีไป ที่โชคร้ายสุดคงเป็นเพชรเพราะเก็บทั้งกระเป๋าเงิน มือถือ และกุญแจไว้ในย่าม แล้วก็ถูกหยิบไปทั้งย่าม เราให้ปากคำกันจนราวตีสองก็กลับเข้ามาในมหาวิทยาลัย ขากลับเข้าที่พัก เราขับรถผ่านสามแยกที่โรงอาหาร 2 มีนกตัวใหญ่พอควรเกาะอยู่บนป้ายบอกทาง ขนาดขับรถเลยไปแล้ว สายเลือดนักดูนกของพี่ต่ายก็ยังทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ รีบถอยรถมาดู นกตัวนั้นเรามองตาเปล่าดูรู้ว่าเป็นพวกนกเค้าแมว นกฮูกอะไรพวกนั้นแต่ไม่ชัดเจน พี่ต่ายส่องกล้องไบนอคแล้วบอกว่า มันคือนกแสก.... อืมม์..... นกแสกตอนคีสองในคืนที่ถูกปล้น...... เป็นมงคลมาก
กลับถึงที่พักคืนนั้น สาวๆสามคนน้อนรวมในห้องเดียวกันแถมต้องขอร้องแซมให้ช่วยมานอนเป็นเพื่อนในห้องรับแขก พอรุ่งเช้าราวเกือบสามโมงเช้า ตำรวจโทรมาบอกว่าจับผู้ต้องสงสัยได้ ให้พวกเราไปชี้ตัวผู้ต้องสงสัย เราก็ไปชี้ตัวกัน ทีแรกไม่นึกว่าสถานีตำรวจต่างจังหวัดจะมีห้องชี้ตัวเหมือนในหนัง แต่เขาก็มีเป็นห้องเล็กๆมีกระจกกั้นผู้ต้องสงสัยจะไม่เห็นผู้ชี้ตัว มีการให้ผู้ต้องสงสัยถือแผ่นป้ายตัวเลข (1 2 3 4 5) ด้านในห้องชี้ตัวก็มีป้าย 1 2 3 4 5 ติดอยูที่กระจก ชี้ตัวแล้วเราต้องชี้ไปที่หมายเลขที่ปิดด้านในกระจกในห้อง ตำรวจจะถ่ายรูปไว้เป็นหลักฐานการชี้ตัว หลังจากนั้นเราอยู่รอสำนวนจนติดบ่าย ผู้กำกับกับรองฯทั้งสองท่านกรุณาเลี้ยงข้าวกลางวันพวกเรา เป็นบุญคุณมากเพราะให้ความช่วยเหลืออย่างดี และให้กำลังใจพวกเราว่าติดตามจับกุมได้แน่ ตอนบ่ายเราก็กลับเข้าที่ทำงาน ตอนเย็นไม่มีใครมีกระจิตกระใจจะไปลอยกระทง ก็ไปรวมตัวกันกินข้าวที่บ้านพี่ต่าย ยกเว้นน้อยเพราะต้องเดินทางไปออสเตรเลีย ก็เลยต้องขึ้นกรุงเทพคืนนั้นตอนสี่ทุ่มเศษ เราได้รับโทรศัพท์จากทางตำรวจอีกครั้งราว 6 โมง40 นาที บอกว่าได้ตัวผู้ต้องสงสัยเพิ่มพร้อมของกลางเรากำลังกินข้าวกันอยู่ก็เลยต้องขอเวลา และได้ไปโรงพักจริงราวเกือบทุ่มครึ่ง ไปถึงก็มีการชี้ตัวเพิ่มเติม น้อยก็ตามมาให้ปากคำก่อนจะไปสนามบินชนิดฉิวเฉียด อยู่สอบปากคำกันจนราวเที่ยงคืนก็กลับ ทางตำรวจจะไปทำแผนวันรุ่งขึ้น แต่พวกเราก็ไม่ต้องเข้าไปเกี่ยวข้องในกระบวนการเหล่านั้น
งานนี้ก็เลยได้ประสบการณ์จริงชนิดเต็มๆ ทำให้เข้าใจสภาพความขวัญผวาของเหยื่อผู้ประสบกับเหตุการณ์ลักษณะนี้ว่ามันน่ากลัวมาก จะเกิดอะไรขึ้นถ้าพวกนั้นตีจนพี่ต่ายล้มลงไปหรือเป็นอะไรที่ร้ายแรงกว่านั้น จะเกิดอะไรขึ้นถ้าพวกนั้นเข้าทำร้ายเราจนเราไม่สามารถหนีออกมาได้ ถ้าเราไม่ได้จอดรถบริเวณนั้นหรือเราเอารถจักรยานกันไปแทนที่จะเป็นรถยนต์ พวกเราอาจโดนทำร้ายถึงตายโดยไม่มีใครรู้เห็นและพวกนั้นก็ยังลอยนวลไปทำร้ายคนอื่นได้อีก คนร้ายก็เป็นเด็กดมกาวที่มีบ้านในชุมชนบริเวณหลังมหาวิทยาลัยนั่นเอง ยิ่งทำให้เรารู้สึกว่านี่ขนาดเราอยู่ในบ้านเรา และชุมชนแถวนั้นก็ถือเป็นเพื่อนบ้านที่เราเองก็ไปมาอยู่ตลอด ยังสามารถเกิดเหตุการณ์ได้ขนาดนี้ คนร้ายสามารถอยู่ที่ไหนก็ได้โดยที่เราเองไม่รู้ตัว คิดถึงเรื่องนี้ทีไรก็ยังเห็นภาพกลุ่มคนที่เข้ามาล้อมพวกเราในสภาพที่เราไม่มีอะไรป้องกันตัวได้เลย รอดมาได้นี่ก็ถือว่าทำบุญมามาก เข้าใจว่าอาทิตย์นี้ต้องไปถวายสังฆทาน ทำบุญกรวดน้ำให้เจ้ากรรมนายเวรกันบ้างแล้ว
วันเกิดเหตุเป็นวันที่ 15 พฤศจิกายน 2548 ตามข้อมูลในเว็บเขาบอกว่าเป็นวันที่ดวงจันทร์เต็มดวงเวลา 7:57 p.m. พวกเรา( ปิยะพงค์(พี่ต่าย) จงสุข ฐิติพร(น้อย) มงคล(แซม) และวรรณรัตน์(เพชร)) นัดกันไว้ว่าจะไปปิคนิคริมอ่างเก็บน้ำหลังมหาวิทยาลัย เป็นจุดนั่งเล่นที่พวกเราเพิ่งเจอไม่กี่เดือนมานี้ เพราะค่อนข้างจะไกลสายตาคน ฉันเคยไปมาแล้ว 2 ครั้ง เป็นจุดที่มองเห็นวิวสวย มองได้กว้าง เราก็เลยเห็นพ้องต้องกันว่าเหมาะจะมากินข้าว คุยกันประสาพี่น้องและเฝ้ามองดวงจันทร์กัน
เราออกเดินทางจากที่พักราว 5 โมงครึ่ง พวกเรา 4 คนไปกับรถกระบะฟอร์ดตู้กับข้าวของพี่ต่าย แซมจะตามไปหลังเลิกสอนตอน 6 โมงครึ่ง ไปถึงที่หมายพวกเราก็ช่วยกันขนข้าวของออกมาวาง เราปูผ้าใบผืนใหญ่สีฟ้าผืนเก่งของพี่ต่ายริมอ่างบริเวณที่เป็นพื้นทราย อยู่ใกล้น้ำที่สุดแล้ว ริมตลิ่งนั้นสูงชันขึ้นมาประมาณเมตรเศษๆ ด้านหลังไกลไปอีกประมาณ 3 เมตรจะเป็นเนินหญ้าเรียบและมีบริเวณไปอีกประมาณ 10 เมตรจะเป็นชายป่าละเมาะล้อมรอบ บริเวณที่เรานั่งนั้นจะดูเหมือนอ่าวเล็กๆ พี่ต่ายจอดรถไว้บนเนินหญ้านั้น แล้วเริ่มต้นจัดการกับของกินทั้งหลายพร้อมกับชมวิวไปด้วยเพราะดวงจันทร์ขึ้นแล้ว และฟ้าเป็นสีเรื่อชมพูสวยมาก ไม่มีลมเลย น้ำในอ่างเก็บน้ำนิ่งสนิทจนสะท้อนเงาดวงจันทร์เป็นเหมือนภาพถ่ายแทนที่จะเป็นภาพกระเพื่อมด้วยคลื่น จุดที่เรานั่งเป็นทิศตะวันตกเฉียงเหนือของอ่างเก็บน้ำ กิจกรรมของพวกเราก็เป็นการคุยเรื่องโน้นเรื่องนี้อย่างสนุกสนาน มีการโทรศัพท์คุยกับเพื่อนๆ และครอบครัวอวดว่ามาเที่ยวที่สวยๆวันจันทร์เต็มดวง บรรยากาศก็แสนจะโรแมนติค เพราะเราเอาเทียนไปจุดเป็นสิบแท่งรอบผ้าใบที่ปูนั่งกัน แซมตามมาตอนค่ำ พี่ต่ายนั่งหันหน้าไปทางอ่างเก็บน้ำ แซม และเพชรนั่งเอียงๆข้าง ฉันกับน้อยนอนดูดาวและคุยเรื่องหนังสือ กับเรื่องรูปร่างของเมฆ เราอยู่ต่อไปจนราว 3 ทุ่ม 10 นาที ...........
กำลังคุยกันอยู่ดีๆ น้อยก็ร้องกรี๊ดขึ้นลั่น พวกเราผุดลุกขึ้นอย่างตกใจ ฉันเองยังงงๆเพราะกำลังนอนงัวเงียหันไปมองเห็นเป็นเงาดำหลายๆร่างกำลังเข้ามาประชิดกลุ่มพวกเรา ทีแรกคิดว่ามีสัตว์ร้ายพวกเสือหรือหมาป่าวิ่งเข้ามาทำร้าย พอเห็นชัดขึ้นมองเห็นเป็นร่างคน 4-5 ร่าง แวบแรกนึกว่าผี แต่พวกนั้นมีท่อนไม้ในมือก็รู้ว่าเป็นคนแต่ท่าทางน่ากลัวมากเป็นร่างดำๆ ผอมๆผมเผ้ารุงรัง ฉันนึกไปถึงพวกมนุษย์ถ้ำหรือมนุษย์กินคน ความรู้สึกตอนนั้นตกใจมากที่สุดในชีวิต กลัวจนทำอะไรไม่ถูกเพราะรู้ว่าบริเวณที่เราอยู่ไม่มีใครที่จะมาช่วยเราได้ และพวกนั้นเข้ามาในลักษณะที่จะทำร้ายแบบถึงตาย พี่ต่ายถูกฟาดไปสองสามครั้ง น้อยกรี๊ดตลอดเวลา แซมทีแรกวิ่งหลบลงไปที่แอ่งน้ำ พอรู้ว่าเป็นคนก็รีบเข้าวิ่งมาสู้ เพชรหยิบฉวยทุกอย่างใกล้มือระดมขว้างไปที่กลุ่มนั้น ฉันกลัวจนกรี๊ดไม่ออก คิดได้แต่ว่าต้องหนี ต้องไปที่รถ มีเทียนอยู่ใกล้ๆตัวก็ฉวยขึ้นปาแล้วก็รีบวิ่งไปที่รถตะโกนว่า ขึ้นรถๆ แซมมีไหวพริบตะโกนขึ้นว่า "ไปเอาปืนมา ไปเอาปืนมา" ฉันได้ยินพวกเราพูดเสริมกันว่าไปเอาปืนในรถ พี่ต่ายก็มีสติรีบกดรีโมตเปิดประตูรถ ฉันรีบขึ้นรถด้านหน้า หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาแต่ไม่รู้จะกดไปที่ไหน อารามตกใจ พวกเราทะยอยมาขึ้นรถกันจนครบ ฉันยังไม่รู้ว่าพวกนั้นจะตามมาหรือจะทำอะไร พอขึ้นรถกันครบก็รีบปิดประตู ล็อครถ พี่ต่ายสตาร์รถกำลังหันหัวรถกลับ น้อยก็บอกว่าข้าวของพวกเรายังวางอยู่ที่นั่นทั้งหมด จะลงไปเอาไหม ฉันว่าไม่ต้องเอาแล้ว ออกไปก่อนค่อยให้คนเข้ามาช่วยดู พวกเราก็รีบออกกันมา พี่ต่ายไปรับบาดเจ็บมีเลือดออกบริเวณปาก แต่บอกว่าไม่เป็นไรมาก ฉันพยายามโทรหา 191 สายไม่ติด จะโทรหาสายตรวจของมหาวิทยาลัยก็จำหมายเลขไม่ได้ น้อยโทรไปหาพี่กบ บอกว่าพวกเราถูกปล้นให้โทรหาสายตรวจ ในที่สุดฉันก็เกิดจำหมายเลขสายตรวจได้ก็โทรหา แจ้งรายละเอียด พอดีเรามาถึงป้อมยามหน้าโรงประปา สายตรวจก็วอโทรศํพท์สื่อสารคุยกับร.ป.ภ. อีกไม่กี่นาทีก็มีรถกระบะสายตรวจเข้ามา พี่ต่ายกับแซมโดดขึ้นรถไปกับทีมแรก ทีมต่อๆมาทะยอยกันเข้ามาแล้วก็ตามเข้าไปในพื้นที่ พวกเราที่เหลือ 3 คน นั่งในรถล็อครถ ไม่ยอมออกไปข้างนอก ซักพักพี่กบ น้องพิม เดฟและน้องดำก็เข้ามาอยู่เป็นเพื่อน ต่อมาก็มีทีมตำรวจ ทีมพนักงานในมหาวิทยาลัยที่เกี่ยวข้อง สุดท้ายมีทีมตำรวจนอกเครื่องแบบขับรถยนต์เข้ามาอีก 2 คน จะเข้าในพื้นที่ พวกเราก็บอกว่าไปรถยนต์ไม่ไหว ให้ขับกระบะของพี่ต่ายเข้าไป น้อยกับเพชร เข้าไปในพื้นที่ด้วย ฉันไม่ไป น้องพิมก็เลยพาไปพักผ่อนที่บ้านน้องพิมก่อน ฉันรออยู่นานมากก็เลยโทรไปถามปรากฎว่าพวกเราเข้าไปให้ปากคำกันที่โรงพัก ฉันก็ถามว่าต้องไปไหม น้อยถามตำรวจแล้วบอกว่าควรไป น้องพิมกับพี่กบก็เลยช่วยไปส่งที่โรงพัก ข้อมูลความเสียหาย ที่หนักที่สุดทางร่างกายก็เป็นพี่ต่าย ปากแตก โดนไม้ตีบริเวณศีรษะแต่ไม่รุนแรงมากเพราะไม้ค่อนข้างผุพวกนั้นตีจนไม้หักเป็นท่อน เพชรถูกขว้างกระป๋องน้ำเสื้อเปียกและมีแผลบริเวณไหล่ พวกเราที่เหลือไม่มีอาการบาดเจ็บ ข้าวของที่ได้ไปมีกล้องส่องทางไกลตาเดียวของพี่ต่าย โชคดีที่กล้องไบนอคไลก้าอันหรูไฮโซถูกเก็บไว้ในรถก่อน ขากล้องพวกนั้นก็ไม่ได้เอาไป ของฉันมีถุงใส่หนังสือ มีหนังสือที่ยืมจากห้องสมุดมหาวิทยาลัยเรื่อง หมายเหตุวิเทโสบาย (อย่างน้อยก็ฟังดูวิชาการดี ถ้าเป็นหนังสือนิยายรักหวานแหววคงดูไม่จืด) อย่างอื่นก็พวกของเล็กน้อยพวกหมอนตู๊กตาหมู ตุ๊กตากระต่าย ไฟฉาย ทีแรกคิดว่ากุญแจรถกับกุญแจบ้านหายไปด้วย มาเจอทีหลังในบ้าน เพิ่งรู้ว่าตอนออกไปลืมหยิบกุญแจ กรณีนี้ถือเป็นโชคดีไป ที่โชคร้ายสุดคงเป็นเพชรเพราะเก็บทั้งกระเป๋าเงิน มือถือ และกุญแจไว้ในย่าม แล้วก็ถูกหยิบไปทั้งย่าม เราให้ปากคำกันจนราวตีสองก็กลับเข้ามาในมหาวิทยาลัย ขากลับเข้าที่พัก เราขับรถผ่านสามแยกที่โรงอาหาร 2 มีนกตัวใหญ่พอควรเกาะอยู่บนป้ายบอกทาง ขนาดขับรถเลยไปแล้ว สายเลือดนักดูนกของพี่ต่ายก็ยังทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ รีบถอยรถมาดู นกตัวนั้นเรามองตาเปล่าดูรู้ว่าเป็นพวกนกเค้าแมว นกฮูกอะไรพวกนั้นแต่ไม่ชัดเจน พี่ต่ายส่องกล้องไบนอคแล้วบอกว่า มันคือนกแสก.... อืมม์..... นกแสกตอนคีสองในคืนที่ถูกปล้น...... เป็นมงคลมาก
กลับถึงที่พักคืนนั้น สาวๆสามคนน้อนรวมในห้องเดียวกันแถมต้องขอร้องแซมให้ช่วยมานอนเป็นเพื่อนในห้องรับแขก พอรุ่งเช้าราวเกือบสามโมงเช้า ตำรวจโทรมาบอกว่าจับผู้ต้องสงสัยได้ ให้พวกเราไปชี้ตัวผู้ต้องสงสัย เราก็ไปชี้ตัวกัน ทีแรกไม่นึกว่าสถานีตำรวจต่างจังหวัดจะมีห้องชี้ตัวเหมือนในหนัง แต่เขาก็มีเป็นห้องเล็กๆมีกระจกกั้นผู้ต้องสงสัยจะไม่เห็นผู้ชี้ตัว มีการให้ผู้ต้องสงสัยถือแผ่นป้ายตัวเลข (1 2 3 4 5) ด้านในห้องชี้ตัวก็มีป้าย 1 2 3 4 5 ติดอยูที่กระจก ชี้ตัวแล้วเราต้องชี้ไปที่หมายเลขที่ปิดด้านในกระจกในห้อง ตำรวจจะถ่ายรูปไว้เป็นหลักฐานการชี้ตัว หลังจากนั้นเราอยู่รอสำนวนจนติดบ่าย ผู้กำกับกับรองฯทั้งสองท่านกรุณาเลี้ยงข้าวกลางวันพวกเรา เป็นบุญคุณมากเพราะให้ความช่วยเหลืออย่างดี และให้กำลังใจพวกเราว่าติดตามจับกุมได้แน่ ตอนบ่ายเราก็กลับเข้าที่ทำงาน ตอนเย็นไม่มีใครมีกระจิตกระใจจะไปลอยกระทง ก็ไปรวมตัวกันกินข้าวที่บ้านพี่ต่าย ยกเว้นน้อยเพราะต้องเดินทางไปออสเตรเลีย ก็เลยต้องขึ้นกรุงเทพคืนนั้นตอนสี่ทุ่มเศษ เราได้รับโทรศัพท์จากทางตำรวจอีกครั้งราว 6 โมง40 นาที บอกว่าได้ตัวผู้ต้องสงสัยเพิ่มพร้อมของกลางเรากำลังกินข้าวกันอยู่ก็เลยต้องขอเวลา และได้ไปโรงพักจริงราวเกือบทุ่มครึ่ง ไปถึงก็มีการชี้ตัวเพิ่มเติม น้อยก็ตามมาให้ปากคำก่อนจะไปสนามบินชนิดฉิวเฉียด อยู่สอบปากคำกันจนราวเที่ยงคืนก็กลับ ทางตำรวจจะไปทำแผนวันรุ่งขึ้น แต่พวกเราก็ไม่ต้องเข้าไปเกี่ยวข้องในกระบวนการเหล่านั้น
งานนี้ก็เลยได้ประสบการณ์จริงชนิดเต็มๆ ทำให้เข้าใจสภาพความขวัญผวาของเหยื่อผู้ประสบกับเหตุการณ์ลักษณะนี้ว่ามันน่ากลัวมาก จะเกิดอะไรขึ้นถ้าพวกนั้นตีจนพี่ต่ายล้มลงไปหรือเป็นอะไรที่ร้ายแรงกว่านั้น จะเกิดอะไรขึ้นถ้าพวกนั้นเข้าทำร้ายเราจนเราไม่สามารถหนีออกมาได้ ถ้าเราไม่ได้จอดรถบริเวณนั้นหรือเราเอารถจักรยานกันไปแทนที่จะเป็นรถยนต์ พวกเราอาจโดนทำร้ายถึงตายโดยไม่มีใครรู้เห็นและพวกนั้นก็ยังลอยนวลไปทำร้ายคนอื่นได้อีก คนร้ายก็เป็นเด็กดมกาวที่มีบ้านในชุมชนบริเวณหลังมหาวิทยาลัยนั่นเอง ยิ่งทำให้เรารู้สึกว่านี่ขนาดเราอยู่ในบ้านเรา และชุมชนแถวนั้นก็ถือเป็นเพื่อนบ้านที่เราเองก็ไปมาอยู่ตลอด ยังสามารถเกิดเหตุการณ์ได้ขนาดนี้ คนร้ายสามารถอยู่ที่ไหนก็ได้โดยที่เราเองไม่รู้ตัว คิดถึงเรื่องนี้ทีไรก็ยังเห็นภาพกลุ่มคนที่เข้ามาล้อมพวกเราในสภาพที่เราไม่มีอะไรป้องกันตัวได้เลย รอดมาได้นี่ก็ถือว่าทำบุญมามาก เข้าใจว่าอาทิตย์นี้ต้องไปถวายสังฆทาน ทำบุญกรวดน้ำให้เจ้ากรรมนายเวรกันบ้างแล้ว
Friday, April 01, 2005
The right to die
วันนี้ดูรายการเวลาโลก World Time ทางช่อง 9 ดำเนินรายการโดยคุณจักรภพ เพ็ญแข เรื่องที่ฉันสนใจวันนี้คือเรื่อง The right to die
เป็นเรื่องของ มิสซิส เทอร์รี่ เชียโว อายุ 41 ปีซึ่งอยู่ในสภาพไร้ความสามารถสมองตายมาถึง 15 ปี ที่ฟลอริด้า จนในที่สุดได้มีการถอดสายอุปกรณ์ช่วยชีวิตทั้งหมดออกเมื่อวันศุกร์ที่18 มีนาคมโดยความยินยอมจากสามีของเธอที่ต้องการให้เธอได้ตายอย่างมีศักดิ์ศรี ส่วนทางครอบครัว Schindler ซึ่งเป็นครอบครัวเดิมของเธอโดยพ่อแม่ของเทอร์รี่พยายามคัดค้านโดยอ้างว่าเธอต้องการมีชีวิตอยู่
เรื่องนี้จึงกลายเป็นเรื่องใหญ่โตเพราะมีคนที่คิดว่าสิทธิ์ในการตายควรให้คนๆนั้นมีสิทธิ์เลือก และอีกฝ่ายหนึ่งเห็นตรงข้าม มีการเดินขบวนประท้วงตามที่เห็นในภาพข่าว ก็ยังไม่ทราบว่าเรื่องจะจบลงแบบไหน
เรื่องนี้เป็นเรื่องละเอียดอ่อน คนหลายคนอาจคิดไม่เหมือนกัน สิ่งที่ฉันคิดคือถ้าเราพยายามให้ความเป็นธรรมกับทุกๆคนกรณีเช่นนี้ควรเป็นอย่างไร ถ้าถามตัวเองว่าต้องอยู่ในสภาพเช่นนั้น ต้องทรมานคนที่เรารักให้มาดูแลเราเป็นสิบปี ทำให้เขาหมดหวังไปตลอดชีวิต ฉันคงเลือกที่จะตายถ้าทำได้ ถามคนใกล้ตัวเขาบอกว่าเขาก็ยินดีที่จะให้ฉันตายดีกว่าต้องทรมานตัวเองแบบนั้น
แหล่งข้อมูล
1. http://news.bbc.co.uk/1/hi/world/americas/4365331.stm ข่าวจาก BBC วันที่ 21 March, 2005
2. http://news.yahoo.com/news?tmpl=story&u=/nm/20050321/pl_nm/rights_schiavo_dc ข่าวจาก Reuter 31 March 2005
3. http://www.publicagenda.org/issues/overview.cfm?issue_type=right2die
11/5/2548
เขียนเพิ่มเติมในหัวข้อนี้เพราะมีรุ่นน้องคนหนึ่งเพิ่งเสียชีวิตเมื่อวันที่ 4 พฤษภาคมนี้ด้วยอาการเส้นเลือดในสมองแตก เธอเข้าห้องไอซียูอยู่ประมาณหนึ่งสัปดาห์ก่อนเสียชีวิต ความที่เธอเป็นที่รักของพี่ๆเพื่อนๆน้องๆ รวมถึงลูกศิษย์ลูกหาที่เธอเคยมาเป็นวิทยากรให้ มีคนไปเยี่ยมเยียนเธอที่โรงพยาบาลภูมิพลมากมาย ครั้งแรกที่ฉันเห็นเธอผ่านกระจก แทบจำไม่ได้เพราะเธอถูกโกนศีรษะหมด มีผ้าพันศีรษะทางซ้ายที่ทำการผ่าตัด และมีอาการบวม สภาพเธอที่นอนอยู่อย่างนั้นโดยที่แพทย์ไม่ได้ให้ความหวังอะไร ทำให้ฉันเองก็ใจฝ่อ นึกเผื่อไปว่าถ้าน้องต้องมีสภาพอย่างนี้ตลอดไปจะเป็นอย่างไร ไหนจะต้องมีคนดูแล ถ้าหายแล้วไม่เหมือนเดิม เธอจะทนได้หรือไม่ ครอบครัวจะทำอย่างไร
จนเช้าวันพุธเธอก็สิ้นลมอย่างสงบ ใครๆก็บอกว่าเธอหมดเวรหมดกรรมแล้ว เกิดชาติใดขอให้มีความสุข เพราะชาตินี้เธอดีกับใครๆมากจนไม่ควรที่จะพบสิ่งร้ายๆในชีวิตเธออย่างที่เป็น
เป็นเรื่องของ มิสซิส เทอร์รี่ เชียโว อายุ 41 ปีซึ่งอยู่ในสภาพไร้ความสามารถสมองตายมาถึง 15 ปี ที่ฟลอริด้า จนในที่สุดได้มีการถอดสายอุปกรณ์ช่วยชีวิตทั้งหมดออกเมื่อวันศุกร์ที่18 มีนาคมโดยความยินยอมจากสามีของเธอที่ต้องการให้เธอได้ตายอย่างมีศักดิ์ศรี ส่วนทางครอบครัว Schindler ซึ่งเป็นครอบครัวเดิมของเธอโดยพ่อแม่ของเทอร์รี่พยายามคัดค้านโดยอ้างว่าเธอต้องการมีชีวิตอยู่
เรื่องนี้จึงกลายเป็นเรื่องใหญ่โตเพราะมีคนที่คิดว่าสิทธิ์ในการตายควรให้คนๆนั้นมีสิทธิ์เลือก และอีกฝ่ายหนึ่งเห็นตรงข้าม มีการเดินขบวนประท้วงตามที่เห็นในภาพข่าว ก็ยังไม่ทราบว่าเรื่องจะจบลงแบบไหน
เรื่องนี้เป็นเรื่องละเอียดอ่อน คนหลายคนอาจคิดไม่เหมือนกัน สิ่งที่ฉันคิดคือถ้าเราพยายามให้ความเป็นธรรมกับทุกๆคนกรณีเช่นนี้ควรเป็นอย่างไร ถ้าถามตัวเองว่าต้องอยู่ในสภาพเช่นนั้น ต้องทรมานคนที่เรารักให้มาดูแลเราเป็นสิบปี ทำให้เขาหมดหวังไปตลอดชีวิต ฉันคงเลือกที่จะตายถ้าทำได้ ถามคนใกล้ตัวเขาบอกว่าเขาก็ยินดีที่จะให้ฉันตายดีกว่าต้องทรมานตัวเองแบบนั้น
แหล่งข้อมูล
1. http://news.bbc.co.uk/1/hi/world/americas/4365331.stm ข่าวจาก BBC วันที่ 21 March, 2005
2. http://news.yahoo.com/news?tmpl=story&u=/nm/20050321/pl_nm/rights_schiavo_dc ข่าวจาก Reuter 31 March 2005
3. http://www.publicagenda.org/issues/overview.cfm?issue_type=right2die
11/5/2548
เขียนเพิ่มเติมในหัวข้อนี้เพราะมีรุ่นน้องคนหนึ่งเพิ่งเสียชีวิตเมื่อวันที่ 4 พฤษภาคมนี้ด้วยอาการเส้นเลือดในสมองแตก เธอเข้าห้องไอซียูอยู่ประมาณหนึ่งสัปดาห์ก่อนเสียชีวิต ความที่เธอเป็นที่รักของพี่ๆเพื่อนๆน้องๆ รวมถึงลูกศิษย์ลูกหาที่เธอเคยมาเป็นวิทยากรให้ มีคนไปเยี่ยมเยียนเธอที่โรงพยาบาลภูมิพลมากมาย ครั้งแรกที่ฉันเห็นเธอผ่านกระจก แทบจำไม่ได้เพราะเธอถูกโกนศีรษะหมด มีผ้าพันศีรษะทางซ้ายที่ทำการผ่าตัด และมีอาการบวม สภาพเธอที่นอนอยู่อย่างนั้นโดยที่แพทย์ไม่ได้ให้ความหวังอะไร ทำให้ฉันเองก็ใจฝ่อ นึกเผื่อไปว่าถ้าน้องต้องมีสภาพอย่างนี้ตลอดไปจะเป็นอย่างไร ไหนจะต้องมีคนดูแล ถ้าหายแล้วไม่เหมือนเดิม เธอจะทนได้หรือไม่ ครอบครัวจะทำอย่างไร
จนเช้าวันพุธเธอก็สิ้นลมอย่างสงบ ใครๆก็บอกว่าเธอหมดเวรหมดกรรมแล้ว เกิดชาติใดขอให้มีความสุข เพราะชาตินี้เธอดีกับใครๆมากจนไม่ควรที่จะพบสิ่งร้ายๆในชีวิตเธออย่างที่เป็น
Wednesday, March 30, 2005
นักคณิตศาสตร์ผู้ยิ่งใหญ่ของโลก...พอล แอร์ดิช
ถ้าถามขึ้นมาตอนนี้ให้ระบุชื่อนักคณิตศาสตร์ผู้มีชื่อเสียงของโลก คงคิดออกเฉพาะคนหลักๆที่ได้ยินบ่อย เช่น นิวตัน ปาสคาล ออยเลอร์ หรืออีกหลายๆคนที่เราได้เรียนผลงานของเขามาจากในบทเรียน เมื่อมาอ่านหนังสือเรื่อง The man who loved only number(ผู้ชายที่หลงรักตัวเลข) ซึ่งเป็นเรื่องชึวิตของ พอล แอร์ดิช(ฉันงงๆกับการออกเสียงมากเพราะชื่อเขาจะเขียนว่า Paul Erdos โดยบนตัว o จะมีสัญลักษณ์ประกอบ อาจเป็นภาษาฮังกาเรียนเพราะเขาเกิดที่นั่น) ยังอ่านหนังสือได้ไม่ทันจบ รู้สึกทึ่งกับชีวิตและผลงานของเขาเป็นอย่างมาก เดี๋ยวรอให้อ่านจบค่อยมาสรุป แต่ตอนนี้จะระบุหัวข้อเรื่องที่ฉันสนใจ
1. รหัสแอร์ดิช เป็นรหัสสำหรับระบุกลุ่มคนที่เคยร่วมงานกับเขา คนที่เคยร่วมงานโดยตรงจะมีรหัสเป็น 1 คนที่เคยร่วมงานกับคนที่เคยร่วมงานกับเขา(ที่มีรหัสเป็น 1) จะมีรหัสเป็น 2 และไล่ไปเรื่อยๆ ( ไอสไตน์ยังมีรหัสเป็น 2 เลย ) คนที่มีรหัสแอร์ดิชเป็น 1 มีจำนวน 485 คน คนที่ไม่เคยมีผลงานกับเขาจะมีรหัสแอร์ดิชเป็น infinity
2. จำนวนเต็มทุกจำนวนถ้าไม่เป็นจำนวนเฉพาะก็จะเป็นผลคูณของจำนวนเฉพาะ และจำนวนเฉพาะมีมากมายไม่สิ้นสุด
3. การลบทฤษฎีบทของเมอร์เซนน์ก็น่าสนใจมาก การบอกว่าจำนวนเฉพาะคือ 2n – 1 ไม่ถูกต้องเสมอไป
4. “Chebyshev said it, and I say it again
There is always a prime between n and 2n”
5. แอร์ดิชชำนาญเรื่องจำนวนเฉพาะมาก และเป็นอัจฉริยะในการตั้งคำถาม จุดเด่นของเขาคือความสามารถในการแก้โจทย์ด้วยบทพิสูจน์ที่สั้น กะทัดรัด ชาญฉลาด และเข้าใจได้ทันทีไม่ใช่ด้วยสมการเป็นหน้าๆ
6. รางวัลฟิลด์เมเดิลเป็นรางวัลที่สำคัญในวงการคณิตศาสตร์เทียบเท่ารางวัลโนเบล
7. ในวงการคณิตศาสตร์มีเพียงลีออนฮาร์ท ออยเลอร์ อัจฉริยะชาวสวิสเท่านั้นที่มีผลงานตีพิมพ์ทางคณิตศาสตร์มากกว่าแอร์ดิช
8. เขาเป็นผู้บุกเบิกเรื่องการจัดหมู่คอมบิเนเทอริกส์ที่เรียกว่าทฤษฎีแรมเซย์(แนวคิดคือการไร้ระเบียบอย่างสมบูรณ์นั้นเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ แต่จะมีลำดับขั้นของมัน และเราจะสามารถค้นพบทุกสิ่งทางคณิตศาสตร์ได้ถ้าเราทำการค้นหามันในจักรวาลที่กว้างพอ) ตัวอย่างคือการนำทฤษฎีนี้ไปใช้ในเรื่อง cosmos ของ Carl Sagan
เว็บไซต์ที่ไปค้นข้อมูลเพิ่มเติม
1. http://www-history.mcs.st-and.ac.uk/history/Mathematicians/Erdos.html ข้อมูลประวัติและมี link ไปยังเว็บอื่นๆ เป็นของมหาวิทยาลัยเซนต์แอนดรูว์ที่สกอตแลนด์
2. http://www.math.ohio-state.edu/~nevai/ERDOS/erdos-obit.html ข้อมูลจาก The New York Times Company September 24, 1996 หน้านี้เป็นข่าวการตายและการสัมภาษณ์คนที่เคยรู้จักเขา และให้คำออกเสียงเรียกชื่อเขาว่า Erdos (pronounced AIR-dosh) แอร์ดอช/แอร์โดช ก็เลยไม่แน่ใจว่าออกเสียงยังไง
3. http://en.wikipedia.org/wiki/Paul_Erd%F6s ข้อมูลทั่วไป
4. http://en.wikipedia.org/wiki/Paul_Erd%F6s List รายชื่อนักคณิตศาสตร์ในประเทศต่างๆ ( ในประเทศไทยไม่มีค่ะ ) ที่มีในรายการมากที่สุดคือฝรั่งเศส(211) แล้วอังกฤษ(204) ตามมาด้วยเยอรมัน(162)และอิตาลี(101) อยู่ในยุโรปหมดเลย
1. รหัสแอร์ดิช เป็นรหัสสำหรับระบุกลุ่มคนที่เคยร่วมงานกับเขา คนที่เคยร่วมงานโดยตรงจะมีรหัสเป็น 1 คนที่เคยร่วมงานกับคนที่เคยร่วมงานกับเขา(ที่มีรหัสเป็น 1) จะมีรหัสเป็น 2 และไล่ไปเรื่อยๆ ( ไอสไตน์ยังมีรหัสเป็น 2 เลย ) คนที่มีรหัสแอร์ดิชเป็น 1 มีจำนวน 485 คน คนที่ไม่เคยมีผลงานกับเขาจะมีรหัสแอร์ดิชเป็น infinity
2. จำนวนเต็มทุกจำนวนถ้าไม่เป็นจำนวนเฉพาะก็จะเป็นผลคูณของจำนวนเฉพาะ และจำนวนเฉพาะมีมากมายไม่สิ้นสุด
3. การลบทฤษฎีบทของเมอร์เซนน์ก็น่าสนใจมาก การบอกว่าจำนวนเฉพาะคือ 2n – 1 ไม่ถูกต้องเสมอไป
4. “Chebyshev said it, and I say it again
There is always a prime between n and 2n”
5. แอร์ดิชชำนาญเรื่องจำนวนเฉพาะมาก และเป็นอัจฉริยะในการตั้งคำถาม จุดเด่นของเขาคือความสามารถในการแก้โจทย์ด้วยบทพิสูจน์ที่สั้น กะทัดรัด ชาญฉลาด และเข้าใจได้ทันทีไม่ใช่ด้วยสมการเป็นหน้าๆ
6. รางวัลฟิลด์เมเดิลเป็นรางวัลที่สำคัญในวงการคณิตศาสตร์เทียบเท่ารางวัลโนเบล
7. ในวงการคณิตศาสตร์มีเพียงลีออนฮาร์ท ออยเลอร์ อัจฉริยะชาวสวิสเท่านั้นที่มีผลงานตีพิมพ์ทางคณิตศาสตร์มากกว่าแอร์ดิช
8. เขาเป็นผู้บุกเบิกเรื่องการจัดหมู่คอมบิเนเทอริกส์ที่เรียกว่าทฤษฎีแรมเซย์(แนวคิดคือการไร้ระเบียบอย่างสมบูรณ์นั้นเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ แต่จะมีลำดับขั้นของมัน และเราจะสามารถค้นพบทุกสิ่งทางคณิตศาสตร์ได้ถ้าเราทำการค้นหามันในจักรวาลที่กว้างพอ) ตัวอย่างคือการนำทฤษฎีนี้ไปใช้ในเรื่อง cosmos ของ Carl Sagan
เว็บไซต์ที่ไปค้นข้อมูลเพิ่มเติม
1. http://www-history.mcs.st-and.ac.uk/history/Mathematicians/Erdos.html ข้อมูลประวัติและมี link ไปยังเว็บอื่นๆ เป็นของมหาวิทยาลัยเซนต์แอนดรูว์ที่สกอตแลนด์
2. http://www.math.ohio-state.edu/~nevai/ERDOS/erdos-obit.html ข้อมูลจาก The New York Times Company September 24, 1996 หน้านี้เป็นข่าวการตายและการสัมภาษณ์คนที่เคยรู้จักเขา และให้คำออกเสียงเรียกชื่อเขาว่า Erdos (pronounced AIR-dosh) แอร์ดอช/แอร์โดช ก็เลยไม่แน่ใจว่าออกเสียงยังไง
3. http://en.wikipedia.org/wiki/Paul_Erd%F6s ข้อมูลทั่วไป
4. http://en.wikipedia.org/wiki/Paul_Erd%F6s List รายชื่อนักคณิตศาสตร์ในประเทศต่างๆ ( ในประเทศไทยไม่มีค่ะ ) ที่มีในรายการมากที่สุดคือฝรั่งเศส(211) แล้วอังกฤษ(204) ตามมาด้วยเยอรมัน(162)และอิตาลี(101) อยู่ในยุโรปหมดเลย
Wednesday, March 23, 2005
ผู้ประเมินภายนอกของ สมศ.
ในฐานะคนที่อยู่ในวงการศึกษาระดับอุดมศึกษา ถ้าพูดถึงสมศ.สัก 4 เดือนที่แล้ว ยังคงส่ายหัวบอกว่าไม่รู้จัก ตอนนี้รู้จัก สมศ. เป็นอย่างดี ถึงเพิ่งจะรู้ตัวว่าน่าอายที่ไม่เคยรู้เรื่องนี้มาก่อนทั้งๆที่มีความสำคัญกับการปฏิรูปการศึกษาของเมืองไทยเป็นอย่างมาก
สมศ. เป็นชื่อย่อของ สำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา มีฐานะเป็นองค์การมหาชน ถูกจัดตั้งขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาเกณฑ์และวิธีการประเมินคุณภาพภายนอก และทำการประเมินผลการจัดการศึกษาเพื่อให้มีการตรวจสอบคุณภาพของสถานศึกษา โดยคำนึงถึงความมุ่งหมาย หลักการ และแนวทางการจัดการศึกษาในแต่ละระดับตามที่กำหนดไว้ในกฏหมายว่าด้วยการศึกษาแห่งชาติ โดยให้มีการประเมินคุณภาพภายนอกของสถานศึกษาทุกแห่งอย่างน้อยหนึ่งครั้งในทุกห้าปี นับตั้งแต่การประเมินครั้งสุดท้าย และเสนอผลการประเมินต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและสาธารณชน
พูดแบบง่ายๆคือ ตั้งแต่มีพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๒ ซึ่งมีแนวคิดในการปฏิรูปการเรียนรู้ มีปัญหาขึ้นมาว่าทำอย่างไรจึงจะประเมินคุณภาพของสถานศึกษาได้ว่าให้ความสำคัญกับเรื่องคุณภาพการเรียนการสอนจริง วิธีแก้ปัญหาคือจัดตั้งหน่วยงานมาคอยดูแลประเมินผล สมศ.ถูกจัดตั้งขึ้นมาด้วยเหตุผลนี้
โรงเรียนในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานมีอยู่สามหมื่นกว่าโรงเรียน สมศ.ไม่สามารถทำการประเมินผลได้ทั่วถึงและทันเวลาโดยการทำงานเพียงองค์กรเดียว จึงยอมให้มีผู้ประเมินภายนอกที่ต้องผ่านการอบรมและสอบผ่านได้เป็นผู้ประเมินภายนอก โดยต้องสังกัดหน่วยประเมินใดหน่วยหนึ่งเป็นผู้ประเมินแทน แม้แต่ในขณะนี้ (23 มีนาคม 2548) ได้ข่าวว่ายังเหลือโรงเรียนที่ยังไม่ได้ทำการประเมินอีกประมาณหมื่นโรงเรียน งานนี้คงต้องรีบกันมากว่าจะทำได้ทันเวลาหรือไม่
ได้เข้าไปมีส่วนร่วมเริ่มจากความสนใจในกระบวนการเรียนรู้ และในที่ทำงานเป็นหน่วยฝึกอบรมผู้ประเมินด้วย ทีแรกขอเข้าไปสังเกตการณ์เป็นผู้ช่วยของวิทยากรพี่เลี้ยง วันแรกที่เข้าร่วม ทราบว่าทาง สมศ. ยอมให้สมัครเพิ่มในวันนั้นได้ ก็สมัครเข้าร่วมทันที ได้หมายเลข 099 เป็นคนสุดท้ายของรุ่น และเข้าไปร่วมกลุ่มกับกลุ่ม 7 ซึ่งมีสมาชิกอยู่ทั้งหมด 11 คน การฝึกอบรมใช้เวลา 7 วันเต็มตั้งแต่วันที่ 14-20 มกราคม 2548 ฟังการบรรยายทั้งวัน 3 วัน และมีการสอบข้อสอบปรนัย 1 ชุด หลังจากนั้นไปลงพื้นที่จริง ทางกลุ่มไปที่โรงเรียนท้าวราษฎร์สงเคราะห์ ไปสังเกตการณ์และหาข้อมูล 3 วันเต็ม อีกวันหนึ่งมาทำการสรุปและเขียนรายงาน และสอบข้อเขียนตอนเย็น ใจพะวักพะวน จะสอบก็อยากอ่านหนังสือแต่ก็กลัวจะเขียนรายงานไม่ทัน ดูๆแล้วเหมือนจะเขียนไม่ทันกันทุกกลุ่ม ต้องทำต่อกันอีกวันหนึ่ง มีกำหนดการส่งภายในวันศุกร์ที่ 21 มกราคม ทำกันเต็มที่ งานนี้เห็นน้ำใจกันชัดเจนว่าใครทุ่มเทกับงานแค่ไหน โชคดีที่ในกลุ่มช่วยเหลือกันดี คนที่มีธุระไม่สามารถอยู่ได้จริงๆก็มีคนช่วยเหลือจนงานสำเร็จออกมาได้ เป็นการอบรมที่เครียดพอดู
อบรมเสร็จรอลุ้นกันอีกว่าจะสอบผ่านหรือไม่ มีการปลอบใจจากคณะวิทยากรว่าถ้าสอบไม่ผ่านเขาให้ไปสอบแก้ตัวที่จุฬาฯ ก็เลยมีการแซวกันเป็นที่รื่นเริงว่างานต่อไปไปเจอกันที่จุฬาฯ ผลการสอบมาประกาศในวันที่ 17 มีนาคม 2548 รุ่นนี้ทั้งหมด 99 คน สอบผ่าน 44 คน และมีรายชื่อให้ไปสอบเทียบอีก 29 คน กลุ่มของเราสอบผ่าน 3 คน และไปสอบเทียบ 3 คน นับแล้วประสบผลสำเร็จประมาณ 50 กว่าเปอร์เซนต์
หลังจากสอบผ่าน ต้องนำตัวไปเข้าสังกัดของหน่วยประเมินใดหน่วยหนึ่ง ได้ตามพี่ในกลุ่มไปเข้าสังกัดบริษัทในจังหวัด ทางบริษัทจะดำเนินการขอบัตรประจำตัวให้ จากนั้นจะมีการปฐมนิเทศ แล้วจึงออกไปทำการประเมินสถานศึกษา (ต้องหมายเหตุว่าการไปทำการประเมิน ต้องได้รับการอนุญาตจากต้นสังกัดเป็นลายลักษณ์อักษร เพราะถือว่าการออกไปประเมินเป็นสิ่งที่ควรทำเพื่อช่วยเรื่องการศึกษา แต่ต่อๆมาเนื่องจากงานนี้มีรายได้เป็นตัวเงินด้วย และการออกไปทำงานต้องลางานปกติไป จึงไม่รับทำบ่อยนัก เต็มที่ก็จะทำประมาณสองโรงเรียนต่อภาคการศึกษา และในที่สุดเมื่อถึงช่วงต้องต่ออายุใบอนุญาตก็เลยไม่ต่ออีกต่อไป)
งานนี้เป็นงานที่น่าสนุกและเป็นประโยชน์กับการศึกษาไทย อยากเห็นสถานศึกษามีคุณภาพ ผลิตนักเรียนที่มีความสามารถ เมื่อเข้าสู่ระดับอุดมศึกษา เราจะได้ช่วยกันส่งเสริมให้มีคนดีๆออกมาช่วยกันต่อไปในอนาคต
สมศ. เป็นชื่อย่อของ สำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา มีฐานะเป็นองค์การมหาชน ถูกจัดตั้งขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาเกณฑ์และวิธีการประเมินคุณภาพภายนอก และทำการประเมินผลการจัดการศึกษาเพื่อให้มีการตรวจสอบคุณภาพของสถานศึกษา โดยคำนึงถึงความมุ่งหมาย หลักการ และแนวทางการจัดการศึกษาในแต่ละระดับตามที่กำหนดไว้ในกฏหมายว่าด้วยการศึกษาแห่งชาติ โดยให้มีการประเมินคุณภาพภายนอกของสถานศึกษาทุกแห่งอย่างน้อยหนึ่งครั้งในทุกห้าปี นับตั้งแต่การประเมินครั้งสุดท้าย และเสนอผลการประเมินต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและสาธารณชน
พูดแบบง่ายๆคือ ตั้งแต่มีพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๒ ซึ่งมีแนวคิดในการปฏิรูปการเรียนรู้ มีปัญหาขึ้นมาว่าทำอย่างไรจึงจะประเมินคุณภาพของสถานศึกษาได้ว่าให้ความสำคัญกับเรื่องคุณภาพการเรียนการสอนจริง วิธีแก้ปัญหาคือจัดตั้งหน่วยงานมาคอยดูแลประเมินผล สมศ.ถูกจัดตั้งขึ้นมาด้วยเหตุผลนี้
โรงเรียนในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานมีอยู่สามหมื่นกว่าโรงเรียน สมศ.ไม่สามารถทำการประเมินผลได้ทั่วถึงและทันเวลาโดยการทำงานเพียงองค์กรเดียว จึงยอมให้มีผู้ประเมินภายนอกที่ต้องผ่านการอบรมและสอบผ่านได้เป็นผู้ประเมินภายนอก โดยต้องสังกัดหน่วยประเมินใดหน่วยหนึ่งเป็นผู้ประเมินแทน แม้แต่ในขณะนี้ (23 มีนาคม 2548) ได้ข่าวว่ายังเหลือโรงเรียนที่ยังไม่ได้ทำการประเมินอีกประมาณหมื่นโรงเรียน งานนี้คงต้องรีบกันมากว่าจะทำได้ทันเวลาหรือไม่
ได้เข้าไปมีส่วนร่วมเริ่มจากความสนใจในกระบวนการเรียนรู้ และในที่ทำงานเป็นหน่วยฝึกอบรมผู้ประเมินด้วย ทีแรกขอเข้าไปสังเกตการณ์เป็นผู้ช่วยของวิทยากรพี่เลี้ยง วันแรกที่เข้าร่วม ทราบว่าทาง สมศ. ยอมให้สมัครเพิ่มในวันนั้นได้ ก็สมัครเข้าร่วมทันที ได้หมายเลข 099 เป็นคนสุดท้ายของรุ่น และเข้าไปร่วมกลุ่มกับกลุ่ม 7 ซึ่งมีสมาชิกอยู่ทั้งหมด 11 คน การฝึกอบรมใช้เวลา 7 วันเต็มตั้งแต่วันที่ 14-20 มกราคม 2548 ฟังการบรรยายทั้งวัน 3 วัน และมีการสอบข้อสอบปรนัย 1 ชุด หลังจากนั้นไปลงพื้นที่จริง ทางกลุ่มไปที่โรงเรียนท้าวราษฎร์สงเคราะห์ ไปสังเกตการณ์และหาข้อมูล 3 วันเต็ม อีกวันหนึ่งมาทำการสรุปและเขียนรายงาน และสอบข้อเขียนตอนเย็น ใจพะวักพะวน จะสอบก็อยากอ่านหนังสือแต่ก็กลัวจะเขียนรายงานไม่ทัน ดูๆแล้วเหมือนจะเขียนไม่ทันกันทุกกลุ่ม ต้องทำต่อกันอีกวันหนึ่ง มีกำหนดการส่งภายในวันศุกร์ที่ 21 มกราคม ทำกันเต็มที่ งานนี้เห็นน้ำใจกันชัดเจนว่าใครทุ่มเทกับงานแค่ไหน โชคดีที่ในกลุ่มช่วยเหลือกันดี คนที่มีธุระไม่สามารถอยู่ได้จริงๆก็มีคนช่วยเหลือจนงานสำเร็จออกมาได้ เป็นการอบรมที่เครียดพอดู
อบรมเสร็จรอลุ้นกันอีกว่าจะสอบผ่านหรือไม่ มีการปลอบใจจากคณะวิทยากรว่าถ้าสอบไม่ผ่านเขาให้ไปสอบแก้ตัวที่จุฬาฯ ก็เลยมีการแซวกันเป็นที่รื่นเริงว่างานต่อไปไปเจอกันที่จุฬาฯ ผลการสอบมาประกาศในวันที่ 17 มีนาคม 2548 รุ่นนี้ทั้งหมด 99 คน สอบผ่าน 44 คน และมีรายชื่อให้ไปสอบเทียบอีก 29 คน กลุ่มของเราสอบผ่าน 3 คน และไปสอบเทียบ 3 คน นับแล้วประสบผลสำเร็จประมาณ 50 กว่าเปอร์เซนต์
หลังจากสอบผ่าน ต้องนำตัวไปเข้าสังกัดของหน่วยประเมินใดหน่วยหนึ่ง ได้ตามพี่ในกลุ่มไปเข้าสังกัดบริษัทในจังหวัด ทางบริษัทจะดำเนินการขอบัตรประจำตัวให้ จากนั้นจะมีการปฐมนิเทศ แล้วจึงออกไปทำการประเมินสถานศึกษา (ต้องหมายเหตุว่าการไปทำการประเมิน ต้องได้รับการอนุญาตจากต้นสังกัดเป็นลายลักษณ์อักษร เพราะถือว่าการออกไปประเมินเป็นสิ่งที่ควรทำเพื่อช่วยเรื่องการศึกษา แต่ต่อๆมาเนื่องจากงานนี้มีรายได้เป็นตัวเงินด้วย และการออกไปทำงานต้องลางานปกติไป จึงไม่รับทำบ่อยนัก เต็มที่ก็จะทำประมาณสองโรงเรียนต่อภาคการศึกษา และในที่สุดเมื่อถึงช่วงต้องต่ออายุใบอนุญาตก็เลยไม่ต่ออีกต่อไป)
งานนี้เป็นงานที่น่าสนุกและเป็นประโยชน์กับการศึกษาไทย อยากเห็นสถานศึกษามีคุณภาพ ผลิตนักเรียนที่มีความสามารถ เมื่อเข้าสู่ระดับอุดมศึกษา เราจะได้ช่วยกันส่งเสริมให้มีคนดีๆออกมาช่วยกันต่อไปในอนาคต
ตำรับสายเยาวภา
นานมากที่ไม่ได้มาเขียน blog ออกจะอายตัวเองเล็กน้อย ทั้งๆที่ตั้งใจจะเขียนให้เป็นเรื่องเป็นราว จะได้บันทึกสิ่งที่ตัวเองสนใจไว้ทั้งหมด เอาเป็นว่าเริ่มต้นกันใหม่ดีกว่า
ปีนี้(2005) ได้เรียนรู้อะไรใหม่ๆหลายเรื่อง จะค่อยๆทยอยเขียน วันนี้จะบันทึกถึง "ตำรับสายเยาวภา" เป็นหนังสือตำรับอาหารของพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าเยาวภาพงศ์สนิท มีการพิมพ์ออกมาเป็นเล่ม เท่าที่ทราบคือ ฉบัยพิมพ์ครั้งที่ 5 ปี2523 สายปัญญาสมาคมได้จัดพิมพ์ขึ้น ฉันเห็นในเว็บ Thaioldbook.com บอกขายอยู่ปกอ่อนเล่มละ 450 บาท เป็นฉบับ"ที่ระลึกงาน มิ กลาโหมราชเสนา,คุณหญิง" ตีพิมพ์ปี 2519 ที่ต้องเขียนไว้เพราะตัวเองสนใจเรื่องตำรับอาหาร แถมยังเป็นนักเรียนเก่าโรงเรียนสายปัญญา หนังสือเล่มนี้น่าหามาอ่าน ตอนนี้ที่เห็นพูดกันอยู่ก็มีในเว็บพันทิป มี blog ของคุณบ้านวังรุ้งพูดถึง ( ดูที่ http://www.bloggang.com/viewblog.php?id=banwangrung&group=16 )
ตั้งใจว่าจะค้นคว้าตำรับนี้และจะลองทำดู ได้ผลยังไงจะเอามาบันทึกอีกครั้งค่ะ
ปีนี้(2005) ได้เรียนรู้อะไรใหม่ๆหลายเรื่อง จะค่อยๆทยอยเขียน วันนี้จะบันทึกถึง "ตำรับสายเยาวภา" เป็นหนังสือตำรับอาหารของพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าเยาวภาพงศ์สนิท มีการพิมพ์ออกมาเป็นเล่ม เท่าที่ทราบคือ ฉบัยพิมพ์ครั้งที่ 5 ปี2523 สายปัญญาสมาคมได้จัดพิมพ์ขึ้น ฉันเห็นในเว็บ Thaioldbook.com บอกขายอยู่ปกอ่อนเล่มละ 450 บาท เป็นฉบับ"ที่ระลึกงาน มิ กลาโหมราชเสนา,คุณหญิง" ตีพิมพ์ปี 2519 ที่ต้องเขียนไว้เพราะตัวเองสนใจเรื่องตำรับอาหาร แถมยังเป็นนักเรียนเก่าโรงเรียนสายปัญญา หนังสือเล่มนี้น่าหามาอ่าน ตอนนี้ที่เห็นพูดกันอยู่ก็มีในเว็บพันทิป มี blog ของคุณบ้านวังรุ้งพูดถึง ( ดูที่ http://www.bloggang.com/viewblog.php?id=banwangrung&group=16 )
ตั้งใจว่าจะค้นคว้าตำรับนี้และจะลองทำดู ได้ผลยังไงจะเอามาบันทึกอีกครั้งค่ะ
15 ธันวาคม 2553
วันนี้ไปหยิบหนังสือตำรับสายเยาวภาจากห้องทักษิณคดีของมหาวิทยาลัย ดีใจมากที่ได้เห็นตำรับนี้จริงๆ ตั้งใจว่าจะลองทำดู ได้ผลยังไงจะมาบันทึกนะ
นานจังจากที่เคยบันทึกไว้จนถึงวันที่ได้เห็นหนังสือจริงๆ แต่ก็ดีใจที่ได้เห็น :)
-----------------------------------------------------------------------------
-----------------------------------------------------------------------------
ตำรับสายเยาวภา
ไหนๆสัปดาห์นี้ก็ทำตัวใกล้ชิดงานขนมชาววัง ก็ต้องรำลึกความหลังกันเล็กน้อยนะคะว่าตัวเองเป็นนักเรียนโรงเรียนสายปัญญาซึ่งเป็นโรงเรียนผู้หญิงล้วนและมีการสอนทำขนมในโรงรียนเป็นเรื่องเป็นราวมาก ตอนเข้าไปเรียนทำอาหารชั่วโมงแรกรู้สึกว่าทำขนมชื่อ ลืมกลืน ต้องกวนแป้งที่ผสมน้ำ ซึ่งก็ไม่เคยทำขนมกวนแบบนั้น กวนไปกวนมา มัวเม้าท์กับเพื่อนบ้าง สรุปว่าแป้งจับตัวเป็นก้อน ใช้ไม่ได้...ทิ้ง ทำใหม่ ทำอีกครั้ง คุยอีก แป้งเป็นก้อนอีก..ทิ้ง
:) จำไม่ได้แล้วว่าในที่สุดเปลี่ยนคนทำหรือตั้งใจทำโดยไม่คุย เพราะยังไงก็ต้องทำให้เสร็จไม่งั้นไม่ได้คะแนนทั้งกลุ่มเลย อีกเมนูที่งงๆคือเมนูปั้นสิบ เพราะทำปั้นสิบนึ่ง เราไม่เคยกินมาก่อน รู้จักแต่ปั้นสิบทอด ตอนทำก็จับจีบไม่เป็นอีก เอาเป็นว่าสมัยโน้นไม่มีความสามารถใดๆในการทำอาหารค่ะ
วันนี้มาดูคลิปรายการของหม่อมหลวงภาสันต์ สวัสดิวัฒน์ รายการ สำรับในวัง เป็นตอน ตำรับสายเยาวภา ซึ่งจะมีการสาธิตทำขนมจีบและปั้นสิบ มีเทคนิคและการดัดแปลงอาหารที่น่าสนใจ เช่น การปั้นรูปทรงของขนมก็จะบ่งบอกว่าใช้เนื้อสัตว์ชนิดไดทำขนม อย่างขนมจีบปั้นรูปทรงเป็นไก่ก็จะทำไส้ไก่ ปั้นสิบรูปทรงคล้ายปลาจะทำไส้ปลา ไส้ที่มีเครื่องปรุงเหมือนกัน แต่ถ้าไส้เป็นปลาจะมีการใส่ข่าเพื่อดับคาว... ยังรู้สึกว่า เออ แล้วสมัยก่อนทำไมไม่รู้จักหัดให้มันทำเป็นทำอร่อยเสียตั้งแต่ตอนนั้นน้าาาา
สายปัญญามีการรวบรวมวิธีทำอาหารของพระองค์เจ้าเยาวภาพงศ์สนิท ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญในด้านการทำอาหาร ท่านได้ฝึกฝนการทำอาหารจากสำนักของพระวิมาดาเธอ กรมพระสุทธาสินีนาฎ หนังสื่อที่รวบรวมวิธีทำอาหารของท่านได้ถูกจัดทำเป็นเล่มชื่อ "ตำรับสายเยาวภา" ได้ถูกเรียบเรียงเป็นเล่มครั้งแรกในปีพ.ศ. 2478 เพื่อเป็นหนังสือแจกในงานพระราชทานเพลิงศพ พระองค์เจ้าเยาวภาพงศ์สนิท ปัจจุบันเป็นหนังสือหายาก ทราบว่ามีเล่มที่พิมพ์ใหม่ในปี 2555 แต่ก็หาซื้อไม่ทัน อยากได้มากกกกกกกกกกกก ถึงมากที่สุดค่ะ อยากได้เล่มปกแข็งมีสี เพราะในเล่มมีวิธีทำและมีภาพประกอบอย่างสวยงาม ใครพบเจอช่วยแจ้งด้วยนะคะ
ใครที่อยู่ในวลัยลักษณ์ถ้าอยากอ่านตำรับสายเยาภาก็จะมีอย่เล่มนึงที่ศูนย์บรรณสารฯ แต่เป็นฉบับพิมพ์เป็นอนุสรณ์ในงานฌาปนกิจ ก็จะไม่มีภาพไม่มีรายละเอียดของหนังสือ มีแต่สูตรอาหาร เอามาทดลองทำตามได้ค่ะ มีสูตรที่น่าสนใจหลายสูตร
สืบสานสำรับกับข้าวกันนะคะ
:)
ส่วนลิงก์นี้เป็นคลิปที่อาจารย์ภารดีทำเมนูสาธิต ขนมจีบไทย(ชนิดจีบด้วยมือ) ปั้นสิบ และขนมดอกลำดวน(ไม่ใช่กลีบลำดวน)ให้ดูค่ะ
1. https://www.youtube.com/watch?v=GNx8nu-OwUc
2. https://www.youtube.com/watch?v=3NqmXoHjt2s&t=260s
1. https://www.youtube.com/watch?v=GNx8nu-OwUc
2. https://www.youtube.com/watch?v=3NqmXoHjt2s&t=260s
----------------------------------------------------------------------------------------------------
Thursday, September 23, 2004
Singing Blue Jay
ตั้งชื่อตัวเองเป็น Singing Blue Jay มาตั้งแต่ 9 ปีที่แล้ว ความจริงคือตั้งตาม character และ ชื่อย่อของตัวเอง โดยไม่เคยเห็นเจ้า Blue Jay ตัวเป็นๆมาก่อนเลย ไม่เคยสงสัยด้วยซ้ำว่าเป็นนกแบบไหน นิสัยเป็นยังไง เพราะเป็นนกที่ไม่มีในประเทศไทย ถ้าจะดูคงต้องถ่อไปดูที่อเมริกาซึ่งไม่มีแผนจะไปในระยะอันใกล้นี้ ยังไงก็ตามได้ลองค้นดูรายละเอียดเกี่ยวกับ Blue Jay ลองดูรูปแล้วพบว่าเป็นนกที่สวยทีเดียว (เลือกไม่ผิดเลยเรา…) ก็เลยเก็บข้อมูลไว้ก่อนเผื่อจะไปดูตัวจริงในอนาคต
ว่ากันแบบอนุกรมวิธานก็ต้องบอกว่า Blue Jay อยู่ใน Phylum: Chordata Class: Aves Order: Passeriformes
Family: Corvidae Genus: Cyanocitta SPECIES: Cyanocitta cristata เป็นนกที่พบได้ทั่วไปในแคนาดาตอนใต้ และอเมริกา เป็นนกที่มีการอพยพลงใต้ในช่วงฤดูหนาว แถมมีชื่อในภาษาฝรั่งเศสด้วยคือ Geai bleu
Blue Jays เป็นนกขนาดกลางตัวใหญ่ประมาณ 10 - 11 นิ้ว เป็นนกสีสวยที่มีหงอนเป็นสีน้ำเงินม่วงอ่อนๆ ใต้ฐานหงอนจากตาจนถึงหน้าผากจะมีแถบสีดำ บริเวณหู แก้ม คอเป็นสีขาว ใต้คอเป็นแถบสร้อยคอสีดำที่ต่อเชื่อมไปถึงข้างหู อกช่วงล่าง ท้องและก้นเป็นสีขาว ส่วนบนเป็นสีเทาฟ้าและมีสีสดที่สุดบริเวณสะโพก ปีกและหางเป็นสีฟ้าสดมีแถบดำสีดำสนิท เป็นช่วง ปีกมีส่วนปลายสีขาว มุมหางมีสีขาวเช่นกัน ใต้ปีกและหางเป็นสีเทาหม่น ยกเว้นปลายขนสีขาว ปาก ขาและตาสีดำ ตัวผู้และตัวเมียมีลักษณะคล้ายคลึงกัน ในอเมริกาเหนือมีเฉพาะ Steller's Jays และ Blue Jays ที่มีแถบบนปีกและหาง ทั้งคู่มีหงอนแต่ของ Steller's Jay จะเป็นสีเกือบดำ
Blue Jay สามารถทำเสียงได้หลายแบบ มักเลียนเสียงนกเหยี่ยว โดยเฉพาะ Red-shouldered Hawk ว่ากันว่าเสียงนั้นเป็นการบอกพวกพ้องว่ามีเหยี่ยวอยู่ใกล้ๆ หรือไม่ก็เอาไว้หลอกลวงนกอื่นๆให้เชื่อมามีเหยี่ยวอยู่ที่นั่น เมื่ออยู่ใกล้รัง Blue Jay จะอยู่เงียบๆ รังมักจะอยู่บนต้นไม้สูงประมาณ 8-20 ฟิต ตัวเมียจะทำหน้าที่กกไข่ในขณะที่ตัวผู้คอยหาอาหารมาให้ ทั้งตัวผู้และตัวเมียจะช่วยกันเลี้ยงดูลูก ประมาณช่วงปลายฤดูร้อนและฤดูใบไม้ร่วงจะเห็น Blue Jay เป็นครอบครัวหรือ ฝูงเล็กๆ
หลายคนไม่ชอบนก Blue Jay ด้วยความที่มันเป็นนกใจร้ายไปกินไข่ของนกอื่นๆ แต่จากการศึกษาข้อมูลพบว่ามีนกเพียง 1 % เท่านั้นที่มีหลักฐานพบว่ามีไข่หรือนกอื่นๆที่กระเพาะ ส่วนใหญ่แล้วจะพบว่าอาหารคือแมลงและถั่วนัทประเภทต่างๆ
บางเว็บไซต์ได้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับการอพยพของ Blue Jay ว่ายังคงเป็นเรื่องลึกลับเพราะถึงแม้จะเห็นปรากฏการณ์การอพยพของนกนับพันตัวอย่างชัดเจน แต่ก็พบว่ามีนกบางตัวอาศัยอยู่ทั่วไปตลอดฤดูหนาวโดยไม่มีการอพยพ คำถามคือนพพวกไหนที่อพยพและพวกไหนไม่อพยพ แถมมีนกบางตัวที่อพยพไปทางใต้ในปีหนึ่งแล้วอยู่ทางเหนือในอีกฤดูหนาวหนึ่ง และในปีถัดไปกลับอพยพลงใต้อีก ทำไมจึงเป็นเช่นนั้นก็ยังไม่มีใครให้เหตุผลที่ชัดเจนได้
ส่วนเหตุผลของ Singing Blue Jay ที่มีชื่อนี้คือ เป็น J ที่ชอบสีฟ้าและก็ชอบร้องเพลง แถมบางที J ก็เกิดอาการ blue บ้างในบางครั้ง
ค้นข้อมูลจาก
1. http://birds.cornell.edu/BOW/BLUJAY/
2. http://www.nhptv.org/natureworks/bluejay.htm
3. http://www.enchantedlearning.com/subjects/birds/printouts/Bluejayprintout.shtml
4. http://birds.cornell.edu/programs/AllAboutBirds/BirdGuide/Blue_Jay.html
5. http://www.fcps.k12.va.us/StratfordLandingES/Ecology/mpages/blue_jay.htm
ว่ากันแบบอนุกรมวิธานก็ต้องบอกว่า Blue Jay อยู่ใน Phylum: Chordata Class: Aves Order: Passeriformes
Family: Corvidae Genus: Cyanocitta SPECIES: Cyanocitta cristata เป็นนกที่พบได้ทั่วไปในแคนาดาตอนใต้ และอเมริกา เป็นนกที่มีการอพยพลงใต้ในช่วงฤดูหนาว แถมมีชื่อในภาษาฝรั่งเศสด้วยคือ Geai bleu
Blue Jays เป็นนกขนาดกลางตัวใหญ่ประมาณ 10 - 11 นิ้ว เป็นนกสีสวยที่มีหงอนเป็นสีน้ำเงินม่วงอ่อนๆ ใต้ฐานหงอนจากตาจนถึงหน้าผากจะมีแถบสีดำ บริเวณหู แก้ม คอเป็นสีขาว ใต้คอเป็นแถบสร้อยคอสีดำที่ต่อเชื่อมไปถึงข้างหู อกช่วงล่าง ท้องและก้นเป็นสีขาว ส่วนบนเป็นสีเทาฟ้าและมีสีสดที่สุดบริเวณสะโพก ปีกและหางเป็นสีฟ้าสดมีแถบดำสีดำสนิท เป็นช่วง ปีกมีส่วนปลายสีขาว มุมหางมีสีขาวเช่นกัน ใต้ปีกและหางเป็นสีเทาหม่น ยกเว้นปลายขนสีขาว ปาก ขาและตาสีดำ ตัวผู้และตัวเมียมีลักษณะคล้ายคลึงกัน ในอเมริกาเหนือมีเฉพาะ Steller's Jays และ Blue Jays ที่มีแถบบนปีกและหาง ทั้งคู่มีหงอนแต่ของ Steller's Jay จะเป็นสีเกือบดำ
Blue Jay สามารถทำเสียงได้หลายแบบ มักเลียนเสียงนกเหยี่ยว โดยเฉพาะ Red-shouldered Hawk ว่ากันว่าเสียงนั้นเป็นการบอกพวกพ้องว่ามีเหยี่ยวอยู่ใกล้ๆ หรือไม่ก็เอาไว้หลอกลวงนกอื่นๆให้เชื่อมามีเหยี่ยวอยู่ที่นั่น เมื่ออยู่ใกล้รัง Blue Jay จะอยู่เงียบๆ รังมักจะอยู่บนต้นไม้สูงประมาณ 8-20 ฟิต ตัวเมียจะทำหน้าที่กกไข่ในขณะที่ตัวผู้คอยหาอาหารมาให้ ทั้งตัวผู้และตัวเมียจะช่วยกันเลี้ยงดูลูก ประมาณช่วงปลายฤดูร้อนและฤดูใบไม้ร่วงจะเห็น Blue Jay เป็นครอบครัวหรือ ฝูงเล็กๆ
หลายคนไม่ชอบนก Blue Jay ด้วยความที่มันเป็นนกใจร้ายไปกินไข่ของนกอื่นๆ แต่จากการศึกษาข้อมูลพบว่ามีนกเพียง 1 % เท่านั้นที่มีหลักฐานพบว่ามีไข่หรือนกอื่นๆที่กระเพาะ ส่วนใหญ่แล้วจะพบว่าอาหารคือแมลงและถั่วนัทประเภทต่างๆ
บางเว็บไซต์ได้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับการอพยพของ Blue Jay ว่ายังคงเป็นเรื่องลึกลับเพราะถึงแม้จะเห็นปรากฏการณ์การอพยพของนกนับพันตัวอย่างชัดเจน แต่ก็พบว่ามีนกบางตัวอาศัยอยู่ทั่วไปตลอดฤดูหนาวโดยไม่มีการอพยพ คำถามคือนพพวกไหนที่อพยพและพวกไหนไม่อพยพ แถมมีนกบางตัวที่อพยพไปทางใต้ในปีหนึ่งแล้วอยู่ทางเหนือในอีกฤดูหนาวหนึ่ง และในปีถัดไปกลับอพยพลงใต้อีก ทำไมจึงเป็นเช่นนั้นก็ยังไม่มีใครให้เหตุผลที่ชัดเจนได้
ส่วนเหตุผลของ Singing Blue Jay ที่มีชื่อนี้คือ เป็น J ที่ชอบสีฟ้าและก็ชอบร้องเพลง แถมบางที J ก็เกิดอาการ blue บ้างในบางครั้ง
ค้นข้อมูลจาก
1. http://birds.cornell.edu/BOW/BLUJAY/
2. http://www.nhptv.org/natureworks/bluejay.htm
3. http://www.enchantedlearning.com/subjects/birds/printouts/Bluejayprintout.shtml
4. http://birds.cornell.edu/programs/AllAboutBirds/BirdGuide/Blue_Jay.html
5. http://www.fcps.k12.va.us/StratfordLandingES/Ecology/mpages/blue_jay.htm
Monday, September 13, 2004
Cleanroom Technology
สืบเนื่องจากการเข้าอบรมเรื่องการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว มีการทำงานในตู้ปลอดเชื้อที่เป็น laminar flow ทำให้นึกถึงสภาพแวดล้อมที่เคยทำงานสมัยที่ยังเป็นวิศวกรฝ่ายผลิตในโรงงานผลิตฮาร์ดดิสก์ ซึ่งต้องทำงานในห้องcleanroom หรือห้องสะอาด เพื่อไม่ให้มีฝุ่นเข้าไปในชิ้นงาน ฝุ่นเม็ดเล็กๆแทบจะมองไม่เห็นสามารถสร้างความเสียหายให้กับชิ้นงานได้มาก สมัยนั้นทำงานใน cleanroom class 100,000 และ class 100 เกือบจะลืมเรื่องพวกนี้ไปหมดแล้วทั้งๆที่เคยถูกอบรมเรื่องนี้มามากมาย
ลองค้นเข้าไปดูในอินเทอร์เน็ตพบว่าเฉพาะพิมพ์คำว่า cleanroom technology ก็มีเว็บไซต์ที่ค้นเจอเป็นล้านเว็บ เพื่อให้ได้ข้อมูลที่เข้าใจง่ายจึงลองค้น FAQ ดู แล้วลองสรุปดูบวกกับความรู้เดิมในการทำงานดังนี้
Cleanroom หมายถึงพื้นที่ที่ถูกควบคุมปริมาณฝุ่นและแบคทีเรียในอากาศ นอกจากนั้นยังมีการควบคุมความเร็วลม ความดัน อุณหภูมิ ความชื้น ความสั่นสะเทือนและปัจจัยอื่นๆที่มีผลต่อการทำงาน
โดยทั่วไปจะเรียกระดับความสะอาดของ cleanrooms เป็น class รายละเอียดดังตารางข้างล่างนี้
MetricClass EnglishClass 0.1M 0.2 M 0.3M 0.5M
M1.5 1 35 7.5 3 1
M2.5 10 350 75 30 10
M3.5 100 - 750 300 100
M4.5 1,000 - - - 1,000
M5.5 10,000 - - - 10,000
M6.5 100,000 - - - 100,000
โดยการวัดจะวัดจำนวนของฝุ่น(particles)ต่อหนึ่งคิวบิคฟุต ตัวอย่างเช่น เมื่อพูดถึง cleanroom class 10 จะต้องไม่มีฝุ่นขนาด 0.1 ไมครอนเกิน 350 เม็ด จะต้องไม่มีฝุ่นขนาด 0.2 ไมครอนเกิน 75 เม็ด จะต้องไม่มีฝุ่นขนาด 0.3 ไมครอนเกิน 30 เม็ดและจะต้องไม่มีฝุ่นขนาด 0.5 ไมครอนเกิน 10 เม็ด ทั้งหมดนี้เทียบต่อหนึ่งคิวบิคฟุตอากาศ และต้องไม่มีฝุ่นขนาด 5 ไมครอนเลย ถ้าเป็น Class 100,000 จะไม่มีข้อจำกัดสำหรับฝุ่นขนาด 0.1, 0.2, และ 0.3 ไมครอน แต่จะต้องไม่มีฝุ่นขนาด 0.5 ไมครอนเกิน 100,000 เม็ด ทั้งหมดนี้เทียบต่อหนึ่งคิวบิคฟุตอากาศ และต้องไม่มีฝุ่นขนาด 5 ไมครอนเกิน 700 เม็ด
NOTE: ในการวัดระบบ English (US Customary Units), จำนวนของฝุ่นขนาด 0.5 ไมครอนใน cleanroom หนึ่งๆ จะเป็นตัวแยกแยะระดับของความสะอาด
หมายเหตุ: หนึ่งไมครอนหรือไมโครเมตรเท่ากับเศษหนึ่งส่วนพันเมตร
ในการใช้งาน cleanroom จะมีการใช้แผ่นกรองที่เรียกว่า เฮปป้า HEPA ย่อจากคำว่า High Efficiency Particulate Air
ตัวกรอง HEPA จะถูกจัดความสามารถจากความสามารถในการดักจับฝุ่นขนาด 0.3 microns ฝุ่นขนาด 0.3 micron เป็นขนาดที่ถูกเลือกมาใช้ทดสอบเพราะเป็นขนาดที่ดักจับได้ยากที่สุด ฝุ่นขนาดเล็กและใหญ่กว่านี้จะถูกดักจับได้โดยใช้กลไกในการดักจับ 3 แบบเบื้องต้นคือ: diffusion, direct interception,และ inertial impaction
เท่าที่เคยทำงานใน cleanroom การรักษาความสะอาดเป็นเรื่องสำคัญ ผู้ที่จะเข้าไปทำงานจะต้องถอดรองเท้าแล้วเข้าไปเปลี่ยนชุดในห้องล็อคเกอร์ซึ่งเป็นห้องกว้างพอควรมีล็อคเกอร์เรียงรายติดผนัง มีม้านั่งไว้ให้นั่งเวลาสวมรองเท้า โดยปกติแต่ละคนจะมีล็อกเกอร์ของตัวเอง มีเสื้อชุดพิเศษสำหรับใช้ในห้อง cleanroom ที่เรียกว่าชุด จั๊มพ์สูท(Jumpsuit)เป็นชุดผ้าใยสังเคราะห์ มีแถบคาร์บอนสีดำเป็นเส้นเล็กๆอยู่ในผ้า นอกจากเสื้อก็จะมีรองเท้า หมวกผ้า หมวกกระดาษคลุมผม maskสำหรับปิดปากปิดจมูก และถุงมือ วิธีการใส่จะเริ่มจากคาดมาสค์ ใส่หมวกคลุมผม สวมหมวกผ้าที่คลุมมาถึงคอสวมชุดจั๊มพ์สูทที่เป็นเหมือนชุดหมี จากนั้น สวมรองเท้า แล้วจึงสวมถุงมือ(ชนิดไม่มีแป้ง)พูดง่ายๆว่าทั้งตัวเห็นเฉพาะบริเวณตาที่โผล่ออกมาเจออากาศ นอกนั้นถูกคลุมอยู่ใต้ชุดทั้งหมด เมื่อแต่งตัวเสร็จ จะเดินผ่านห้องเป่าลมเพื่อเป่าฝุ่นออกจากตัว หมุนไปหมุนมาสองสามรอบแล้วจึงเข้าไปในห้อง cleanroom เพื่อทำงานจริง
ทุกคนจะต้องแต่งตัวเหมือนกันไม่มีข้อยกเว้น แต่สามารถแยกกลุ่มคนเข้าไปทำงานได้โดยดูจากสีเสื้อ ซึ่งแต่ละแห่งก็ไม่เหมือนกัน ที่ทำงานเก่า จะให้พนักงานในสายการผลิตใส่เสื้อสีขาว พนักงานแผนกวิศวกรรมและ supervisor ใน line จะใช้สีฟ้า พวก Quality Assurance สีเขียวเป็นต้น
ในการนำของเข้าสู่ cleanroom ของนั้นๆถ้าเป็นชิ้นเล็กๆจะถูกจับใส่ถุง ของชิ้นใหญ่ๆก็สามารถนำเข้าได้แต่ต้องทำความสะอาดมาก่อน และไม่ว่าจะเป็นอะไรก็ตามเมื่อจะนำเข้าห้องจะถูกเป่าด้วยแอร์กัน(air gun)เพื่อทำความสะอาดแล้วเปิดกล่องรับของเข้าห้องที่ถูกออกแบบให้เปิดได้ข้างใดข้างหนึ่งเท่านั้น ไม่สามารถเปิดพร้อมกันทั้งสองข้างได้ เป็นการป้องกันไม่ให้มีอาการเผลอเปิดเอาฝุ่นเข้าไปจากสภาพแวดล้อมนอกห้อง
ในห้อง cleanroom ที่ใช้สำหรับสายการผลิตอุปกรณ์อิเลกทรอนิกส์ จะไม่ได้ให้ความสำคัญเฉพาะเรื่องความสะอาดแต่จะให้ความสนใจกับเรื่อง ESD(Electrostatic Discharge)ด้วย จะมีอุปกรณ์ต่างๆเพื่อป้องกันเช่น สายเสียบกราวด์ที่ผู้ติดกับข้อมือผู้ทำงานและต่อเข้ากับจุดต่อบนโต๊ะทำงานเพื่อไม่ให้เกิด ESD เข้าไปทำอันตรายต่อชิ้นงาน
cleanroom ที่ใช้งานทั้งห้องเป็นระดับ 100,000 แต่บนโต๊ะทำงานจะมี laminar flow ควบคุมที่ class 100 เป็นสภาพการทำงานที่ฉันค่อนข้างชอบเพราะอากาศเย็นตลอดเวลา สะอาดมาก ทำงานกับอุปกรณ์ต่างๆที่ออกแบบมาอย่างน่าสนใจ โดยรวมเป็นสภาพการทำงานที่ดีมาก แต่คงไม่คิดจะไปทำอีกแล้ว :-)
ข้อมูลทั่วไปเรียบเรียงจากจาก http://www.lymtech.com/faq.htm
ข้อมูลเกี่ยวกับ HEPA เรียบเรียงจาก http://www.donaldson.com/en/aircraft/support/faq.html
ลองค้นเข้าไปดูในอินเทอร์เน็ตพบว่าเฉพาะพิมพ์คำว่า cleanroom technology ก็มีเว็บไซต์ที่ค้นเจอเป็นล้านเว็บ เพื่อให้ได้ข้อมูลที่เข้าใจง่ายจึงลองค้น FAQ ดู แล้วลองสรุปดูบวกกับความรู้เดิมในการทำงานดังนี้
Cleanroom หมายถึงพื้นที่ที่ถูกควบคุมปริมาณฝุ่นและแบคทีเรียในอากาศ นอกจากนั้นยังมีการควบคุมความเร็วลม ความดัน อุณหภูมิ ความชื้น ความสั่นสะเทือนและปัจจัยอื่นๆที่มีผลต่อการทำงาน
โดยทั่วไปจะเรียกระดับความสะอาดของ cleanrooms เป็น class รายละเอียดดังตารางข้างล่างนี้
MetricClass EnglishClass 0.1M 0.2 M 0.3M 0.5M
M1.5 1 35 7.5 3 1
M2.5 10 350 75 30 10
M3.5 100 - 750 300 100
M4.5 1,000 - - - 1,000
M5.5 10,000 - - - 10,000
M6.5 100,000 - - - 100,000
โดยการวัดจะวัดจำนวนของฝุ่น(particles)ต่อหนึ่งคิวบิคฟุต ตัวอย่างเช่น เมื่อพูดถึง cleanroom class 10 จะต้องไม่มีฝุ่นขนาด 0.1 ไมครอนเกิน 350 เม็ด จะต้องไม่มีฝุ่นขนาด 0.2 ไมครอนเกิน 75 เม็ด จะต้องไม่มีฝุ่นขนาด 0.3 ไมครอนเกิน 30 เม็ดและจะต้องไม่มีฝุ่นขนาด 0.5 ไมครอนเกิน 10 เม็ด ทั้งหมดนี้เทียบต่อหนึ่งคิวบิคฟุตอากาศ และต้องไม่มีฝุ่นขนาด 5 ไมครอนเลย ถ้าเป็น Class 100,000 จะไม่มีข้อจำกัดสำหรับฝุ่นขนาด 0.1, 0.2, และ 0.3 ไมครอน แต่จะต้องไม่มีฝุ่นขนาด 0.5 ไมครอนเกิน 100,000 เม็ด ทั้งหมดนี้เทียบต่อหนึ่งคิวบิคฟุตอากาศ และต้องไม่มีฝุ่นขนาด 5 ไมครอนเกิน 700 เม็ด
NOTE: ในการวัดระบบ English (US Customary Units), จำนวนของฝุ่นขนาด 0.5 ไมครอนใน cleanroom หนึ่งๆ จะเป็นตัวแยกแยะระดับของความสะอาด
หมายเหตุ: หนึ่งไมครอนหรือไมโครเมตรเท่ากับเศษหนึ่งส่วนพันเมตร
ในการใช้งาน cleanroom จะมีการใช้แผ่นกรองที่เรียกว่า เฮปป้า HEPA ย่อจากคำว่า High Efficiency Particulate Air
ตัวกรอง HEPA จะถูกจัดความสามารถจากความสามารถในการดักจับฝุ่นขนาด 0.3 microns ฝุ่นขนาด 0.3 micron เป็นขนาดที่ถูกเลือกมาใช้ทดสอบเพราะเป็นขนาดที่ดักจับได้ยากที่สุด ฝุ่นขนาดเล็กและใหญ่กว่านี้จะถูกดักจับได้โดยใช้กลไกในการดักจับ 3 แบบเบื้องต้นคือ: diffusion, direct interception,และ inertial impaction
เท่าที่เคยทำงานใน cleanroom การรักษาความสะอาดเป็นเรื่องสำคัญ ผู้ที่จะเข้าไปทำงานจะต้องถอดรองเท้าแล้วเข้าไปเปลี่ยนชุดในห้องล็อคเกอร์ซึ่งเป็นห้องกว้างพอควรมีล็อคเกอร์เรียงรายติดผนัง มีม้านั่งไว้ให้นั่งเวลาสวมรองเท้า โดยปกติแต่ละคนจะมีล็อกเกอร์ของตัวเอง มีเสื้อชุดพิเศษสำหรับใช้ในห้อง cleanroom ที่เรียกว่าชุด จั๊มพ์สูท(Jumpsuit)เป็นชุดผ้าใยสังเคราะห์ มีแถบคาร์บอนสีดำเป็นเส้นเล็กๆอยู่ในผ้า นอกจากเสื้อก็จะมีรองเท้า หมวกผ้า หมวกกระดาษคลุมผม maskสำหรับปิดปากปิดจมูก และถุงมือ วิธีการใส่จะเริ่มจากคาดมาสค์ ใส่หมวกคลุมผม สวมหมวกผ้าที่คลุมมาถึงคอสวมชุดจั๊มพ์สูทที่เป็นเหมือนชุดหมี จากนั้น สวมรองเท้า แล้วจึงสวมถุงมือ(ชนิดไม่มีแป้ง)พูดง่ายๆว่าทั้งตัวเห็นเฉพาะบริเวณตาที่โผล่ออกมาเจออากาศ นอกนั้นถูกคลุมอยู่ใต้ชุดทั้งหมด เมื่อแต่งตัวเสร็จ จะเดินผ่านห้องเป่าลมเพื่อเป่าฝุ่นออกจากตัว หมุนไปหมุนมาสองสามรอบแล้วจึงเข้าไปในห้อง cleanroom เพื่อทำงานจริง
ทุกคนจะต้องแต่งตัวเหมือนกันไม่มีข้อยกเว้น แต่สามารถแยกกลุ่มคนเข้าไปทำงานได้โดยดูจากสีเสื้อ ซึ่งแต่ละแห่งก็ไม่เหมือนกัน ที่ทำงานเก่า จะให้พนักงานในสายการผลิตใส่เสื้อสีขาว พนักงานแผนกวิศวกรรมและ supervisor ใน line จะใช้สีฟ้า พวก Quality Assurance สีเขียวเป็นต้น
ในการนำของเข้าสู่ cleanroom ของนั้นๆถ้าเป็นชิ้นเล็กๆจะถูกจับใส่ถุง ของชิ้นใหญ่ๆก็สามารถนำเข้าได้แต่ต้องทำความสะอาดมาก่อน และไม่ว่าจะเป็นอะไรก็ตามเมื่อจะนำเข้าห้องจะถูกเป่าด้วยแอร์กัน(air gun)เพื่อทำความสะอาดแล้วเปิดกล่องรับของเข้าห้องที่ถูกออกแบบให้เปิดได้ข้างใดข้างหนึ่งเท่านั้น ไม่สามารถเปิดพร้อมกันทั้งสองข้างได้ เป็นการป้องกันไม่ให้มีอาการเผลอเปิดเอาฝุ่นเข้าไปจากสภาพแวดล้อมนอกห้อง
ในห้อง cleanroom ที่ใช้สำหรับสายการผลิตอุปกรณ์อิเลกทรอนิกส์ จะไม่ได้ให้ความสำคัญเฉพาะเรื่องความสะอาดแต่จะให้ความสนใจกับเรื่อง ESD(Electrostatic Discharge)ด้วย จะมีอุปกรณ์ต่างๆเพื่อป้องกันเช่น สายเสียบกราวด์ที่ผู้ติดกับข้อมือผู้ทำงานและต่อเข้ากับจุดต่อบนโต๊ะทำงานเพื่อไม่ให้เกิด ESD เข้าไปทำอันตรายต่อชิ้นงาน
cleanroom ที่ใช้งานทั้งห้องเป็นระดับ 100,000 แต่บนโต๊ะทำงานจะมี laminar flow ควบคุมที่ class 100 เป็นสภาพการทำงานที่ฉันค่อนข้างชอบเพราะอากาศเย็นตลอดเวลา สะอาดมาก ทำงานกับอุปกรณ์ต่างๆที่ออกแบบมาอย่างน่าสนใจ โดยรวมเป็นสภาพการทำงานที่ดีมาก แต่คงไม่คิดจะไปทำอีกแล้ว :-)
ข้อมูลทั่วไปเรียบเรียงจากจาก http://www.lymtech.com/faq.htm
ข้อมูลเกี่ยวกับ HEPA เรียบเรียงจาก http://www.donaldson.com/en/aircraft/support/faq.html
Saturday, September 11, 2004
Tissue Culture เทคโนโลยีที่ใกล้ตัวกว่าที่คิด
ที่ทำงานที่นี่มีการจัดอบรมเรื่อง "การขยายพันธุ์กล้วยไม้ด้วยการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ" ได้ขอเข้ารับการอบรมด้วยเป็นรุ่นที่ 2 เพราะสนใจเทคนิคนี้มานานแล้วแต่คิดมาเสมอว่ามันต้องยุ่งยากมาก อาศัยการฝึกอบรมเทคนิดพิเศษถึงจะทำได้ ครั้งนี้เขาประกาศว่าผู้เข้ารับการอบรมมีพื้นความรู้ม.3ก็เพียงพอ แสดงว่าเป็นเทคโนโลยีที่เข้ามาใกล้ชีวิตคนปกติมาก รุ่นที่ไปนี้เป็นรุ่นวันที่ 8-10 กันยายน 2547 อาจารย์ผู้สอนคือ ดร.ผดุงศักดิ์ สุขสอาด ซึ่งให้ความรู้ดีมาก อธิบายเข้าใจง่ายและเป็นภาษาที่ไม่เทคนิคมากเกินไป
เนื้อหาที่เรียนคือ ทฤษฎีความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ จากนั้นจะเป็นการแนะนำวิธีการทำงานในห้องปฏิบัติการตั้งแต่การใช้อุปกรณ์ในตู้ปลอดเชื้อขั้นพื้นฐาน การใช้หม้อนึ่งความดัน การเตรียมวุ้นอาหาร ต่อในวันที่สองด้วยการฝึกปฏิบัติเตรียมฝักกล้วยไม้ การเพาะเมล็ด การย้ายเลี้ยงโปรโตคอร์ม วันสุดท้ายเป็นการย้ายต้นอ่อน การอนุบาลต้นกล้า ทั้งนี้เน้นให้ได้ทำงานกันจริงๆ และเมื่อสิ้นสุดการอบรมแต่ละคนจะได้ต้นไม้ที่ทำการแยกออกมาในตู้ปลอดเชื้อไปเลี้ยงดูฝีมือตัวเองคนละ 2 ขวด และได้ต้นกล้าอีกจำนวนหนึ่ง
ที่โปรยหัวไว้ว่าเป็นเรื่องใกล้ตัวเพราะโครงการนี้มีจุดมุ่งหมายหนึ่งให้ชุมชนคีรีวงซึ่งเป็นหมู่บ้านตัวอย่างนำเทคโนโลยีนี้ไปใช้ในชุมชนจริงๆ เพราะฉะนั้นอุปกรณ์ที่ใช้จึงได้ถูกปรับปรุงให้เหมาะสมกับสภาพการใช้งานในราคาที่ชุมชนสามารถจัดหาได้ด้วย จากตู้ปลอดเชื้อที่ราคาเป็นแสน เราสามารถสร้างเองได้ในราคาตู้ละ14,000 บาท เครื่องนึ่งฆ่าเชื้ออุปกรณ์แบบตั้งค่าได้และให้ทำงานอัตโนมัติที่เรียกกันว่า ออโตเคลฟ ราคา 150,000 บาท ก็สามารถใช้เป็นหม้อนึ่งที่ปรับความดันโดยการปรับปริมาณแก๊สราคา 18,000 บาท อุปกรณ์ที่ใช้ในตู้ปลอดเชื้ออาจารย์ก็ได้แสดงให้เห็นว่าถ้าสามารถไปจ้างทำเองชนิดไม่ซื้อก็สามารถทำได้ในราคาที่ถูกกว่าและใช้งานได้ดีเช่นกัน นอกจากนั้นโครงการนี้ยังตั้งใจจะเป็นพี่เลี้ยงให้คนในชุมชนได้ร่วมมือกันแล้วสร้างงานต่อโดยการให้ไปสร้างโรงเรือนเองแทนที่จะไปขอทุนทำการวิจัยมาทั้งหมด ซึ่งนั่นจะเป็นการสร้างให้ชุมชนกระตือรืนร้นและมีส่วนร่วม มีความเป็นเจ้าของ โดยส่วนตัวเห็นว่าโครงการแบบนี้เป็นประโยชน์ต่อชาวบ้านจริงๆ และทำให้เทคโนโลยีซับซ้อนกลายเป็นเรื่องใกล้ตัวได้อย่างไม่น่าเชื่อ ประโยชน์ที่ชาวบ้านจะได้รับก็ขึ้นกับจะหาแนวทางธุรกิจอย่างไรต่อไป เช่น ขยายพันธุ์พืชที่หายากและใกล้สูญพันธุ์ซึ่งมีอยู่ในเทือกเขาหลวงเป็นการอนุรักษ์พันธุ์ต้นไม้ หรือทำการเพาะพันธุ์ต้นไม้ขายก็แล้วแต่จะหาวิธีกันไป
เนื้อหาที่เรียนคือ ทฤษฎีความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ จากนั้นจะเป็นการแนะนำวิธีการทำงานในห้องปฏิบัติการตั้งแต่การใช้อุปกรณ์ในตู้ปลอดเชื้อขั้นพื้นฐาน การใช้หม้อนึ่งความดัน การเตรียมวุ้นอาหาร ต่อในวันที่สองด้วยการฝึกปฏิบัติเตรียมฝักกล้วยไม้ การเพาะเมล็ด การย้ายเลี้ยงโปรโตคอร์ม วันสุดท้ายเป็นการย้ายต้นอ่อน การอนุบาลต้นกล้า ทั้งนี้เน้นให้ได้ทำงานกันจริงๆ และเมื่อสิ้นสุดการอบรมแต่ละคนจะได้ต้นไม้ที่ทำการแยกออกมาในตู้ปลอดเชื้อไปเลี้ยงดูฝีมือตัวเองคนละ 2 ขวด และได้ต้นกล้าอีกจำนวนหนึ่ง
ที่โปรยหัวไว้ว่าเป็นเรื่องใกล้ตัวเพราะโครงการนี้มีจุดมุ่งหมายหนึ่งให้ชุมชนคีรีวงซึ่งเป็นหมู่บ้านตัวอย่างนำเทคโนโลยีนี้ไปใช้ในชุมชนจริงๆ เพราะฉะนั้นอุปกรณ์ที่ใช้จึงได้ถูกปรับปรุงให้เหมาะสมกับสภาพการใช้งานในราคาที่ชุมชนสามารถจัดหาได้ด้วย จากตู้ปลอดเชื้อที่ราคาเป็นแสน เราสามารถสร้างเองได้ในราคาตู้ละ14,000 บาท เครื่องนึ่งฆ่าเชื้ออุปกรณ์แบบตั้งค่าได้และให้ทำงานอัตโนมัติที่เรียกกันว่า ออโตเคลฟ ราคา 150,000 บาท ก็สามารถใช้เป็นหม้อนึ่งที่ปรับความดันโดยการปรับปริมาณแก๊สราคา 18,000 บาท อุปกรณ์ที่ใช้ในตู้ปลอดเชื้ออาจารย์ก็ได้แสดงให้เห็นว่าถ้าสามารถไปจ้างทำเองชนิดไม่ซื้อก็สามารถทำได้ในราคาที่ถูกกว่าและใช้งานได้ดีเช่นกัน นอกจากนั้นโครงการนี้ยังตั้งใจจะเป็นพี่เลี้ยงให้คนในชุมชนได้ร่วมมือกันแล้วสร้างงานต่อโดยการให้ไปสร้างโรงเรือนเองแทนที่จะไปขอทุนทำการวิจัยมาทั้งหมด ซึ่งนั่นจะเป็นการสร้างให้ชุมชนกระตือรืนร้นและมีส่วนร่วม มีความเป็นเจ้าของ โดยส่วนตัวเห็นว่าโครงการแบบนี้เป็นประโยชน์ต่อชาวบ้านจริงๆ และทำให้เทคโนโลยีซับซ้อนกลายเป็นเรื่องใกล้ตัวได้อย่างไม่น่าเชื่อ ประโยชน์ที่ชาวบ้านจะได้รับก็ขึ้นกับจะหาแนวทางธุรกิจอย่างไรต่อไป เช่น ขยายพันธุ์พืชที่หายากและใกล้สูญพันธุ์ซึ่งมีอยู่ในเทือกเขาหลวงเป็นการอนุรักษ์พันธุ์ต้นไม้ หรือทำการเพาะพันธุ์ต้นไม้ขายก็แล้วแต่จะหาวิธีกันไป
Monday, September 06, 2004
Begonia บิโกเนียดอกไม้สวยริมระเบียง
ปกติเวลาปลูกต้นไม้ไว้บนระเบียงจะปลูกไม้กระถางเพราะดูแลง่าย ต้องหาไม้ที่ไม่ต้องการแดดมากนัก หลังจากปลูกโน่นปลูกนี่มาหลายปี ในที่สุดฉันก็มีบิโกเนียมาประดับบ้าน จุดเริ่มต้นมาจากการเห็นดอกไม้สีชมพูหวานออกดอกเป็นพวงตัดกับใบสีเขียวสดทรงกลมๆเบี้ยวๆของคุณป้าข้างบ้าน ขอคุณป้ามาปลูก 3-4 กิ่ง ปรากฏว่ามันขยายพันธ์เร็วมาก แค่ตัดกิ่งมาปักใหม่ก็ได้ต้นใหม่ และมีดอกดกจนทำให้ฉันต้องเอาไปแจกจ่ายบ้านพี่สาว และเพื่อนๆ พยายามถามว่าต้นนี้ชื่ออะไร คุณป้าบอกว่าชื่อต้นตุ๊กตา ความที่มันน่ารักเหมือนตุ๊กตา ฉันก็เห็นด้วย แต่ไม่คิดว่าชื่อจริงๆจะเป็นชื่อนั้น จนไปอ่านหนังสือรูปภาพดอกไม้มีคำบรรยายและเรียกดอกไม้แบบนี้ว่า แวกซ์ บิโกเนีย (Wax begonia)
หลังจากนั้นมีน้องชายตัวอ้วนกลมที่รักต้นไม้มากมายเอาต้นไม้มาฝากเลี้ยง มีบิโกเนียหลากชนิด ฉันเริ่มสนใจเพราะบิโกเนียเป็นไม้ใบสวย ทรงใบแปลกมาก และมีดอกสวย เท่าที่เห็นจะเห็นชนิดที่เป็นดอกพวงและมักจะเห็นสีชมพู เลี้ยงไปเลี้ยงมาตอนนี้ที่บ้านฉันมีบิโกเนียอยู่ 6 ชนิด กำลังจะทำท่าภูมิใจว่ามีหลายชนิดมากแล้ว ก็เกิดเอะใจลองไปค้นเว็บค้นหนังสือดู เห็นข้อมูลแล้วจะเป็นลม มีบิโกเนียมากกว่า 500 ชนิดในโลก ท่าทางจะไม่สามารถตามเก็บมาเลี้ยงได้ขนาดนั้น
ฉันค้นต่อเพื่อดูประวัติและรายละเอียดของบิโกเนียพบว่า หลายประเทศให้ความสนใจมาก บางที่มีองค์กรบิโกเนียโดยตรง มีหนังสือรายปักษ์ มีภาพมีข้อมูลมากพอประมาณ แต่ข้อมูลภาษาไทยมีน้อย
บิโกเนียเป็นไม้ป่าที่พบในอเมริกาใต้และอเมริกากลาง และพบได้ในอินเดียกับประเทศในเขตร้อนอื่นๆ บิโกเนียแบ่งได้ 7 กลุ่มคือ Cane-stemmed ทรงใบเป็นรูปหัวใจ Rex-cultorum ต้องการอุณหภูมิประมาณ 70-75 องศาF Rhizomatous oms. ต้องการอุณหภูมิประมาณ 66 องศาF และให้น้ำโดยวิธีจุ่มน่ำจากข้างล่าง Semperflorens , Shrub-like , Tuberous มักใช้ประดับในงาน เป็นบิโกเนียแบบมีหัวใต้ดินและมีดอกหลากสี สูงประมาณ 15 นิ้วมีใบใหญ่เป็นมัน ถ้าเป็นเมืองหนาวจะตายในฤดูใบไม้ร่วงและจะงอกใหม่ในฤดูใบไม้ผลิ บางชนิดเหมาะจะปลูกในตะกร้าแขวน และสำหรับกลุ่มสุดท้าย Winter-flowering มีใบสีเขียวบรอนซ์ มีดอกในฤดูหนาว (ข้อมูลนี้จากhttp://www.botany.com/begonia.htm)
ลองไปค้นเว็บอื่นๆบางเว็บให้ข้อมูลว่าบิโกเนียมี species ได้มากกว่า 1400 ชนิด
Begonia (ถูกตั้งชื่อตาม M. Begon ผู้ให้การสนับสนุนด้านพฤกษศาสตร์ชาวฝรั่งเศส) บิโกเนียอยู่ในจีนัสใหญ่ (Family Begoniaceae)มีประมาณ 350 species ในเขตร้อนชื้นโดยเฉพาะอเมริกาใต้และอินเดีย มีประมาณ 150 species เป็นที่รู้จักในการเพาะพันธ์และมีอีกมากมายนับไม่ถ้วนที่เป็นพันธุ์ผสม ใบจะมีลักษณะเบี้ยว ไม่สมมาตร (จาก 1911 encyclopedia..
http://www.fact-index.com/b/be/begonia.html )
Begonias ถูกจัดอยู่ใน division Magnoliophyta, class Magnoliopsida, order Violales , genus Begonia
อืมม์...ข้อมูลเยอะแยะ เริ่มเกิดอาการ Information overload ต้องไปอ่านเพิ่มแล้วมา update ใหม่อีกแล้วล่ะ
หลังจากนั้นมีน้องชายตัวอ้วนกลมที่รักต้นไม้มากมายเอาต้นไม้มาฝากเลี้ยง มีบิโกเนียหลากชนิด ฉันเริ่มสนใจเพราะบิโกเนียเป็นไม้ใบสวย ทรงใบแปลกมาก และมีดอกสวย เท่าที่เห็นจะเห็นชนิดที่เป็นดอกพวงและมักจะเห็นสีชมพู เลี้ยงไปเลี้ยงมาตอนนี้ที่บ้านฉันมีบิโกเนียอยู่ 6 ชนิด กำลังจะทำท่าภูมิใจว่ามีหลายชนิดมากแล้ว ก็เกิดเอะใจลองไปค้นเว็บค้นหนังสือดู เห็นข้อมูลแล้วจะเป็นลม มีบิโกเนียมากกว่า 500 ชนิดในโลก ท่าทางจะไม่สามารถตามเก็บมาเลี้ยงได้ขนาดนั้น
ฉันค้นต่อเพื่อดูประวัติและรายละเอียดของบิโกเนียพบว่า หลายประเทศให้ความสนใจมาก บางที่มีองค์กรบิโกเนียโดยตรง มีหนังสือรายปักษ์ มีภาพมีข้อมูลมากพอประมาณ แต่ข้อมูลภาษาไทยมีน้อย
บิโกเนียเป็นไม้ป่าที่พบในอเมริกาใต้และอเมริกากลาง และพบได้ในอินเดียกับประเทศในเขตร้อนอื่นๆ บิโกเนียแบ่งได้ 7 กลุ่มคือ Cane-stemmed ทรงใบเป็นรูปหัวใจ Rex-cultorum ต้องการอุณหภูมิประมาณ 70-75 องศาF Rhizomatous oms. ต้องการอุณหภูมิประมาณ 66 องศาF และให้น้ำโดยวิธีจุ่มน่ำจากข้างล่าง Semperflorens , Shrub-like , Tuberous มักใช้ประดับในงาน เป็นบิโกเนียแบบมีหัวใต้ดินและมีดอกหลากสี สูงประมาณ 15 นิ้วมีใบใหญ่เป็นมัน ถ้าเป็นเมืองหนาวจะตายในฤดูใบไม้ร่วงและจะงอกใหม่ในฤดูใบไม้ผลิ บางชนิดเหมาะจะปลูกในตะกร้าแขวน และสำหรับกลุ่มสุดท้าย Winter-flowering มีใบสีเขียวบรอนซ์ มีดอกในฤดูหนาว (ข้อมูลนี้จากhttp://www.botany.com/begonia.htm)
ลองไปค้นเว็บอื่นๆบางเว็บให้ข้อมูลว่าบิโกเนียมี species ได้มากกว่า 1400 ชนิด
Begonia (ถูกตั้งชื่อตาม M. Begon ผู้ให้การสนับสนุนด้านพฤกษศาสตร์ชาวฝรั่งเศส) บิโกเนียอยู่ในจีนัสใหญ่ (Family Begoniaceae)มีประมาณ 350 species ในเขตร้อนชื้นโดยเฉพาะอเมริกาใต้และอินเดีย มีประมาณ 150 species เป็นที่รู้จักในการเพาะพันธ์และมีอีกมากมายนับไม่ถ้วนที่เป็นพันธุ์ผสม ใบจะมีลักษณะเบี้ยว ไม่สมมาตร (จาก 1911 encyclopedia..
http://www.fact-index.com/b/be/begonia.html )
Begonias ถูกจัดอยู่ใน division Magnoliophyta, class Magnoliopsida, order Violales , genus Begonia
อืมม์...ข้อมูลเยอะแยะ เริ่มเกิดอาการ Information overload ต้องไปอ่านเพิ่มแล้วมา update ใหม่อีกแล้วล่ะ
Sunday, August 29, 2004
โกมาซุม...ดอกไม้ประจำจังหวัดระนอง
อาทิตย์ที่ผ่านมา มีน้องไปเดินเที่ยวงานเกษตรที่หาดใหญ่ซื้อกล้วยไม้โกมาซุมมาฝาก เพราะเห็นว่าเป็นคนระนอง ความที่โกมาซุมเป็นดอกไม้ประจำจังหวัดระนอง แต่ในฐานะคนระนองก็ออกจะอายๆว่าไม่ค่อยเห็นต้นไม้นี้สักเท่าไร ได้มาก็เลยรีบค้นข้อมูลว่าตกลงทำไมอยู่ๆโกมาซุมถึงมามีความสำคัญกับเมืองระนอง
เริ่มจากชื่อ โกมาซุม ฟังเป็นภาษาญี่ปุ่น เกาหลีไปโน่น ไปค้นแล้วเจอว่า โกมาซุมมีชื่อทางวิทยาศาสตร์คือ “ Dendrobium Formasum “ ซึ่งในเว็บไซต์จังหวัด บอกว่า “ที่มาของชื่อ โกมาซุม มาจากชาวอังกฤษคนหนึ่ง ชื่อ มิสเตอร์ สกอต ซึ่งเข้ามาทำเหมืองแร่ บริษัท ไซมิสติน ตำบลบางริ้น อำเภอเมือง จังหวัดระนอง ได้ตัดดอกไม้ชนิดนี้ ซึ่งพบในป่าแถบนั้น มาแขวนประดับไว้บริเวณบ้าน แล้วเรียกว่า “ ฟอร์ม มา ซ่อม ” คาดว่าคงเป็นการเรียก Species ของต้นไม้นี้ และคนไทยได้เรียกชื่อต่อ ๆ มาจนกลายเป็น “ โกมาซุม ” ในปัจจุบัน ด้วยความสวยงามของดอกโกมาซุม ซึ่งสามารถพบเห็นได้อย่างดาษดื่นในป่าของจังหวัดระนอง นายจำนง เฉลิมฉัตร ผู้ว่าราชการจังหวัดระนองในขณะนั้น จึงได้ประกาศให้ “โกมาซุม ”เป็นดอกไม้ประจำจังหวัด เมื่อวันที่ 26 มกราคม 2536 ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา “
อืมม์....ก็มีเค้าอยู่บ้างเพราะสมัยก่อนมีฝรั่งมาทำงานในเหมืองแร่ระนองจริงๆถึงจะไม่มากนัก และโดยนิสัยฝรั่งที่สนใจต้นไม้ดอกไม้ คงหาต้นไม้มาประดับบ้าน เรื่องความเพี้ยนของชื่อนี้เคยเจอมากับตัวเองตอนที่ได้ต้นไม้จากพี่สาวที่ซื้อมาจากงานเดือนสิบ เขาบอกว่าดอกไม้นี้มาจากเมืองจันทบุรี ชื่อ ไซกามอน ฟังแล้วก็งงๆ ในที่สุดไปเจอที่ออสเตรเลีย บ้านที่ไปพักอยู่ปลูกต้นไซกามอนนี้ด้วย หน้าตาเหมือนกัน แต่ดอกใหญ่กว่ากันคนละเรื่องเลย และชื่อจริงๆคือ “ไซคลาเมน”
ลักษณะของดอกมีคำบรรยายว่า “มีลักษณะคล้ายกับดอกแคทลียา ซึ่งเป็นราชินีดอกกล้วยไม้ พบมากในป่าที่มีความชุ่มชื้นของจังหวัดระนอง โดยเฉพาะเขาน้ำตกหงาว บริเวณอำเภอเมือง ลักษณะลำต้น เป็นปล้อง ๆ เท่านิ้วชี้ เนื้อเยื่ออ่อน ๆ ใบบาง ๆ เรียวเล็ก สีเขียวอ่อนถึงแก่ แยกออกสองทาง โกมาซุมจะออกดอก ออกช่อสมบูรณ์สวยงามมาก ลักษณะดอก มีสีขาว มีสี่กลีบ กลีบใหญ่มีแต้มสีเหลืองอ่อนอยู่ตรงกลางบริเวณใกล้ลิ้น มีกลิ่นหอมอ่อน ๆ บานอยู่ได้หลายวัน โดยจะออกดอกบานสะพรั่ง ในช่วงเดือน ตุลาคม ถึง ธันวาคม ของทุกปี” ( คัดมาจาก http://www.ranongprovince.com/komazum.htm )
ส่วนข้อมูลจากเว็บไซต์อุทยานแห่งชาติน้ำตกหงาว ( http://www.dnp.go.th/parkreserve/asp/style1/default.asp?npid=118&lg=1 ) บอกว่า โกมาซุม เป็นดอกไม้ประจำจังหวัดระนอง เป็นกล้วยไม้ชนิดหนึ่ง มีชื่อว่า “เอื้องเงินหลวง” ชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Dendrobium formosum Roxb. ex Lindl. มีลักษณะคล้ายดอกแคทลียา กลีบสีขาว กลีบใหญ่จะมีแต้มสีเหลืองอ่อนอยู่ตรงกลาง ดอกจะมีกลิ่นหอมอ่อน ๆ จะออกดอกในช่วงเดือนตุลาคม ถึงเดือนธันวาคม พบมากบริเวณป่าที่มีความชุ่มชื้นสูง โดยเฉพาะป่าที่น้ำตกหงาว
พอมาดูชื่อ Dendrobium formosum Roxb. ex Lindl. ก็เกิดความสงสัยต่อมาอีกว่าชื่อมันมีอะไรต่อท้ายกันนี่ แล้วดอกไม้นี้มันเป็นดอกไม้แถบบ้านเราหรือที่ไหนก็มี ลองไปค้นดูในข้อมูลของสวนพฤกษศาสตร์คิวของอังกฤษ ( http://www.rbgkew.org.uk/exhibitions/johnday/pages/jds_39_001.html ) พบว่า กล้วยไม้ชนิดนี้ถูกค้นพบโดย Mr. William Roxburgh ในทางภาคเหนือของอินเดีย ซึ่ง Mr. Roxburgh เป็นผู้ช่วยศัลยแพทย์ของบริษัท East India Company เมื่อปี 1776 แต่หลังจากนั้นได้เป็นนักพฤกษศาสตร์ประจำบริษัทอยู่ถึง 24 ปี Dendrobium formosum ถูกตั้งชื่อ 15 ปี หลังจากที่เขาเสียชีวิต โดยใช้ชื่อที่เขาตั้งไว้ กล้วยไม้นี้พบได้ทั่วไปในอินเดีย หมู่เกาะอันดามัน ประเทศไทย และเวียตนาม
และสงสัยต่อไปถึง “ex Lindl.” ว่าหมายความว่าอย่างไร วันหลังจะลองถามเพื่อนที่เล่นกล้วยไม้ดู แต่เท่าที่ค้นในอินเทอร์เน็ต พบชื่อคล้ายๆกันที่เกี่ยวกับกล้วยไม้คือ Linden ซึ่งเป็นผู้หนึ่งที่มีความสำคัญในวงการกล้วยไม้ยุดรป ความหลงใหลเสน่ห์ของกล้วยไม้เริ่มต้นในยุโรปเมื่อประมาณปีค.ศ. 1818 ธุรกิจกล้วยไม้กลายเป็นธุรกิจใหญ่ ในช่วงครึ่งหลังของศตวรรษที่ 19 ประเทศเบลเยี่ยมกลายเป็นศูนย์กลางการปลูกกล้วยไม้ Jean Linden (1817-1898) มีบทบาทในการค้นพบชนิดใหม่ๆหลายชนิด เขาได้ตั้งศูนย์เพาะต้นไม้ที่เป็นที่รู้จักในระดับนานาชาติที่กรุงบรัสเซลร่วมกับลูกชายและยังได้ตีพิมม์ "Lindenia - Iconographie des Orchidees" นิตยสารรายเดือนคุณภาพที่มีการออกต่อเนื่องถึง 17 ปี
เนื้อหาที่เกี่ยวข้องและรูปประกอบสวยๆจะหาอ่านเพิ่มเติมได้ที่
1. http://www.ranongprovince.com/komazum.htm
2.http://www.rbgkew.org.uk/exhibitions/johnday/pages/jds_39_001.html
3. http://www.school.net.th/library/create-web/10000/science/10000-854.html
4. http://www.sd.ac.th/student/jaturong/dendrobium.htm
5. http://www.orchidsonline.com.au/species401.html
6. http://www.shigitatsu.com/LINDENIAV1.htm
เริ่มจากชื่อ โกมาซุม ฟังเป็นภาษาญี่ปุ่น เกาหลีไปโน่น ไปค้นแล้วเจอว่า โกมาซุมมีชื่อทางวิทยาศาสตร์คือ “ Dendrobium Formasum “ ซึ่งในเว็บไซต์จังหวัด บอกว่า “ที่มาของชื่อ โกมาซุม มาจากชาวอังกฤษคนหนึ่ง ชื่อ มิสเตอร์ สกอต ซึ่งเข้ามาทำเหมืองแร่ บริษัท ไซมิสติน ตำบลบางริ้น อำเภอเมือง จังหวัดระนอง ได้ตัดดอกไม้ชนิดนี้ ซึ่งพบในป่าแถบนั้น มาแขวนประดับไว้บริเวณบ้าน แล้วเรียกว่า “ ฟอร์ม มา ซ่อม ” คาดว่าคงเป็นการเรียก Species ของต้นไม้นี้ และคนไทยได้เรียกชื่อต่อ ๆ มาจนกลายเป็น “ โกมาซุม ” ในปัจจุบัน ด้วยความสวยงามของดอกโกมาซุม ซึ่งสามารถพบเห็นได้อย่างดาษดื่นในป่าของจังหวัดระนอง นายจำนง เฉลิมฉัตร ผู้ว่าราชการจังหวัดระนองในขณะนั้น จึงได้ประกาศให้ “โกมาซุม ”เป็นดอกไม้ประจำจังหวัด เมื่อวันที่ 26 มกราคม 2536 ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา “
อืมม์....ก็มีเค้าอยู่บ้างเพราะสมัยก่อนมีฝรั่งมาทำงานในเหมืองแร่ระนองจริงๆถึงจะไม่มากนัก และโดยนิสัยฝรั่งที่สนใจต้นไม้ดอกไม้ คงหาต้นไม้มาประดับบ้าน เรื่องความเพี้ยนของชื่อนี้เคยเจอมากับตัวเองตอนที่ได้ต้นไม้จากพี่สาวที่ซื้อมาจากงานเดือนสิบ เขาบอกว่าดอกไม้นี้มาจากเมืองจันทบุรี ชื่อ ไซกามอน ฟังแล้วก็งงๆ ในที่สุดไปเจอที่ออสเตรเลีย บ้านที่ไปพักอยู่ปลูกต้นไซกามอนนี้ด้วย หน้าตาเหมือนกัน แต่ดอกใหญ่กว่ากันคนละเรื่องเลย และชื่อจริงๆคือ “ไซคลาเมน”
ลักษณะของดอกมีคำบรรยายว่า “มีลักษณะคล้ายกับดอกแคทลียา ซึ่งเป็นราชินีดอกกล้วยไม้ พบมากในป่าที่มีความชุ่มชื้นของจังหวัดระนอง โดยเฉพาะเขาน้ำตกหงาว บริเวณอำเภอเมือง ลักษณะลำต้น เป็นปล้อง ๆ เท่านิ้วชี้ เนื้อเยื่ออ่อน ๆ ใบบาง ๆ เรียวเล็ก สีเขียวอ่อนถึงแก่ แยกออกสองทาง โกมาซุมจะออกดอก ออกช่อสมบูรณ์สวยงามมาก ลักษณะดอก มีสีขาว มีสี่กลีบ กลีบใหญ่มีแต้มสีเหลืองอ่อนอยู่ตรงกลางบริเวณใกล้ลิ้น มีกลิ่นหอมอ่อน ๆ บานอยู่ได้หลายวัน โดยจะออกดอกบานสะพรั่ง ในช่วงเดือน ตุลาคม ถึง ธันวาคม ของทุกปี” ( คัดมาจาก http://www.ranongprovince.com/komazum.htm )
ส่วนข้อมูลจากเว็บไซต์อุทยานแห่งชาติน้ำตกหงาว ( http://www.dnp.go.th/parkreserve/asp/style1/default.asp?npid=118&lg=1 ) บอกว่า โกมาซุม เป็นดอกไม้ประจำจังหวัดระนอง เป็นกล้วยไม้ชนิดหนึ่ง มีชื่อว่า “เอื้องเงินหลวง” ชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Dendrobium formosum Roxb. ex Lindl. มีลักษณะคล้ายดอกแคทลียา กลีบสีขาว กลีบใหญ่จะมีแต้มสีเหลืองอ่อนอยู่ตรงกลาง ดอกจะมีกลิ่นหอมอ่อน ๆ จะออกดอกในช่วงเดือนตุลาคม ถึงเดือนธันวาคม พบมากบริเวณป่าที่มีความชุ่มชื้นสูง โดยเฉพาะป่าที่น้ำตกหงาว
พอมาดูชื่อ Dendrobium formosum Roxb. ex Lindl. ก็เกิดความสงสัยต่อมาอีกว่าชื่อมันมีอะไรต่อท้ายกันนี่ แล้วดอกไม้นี้มันเป็นดอกไม้แถบบ้านเราหรือที่ไหนก็มี ลองไปค้นดูในข้อมูลของสวนพฤกษศาสตร์คิวของอังกฤษ ( http://www.rbgkew.org.uk/exhibitions/johnday/pages/jds_39_001.html ) พบว่า กล้วยไม้ชนิดนี้ถูกค้นพบโดย Mr. William Roxburgh ในทางภาคเหนือของอินเดีย ซึ่ง Mr. Roxburgh เป็นผู้ช่วยศัลยแพทย์ของบริษัท East India Company เมื่อปี 1776 แต่หลังจากนั้นได้เป็นนักพฤกษศาสตร์ประจำบริษัทอยู่ถึง 24 ปี Dendrobium formosum ถูกตั้งชื่อ 15 ปี หลังจากที่เขาเสียชีวิต โดยใช้ชื่อที่เขาตั้งไว้ กล้วยไม้นี้พบได้ทั่วไปในอินเดีย หมู่เกาะอันดามัน ประเทศไทย และเวียตนาม
และสงสัยต่อไปถึง “ex Lindl.” ว่าหมายความว่าอย่างไร วันหลังจะลองถามเพื่อนที่เล่นกล้วยไม้ดู แต่เท่าที่ค้นในอินเทอร์เน็ต พบชื่อคล้ายๆกันที่เกี่ยวกับกล้วยไม้คือ Linden ซึ่งเป็นผู้หนึ่งที่มีความสำคัญในวงการกล้วยไม้ยุดรป ความหลงใหลเสน่ห์ของกล้วยไม้เริ่มต้นในยุโรปเมื่อประมาณปีค.ศ. 1818 ธุรกิจกล้วยไม้กลายเป็นธุรกิจใหญ่ ในช่วงครึ่งหลังของศตวรรษที่ 19 ประเทศเบลเยี่ยมกลายเป็นศูนย์กลางการปลูกกล้วยไม้ Jean Linden (1817-1898) มีบทบาทในการค้นพบชนิดใหม่ๆหลายชนิด เขาได้ตั้งศูนย์เพาะต้นไม้ที่เป็นที่รู้จักในระดับนานาชาติที่กรุงบรัสเซลร่วมกับลูกชายและยังได้ตีพิมม์ "Lindenia - Iconographie des Orchidees" นิตยสารรายเดือนคุณภาพที่มีการออกต่อเนื่องถึง 17 ปี
เนื้อหาที่เกี่ยวข้องและรูปประกอบสวยๆจะหาอ่านเพิ่มเติมได้ที่
1. http://www.ranongprovince.com/komazum.htm
2.http://www.rbgkew.org.uk/exhibitions/johnday/pages/jds_39_001.html
3. http://www.school.net.th/library/create-web/10000/science/10000-854.html
4. http://www.sd.ac.th/student/jaturong/dendrobium.htm
5. http://www.orchidsonline.com.au/species401.html
6. http://www.shigitatsu.com/LINDENIAV1.htm
Tuesday, August 24, 2004
Calayan rail นกชนิดใหม่ของโลก
เมื่อวันที่ 16-17 สิงหาคม 2547 มีข่าวจากสื่อมวลชนหลายค่ายทั่วโลกออกข่าวเกี่ยวกับการค้นพบนกชนิดใหม่ของโลก บ้านเราไม่มีข่าวนี้เข้าใจว่าไม่ใช่ข่าวที่ประชาชนทั่วไปสนใจมากมายนัก จนได้ไปอ่านกระทู้ของนาย Borndecember ในเว็บไซต์ของ Savebird ถึงได้รู้เรื่องแล้วก็รีบไปอ่านดูรายละเอียดจากแหล่งข่าวอื่นๆ
ลองอ่านดูจาก เว็บไซต์ของ Birdlife International, CNN(ซึ่งได้ข่าวจาก Reuters) และ BBC รู้สึกว่าจาก BBC จะอ่านง่ายและรู้เรื่องที่สุด กล่าวโดยสรุปคือ นักวิจัยชาวฟิลิปปินส์และชาวอังกฤษได้พบนกชนิดใหม่ที่เกาะCalayan หนึ่งใน Babuyan Islands ทางตอนเหนือของฟิลิปปินส์ เมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม 2547
ผู้ค้นพบนกชนิดนี้คือ Ms.Carmela Espanola หนึ่งในทีมผู้วิจัย โดยพบกลุ่มเล็กๆของนกสีน้ำตาลคล้ำปากและขาสีส้มสด มีขนาดใกล้เคียงกับกา อยู่ในป่าระดับความสูงประมาณ 1,000 ฟิต นกชนิดนี้ชาวเกาะเรียกว่า "piding" สันนิษฐานว่าจะยังมีนกชนิดนี้อยู่ราว 100 - 200 คู่
นกชนิดนี้ถูกตั้งชื่อว่า Calayan rail โดยใช้ชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Gallirallus calayanensis และถูกจัดอยู่ในกลุ่ม Vulnerable ในรายการของ IUCN Red List of threatened species
ตามข่าวบอกว่าเพื่อที่จะลงทะเบียนนกว่าเป็นสปีชี่ส์ใหม่ ทางคณะสำรวจต้องฆ่านกหนึ่งตัว และเมื่อผ่าดูภายในก็พบว่ากล้ามเนื้อที่ใช้เพื่อทำการบินของนกชนิดนี้อ่อนแอเกินกว่าจะรับน้ำหนักตัวถ้าต้องบินไกลๆ จึงสรุปว่าเป็นนกที่เกือบจะบินไม่ได้ ทั้งนี้นาย Richard Thomas จาก BirdLife International ได้ให้ความเห็นว่าถึงแม้จะไม่เคยเห็นนกชนิดนี้บินมาก่อนแต่อาจเป็นไปได้ที่นกชนิดนี้จะเหมือน Okinawa rail ซึ่งสามารถกระพือปีกได้ในลักษณะเหมือนไก่
ข่าวให้รายละเอียดต่ออีกว่าใน 20 สปีชี่ส์หรือซับสปีชี่ส์ที่สูญพันธุ์ไปนับตั้งแต่ปี 1600 ประมาณ 90% จะเป็นนกที่บินไม่ได้ นก Calayan rail นี้เป็นญาติกับ moorhen แต่ที่แตกต่างคือ Calayan rail บินไม่ได้และพบเฉพาะบริเวณเกาะที่มีการสำรวจพบเท่านั้น สมาชิกส่วนใหญ่ในตระกูล rail คือ นกน้ำ ถึงแม้ว่าในเขตร้อนของเอเชีย มีนกหลายชนิดอาศัยในป่าเช่นเดียวกับ Calayan rail
ในเว็บของ BirdLife International ได้ให้รายละเอียดการค้นพบไว้ด้วยว่าเมื่อคุณ Carmela ได้พบนกชนิดนี้ เธอทำการจดบันทึก ถ่ายภาพ และอัดเสียงร้องเอาไว้ วันรุ่งขึ้น Des Allen สมาชิกคนหนึ่งในทีมได้ไปที่จุดนั้นอีก เมื่อได้ยินเสียงนกก็ได้เปิดเทปที่อัดเสียงไว้เพื่อเรียกนกให้ออกมา ในวันนั้นเขาได้ทำการอัดวิดีโอไว้และได้ให้สมาชิกทีมคนอื่นๆได้ดูและช่วยกันสังเกตการณ์ ในแผนการวิจัยต่อไปได้วางโครงการหาสภาพที่อยู่อาศัย การกระจายตัวและประชากรของ Calayan Rail โดยจะทำงานร่วมกับชุมชนเพื่อลดสิ่งคุกคามต่อนกและสร้างวิธีป้องกันผืนป่าระยะยาว เป็นที่คาดหวังว่าการค้นพบครั้งนี้จะทำให้เกาะนี้ควรได้รับการตระหนักถึงความสำคัญในฐานะที่เป็นแหล่งที่มีความหลากหลายทางขีวภาพ
ข้อมูลจาก
1.http://edition.cnn.com/2004/TECH/science/08/17/environment.bird.reut/
2. http://news.bbc.co.uk/2/hi/science/nature/3569160.stm
3. http://www.birdlife.org.uk/news/news/2004/08/calayan_rail.html
ลองอ่านดูจาก เว็บไซต์ของ Birdlife International, CNN(ซึ่งได้ข่าวจาก Reuters) และ BBC รู้สึกว่าจาก BBC จะอ่านง่ายและรู้เรื่องที่สุด กล่าวโดยสรุปคือ นักวิจัยชาวฟิลิปปินส์และชาวอังกฤษได้พบนกชนิดใหม่ที่เกาะCalayan หนึ่งใน Babuyan Islands ทางตอนเหนือของฟิลิปปินส์ เมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม 2547
ผู้ค้นพบนกชนิดนี้คือ Ms.Carmela Espanola หนึ่งในทีมผู้วิจัย โดยพบกลุ่มเล็กๆของนกสีน้ำตาลคล้ำปากและขาสีส้มสด มีขนาดใกล้เคียงกับกา อยู่ในป่าระดับความสูงประมาณ 1,000 ฟิต นกชนิดนี้ชาวเกาะเรียกว่า "piding" สันนิษฐานว่าจะยังมีนกชนิดนี้อยู่ราว 100 - 200 คู่
นกชนิดนี้ถูกตั้งชื่อว่า Calayan rail โดยใช้ชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Gallirallus calayanensis และถูกจัดอยู่ในกลุ่ม Vulnerable ในรายการของ IUCN Red List of threatened species
ตามข่าวบอกว่าเพื่อที่จะลงทะเบียนนกว่าเป็นสปีชี่ส์ใหม่ ทางคณะสำรวจต้องฆ่านกหนึ่งตัว และเมื่อผ่าดูภายในก็พบว่ากล้ามเนื้อที่ใช้เพื่อทำการบินของนกชนิดนี้อ่อนแอเกินกว่าจะรับน้ำหนักตัวถ้าต้องบินไกลๆ จึงสรุปว่าเป็นนกที่เกือบจะบินไม่ได้ ทั้งนี้นาย Richard Thomas จาก BirdLife International ได้ให้ความเห็นว่าถึงแม้จะไม่เคยเห็นนกชนิดนี้บินมาก่อนแต่อาจเป็นไปได้ที่นกชนิดนี้จะเหมือน Okinawa rail ซึ่งสามารถกระพือปีกได้ในลักษณะเหมือนไก่
ข่าวให้รายละเอียดต่ออีกว่าใน 20 สปีชี่ส์หรือซับสปีชี่ส์ที่สูญพันธุ์ไปนับตั้งแต่ปี 1600 ประมาณ 90% จะเป็นนกที่บินไม่ได้ นก Calayan rail นี้เป็นญาติกับ moorhen แต่ที่แตกต่างคือ Calayan rail บินไม่ได้และพบเฉพาะบริเวณเกาะที่มีการสำรวจพบเท่านั้น สมาชิกส่วนใหญ่ในตระกูล rail คือ นกน้ำ ถึงแม้ว่าในเขตร้อนของเอเชีย มีนกหลายชนิดอาศัยในป่าเช่นเดียวกับ Calayan rail
ในเว็บของ BirdLife International ได้ให้รายละเอียดการค้นพบไว้ด้วยว่าเมื่อคุณ Carmela ได้พบนกชนิดนี้ เธอทำการจดบันทึก ถ่ายภาพ และอัดเสียงร้องเอาไว้ วันรุ่งขึ้น Des Allen สมาชิกคนหนึ่งในทีมได้ไปที่จุดนั้นอีก เมื่อได้ยินเสียงนกก็ได้เปิดเทปที่อัดเสียงไว้เพื่อเรียกนกให้ออกมา ในวันนั้นเขาได้ทำการอัดวิดีโอไว้และได้ให้สมาชิกทีมคนอื่นๆได้ดูและช่วยกันสังเกตการณ์ ในแผนการวิจัยต่อไปได้วางโครงการหาสภาพที่อยู่อาศัย การกระจายตัวและประชากรของ Calayan Rail โดยจะทำงานร่วมกับชุมชนเพื่อลดสิ่งคุกคามต่อนกและสร้างวิธีป้องกันผืนป่าระยะยาว เป็นที่คาดหวังว่าการค้นพบครั้งนี้จะทำให้เกาะนี้ควรได้รับการตระหนักถึงความสำคัญในฐานะที่เป็นแหล่งที่มีความหลากหลายทางขีวภาพ
ข้อมูลจาก
1.http://edition.cnn.com/2004/TECH/science/08/17/environment.bird.reut/
2. http://news.bbc.co.uk/2/hi/science/nature/3569160.stm
3. http://www.birdlife.org.uk/news/news/2004/08/calayan_rail.html
Subscribe to:
Posts (Atom)