Showing posts with label ไอที. Show all posts
Showing posts with label ไอที. Show all posts

Saturday, July 16, 2016

Digital Nomad ...คนรักการเที่ยวและทำ(งาน)ยุคดิจิตัล

ปัจจุบันมีไลฟ์สไตล์แบบหนึ่งที่เป็นที่นิยมกันคือการทำงานโดยไม่ต้องผูกติดกับออฟฟิศ ไม่ต้องทำงานประจำ ได้เดินทางไปยังที่เราชอบตลอดเวลา ทำงานคนเดียวหรืออาจจะเป็นกลุ่ม ทำงานโดยเน้นการติดต่อสื่อสารผ่านอินเทอร์เน็ต คนที่ทำงานแบบนี้มักเป็น freelance เจ้าของกิจการ start up หรือทำธุรกิจออนไลน์ที่ขาย digital content เช่น ขายภาพ เขียนโปรแกรม เขียนบล็อก ฯลฯ สถานที่ทำงานคือที่ใดก็ได้ที่สามารถติดต่อสื่อสารอินเทอร์เน็ตได้ เช่น ร้านกาแฟ  ห้องสมุด ออฟฟิศให้เช่า หรือแม้แต่ในที่พัก

นึกถึงบรรยากาศประมาณว่า วันหนึ่งเราตื่นขึ้นมาตอนเช้าในที่พักริมชายหาด ได้ใช้เวลาแบบไม่ต้องเร่งรีบ โต๊ะทำงานของเราอาจจะเป็นโต๊ะนั่งเล่นซักตัวริมทะเล มีกาแฟให้ดื่ม มีเสียงคลื่นเบาๆ ทำงานไปเท่าที่มีไฟอยากทำ เบื่อบรรยากาศแบบนี้ก็อาจจะย้ายที่ทำงานไปทำงานในเมืองตามร้านกาแฟ หรือถ้าต้องการออฟฟิศจริงๆก็ไปเช่าออฟฟิศตาม Coworking space ที่ในเมืองไทยตอนนี้มีการขยายตัวให้บริการขึ้นมาก  อยู่ริมทะเลซักพักอยากเปลี่ยนไปเที่ยวภูเขา ก็แค่เปลี่ยนที่พักแต่ยังทำงานได้ตามปกติ และถ้าอยากท่องเที่ยวเห็นโลกให้มาก ก็ย้ายที่ทำงานข้ามประเทศ อยู่ประเทศนี้สองสามเดือน อยู่อีกประเทศอีกสองสามเดือน เป็นต้น

แนวคิดแบบนี้มีมานานแล้ว มีคนทำตัวเป็น Digital Nomad อยู่จำนวนมากในโลกนี้ ปัจจุบันมีงานที่ทำในลักษณะออนไลน์มากขึ้นการแชร์ข้อมูลให้กัน มีถึงขนาดการจัดประชุมกัน เช่น DNX - Digital Nomad Conference จัดมาสองปีแล้วที่เบอร์ลินและกรุงเทพ ปีหน้านี้ ปี 2017 จะจัดที่โปรตุเกส

จริงๆทุกยุคสมัยคนที่ต้องทำงานและเดินทางมากๆก็มีมาโดยตลอด แต่ด้วยความก้าวหน้าของไอทียุคนี้ ทำให้โอกาสแบบนี้ขยายตัวเปิดโอกาสให้คนจำนวนมากทำตามความฝันของตัวเองได้นะคะ  ยุคนี้มีสมาร์ทโฟน มีอินเทอร์เน็ต มี social media มีบริการคลาวด์ มี VoIP ชีวิตเราติดต่อกันง่ายขึ้นทางดิจิตัล รู้จักแต่ตัวตน avatar .....แต่กลับน้อยลงในเชิงปฏิสัมพันธ์กับคนจริงๆ
===============================================================
เขียนบันทึกนี้เพราะเพิ่งอ่านบทความในบีบีซีที่พูดถึงการปรับตัวของคนที่เป็น Digital nomad  เมื่อเที่ยวจนอิ่มตัวและต้องการกลับมาลงหลักปักฐานบางครั้งก็ไม่ง่าย ถึงแม้จะเป็นการกลับบ้านก็ตามค่ะ
http://www.bbc.com/capital/story/20160706-the-problem-expats-find-with-returning-home


ป,ล, เห็นนักศึกษาของเราจำนวนหนึ่งทำตัวคล้าย Digital nomad คือ ไม่ค่อยมาเรียน พบเห็นข่าวคราวการท่องเที่ยวจากเฟสบุ๊กเสมอๆ  อืมม์ มันยังไม่ใช่รึเปล่าคะ เรียนจบก่อนค่อยเป็นก็ได้นะคะ.... J

Friday, October 02, 2015

Single Gateway แบบไทยๆ

สองสามวันที่ผ่านมา ข่าวดังคือการที่รัฐบาลจะปรับให้การใช้งาน Internet เป็นแบบ Single Gateway คือการรวมทางเข้าออกทั้งประเทศให้ได้รับการควบคุมจุดเดียว

ประเด็นนี้คนไอทีคัดค้านกันมาก เพราะถ้าเกิดกรณีระบบล่ม ล่มที่เดียวล่มกันทั้งประเทศ  และจะมีปัญหาอินเทอร์เน็ตล่าช้า มีปัญหาว่าข้อมูลของบุคคลจะถูกดักจับกันง่ายๆ

เข้าใจว่ารัฐบาลก็อยากจะสร้างความมั่นคงของชาติ แต่กรณีแบบนี้เราจะเหมือนเกาหลีเหนือ จีนและลาว ซึ่งต่างก็เป็นคอมมิวนิสต์กันไปหมดหรือไม่  :(

โฆษกรัฐบาล ให้สัมภาษณ์ว่า เรื่อง single gateway เป็นเรื่องที่นายกรัฐมนตรี สั่งให้กระทรวงไอซีที ยังอยู่ในขั้นตอนศึกษาหาข้อมูลผลดี-ผลเสีย ยังไม่มีมติดำเนินการ ย้ำว่ารัฐบาลไม่มีการละเมิดสิทธิประชาชน เพียงแต่ต้องการผลักดันเศรษฐกิจดิจิตอล  ....  ก็ถ้าศึกษา Digital Economy ของประเทศอื่นๆที่ทำกัน ยุโรป ออสเตรเลีย เพิ่งไปค้นข้อมูลเขามา ก็ไม่เห็นต้องใช้ Single Gateway เลยนะคะ

เมื่อวันที่ 30 กันยายน 2558 เว็บไซต์กระทรวงไอซีทีล่ม ( 500 Internal Server Error)  และมีประกาศจากเพจ รวมพลเกมเมอร์บุกยึด CAT TOWER คืนจากม๊อบ ประกาศรวมตัวกันเข้าหน้าเว็บกระทรวงพร้อมกันในเวลา 22:00 ของวันที่ 30 กันยายน เพื่อ DDoS ให้เว็บไซต์ล่ม เป็นการประท้วงเชิงสัญลักษณ์ต่อต้านนโยบาย Single Gateway 

เล่นอะไรกับไอทีก็ดูๆกันนิดนะคะ :)

Saturday, April 18, 2015

การตอบคำถามบนเฟซบุ๊กของ Mark Zuckerberg

เมื่อวันที่  15 เมษายน 2558 Mark Zuckerberg เปิดโพสต์ถามตอบ ให้คนมาถามได้เป็นรายการสดบนเฟซบุ๊ก ดีเหมือนกันนะคะ ู้ใช้ได้ถามจากคนที่ตอบได้ทุกเรื่องจริงแบบนี้  เจ้าของมาตอบเองนี่นา  ตามลิงก์นี้ไปเลยค่ะ  น่าสนใจดี  https://www.facebook.com/zuck/posts/10102028100357421?pnref=story

มีเรื่องที่สนใจคือ  Oculus ก็นั่งอ่าน Q&A ของ  Mark Zuckerberg เขาตอบคำถามที่มีคนถามถึง Vision เกี่ยวกับ Oculus ของเขา เขาบอกว่างี้ค่ะ
Mark Zuckerberg Our mission to give people the power to experience anything. Even if you don't have the ability to travel somewhere, or to be with someone in person, or even if something is physically impossible to build in our analog world, the goal is to help build a medium that will give you the ability to do all of these things you might not otherwise be able to do. This will be incredibly powerful as a communication medium as well. Just like we capture photos and videos today and then share them on the internet to let others experience them too, we'll be able to capture whole 3D scenes and create new environments and then share those with people as well. It will be pretty wild.
ก็เลยไปดูประกาศของเฟซบุ๊กเมื่อเดือนที่แล้วเกี่ยวกับการที่เฟซบุ๊กจะนำ Oculus ซึ่งเป็น VR Technology มาใช้ ประมาณว่าจะเป็นอีกแพลตฟอร์มหนึ่งที่จะช่วยการติดต่อสื่อสารเสมือนจริงให้คนทั้งโลกติดต่อกันได้ดีขึ้น ไม่ใช่แค่เอามาเล่นเกมส์ แต่ลองนึกถึงการท่องเที่ยวเสมือนจริง การเรียนในชั้นเรียน การปรึกษาแพทย์ การไปในที่ที่ปกติไม่สามารถไปได้ในชีวิตจริง ปัจจุบันนี้เราก็มีในระดับที่เป็นการประชุมทางไกลกันได้แล้ว หรืออย่าง Street view ของ Google แต่ถ้าเป็นเทคโนโลยีเสมือนจริงก็คงไปกันอีกระดับนะคะ โครงงานนักศึกษาไอทีปีต่อๆไปสนใจแอพแนวนี้ไหมคะ kiki emoticon
ตามไปอ่านลิงก์นี้เลยค่ะ
https://www.facebook.com/zuck/posts/10101319050523971

Friday, January 16, 2015

กรณีศึกษา Hidden city ticketing



ได้อ่านข่าวหนึ่งจากเเว็บของ CNN ที่ลงข่าวไว้ตั้งแต่ปลายเดือนธันวาคม 2557 เกี่ยวกับการที่สายการบิน United Airlines ฟ้องนาย Aktarer Zaman  ผู้สร้างเว็บไซต์ Skiplagged.com ที่ช่วยใหู้้ใช้เว็บสามารถจองตั๋วเครื่องบินราคาถูกได้โดยใช้ประโยชน์จากกลยุทธ์ Hidden city ticketing คือการที่ลูกค้าขึ้นเครื่องแล้วไปลงที่จุดต่อเครื่องโดยไม่ไปต่อถึงปลายทาง เพราะตั๋วจากจุดเริ่มต้นไปถึงจุดสุดท้ายโดย่านจุดต่อนั้นสามารถซื้อได้ในราคาถูกกว่าการซื้อตั๋วแบบกำหนดระบุจุดเริ่มต้นและจุดต่อที่ลูกค้าตั้งใจจะไป  ซึ่งนี้เป็นกลยุทธ์ทางการตลาดของสายการบินที่ใช้มานานแล้วและเป็นที่รู้กันโดยทั่วไปในกลุ่มธุรกิจการจองตั๋วเครื่องบิน

ตัวอย่างเช่น ต้องการเดินทางจากนิวยอร์คไปซานฟรานซิสโก ราคาตั๋วที่จองแบบนี้อาจแพงกว่าราคาตั๋วที่จองโดยเลือกจากนิวยอร์กไปเล็คตาโฮโดยมีจุดต่อเครื่องที่ซานฟรานซิสโก  ลูกค้าก็ซื้อตั๋วไปเล้คตาโฮแต่จริงแล้วแวะลงที่ซานฟรานซิสโกและปล่อยให้เที่ยวบินต่อจากซานฟรานซิสโกไปเล็คตาโฮนั้นบินต่อไปโดยไม่มีลูกค้าคนนั้น

ทางสายการบินยื่นฟ้องโดยตั้งข้อหาว่า "unfair competition" เพราะใช้ประโยชน์จาก "strictly prohibited" travel  แต่นาย Zaman ก็ยันว่าเว็บไชต์ของเขาไม่ได้ทำอะไรผิดกฎหมาย

Aktarer Zaman  เป็นคนบังคลาเทศโตในเขตบรูคลิน ที่นิวยอร์ต จบปริญญาตรีสาขาวิทยาการคอมพิวเตอร์จาก Rensselaer Polytechnic Institute ตั้งแต่อายุ 20 ปี ขณะนี้อายุ 22 ปี อาศัยอยู่ในเขตแมนฮัตตัน และทำงานกับบริษัท technology start-up แห่งหนึ่ง

ตอนนี้ในหน้าเว็บ Skiplagged.com จะขึ้นหน้าจอแบบในรูปเพื่อขอความสนับสนุนโดยการบริจาคเงินช่วยเหลือในการทำคดี และถ้าลูกค้าต้องการค้นเที่ยวบินจะไม่สามารถค้นในเว็บได้แต่ให้ไปใช้แอพแทนซึ่งมีทั้งในแบบ IOS และ Android

http://money.cnn.com/2014/12/29/news/united-orbitz-sue-skiplagged-22/index.html?iid=obnetwork

จริงก็มีกลยุทธ์อื่นในการหาตั๋วถูกได้อีก ลองอ่านดูในวิกินะคะ  http://en.wikipedia.org/wiki/Airline_booking_ploys

----------------------------------------------------------------------------------------------
Update
ปี 2015  เคสของ Zaman เขาชนะนะคะ  เนื่องจากสายการบินบอกว่าเขาทำผิด  contract of carriage แต่จริงๆเขาเป็น third party ไม่ใช่ตัวผู้โดยสาร  ข้อหานี้ก็ตกไป  และตอนที่  United ฟ้อง  ทำการฟ้องที่อิลลินอยส์ แต่ตัวบริษัทจริงๆอยู่ที่นิวยอร์ก
ปี 2019 ตอนนี้   United airlines หันมาฟ้องผู้โดยสารแทนแล้วค่ะ  ttps://thepointsguy.com/news/hidden-city-ticket-crackdown/?utm_campaign=FACEBOOK-100000283455255&utm_medium=social&utm_source=FACEBOOK&utm_term=Editorial&fbclid=IwAR3dFylnogQnnYntbRUybL8TwnZnbFI5zjsVy41eWABjCB09-U1NWDXaHks