Showing posts with label สัตว์. Show all posts
Showing posts with label สัตว์. Show all posts

Wednesday, March 08, 2017

หอยมรกตแห่งเกาะตาชัย

โพสต์นี้เขียนไว้วันที่ 8 มีนาคม 2013  แลดูน่าสนใจ เก็บมาโพสต์ต่อ

คนเราจะถูกดึงความสนใจไปสู่เรื่องต่างๆกันได้ง่ายๆนะคะ T_T
กำลังนั่งค้นเรื่อง SSME อยู่ดีๆ เพราะกำลังจะไปอบรมเพิ่มเติมแล้วจะได้เอาเนื้อหาใหม่ๆมาสอนต่อ ค้นเจอว่าบางมหาวิทยาลัยใส่เข้าไปเป็นโปรแกรมเลยด้วยซ้ำ... บางมหาวิทยาลัยก็เปิดโปรแกรมจนปิดโปรแกรมไปแล้ว ^_^ ระหว่างค้นก็ออน FB อยู่ ไปเจอรูปคุณหลานสาวอายุครึ่งขวบที่แม่เค้าเอารูปมาเทียบกับลูกลิงตาแป๋ว ก็น่ารักนะคะ แต่มันไม่ใช่...
ทนไม่ได้.....รับไม่ได้ที่หลานจะเหมือนลิง....
รีบค้นหาสายวิวัฒนาการจะเอามาแย้งว่า คนกับลิงแยกสายวิวัฒนาการมาตั้ง 6-7 ล้านปีแล้ว ก็พอดีไปค้นเจอว่า เมืองไทยก็มีสถานที่ที่เราสามารถศึกษาเรื่องวิวัฒนาการได้เหมือนๆที่ชาร์ล ดาร์วิน ไปที่เกาะกาลาปาโกสนั่นเชียว
ทนไม่ได้...อยากรู้อยากเห็น....
ก็เลยแวะมาอ่านเรื่อง "หอยมรกตแห่งเกาะตาชัย" ก่อน เพราะสนใจเกาะกาลาปาโกสเป็นพิเศษมานานแล้ว และที่บ้านเพิ่งไปเกาะตาชัยเมื่อตอนปีใหม่ น่าทึ่งที่เมืองไทยก็มีสถานที่แบบนี้ และน่าทึ่งยิ่งขึ้นไปอีกที่มีเหตุผลในการอธิบายได้ชัดเจนแบบนี้
ในเอกสารจะอธิบายว่าหอยมรกตบนเกาะปรับตัวแล้วกลายเป็นสปีชี่ส์ใหม่กลายเป็นหอยที่มีขนาดเล็กลง เพราะอดหยาก และมีเปลือกเวียนซ้ายทั้งหมด จากเดิมที่มีทั้งชนิดเปลือกที่เวียนซ้าย และเวียนขวา ซึ่งมีสาเหตุหนึ่งคืองูกินหอยทากมีฟันขากรรไกรเหมาะที่จะกินหอยที่มีเปลือกเวียนขวา หอยที่เหลือรอดมาก็จะเป็นหอยที่มีเปลือกเวียนซ้าย....โอ้ววว... ชาร์ล ดาร์วินจะต้องปลื้มนะเนี่ย
ว่าแต่คุณพี่สาวกับหลานๆที่ไปเกาะตาชัย ได้เห็นเจ้าหอยมรกตนี้บ้างมั้ยคะ?
วันหลังจะไปเที่ยวเกาะตาชัยแทนเกาะกาลาปาโกสแล้วละ เดินทางง่ายกว่ากันเยอะเลย มี Speciation เหมือนกัน...ไม่ง้อแล้ว
แล้ว....ก็กลับไปค้น SSME ต่อ....

http://www1a.biotec.or.th/BRT/dmdocuments/speciation.pdf

Thursday, February 23, 2012

Sifakas ลิงขาว...ราวกับหนุมาน


By SurreyJohn - Own work, CC BY-SA 4.0, https://commons.wikimedia.org/w/index.php?curid=35531490

เมื่อคืนดูรายการสารคดีชีวิตสัตว์ มีรายการหนึ่งพาไปดูชีวิตของลีเมอร์ ซิฟาคา ซึ่งหน้าตาคล้ายๆลิง ขนสีขาวสวย หน้าดำ กระโดดได้ไกลมาก เพราะหากินบนต้นไม่ที่มีหนามแหลม แล้วใช้วิธีกระโดดข้ามจากต้นนี้ไปต้นนั้น ไม่กลัวหนามกันเลย มันกินดอกอ่อน ใบอ่อน ของต้นไม่มีหนามพวกนั้น ซึี่งมีน้ำเพียงพอโดยไม่ต้องไปหาน้ำที่แหล่งอื่นเพิ่มอีก (ซิฟาคามีหลายชนิดย่อย มีชนิดที่เก่าแก่กว่านั้นคือพวกที่อาศัยในป่าเขตร้อน ตัวจะสีคล้ำกว่า แต่ก็สามารถกระโดดได้แบบเดียวกัน)


ว่าไปแล้วซิฟาคาเหมือนลิงมากกว่าลีเมอร์ ใช้ขาทั้งสองคล้ายคนมากกว่าลิงหรือลีเมอร์ชนิดอื่นๆ

ที่สะกิดใจคือ ตอนที่มันกระโดด จะกระโดดจากกิ่งไม้กิ่งหนึ่งโดยใช้ขาหลังไปจับที่กิ่งที่กระโดดไป แล้วมันสามารถกระโดดไปมาได้เร็วมาก นึกถึงนิยายกำลังภายในขึ้นมาทันทีที่เขาใช้วิชาตัวเบากระโดดไปตามต้นไม้ จะเห็นแบบมาจากซิฟาคาพวกนี้หรือเปล่านะ

ท่าทางอีกอย่างที่คุ้นตามากคือการกระโดดไปบนดิน เวลาที่ลงมาจากต้นไม้ มันจะกระโดดตัวเอียงๆ ใช้ขาสองข้างทีละข้างก้าวไป แต่จังหวะกระโดดลงเกือบจะพร้อมกัน เห็นแล้วนึกถึงหนุมาน ตอนที่เขาแต่งเรื่องรามเกียรติ์ เขาจะเคยเห็นลีเมอร์พวกนี้บ้างไหม จริงๆแล้วนึกไกลไปถึงโขนด้วยซ้ำ เวลาที่ตัวลิง ตัวยักษ์ออกมา ก็จะเต้นตัวเอียงๆออกมาแบบนี้

ตอนนี้กลายเป็นสัตว์ตัวโปรดของฉันไปแล้ว ชอบจริงๆเลย

ตามไปดูรูปจากลิงก์นี้แล้วกัน http://www.burrard-lucas.com/photo/madagascar/sifakas_jumping.html

แล้วก็ดูท่ากระโดดจากวิดิโอนี้ค่ะ http://www.youtube.com/watch?v=8fzpeCR2JmQ&feature=related


Saturday, May 14, 2011

ปลาในตลาดสด...รู้จักกันบ้างไหมคะ


สองสามวันก่อนไปตลาดแล้วซื้อปลาตัวเล็กๆมาเยอะแยะจะเอามาต้มให้น้องแมวลูกอ่อนที่บ้าน หยิบปลาขึ้นมาแล้วพบว่าตัวเองรู้จักปลาพวกนี้น้อยมาก ในเจ็ดชนิดรู้จักแต่ปลากระบอกอย่างเดียว ก็เลยโพสต์ถามใน FB ได้คำตอบจากน้องกุ้งว่า

"แถวซ้ายมี...ปลาทราย ปลากดขาว ปลาแดง และปลาหัวมัน, แถวขวามี...ปลากระบอก ปลาจวด และปลาแป้น ทุกชนิดสามารถทาขมิ้น กระเทียม และเกลือทอดกรอบได้หมดเลยค่ะ ถ้าเมนูอื่นก็มีแกงส้ม หรือต้มเต้าเจี้ยวได้ค่ะ แต่ที่บ้านถ้ามีปลาเล็ก ๆ หลากหลายแบบนี้ชอบทำคั่วเกลือค่ะ...ตำตะไคร้(เยอะ ๆ) ขมิ้น กระเทียม หัวหอม เกลือ เข้าด้วยกัน ใส่กะปิเล็กน้อย ใส่น้ำพอขลุกขลิก ตั้งไฟให้เดือด ใส่ปลาลงไป ตั้งไฟปานกลางให้ปลาสุก สังเกตุให้เครื่องเกาะตัวปลา ยกลงคลุกข้าวร้อน ๆ ...อร่อยเหาะค่ะ"

รู้สึกตัวเองรู้เรื่องใกล้ตัวน้อยจัง ทีเรื่องไกลตัวจะรู้เยอะแยะ...รู้จักซีลาคานส์ รู้จักปลาประหลาดๆ แต่ปลาที่กินได้ในตลาดสดไม่ยักรู้จัก ก็เอามาบันทึกกันไว้ดีกว่าเป็นความรู้ใกล้ตัว

และก็พยายามเก็บภาพปลาในตลาดไว้เรื่อยๆ ใครจะไปรู้ว่าต่อไปเราอาจจะไม่ได้เห็นปลาพวกนี้อีก










Monday, May 29, 2006

แหลมตะลุมพุกมาจากชื่อปลาตะลุมพุกหรอกหรือ?

วันอาทิตย์ที่ผ่านมาช่วงบ่ายว่างๆ ฉันก็ขับรถเล่นไปเที่ยวปากพนัง กะว่าจะไปกินก๋วยเตี๋ยวเส้นปลาเจ้าอร่อยที่ร้านอภิชาติ เข้าไปถึงร้านพบว่าวันนี้ไม่ขาย กำลังหิวไม่รู้จะหาอะไรกินดีก็เลยกะการต่อว่าจะไปกินข้าวที่แหลมตะลุมพุก ฉันเคยมาเที่ยวที่นี่หลายครั้ง มาเที่ยวเล่น มาดูเรือลำใหญ่ที่มาเกยติดฝั่งที่วัดเมื่อหลายปีก่อน ล่าสุดเพิ่งมาเมื่อปีที่แล้วเคยตื่นเต้นว่ามีทางขับรถไปได้ถึงปลายแหลม มาเที่ยวนี้คิดว่าจะไม่มีอะไรใหม่แต่ก็มีของแปลกตาเช่นร้านขายของที่ระลึกที่มีของมากขึ้น (แต่ก็มีร้านเดียว)มีรถเข็นไอสครีมเนสเลท์ มีร้านขายเสื้อยืด กางเกงเล ที่พิเศษคือมีการสกรีนเรื่องราวของแหลมตะลุมพุกที่เจอวาตภัยครั้งใหญ่วันที่ 25 ตุลาคม 2505 จนมีคนเสียชีวิตเป็นพัน บ้านเรือนพังทลาย ฉันว่าเป็นการสร้างแบรนด์ของแหลมตะลุมพุกได้ดี ทำให้คนที่มาเที่ยวได้ทราบประวัติของสถานที่มากขึ้น

เราไปกินข้าวที่ร้านอาหารซีฟู้ดร้านแรกถัดจากที่จอดรถ อาหารอร่อยพอประมาณ มีป้ามาเดินขายปลาหมึกแผ่นในถุง มีหอยนางรมขายด้วย ถาดละ 100 บาท มีเครื่องเคียงให้พร้อมถ้าซื้อแล้วจะกินที่นั่น สำหรับฉันผู้ไม่นิยมกินหอยนางรมไม่สนใจนักก็กินอาหารของร้านไปเรื่อยๆ แต่ก็เห็นว่าอาหารทะเลที่นั่นไม่ยักตัวโตและสดเท่าร้านอาหารในเมืองหรือร้านที่ท่าศาลาทั้งๆที่อยู่หน้าหาดขนาดนั้น แต่อาหารก็ไม่แพง กินอาหาร 2 คน เป็นข้าวผัด มียำไข่ปลากระบอกและต้มยำโป๊ะแตก ราคา 250 บาท กินข้าวเสร็จฉันเดินไปดูเปลือกหอยริมทะเล จำได้ว่าที่นี่เคยมีเปลือกหอยเชลล์มาก มีทั้งสีส้มและสีดำ(จนบัดนี้ก็ไม่รู้ว่าทำไมมันสีดำ) ไม่เคยเห็นที่หาดอื่น วันนี้แหลมตะลุมพุกยังมีเปลือกหอยมาก ทั้งๆที่บริเวณขายของที่ระลึกก็ขายสินค้าจากเปลือกหอยด้วย ยังน่าดีใจ ทรายที่นี่ก็นุ่มละเอียดดีถึงแม้สีจะไม่ขาวจัดอย่างทางฝั่งหมู่เกาะในอันดามัน มีคนไปเล่นน้ำทะเลบ้าง เป็นหาดที่ยังไปเที่ยวได้โดยไม่ต้องเบื่อกับคนแน่นๆ

ก่อนกลับบ้านแวะซื้อของที่ระลึก ฉันได้เสื้อยืดมาตัวหนึ่ง สกรีนเป็นรูปปลาตัวอ้วนๆน่ารัก ถามน้องคนขายว่าปลาอะไร น้องเขาบอกว่ามันคือปลาตะลุมพุก เดิมที่นี่มีปลาตะลุมพุกมากก็เลยได้ชื่อเป็นแหลมตะลุมพุก ฟังแล้วก็เหวอไปเพราะไม่เคยรู้จักปลาชนิดนี้ และเคยสงสัยมาตลอดว่าชื่อแหลมตะลุมพุกมีที่มายังไง เคยคิดถึงตะลุมพุกว่าเป็นเครื่องมือที่มีน้ำหนักมากๆเอามาใช้แบบค้อน วันนี้ได้ความรู้ใหม่อีกแล้ว

ก็เลยมาค้นดูว่ามีข้อมูลอะไรบ้างที่เกี่ยวกับปลาตะลุมพุก ได้ข้อมูลจากเว็บ http://www.prc.ac.th/tree_an_teen/t_toli.htm ว่า

"ปลาตะลุมพุกวงศ์ CLUPEIDAE Tenualosa toli (Valenciennes, 1847)
ลักษณะ :
ปลาหลังเขียวชนิดที่อาศัยอยู่ในทะเล ลำตัวแบนด้านข้างมาก มีเกล็ดบนสันท้อง 28 –30 เกล็ด ริมฝีปากบนมีรอยเว้าเห็นได้ชัดเจน และมีซี่เหงือกเพียง 60-100 ซี่ ปลาตะลุมพุกนี้จะสังเกตได้โดยมีจุดสีดำจางๆ อยู่ด้านหลังของช่องเปิดเหงือกจุดเดียวเท่านั้น ขนาดลำตัวยาวถึง 50 เซนติเมตร แต่ปลาตัวผู้มีขนาดเล็กกว่า ขนาดโดยเฉลี่ยเมื่อโตเต็มที่ปลาตัวผู้มีลำตัวยาว 35 เซนติเมตร และปลาตัวเมียมีลำตัวยาว 47 เซนติเมตร


อุปนิสัย:
เป็นปลาทะเลที่ต้องเข้ามาวางไข่ในน้ำจืด ปลาที่โตเต็มที่จะเข้ามาในแม่น้ำและทะเลสาบเพื่อวางไข่และลูกปลาจะอยู่ตามแหล่งน้ำชายฝั่ง

ที่อยู่อาศัย:
อาศัยอยู่ได้ทั้งในน้ำทะเลในอ่าวไทยและน้ำจืดบริเวณแม่น้ำเจ้าพระยาตอนล่าง
เขตแพร่กระจาย :
ปลาชนิดนี้พบแพร่กระจายกว้างขวาง ตั้งแต่ชายฝั่งด้านทิศตะวันตกและทิศตะวันออกของประเทศอินเดีย จนถึงทะเลชวา และทะเลจีนใต้


สถานภาพ:
เมื่อราว 60 ปีมาแล้ว ปลาชนิดนี้จะเข้ามาวางไข่ในแม่น้ำเจ้าพระยาในปลายเดือนพฤศจิกายนและว่ายทวนกระแสน้ำขึ้นไปวางไข่ที่บริเวณอำเภอปากเกล็ดและเกาะใหญ่ จังหวัดนนทบุรี ฤดูวางไข่อยู่ในราวเดือนมกราคมจนถึงกุมภาพันธ์ ระหว่างนี้จะมีการทำการประมงจับปลาชนิดนี้เป็นเวลา 3 เดือน นับตั้งแต่เดือนพฤศจิกายนจนถึงเดือนกุมภาพันธ์ เรือทุกๆ ลำจะจับปลาได้เฉลี่ยลำละประมาณ 100 ตัว เนื้อปลาชนิดนี้นิยมกันมากว่ามีรสชาติอร่อย แหล่งวางไข่ที่รู้จักกันดีอีกแหล่งหนึ่ง คือทะเลสาบสงขลาซึ่งปลาตะลุมพุกจะเข้าไปรวมกลุ่มกันในเดือนกุมภาพันธ์

สาเหตุของการใกล้สูญพันธุ์:
: การจับปลาในช่วงที่ปลาวางไข่ต่อเนื่องกันเป็นประจำทุกปีและสภาพเสื่อมโทรมของแม่น้ำและทะเลสาบสงขลาในระยะหลังทำให้จำนวนปลาที่เข้ามาวางไข่ลดน้อยลงอย่างรวดเร็ว ในปัจจุบันไม่พบว่าปลาตะลุมพุกเข้ามาวางไข่จำนวนมากๆ อีกเลยและปลาที่จับได้เป็นครั้งคราวก็มีจำนวนน้อยมาก


จากหนังสือ : พืชและสัตว์ที่ใกล้จะสูญพันธุ์ในประเทศไทย "

เจอในหนังสืออีกเล่ม ชื่อเรื่องว่า "ตะลุมพุก(ชิกคัก)ปลาก้างเยอะแต่เนื้อเยี่ยม"

ที่น่าเกลียดกว่านั้นไปเจอในคอลัมน์แม่ช้อยนางรำ "กิน "ปลาตะลุมพุก" เมืองระนอง" ในManager online เขียนมาตั้งแต่ปี 2545 ว่ามีเมนูเด็ด ปลาตะลุมพุกหลามกระบอกไม้ไผ่ แนะนำว่าเป็นอาหารขึ้นชื่อที่ร้านอัมพวาตรงหาดส้มแป้น(ฉันเข้าใจว่าเป็นร้านที่บ่อน้ำร้อนมากกว่าเพราะติดเขตหาดส้มแป้นแต่เขาเรียกแถวนั้นว่าบ่อน้ำร้อนต่างหาก) แต่อายจริงๆเลยของอร่อยในบ้านตัวเองแท้ๆ ที่นี่เรียกว่าปลาฉิกคัก

และเจอในเว็บบอร์ด http://www.siamensis.org/webboard/Webanswer.asp?id=715 เขาคุยกันว่า "ปลาตะลุมพุก (Tenaulosa toli (Valenciennes, 1874))เป็นปลาในกลุ่มปลาหลังเขียว Herring ชนิดหนึ่งที่มีขนาดค่อนข้างใหญ่ (โตเต็มที่มีความยาวกว่า ๒ ฟุต) ปลาชนิดนี้เป็นปลาทะเลแต่จะเข้ามาวางไข่ในแม่น้ำตอนล่างที่ได้รับอิทธิพลจากทะเล ในปี ๒๔๖๗ มีรายงานการทำประมงปลาชนิดนี้ที่บางโพ กรุงเทพฯ และที่ปากเกร็ด นนทบุรี ปัจจุบันยังมีขายตามแผงขายปลาทะเลในตลาดสดใหญ่ที่ไม่ห่างทะเลมากนัก ส่วนมากเป็นปลาที่มาจากภาคใต้หรือไม่ก็จากพม่า ในแม่น้ำเจ้าพระยามีปริมาณน้อยหรืออาจจะไม่พบเลย และที่สำคัญชาวประมงแถบนี้ที่หาปลาเป็นอาชีพก็หายไปหมดแล้ว" อีกคนก็บอกว่า "ปลาตะลุมพุกยังมีอยู่ค่อนข้างมากในบริเวณจังหวัดพังงาและภูเก็ตเป็นปลาที่นียมกินกันมาก "
อืมม์......อ่านแล้วอยากกินปลาตะลุมปุ๊ก!!!!
อ้อ..เพิ่มอีกนิดนอกจากคำว่าตะลุมพุกแล้วยังมีคำที่คล้ายๆกันว่า "กระลุมพุก"ที่ใช้แทนกันแต่ฉันก็ไม่เคยได้ยินใครใช้พูด


หลังจากนั้นได้ลองถามคุณพ่อว่ารู้จักปลาตะลุมพุกไหม เคยกินรึเปล่า คุณพ่อตอบแบบเหยียดๆเล็กน้อยว่า ปลาแบบนี้คนสมัยก่อนเขาไม่กินเนื้อกันหรอก เพราะมันมีก้างเยอะ เขาเอามาต้มแล้วก็กินน้ำแกง เนื้อปลาไม่กิน จะกินเนื้อปลาก็ไปเลือกปลาดีๆอย่างอื่นมากิน อ้าวววว....  แล้วที่คนเขาเอามาโฆษณาว่าเนื้ออร่อย สรุปว่ายุคนี้มันมีของดีๆกินน้อยลง จนต้องไปเอาของที่คนสมัยก่อนเขาไม่ยอมเสียเวลากินมากินกันแล้วเหรอ...

Monday, February 20, 2006

ปลาดุกลำพัน

หลายเดือนมาแล้ว ได้ข่าวว่ามีอาจารย์ที่มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์กำลังทำงานวิจัยเกี่ยวกับปลาดุกลำพัน และได้เห็นหน้าตาปลาดุกที่บ้านอาจารย์ผู้วิจัยท่านหนึ่ง คล้ายๆปลาดุกทั่วไปแต่ลำตัวยาวกว่ามาก เวลาว่ายน้ำจะพริ้วไปทั้งตัว ไม่ได้สังเกตสีแต่มีคนบอกว่าสีคล้ายปลาดุกอื่นแต่จะมีลายเหมือนคนใส่เสื้อลายสก็อต แถมชื่อปลาดุกจริงๆคือปลาดุกรำพันแต่เวลาไปแจ้งชื่อที่อำเภอ พนักงานทะเบียนเขียนผิด เลยได้ชื่อว่าปลาดุกลำพันมาจนบัดนี้ จริงเท็จอยู่กับผู้เล่า ซึ่งเข้าใจว่าเท็จเสียมากกว่า

เมื่อวานนี้มีพี่ที่อยู่ในพื้นที่จังหวัดนครศรีธรรมราชได้นั่งคุยกับอาจารย์คู่นี้ถึงแหล่งที่ไปหาปลา เพราะต้องไปหามาจากหลายที่ บางครั้งไปถึงนราธิวาส พี่คนนี้ได้แนะนำว่าที่พื้นที่พรุกง แถบอำเภอสิชลก็มี บ่ายวานนี้ได้ไปหาเพื่อนอีกคนที่อยู่ในสิชลให้ช่วยหาปลาไว้ให้ โดยต้องเป็นปลาที่จับด้วยลอบเพราะถ้าตกเบ็ดมาปลาดุกลำพันจะกัดสายเบ็ดขาดแล้วเบ็ดจะค้างอยู่ข้างใน เอามาเลี้ยงได้ไม่กี่วันจะตายทั้งหมด

ลองไปค้นข้อมูลเกี่ยวกับปลกดุกชนิดนี้พบว่ามี 2 ชนิดคือ "ปลาดุกลำพันภูเขา" และ"ปลาดุกลำพัน"

"ปลาดุกลำพัน’ สัตว์น้ำหายากในเขตป่าพรุของไทยปัจจุบัน ปลาดุกลำพันจัดเป็นปลาที่หายากและเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ ในประเทศไทยมีรายงานพบ 2 สปีชีส์ คือ Prophagorus cataractus และ P. nieuhofii ซึ่งชนิดหลังจะพบมากที่สุดแหล่งอาศัยของปลาดุกชนิดนี้อยู่ในพื้นที่ภาคใต้บริเวณป่าพรุ จ.ปัตตานี จ.ยะลา จ.สงขลา ปลาดุกลำพันนอกจากจะพบในธรรมชาติซึ่งนับวันค่อนข้างจะหายากแล้วนั้น ปัจจุบันความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีทำให้สามารถเพาะขยายพันธุ์ปลาดุกชนิดนี้ได้โดยนักวิทยาศาสตร์ได้ศึกษาวิจัยเพื่อให้สามารถเพาะเลี้ยงปลาในบ่อและมีศักยภาพเป็นปลาเศรษฐกิจได้ อีกทั้งสามารถเพาะขยายพันธุ์ปลาดุกชนิดนี้ได้โดยนักวิทยาศาสตร์ได้ศึกษาวิจัยเพื่อให้สามารถเพาะเลี้ยงปลาในบ่อและมีศักยภาพเป็นปลาเศรษฐกิจได้ อีกทั้งสามารถเพาะขยายพันธุ์ด้วยวิธีผสมเทียมเช่นเดียวกับปลาดุกอุยได้ (เดลินิวส์ เสาร์ที่ 26 กรกฎาคม 2546 หน้า 30)"

และสามารถพบได้ในที่หลายแห่ง เช่น ทะเลน้อย อุทยานแห่งชาติเขาลำปี อุทนายแห่งชาติเขาสก

"ทะเลน้อย เป็นทะเลสาบน้ำจืดมีลักษณะค่อนข้างกลมมีอาณาเขตผืนน้ำประมาณ 30 ตารางกิโลเมตรหรือประมาณ 20,000 ไร่ มีชุมชนขนาดเล็กกระจายอยู่โดยรอบพื้นที่ทางตอนเหนือเป็นป่าพรุเสม็ดขนาดใหญ่ มีระดับน้ำลึกเฉลี่ย 1.2 เมตร ต้นน้ำของทะเลน้อยมาจากเทือกเขาบรรทัดซึ่งอยู่ทางทิศตะวันตก ปริมาณน้ำฝนเฉลี่ยตลอดทั้งปี 2,126 มิลลิเมตร ในพื้นที่เขตห้ามล่าสัตว์ป่าฯ สำรวจพบสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมประมาณ 10 ชนิด เช่น ลิงแสม เสือปลา นากใหญ่ ขนเรียบ นอกจากนี้ยังพบสัตว์สะเทินน้ำสะเทินบก 8 ชนิด สัตว์เลื้อยคลานอีก 25 ชนิด ซึ่งรวมถึงเต่ากระอาน ที่ถูกจัดอยู่ในสถานภาพที่ใกล้จะสูญพันธุ์ด้วย พันธุ์ปลา ที่พบอย่างน้อย 45 ชนิด และในจำนวนนี้มี 4 ชนิด ที่อยู่ในภาวะใกล้สูญพันธุ์ คือ ปลากะทิ ปลาดุกลำพัน ปลาฝักพร้า ปลาตะลุมพุก และชนิดเด่นที่พบคือ ปลาตุม ปลากะแห เป็นต้น " http://www.aksorn.com/event/event_detail.asp?id=69 ทะเลน้อย

http://arcbc.defined.net/cgi-bin/oepp.exe/html?SID=1128690449&name=???????????????????&na=117&html=wetland/wetlist1.html เขาสก


"ปลามัด ทางตะวันออกเรียกว่า ปลาดุกลำพัน Clarias nieuhofi ในไทยพบภาคตะวันออกและภาคใต้ "http://www.siamensis.org/webboard/Webanswer.asp?id=1761

มีข้อมูลจากทางกรมประมงเกี่ยวกับปลาที่เสี่ยงต่อการสูญพันธ์ดังนี้

นายสิทธิ บุณยรัตผลิน อธิบดีกรมประมง เผยว่า จากการศึกษาของนักวิชาการกรมประมง เกี่ยวกับพันธุ์สัตว์น้ำท้องถิ่นของไทยในปัจจุบัน ระบุว่า พันธุ์สัตว์น้ำที่สูญพันธุ์ไปจากประเทศไทยแล้วมี 3 ชนิด คือ ปลาหางไหม้ ปลาหวีเกศ และปลาเสือตอนอกจากนั้น ยังมีปลาไทยถึง 29 ชนิดอยู่ในภาวะเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ และอีกกว่า 156 ชนิดที่ถูกคุกคาม สาเหตุที่ทำให้พันธุ์สัตว์น้ำท้องถิ่นของไทยสูญพันธุ์นั้น เนื่องจากการทำประมงเกินขนาด และการจับปลาในฤดูผสมพันธุ์ ฤดูวางไข่รวมถึงการรวบรวมพันธุ์ปลาจากแหล่งน้ำธรรมชาติเพื่อนำมาจำหน่ายเป็นปลาสวยงาม ตลอดจนแหล่งที่อยู่อาศัยเริ่มเสื่อมโทรม และสภาวะแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไป สัตว์น้ำไทยที่อยู่ในภาวะใกล้สูญพันธุ์ ได้แก่ ปลาตะพัด ปลาตองลาย ปลากระโห้ ปลาทรงเครื่อง ปลาหมู อารีย์ ปลาบึก ปลาเทพา และปลากะรังหน้างอน เป็นต้น ส่วนปลาที่อยู่ในสถานะถูกคุกคาม ได้แก่ กระเบนราหูน้ำจืด ปลาซิวข้างขวาน ปลายี่สกปลานวลจันทร์ ปลาดุกด้าน ปลาดุกลำพัน ปลาจีด ปลากระทิงไฟ ปลากะรังหางตัด และม้าน้ำขณะ นายวัฒนะ ลีลาภัทร ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยและพัฒนาพันธุกรรมสัตว์น้ำ กล่าวว่า แนวทางในการอนุรักษ์พันธุ์สัตว์น้ำท้องถิ่นไทยที่สถาบันฯ ได้ดำเนินการในขณะนี้ คือ การจัดทำโครงการเก็บรักษาเชื้อพันธุ์ และข้อมูลพันธุกรรมของสัตว์น้ำ โดยจัดตั้งเป็น “ธนาคารพันธุกรรมสัตว์น้ำ กรมประมง” ใช้เทคโนโลยีการเก็บรักษาเชื้อพันธุ์โดยวิธีแช่แข็ง ซึ่งเป็นวิธีที่สามารถเก็บรักษาเชื้อพันธุ์ไว้ได้นานหลายปี ทั้งนี้สถาบันฯ ได้ประยุกต์วิธีการดังกล่าวมาจากสัตว์บก ด้วยการวิจัยและพัฒนาการเก็บรักษาน้ำเชื้อ โดยวิธีแช่แข็ง (Spermetozoa cryopreservation) ในสัตว์น้ำ ที่มาจากการเพาะเลี้ยง และจากธรรมชาติปัจจุบันสถาบันฯ มีเชื้อพันธุ์ที่เก็บแช่แข็งไว้รวมทั้งสิ้น 9 ชนิด 26 สายพันธุ์ และยังมีโครงการวิจัยในปลาบึกและปลายี่สกในปี 2548 มีแผนการผลิตพันธุ์สัตว์น้ำรวม 100 ล้านตัว
โดย : โพสต์ทูเดย์ วันที่ 22/06/2005

ดูแล้วก็เป็นเรื่องน่าสนใจ เป็นปลาที่ใกล้สูญพันธ์ ถ้ามีการดูแลและส่งเสริมการเพาะพันธุ์ สัตว์อีกชนิดหนึ่งในโลกก็จะยังมีชื่อให้เราได้รู้จักต่อไป