Showing posts with label หนังสือน่าอ่าน. Show all posts
Showing posts with label หนังสือน่าอ่าน. Show all posts

Wednesday, November 02, 2016

แม่พลอยเมื่อสิ้นแผ่นดินที่หนึ่ง


แม่พลอยเป็นสาวชาววังในยุคสมัยรัชกาลที่ 5 ที่ใช้ชีวิตใต้เบื้องยุคลบาทพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลต่อมารวมได้ถึงสี่แผ่นดิน ชีวิตของแม่พลอยเป็นตัวละครสมมติในนวนิยายเรื่อง “สี่แผ่นดิน” ของหม่อมราชวงศ์คึกฤทธ์ ปราโมช ที่มีผู้อ่านติดตามใส่ใจและห่วงใยเสมือนแม่พลอยมีตัวตนจริง และยังสงสัยกันว่าน่าจะมีใครสักคนในยุคสมัยนั้นเป็นต้นแบบ ในเรื่องนี้หม่อมราชวงศ์คึกฤทธ์ ปราโมชได้บอกกล่าวไว้ชัดเจนว่า แม่พลอยเป็นตัวละครสมมติไม่มีตัวตนจริง แต่สิ่งที่เป็นของจริงคือฉากที่บรรยายเหตุการณ์ต่างๆในหนังสือ เพราะผู้ประพันธ์ตั้งใจจะให้เป็นที่รวบรวม “รายละเอียดเบื้องหลังประวัติศาสตร์”
ฉันได้อ่านหนังสือเรื่องสี่แผ่นดินตั้งแต่อายุน้อยๆประมาณเดียวกับอายุแม่พลอยตอนเด็กๆในเรื่อง สิ่งที่แม่พลอยได้บรรยายจากสายตาของเด็กๆช่างงดงาม เมืองไทยในยุคสมัยรัชกาลที่ 5 เป็นเมืองที่แสนจะสงบร่มเย็น มีความเป็นไทย มีธรรมชาติ มีวิถีแห่งไทย โดยมีพระมหากษัตริย์เป็นศูนย์กลางของทุกสิ่ง โดยเฉพาะในวังหลวงที่แม่พลอยได้เข้าไปอาศัย ความละเมียดละไม วิจิตรบรรจง และความประณีตที่แม่พลอยได้ฝึกฝนในการเป็นสาวชาววัง ชีวิตชาววังที่มีสิทธิ์ใกล้ชิดเจ้าชีวิตของคนไทย ชีวิตที่ได้เห็นพระราชพิธีที่คนภายนอกจะไม่มีโอกาสได้เห็นอย่างใกล้ชิด ได้เห็นสิ่งที่ยอดเยี่ยม แปลกใหม่ที่เข้ามาทำให้เมืองไทยเปลี่ยนโฉมและพัฒนาในด้านต่างๆ ทำให้ฉันนึกภาพตามได้อย่างง่ายดายทั้งๆที่ไม่ได้อยู่ในยุคสมัยนั้น
นึกดูซิว่าแค่ของฝากที่แม่แช่มนำมาให้พลอยหลังจากฝากพลอยถวายตัวให้เสด็จชุบเลี้ยงก็เป็นของที่ต้องใช้เวลาใช้ความคิด
“แล้วแม่ก็หยิบชะลอมเล็กๆน่าเอ็นดูเป็นที่สุดขึ้นมาหลายชะลอม ของในชะลอมนั้นเมื่อพลอยแลเห็น ก็เกือบจะลิงโลดด้วยความดีใจ ชะลอมหนึ่งมีปลากรอบตัวเล็กๆเท่านิ้วก้อย เข้าไม้ตับไว้อย่างกับของจริง อีกชะลอมหนึ่งมีมะขามป้อมลูกเล็กๆได้ขนาด อีกชะลอมหนึ่งใส่ไข่เต่าเปลือกขาวสะอาด ส่วนอีกชะลอมหนึ่งนั่นใส่ไข่เค็มทำด้วยไข่นกกระจาบ พอกขี้เถ้าลูกเล็กๆไม่เกินปลายหัวแม่มือ แต่สิ่งสุดท้ายที่แม่ล้วงจากชะลอมคือทุเรียนกวนพวงหนึ่ง ห่อกาบหมากเรียบร้อยเป็นห่อเล็กๆ แต่ละห่อน่าเอ็นดูเพียงจะขาดใจ”
โลกของแม่พลอยช่วงแรกอยู่ในวังหลวงใต้ร่มพระบารมีอย่างเป็นสุข
จนเมื่อแม่พลอยออกเรือน ออกมาอยู่นอกวังกับคุณเปรม มีครอบครัว มีลูก ชีวิตของแม่พลอยก็เป็นหนึ่งในข้าแผ่นดินที่ใช้ชีวิตตามวิถีคนกรุงเทพยุคนั้น ได้เห็นชีวิตของชาวบ้านร้านตลาด ได้ใช้ชีวิตอย่างสงบสบายตามฐานะ
และแล้วก็มาถึงวันที่แม่พลอยต้องพบกับความสูญเสียที่เป็นความรู้สึกร่วมกันกับคนไทยทั้งประเทศ เมื่อรัชกาลที่ 5 ประชวรและเสด็จสวรรคตในวันที่ 23 ตุลาคม 2453 ในหนังสือ “สี่แผ่นดิน” บรรยายไว้ว่า
“ วันนั้นอากาศมืดครึ้มไปทั่ว ไม่มีแสงแดด ทำให้แลดูครึ้มเยือกเย็น ลมเหนือที่เริ่มจะพัดในเดือนตุลาคมหยุดนิ่งในวันนั้น แม้แต่ใบไม้สักใบก็ไม่มีกระดิก เสียงนกเล็กๆที่เคยร้องอยู่ตามพุ่มไม้ก็เงียบหายไป ธรรมชาติทั่วทั้งกรุงเทพดูเหมือนจะแสดงความโศกสลดในความวิปโยคอันยิ่งใหญ่ ”
“ อย่างน้อยที่สุดที่ตนจะทำได้ในวันนี้ก็คือไปคอยเฝ้าถวายบังคมพระบรมศพตามข้างถนนหนทาง ยังดีกว่านั่งอยู่ที่บ้านโดยไม่มีจิตใจจะทำอะไรถูก พอนึกออกพลอยก็รีบแต่งกายเข้าเครื่องไว้ทุกข์ บอกนางพิศให้ไปตามรถม้ามาคันหนึ่ง แล้วก็ขึ้นรถม้าออกจากบ้านสองคนกับนางพิศมุ่งหน้าไปทางถนนราชดำเนิน
ตลอดทางที่พลอยผ่านมีแต่ชาวบ้านร้านตลาด แต่งกายไว้ทุกข์นุ่งดำเดินมุ่งหน้าไปทางเดียวกันทั้งสิ้น ทุกคนมีใบหน้าอันเศร้าหมอง ส่วนมากถือดอกไม้ธูปเทียนในมือ บางคนเดินร้องไห้ดังๆ ทุกคนต่างมุ่งหน้าไปคอยกระบวนแห่พระบรมศพ เพื่อถวายบังคมสักการะในวันนี้”
“พอพระยานมาศเคลื่อนมาอยู่ตรงหน้า พลอยก็ก้มลงกราบถวายบังคม และเมื่อเงยหน้าขึ้น ตาก็พอดีไปจับอยู่ที่ใบหน้าทหารที่ยืนรายทาง ทหารคนนั้นยืนถือปืนกลับปลายกระบอกปืนก้มหน้าไม่มีกระดิกตามที่ได้รับคำสั่ง ใบหน้าของทหารคนนั้นเป็นใบหน้าของเด็กหนุ่มชาวบ้านนอกเหมือนกับเด็กหนุ่มคนอื่นๆที่เกณฑ์เข้ามา แต่สิ่งที่เข้ามาปลดปล่อยความรู้สึกของพลอยให้ประทุออกมาทั้งหมดก็คือใบหน้าของทหารหนุ่มนั้น มีทางน้ำตาเป็นทางยาวไหลออกมาจากเบ้าตาทั้งสองข้างและน้ำตานั้นไหลอยู่ไม่ขาดสาย พลอยเป็นคนไม่ค่อยแสดงความรู้สึกออกมาให้คนอื่นเห็น แต่เมื่อเห็นหน้าทหารคนนั้นด้วยแสงเทียนที่ถืออยู่ พลอยก็ปล่อยโฮออกมาอย่างหมดอับอาย”
ในความเป็นเด็กสิบขวบ ฉันอ่านมาถึงตอนนี้ ก็อ่านผ่านเลยไป เพราะไม่ได้มีความรู้สึกร่วมใดๆ
เหตุการณ์ในวันที่ 23 ตุลาคม 2453 เหมือนกลับมาซ้ำรอยเดิมในวันที่ 13 ตุลาคม 2559 เวลาผ่านไป 106 ปีแล้ว นับจากวันที่แม่พลอยไปคอยถวายบังคมพระบรมศพ และฉันได้อ่านหนังสือสี่แผ่นดินมาหลายสิบรอบแล้วเช่นกัน แต่การกลับมาอ่านหนังสือ “สี่แผ่นดิน” ในวันนี้ ฉันร้องไห้น้ำตาไหลไม่ขาดสาย และคงจะร้องไห้อีกหลายครั้งหากกลับมาอ่านอีกในอนาคต
เข้าใจแล้วกับความรู้สึกที่ว่า “เกิดมาในแผ่นดินของท่านที่รู้สึกว่าเป็นสุขมาแต่น้อยคุ้มใหญ่ มีชีวิตอยู่ได้ด้วยความแน่นอนเหมือนกับว่ามีต้นโพธิ์ต้นใหญ่คุ้มกันอยู่ให้ได้รับความร่มเย็นเพราะพระบารมี”
เนื้อหาบางส่วนคัดจากหนังสือ “สี่แผ่นดิน” ของหม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ ปราโมช
ภาพจาก เว็บไซต์ https://news.thaipbs.or.th/content/256946
วิดีโอการเคลื่อนพระบรมศพจากโรงพยาบาลศิริราชไปที่พระบรมมหาราชวัง https://www.youtube.com/watch?v=ltWPF_I1Swk

Friday, December 05, 2014

หาหนังสือให้หลานอ่าน

เมื่อวานคุณหลานคนโตบอกมาว่าเดี๋ยวจะกลับบ้านกลางเดือนให้เตรียมหนังสือ บ้านเล็กในป่าใหญ่ ไว้ให้ เธออยากอ่านอีกรอบ จัดไป ก็เลยนึกถึงคุณหลานเหลือๆอีกสองสาวว่าน่าจะหาอะไรไว้ให้อ่านบ้าง
คุณหลานคนโตเป็นนิเทศ อินเตอร์ แต่ก็เป็นสาวโรแมนติก สนใจทำอาหาร นอกจากบ้านเล็กในป่าใหญ่ ก็เลยจัดเพิ่มให้อีกสี่เล่ม

1. วิทยาวรรณกรรม เป็นพระนิพนธ์ของ พลตรีพระเจ้าวรวงศ์เธอ กรมหมื่นนราธิปพงษ์ประพันธ์ เป็นหนังสืออธิบายเกี่ยวกับวรรณคดีและหลักวรรณศิลป์ที่ดีที่สุดเล่มหนึ่งที่เคยอ่านทีเดียว
2. สูตรลับ เลอ กอร์ดองเบลอ เรื่องเล่าถึงการเรียนในสถาบันกอร์ดองเบลอมาตั้งแต่วิธีใช้มีดใช้หมัอไปถึงวิธีทำอาหาร คนทำอาหารต้องชอบค่ะเรื่องนี้
3. รัตนาวดี ของ ว. ณ ประมวลมารค เป็นนิยายลำดับที่สามในชุด ปริศนา เรื่องนี้เป็นจดหมายเล่าเรื่องของท่านหญิงรัตนาวดีที่ไปเที่ยวยุโรป ทั้งโรแมนติกและได้ความรู้เป็นแรงบันดาลใจสำหรับคนชอบเที่ยวมากๆ
4. Midsummer Night's Magic เป็นเรื่องสั้นสี่เรื่องในหนึ่งเล่ม เป็นนิยายสนุกๆเกี่ยวกับแฟร์รี่ แต่ก็เป็นเรื่องราวปัจจุบัน น่ารักโรแมนติกค่ะ เป็นภาษาอังกฤษ แต่คุณหลานคงชอบอ่าน


หันไปหาคุณหลานคนรอง เธออ่านตำรามากกว่านิยาย และเธอเรียนเศรษฐศาสตร์ เกษตร งั้นต้องสามเล่มนี้เลย

1. ทรัพยศาสตร์ ของ พระยาสุริยานุวัตร เป็นตำราเศรษฐศาสตร์เล่มแรกของไทย ตอนพิมพ์ครั้งแรกถูกขอไม่ให้เผยแพร่เพราะวิเคราะห์เศรษฐกิจไทยภายใต้ระบบสมบูรณาญาสิทธิราช จริงๆมีสามเล่มย่อย แต่เล่มนี้เป็นฉบับสมบูรณ์รวมทั้งสามเล่มอยู่ในเล่มเดียวกัน
2. เศรษฐกิจสยาม เป็นบทวิเคราะห์ในพระองค์เจ้าดิลกนพรัฐ กรมกมื่นสรรควิสัยนรบดี ผู้เป็นดุษฎีบัณฑิตทางเศรษฐศาสตร์จากเยอรมนีองค์แรกของสยาม พระวิทยานิพนธ์ใช้ชื่อเรื่อง เกษตรกรรมในสยาม:บทวิเคราะห์ทางประวัติศาสตร์เศรษฐกิจของราชอาณาจักรสยาม น่าสนใจนะคะ
3. อัตชีวประวัติหม่อมศรีพรหมา กฤดากร ท่านเป็นหม่อมของหม่อมเจ้าสิทธิพร กฤดากร ผู้บุกเบิกเรื่องกสิกรรมสมัยใหม่ในเมืองไทย เด็กเกษตรไม่อ่านไม่ได้แล้วล่ะ แต่จริงๆชอบเรื่องนี้ในมุมประวัติศาสตร์ยุคสมัยก่อน แถมท้ายเล่มมีวิธีถนอมอาหารที่ท่านได้ทำในฟาร์มสมัยใหม่ของยุคนั้นด้วย อ่านเล่มนี้แล้วปลื้มท่านมากๆ

ตัดฉากมาที่หลานสาวคนเล็ก เด็กเตรียมสายวิทย์ มีหน้าตาและสภาพชีวิตคล้ายคุณน้ามากอย่างน่าตกใจ ถ้าเหมือนกันจริงจะหาหนังสือให้อ่านง่ายมาก คือโยนอะไรให้อ่านก็อ่าน อ่านไปถึงกระดาษหนังสือพิมพ์ที่เขาเอามาห่อของกันเลย เธอมีหนังสือของตัวเองมากอยู่แล้ว เอาไปสองเล่มแล้วกัน




1. จากอณูถึงอนันต์วิทยาศาสตร์ต้องรู้ มีทุกเรื่องตั้งแต่อะตอมไปยันจักรวาลเลยค่ะ อ่านสนุกดี
2. ตำนานอาหารโลก คุณหลานยังไม่สนใจทำอาหาร ก็เอาไปแต่ตำนานสนุกๆของอาหารแล้วกัน อย่างเวลากินชาเอิร์ลเกรย์ รู้รึเปล่าว่าเขาคือใคร ไส้กรอกที่ดีแต่เห่าอย่างฮอตดอก หรือแม้แต่ชื่อกาแฟคาปูชิโนจริงๆมาจากชื่อกลุ่มนักบวช น่าสนใจใช่มั้ย 
อ้อ เพิ่งมาเห็นว่าลืมเขียนอีกเล่มนึง เป็นผลงานศิลปินที่มีชื่อเสียง อ่านไว้ก่อนเวลาไปเที่ยวดูภาพจริงๆจะได้รู้ story และเทคนิคการเขียนภาพนั้นค่ะ

Monday, March 24, 2014

เรื่องน่ารู้จากรหัสลับหลังคาโลก

ในหนังสือเล่มนี้มีการพูดถึงอะไรหลายๆอย่างที่เป็นเกร็ดเล็กเกร็ดน้อย  เสียดายที่ไม่คิดจะบันทึกตั้งแต่ตอนอ่านเล่มแรก มารู้ตัวเอาแถวๆเล่ม 10 และหนังสือมีทั้งหมด 11 เล่ม  ^_^


เล่ม 10 หน้า 261 แก้วหลิวหลี ในเรื่องเป็นตอนที่จัวมู่เฉียงปากับโมคินเดินลอดอุโมงค์ใต้น้ำ ผนังอุโมงค์เป็นแก้วใส โมคินอธิบายว่านี่เป็นแก้วหลิวหลี เป็นศิลปะเครื่องแก้วชั้นสูงของจีนโบราณตั้งแต่หนึ่งพันปีก่อนคริสตกาล ถือเป็นของมีค่าระดับเดียวกับ มรกต หยกและไข่มุก ได้รับการกล่าวขานในบันทึกโบราณ แล้วสูญหายไป

ลองไปค้นกูเกิลดูทีแรกพบว่ามีพวกอาจารย์ดูดวงบางคนมาหลอกลวงว่าแก้วหลิวหลีเป็นอัญมญีธรรมชาติเป็นหินภูเขาไฟ  แล้วก็มีปรมาจารย์อีกคนมาแฉว่าจริงๆมันเป็นแก้วที่หลอมจากเตาไฟนี่แหละ เพียงแต่เป็นงานศิลป์โบราณ

ปัจจุบันมีบริษัทไต้หวันได้ผลิตแก้วหลิวหลีคุณภาพออกจำหน่ายทั่วโลก สวยมากจริงๆ



ภาพจาก http://www.liuli.com/en-us/new_artifact.aspx?guid=MjYzMzUz&cid=MTU3 เป็นตัวอย่างแก้วหลิวหลีที่สวยมากทีเดียว
Embodiment of Beauty - Lush Peach Blossom
Accommodate
An open heart,
Conditions shift according to your mood,
Making everything even more fulfilling.

จาก วิกิพีเดีย

"Liuli" means ancient Chinese glass/crystal. It has a lineage stretching back thousands of years, first making its appearance in the 11th century BC. The art of Liuli left an indelible trail throughout Chinese history until the 19th century when China opened its door to imported goods, and effectively stifled traditional artisan skills.
The discovery in 1968 of the tomb of Liu Shun, a nobleman from Man-Chung County in Hopei Province, unearthed the earliest recorded example of pate-de-verre. A glass ear cup was found behind the renowned "jade suit with gold thread." Archaeologists confirmed the glass material was of Chinese origin, indicating the pate-de-verre technique was indeed indigenous to China. This revelation was astounding and engendered in the group of artists a profound sense of mission to revive the artistry embedded in their own ancestry.

Liuli Gongfang or Liuligongfang (琉璃工房) is Taiwan's only contemporary glass studio devoted to artistic Chinese glassware. Since its establishment in 1987 Liuligongfang has become known in Asia and abroad for its outstanding artistic endeavours and its high standard of craftsmanship.[1]

ส่วนในเว็บนี้ให้ข้อมูลว่า "อำเภอโป๋ซาน มณฑลซานตง ทางภาคกลางของจีน เป็นแหล่งผลิต"หลิวหลี-คริสตัลเทียม"สำคัญของจีน มีการผลิตตั้งแต่ราชวงศ์ถัง ซึ่งห่างจากปัจจุบันประมาณ 1,400 ปี และผลิตเป็นผลงานที่มีขนาดใหญ่ในต้นราชวงศ์หมิง ในงานประดิษฐ์ทั้งหลายเหล่านี้นั้น ลูกแก้วหลิวหลีมีมากที่สุด ลูกแก้วเล็กๆ ที่เด็กชอบเล่นก็เป็นลูกหลิวหลีด้วย ยังมีภาชนะบรรจุลายหลากสี สวยงามประณีต โดยเฉพาะแจกัน เครื่องเขียน"

หน้า 23 เล่ม 11 พูดถึง ความกลัวสามเท่า มนุษย์จะกลัวสิ่งที่ใหญ่กว่าตัวเองสามเท่า เช่น เด็กช่วงอายุสี่ขวบจะกลัวผู้ใหญ่เพราะมีความสูงประมาณสามเท่าของตัวเอง

หน้า 81 เล่ม 11 พูดถึงตัวเลขเก้าช่องของราชวงศ์ถัง ในหนังสือนำมาเป็นกลไกหมากรุกปิดประตูห้อง

หน้า 101 เล่ม 11 พูดถึงแก้วโมราส ถูกสร้างขึ้นด้วยเทคนิคพิเศษที่ทำให้มองเห็นลวดลายของแก้วแตกต่างกันเมือมีแสงมากน้อยต่างกัน

หน้า 134 เล่ม 11 พูดถึงจิ่วกงเปี้ยน คล้ายๆรุบิค เป็นแนคิดเหมือนเอาลูกปิงปองหลายลูกอัดไว้เต็มอ่างที่มีน้ำ ลูกปิงปองจะพยายามลอยตัวขึ้น  แต่เมื่อเพิ่มลูงปิงปองเข้าไปอีกจะทำให้ลูกปิงปองเคลื่อนที่ไปแบบสุ่ม ห้องลับในวิหารศักดิ์สิทธิ์ถูกสร้างด้วยแนวคิดนั้น

หน้า 143 เล่ม 11 พูดถึงวิชาจุดโคมของกรีกโบราณ เมื่อโคมห้องหนึ่งถูกจุด ห้องข้างๆสี่ห้องจะสว่างด้วย เมื่อดับโคมห้องข้างๆทั้งสี่ก็จะดับ ในห้องที่เรียงเป็นสี่เหลี่ยมจตุรัสจะต้องจุดโคมกี่ดวงทุกห้องจึงจะสว่างทั้งหมด วิชานี้คล้ายๆวิชาหมุนล้อของไอยคุปต์และวิชาตอกอิฐของจีนโบราณ


ไว้ถ้ามีเวลาค่อยบันทึกเพิ่ม มีเกร็ดเล็กเกร็น้อยมากมาย ค้นทีเดียวไม่ไหว ^_^

11 ตุลาคม 2560

หลังจากอ่านหนังสือชุดนี้อีกรอบครบ 11 เล่ม ก็บันทึกเพิ่เติมถึงสิ่งน่ารู้จากหนังสือแต่ละเล่มค่ะ
รหัสลับหลังคาโลก

เล่มที่ 1
  1. หน้า 270-271 มีการพูดถึงว่า ในปีค.ศ.1844 นักสำรวจชาวอังกฤษ ฟูมา มีเนเดอร์   เป็นผู้พูดถึงวิหารพาปาลา  ทีเนเดอร์เป็นแรงบันดาลใจของนักผจญภัยอีกหลายคน เช่น ไฮน์ริค ชไลมันท์ผู้พบเมืองทรอย  หรือ โรเบิร์ต อี แพร์ลีผู้สำรวจขั้วโลกเหนือ  

เล่มที่ 4
  1. หน้า 48 พูดถึงภูเขากังติซู หรือภูเขาสวัสดิกะเก้าชั้น ชื่อที่รู้จักกันคือเขาไกรลาศ ในพุทธศาสนาถือว่าเป็นศูนย์กลางชองจักรวาล ในศาสนาเชนถือเป็นดินแดนแห่งความหลุดพ้น ทางตะวันออกเฉียงใต้จะมีเจ้าแห่งทะเลสาปศักดิ์สิทธิ์ชื่อ มานาซาร์โรวาร์ (ทะเสลาปเทวา)ภูเขาและทะเลสาปคู่นี่ถูกเปรียบเปรยประหนึ่งสามีภรรยา ในบทบันทึกดินแดนตะวันตกแห่งราชวงศ์ถังของหลวงจีนเสวียจังหรือพระถังซำจั๋งได้เรียกทะเลสาปนี้ว่าบ่อทิพย์แห่งชมพูทวีป  ถัดไปจากทะเลสาปนี้มีทะเลสาปลักนาโช(ทะเสลาปผี) บางคนกล่าวว่าลักนาโซเหมือนตะวันเสี้ยวในขณะที่มานาซาร์โรวาร์ เป็นเหมือนดวงอาทิตย์กลมเกลี้ยง  เดิมทะเลสาปทั้งสองเชื่อมกันอยู่ ต่อมาแยกกันเพราะการเคลื่อนตัวของเปลือกโลก น้ำในทะเลสาปเทวามีรสชาติใสหวานชื่นใจ แต่น้ำในทะเสาปผีมีขมฝาดรสแย่

ลองค้นกูเกิลแมปดู พื้นที่แถวนั้นน่าประทับใจจริงๆ

ไกรฃาส1.PNG
ไกรลาส2.PNG
ไกรลาส3.PNG

ไกรลาส4.PNG


  1. หน้า 350 Genetic Memory ความทรงจำทางพันธุกรรม

เล่ม  5
  1. หน้า 30 ความยากของการปีนหน้าาระดับสูงสุดคือ 5.12

เล่ม 6
หน้า  312 พูดถึง เซี่ยจื้อ สัตว์วิเศษในเทพนิยายจีนชนิดหนึ่ง ลักษณะคล้ายสิงโต มีเขาหนึ่งเขาบนหัว สามารถแยกแยะได้ว่าใครพูดจริงหรือเท็จ เป็นสัญลักษณ์แห่งความกล้าหาญ ยุติธรรม

เล่ม 10
หน้า  260  พูดถึงแก้วหลิวหลี
หน้า 265 พูดถึง ห้าสีเร้นลับ  เครื่องเคลือบสีลับ(secret colour porcelain) เครื่องเคลือบหยูแก่งราชวงศ์ซ่ง
หน้า 295 พูดถึงกำแพงข่งหมิง กุญแจหลู่ปัน

หน้า 33 บันไดลอยฟ้าของหลูปัน

Wednesday, November 20, 2013

Great men and their books

ช่วงนี้พยายามหาหนังสือเก่าๆที่เป็นผลงานของนักคิด นักวิทยาศาสตร์ที่เคยได้ยินชื่อในอดีตมาอ่าน จะได้รู้ว่าเวลาที่เขาบอกว่าได้แนวคิดหรือแรงบันดาลใจจากใคร เขาอ้างจากต้นฉบับที่ไหน  อยากอ่านหนังสือมากมาย เปิดโพสต์นี้เอาไว้อัพเดตเรื่องที่อยากอ่าน และแหล่งค้นหนังสือ ยุคที่หนังสือสามารถโหลดมาอ่านได้ รู้สึกว่าตัวเองโชคดี


  1. Plato  The Republic  https://ia601805.us.archive.org/20/items/PlatosRepublictrans.BloomText/PlatosRepublictrans.Bloom_text.pdf
  2. Aristotle  Metaphysics  http://classics.mit.edu/Aristotle/metaphysics.html
  3. Charles Darwin    The Origin of Species 
  4. EUCLID’S ELEMENTS OF GEOMETRY http://farside.ph.utexas.edu/euclid/elements.pdf
  5. Letters on England by Voltaire (Francois Marie Arouet)  http://www2.hn.psu.edu/faculty/jmanis/voltaire/letters-on-england.pdf   
  6.  Leonardo da Vinci    The Notebooks of Leonardo da Vinci  http://digital.library.upenn.edu/webbin/gutbook/lookup?num=5000
  7. Marie Curie   Radioactive Substances (1904)
  8. Edwin Hubble   The Realm of the Nebulae (1935)
  9. Albert Einstein      Ideas and Opinions   (1954)
  10. Richard Feynman   Surely You're Joking, Mr. Feynman! (1985) & Six Easy Pieces (1963)
  11. Karl Marx    Das Kapital
  12. Howard Carter   The Discovery of the Tomb of Tutankhamen  (1977)
  13. Stephen Hawking     A Brief History of Time  (1988)

Newton's Principia

เป็นความตั้งใจมาตั้งแต่เด็กๆที่อยากจะอ่านต้นฉบับหนังสือที่นักวิทยาศาสตร์หรือนักคิดคนสำคัญๆเป็นผู้เขียน อยากรู้ว่าเขาคิดยังไง ทำยังไง หาหนังสืออ่านยากเย็นเหลือเกิน กว่าจะได้เห็นฉบับจริงก็รอจนอายุมากแล้วไปอ่านหนังสือในห้องสมุดเมืองนอก แต่ยุคนี้เป็นยุคที่หนังสือเราสามารถสืบค้นออนไลน์ นึกในใจว่า โลกนี้ช่างง่ายดาย

ที่อยากอ่านมากๆๆคือ Newton's Principia เพราะถูกอ้างให้ได้ยินเยอะเหลือเกิน เพิ่งมีโอกาสได้โหลดมาอ่าน กำลังอ่านอยู่  :)  เรื่องของเนื้อหาคงต้องมาเล่าเมื่ออ่านจบและมีเวลา แต่เอาลิงก์มาแปะจะได้มีที่อ่าน

ฉบับภาษาอังกฤษหาอ่านได้ที่ https://archive.org/details/newtonspmathema00newtrich  Newton's Principia : the mathematical principles of natural philosophy (c1846)

หรือถ้าสามารถอ่านภาษาละตินได้ก็อ่านฉบับนี้  http://www.gutenberg.org/ebooks/28233


Friday, September 27, 2013

นิยายชีวิตในวังสระปทุม



เมื่อวานซืนซื้อหนังสือมาเล่มหนึ่ง เรื่อง "นิยายชีวิตในวังสระปทุม" เพราะเปิดดูแล้วมีเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยที่น่าสนใจมากๆ ดูชื่อผู้แต่งคือ แพทย์หญิงระทวย (จักรพันธ์) วีระแกล้ว ก็ไม่ได้สะดุดใจอะไร เปิดอ่านไปได้หน่อยนึงถึงทราบว่าคุณหมอเคยไปทำงานอยู่ที่ระนอง คุ้นๆขึ้นมาทันทีว่าตอนเด็กๆเคยเห็นคลินิกของคุณหมอรวิและคุณหมอระทวย แต่จำไม่ได้ว่าที่ไหน โทรไปถามคุณพี่สาวก็คุ้นๆ ถามคุณพ่อก็คุ้นๆ แต่ไม่มีใครจำรายละเอียดที่ชัดเจนอะไรได้เลย เง้อ... ชีวิตคุณหมอออกจะน่าสนใจ... เป็นหนังสือน่าอ่านอีกเล่มที่ทำให้รำลึกถึงเรื่องดีๆเมื่อหลายสิบปีก่อนค่ะ  คุณพี่สาวบอกว่าเผลอๆคุณหมอเป็นคนทำคลอดพวกเรานะ  :)

Sunday, August 18, 2013

The Black Hole war สงครามหลุมดำ

วันนี้ซื้อหนังสือมาใหม่เล่มหนึ่ง ยังไม่ทันได้อ่าน แต่อยากอ่านมากเพราะเป็นการโต้แย้งระหว่าง Leonard Susskind ต่องานของ Stephen Hawkings ที่ทาง Hawkings บอกว่าถ้ามีอะไรถูกดูดเข้าไปในหลุมดำ ทุกอย่างก็จะสูญหายหมด ตานี้มันก็จะขัดแย้งกับหลัก Conservation of Information ที่หลักฟิสิกส์เคยเข้าใจกันมา Susskind ได้เสนอแนวคิดในการอธิบายไปจนถึงทฤษฎีโฮโลแกรม  รายละเอียดรออ่านจบค่อยมาเล่า

ที่รีบมาบันทึกก่อนเพราะกลัวจะลีม เรื่องหนังสือที่เกี่ยวข้องกับวิทยาศาสตร์ถ้าผู้เขียนเขียนออกแนว Popular Science ก็จะมีข้อผิดพลาดมากมาย    เพราะตอนจะอ่านสงครามหลุมดำก็พยายามไปหาหนังสือที่เกี่ยวกับฟิสิกส์ในบ้านมาอ่านอีกครั้ง ทีแรกอยากอ่าน Billions and Billions/Carl Sagan แต่หาไม่เจอ ก็ไปเจอหนังสือ ไอสไตน์พบพระพุทธเจ้าเห็น กับฟิสิกส์นิวตัน ของทันตแพทย์สม สุจีรา พลิกหน้าแรกเจอลายมือตัวเองเขียนไว้ทั้งสองเล่มว่าข้อมูลในหนังสือมีข้อผิดพลาดทางวิชาการ ให้ไปค้นมาอ่านประกอบ  ตกลงยังไม่ทันอ่าน สงครมหลุมดำก็ไปค้นบทความของ ดร.บัญชา ธนสารสมบัติ มาอ่านประกอบ  ตานี้ก็กลัวจะลืม หาไม่เจอ เอามาเก็บไว้ในบล็อกนี้ดีกว่า  :)



">ช่วยยกตัวอย่างความผิดพลาดด้วยครับ?
เรื่องนี้ผมเขียนไว้ในเว็บบางส่วนแล้ว พอเป็นตัวอย่างนิดหน่อย (http://gotoknow.org/blog/science/192799 และhttp://www.vcharkarn.com/varticle/37687) แต่จะขอเพิ่มเติมบ้างกรณีตัวอย่างความผิดพลาดลักษณะแรก (แก้ไขง่าย) เช่น "...วิทยานิพนธ์ปริญญาเอกของเขา (หมายถึง เดอบรอย) ที่ยืนยันว่าอิเล็กตรอนเป็นคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า..." (ที่ถูกต้องคือ "....ที่ถือเสมือนว่า อิเล็กตรอนสามารถประพฤติตัวเป็นคลื่นได้" (หน้า 16) และ "คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าทั้งหมดต้องถือเป็นอนุภาค และอนุภาคทุกชนิดต้องถือว่าเป็นคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า" (ที่ถูกต้องคือ "คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าอาจประพฤติตัวเป็นคลื่นหรืออนุภาคได้ แล้วแต่สภาวะเงื่อนไขที่เราทำการสังเกต" (หน้า 17)
หรือมีตัวอย่างประโยคที่ซ้อนความคิดหลายชั้น มีถูกมีผิดปนกัน ทำให้ต้องค่อยๆ แยกแยะอย่างระมัดระวัง เช่น "แสงจะเดินทางช้าลงได้ที่อุณหภูมิใกล้ศูนย์องศาสัมบูรณ์ (-273 องศาเซลเซียส) ซึ่งยังไม่มีห้องทดลองที่ไหนทำได้ และถึงทำได้มนุษย์ก็จะเสียชีวิตในเวลาไม่นานเมื่อเข้าไปอยู่ในที่อุณหภูมิต่ำขนาดนั้น" (หน้า 65)
ข้อความ "แสงจะเดินทางช้าลงได้ที่อุณหภูมิใกล้ศูนย์องศาสัมบูรณ์ (-273 องศาเซลเซียส)"  - ข้อความนี้ไม่ถูกต้อง
ข้อความ "...ซึ่งยังไม่มีห้องทดลองที่ไหนทำได้ และถึงทำได้มนุษย์ก็จะเสียชีวิตในเวลาไม่นานเมื่อเข้าไปอยู่ในที่อุณหภูมิต่ำขนาดนั้น" - ข้อความนี้ถูกต้องเฉพาะท่อนแรก คือยังไม่มีใครสร้างอุณหภูมิศูนย์เคลวินได้ เพราะกฎข้อที่สามของเทอร์โมไดนามิกส์ห้ามเอาไว้ แต่มีการทดลองบางอย่างที่สามารถลดอุณหภูมิลงจนต่ำมากๆ ได้ และที่สำคัญคือ การลดอุณหภูมินั้นไม่จำเป็นต้องทำกับห้องที่คนอาศัยอยู่ แต่สามารถทำภายในแชมเบอร์ที่ควบคุมอุณหภูมิ ข้อสรุปที่ว่า "ถึงทำได้มนุษย์ก็จะเสียชีวิตในเวลาไม่นาน..." จึงแสดงถึงความไม่เข้าใจเงื่อนไขในการทดลอง
คุณจะเห็นว่าแค่เพียงประโยค 2 บรรทัดในตัวอย่างหลังสุดนี้ ยังมีแง่มุมละเอียดอ่อนที่ซ่อนอยู่ ซึ่งหากจะแก้ไขต้องใช้เวลาพอสมควรทีเดียว และประโยคในลักษณะนี้เองที่ปรากฏอยู่ทั่วไปในหนังสือเล่มนี้ ทำให้หนังสือเล่มนี้ซึ่งอ่านง่าย แต่จะแก้ไขให้ถูกต้องนั้นจำเป็นต้องใช้เวลา ความรู้ และความอดทนอย่างมาก
ส่วนตัวอย่างของกรณีที่ซับซ้อนขึ้น ซึ่งต้องใช้เวลาและความพยายามในการปรับแก้นั้น มักจะปรากฏขึ้นเมื่อกล่าวถึงแนวคิด หลักการ หรือทฤษฎีที่ซับซ้อน ตัวอย่างเช่น เมื่อกล่าวถึงทฤษฎีเคออส (Chaos Theory) ในข้อความที่ว่า "ทฤษฎีแห่งความยุ่งเหยิง (Chaos T heory) ถือว่าเป็นทฤษฎีแห่งคริสต์ศตวรรษที่ 21 ซึ่งสามารถเข้ามาแทนที่ทฤษฎีสัมพัทธภาพ ความมหัศจรรย์ของทฤษฎีนี้ก็คือ สามารถนำไปใช้อธิบายระบบได้ทุกระบบ" (หน้า 77)
(ข้อความนี้ไม่ถูกต้อง เพราะทฤษฎีเคออสศึกษาระบบที่ไม่เป็นเชิงเส้นซึ่งมีพฤติกรรมไวต่อเงื่อนไขตั้งต้น ส่วนทฤษฎีสัมพัทธภาพมี 2 ส่วน ส่วนแรกคือทฤษฎีสัมพัทธภาพพิเศษซึ่งศึกษาการสังเกตปรากฏการณ์ทางฟิสิกส์ในกรอบอ้างอิงเฉื่อย และทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไปซึ่งศึกษาปรากฏการณ์ทางฟิสิกส์ในกรอบอ้างอิงที่มีความเร่งหรือมีความโน้มถ่วง) การที่จะอ้างถึงเรื่องเหล่านี้อย่างถูกต้องจำเป็นต้องเข้าใจพื้นฐานของทฤษฎีที่กล่าวถึงอย่างถ่องแท้"

ตามไปอ่านแล้วเหนื่อยเชียว ก็เลยยังไม่ได้อ่านสงครมหลุมดำซักที  แต่เรื่องนั้นน่าจะดีเพราะผู้เขียนเป็นนักฟิสิกส์ระดับอาจารย์มหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงและมีคุณูปการกับวงการฟิสิกส์มาก

Saturday, June 29, 2013

Quote ชวนคิด...เกี่ยวกับการอ่าน

“You don't have to burn books to destroy a culture. Just get people to stop reading them.” 
― Ray Bradbury

"คุณไม่ต้องเผาหนังสือเพื่อทำลายวัฒนธรรม แค่ทำให้คนหยุดอ่านก็ได้แล้ว"..


เราพบว่าในอดีตเมื่อต้องการทำลายวัฒนธรรมหรือความเชื่อของฝ่ายใดก็นำหนังสือที่สนับสนุนฝ่ายนั้นมาเผาทิ้งเสียเป็นการกั้นไม่ให้ความเชื่อนั้นถูกเผยแพร่ แต่ถ้าคนเราไม่อ่านหรือถูกหยุดไม่ให้มีการอ่าน...ไม่ว่าความเชื่อหรือความรู้ใดๆก็จะไม่มีการถ่ายทอด วัฒนธรรมก็จะสุญหายไปเองโดยไม่ต้องมาเผาทำลายหนังสือ.....

หมายเหตุ: Ray Bradbury เป็นนักเขียนหนังสือนิยายวิทยาศาสตร์ที่มีชื่อเสียงโดยเฉพาะแนวเสียดสีสังคม หนังสือที่โด่งดังของเขาคือเรื่อง Fahrenheit 451 ในฉบับแปลภาษาไทยคือ "ฟาเรนไฮต์ 451 อุณหภูมิเผาหนังสือ" ซึ่งเป็นเรื่องสมัยที่การมีหนังสือในครอบครองเป็นสิ่งผิด ถ้าพบเจอ หนังสือนั้นจะต้องถูกนำมาเผา ซึ่งอุณหภูมิที่หนังสือไหม้คือ 451 องศา F คิดดูซิคะว่ามันน่าเศร้าแค่ไหนถ้าเราไม่มีหนังสืออ่าน ให้โลกมอมเมาความคิดด้วยสิ่งที่เสนอให้จากจอภาพสามมิติแทนที่จะให้มนุษย์มีจินตนาการ (Ray Bradbury เพิ่งเสียชีวิตเมื่อเดือนมิถุนายน ปีที่แล้ว(2012) ในขณะที่เขามีอายุ 91 ปี)

Saturday, February 02, 2013

Before....Sunrise..Sunset...and Midnight



ตั้งใจจะพูดถึงภาพยนต์เรื่อง Before Sunrise, Before Sunset และ Before Midnight

เพราะกำลังจะมีทริปไปปารีสเดือนพฤษภาคมนี้ ก็ค้นหาหนังที่มีฉากในปารีสมาดูเป็นการใหญ่ ดู Paris Je tiame , Midnight in Paris แล้วก็ดู Before Sunset


ดู Before Sunset แล้วก็ต้องย้อนไปดู Before Sunrise ไม่น่าเชื่อว่าหนังจะคงเรื่องราวสืบเนื่องมาตามเวลาจริง จากเรื่องแรก  Before Sunrise ในปี 1995  หนังเรื่อง Before Sunset มาจับเรื่องราวหลังจากนั้นอีกเก้าปีคือปี 2004  และในปี 2013 นี้กำลังจะมีหนังภาคถัดไปคือ Before Midnight  ไม่น่าเชื่อจริงๆ 18 ปี !!!


หนังเรื่องนี้เป็นหนังที่ชอบมาก  โรแมนติกสุดๆ  เป็นหนังที่เน้นบทสนทนาเป็นอย่างมาก แต่ก็ดึงดูดใจเป็นอย่างมากเช่นกัน มีฉากที่อยู่ในความทรงจำหลายฉาก  และมีอีกหลายฉากที่อยากให้ชีวิตเราได้มีโอกาสทำแบบนั้น ^_^


เดี๋ยวค่อยมาเพิ่มเติม.... book mark ไว้ก่อนว่าอยากคุยเรื่องนี้  :)

Before Sunrise เป็นหนังปี 1995 เรื่องของหนุ่มสาวที่พบกันบนรถไฟยูเรลจากบูดาเปสต์ไปเวียนนาในวันที่ 16 มิถุนายน ปี 1994  เจสซี่เป็นหนุ่มอเมริกันเพิ่งเลิกกับแฟนและกำลังจะบินกลับบ้านจากเวียนนา นางเอก เซลีน กำลังจะกลับไปเรียนที่ปารีสหลังจากมาเยี่ยมครอบครัว เจสซี่ชวนเซลีนให้ลงรถไฟที่เวียนนา โดยมีเวลาแค่วันเดียวเพราะวันรุ่งขึ้นเจสซี่จะบินกลับอเมริกา  สองคนก็ได้เที่ยวไปในเวียนนา  ค่อยๆเรียนรู้ซึ่งกันและกันจากการพูดคุย (เรื่องนี้บทพูดเยอะมากจริงๆ) เป็นอะไรที่ดรแมนติก  เรื่องจบลงที่สถานีรถไฟวันรุ่งขึ้น นางเอกขึ้นรถไฟไปปารีสโดยทั้งคู่สัญญาว่าจะกลับมาเจอกันที่เดิมในอีก 6 เดือนข้างหน้า  

แล้วเวลาก็ผ่านไป...... 9 ปี

Before Sunset เริ่มเรื่องจากพระเอก(เจสซี่)ที่หลังจากเวลาผ่านไป 9 ปีจากที่พบกับนางเอก(เซลีน) ได้เขียนหนังสือชื่อ This Time เล่าเรื่องราวหนึ่งคืนที่ชายหนุ่มพบกับหญิงสาวในยุโรป หนังสือเล่มนี้กลายเป็นหนังสือขายดี เจสซี่มาโปรโมตหนังสือที่ปารีสที่ร้าน Shakespeare and Company (ตั้งใจว่าถ้าได้ไปปารีสจะไม่พลาดร้านนี้ด้วยประการทั้งปวง) ในระหว่างการให้สัมภาษณ์ เขาหันไปเห็นว่าเซลีนเข้ามายืนฟังอยู่ เงียบๆ เขาตื่นเต้นมากและพยายามปลีกตัวหลังการสัมภาษณ์เพื่อออกมาหาเซลีนที่ยืนคอยอยู่หน้าร้าน ฉากนี้ประทับใจมากเมื่อคิดถึงคนที่ไม่ได้พบกันถึงเก้าปีทั้งๆที่มีความรู้สึกดีๆให้กัน


เจสซี่มีเวลาไม่มากนักก่อนจะเดินทางไปสนามบินเพื่อบินกลับนิวยอร์ก เขานัดหมายเวลาให้รถรอรับ โดยตัวเขาจะใช้เวลาเกือบสองชั่วโมงนี้กับเซลีน การพูดคุยกันพร้อมๆกับการเดินท่องเมืองดูจะเป็นรูปแบบของคู่นี้ที่โรแมนติกและทำให้รู้จักกันลึกซึ้งทั้งๆที่มีเวลาด้วยกันน้อยนิด


เดาซิว่าชีวิตของคู่นี้เป็นยังไงต่อ ต้องต่อที่่ Before Midnight ค่ะ  :)


ส่วนการตามรอยหนัง Before Sunset ใน Paris ก็ได้ไปสมความตั้งใจคือ ไปตั้งต้นจากโบสถ์นอร์ตเตอดาม เดินข้ามแม่น้ำและข้ามถนนมาก็เจอร้าน Shakespeare and Company เป็นร้านที่มีคนคึกคักทีเดียวถึงจะไม่ได้แน่นมาก หน้าร้านมีกะบะขายหนังสือมือสอง มีโต๊ะเก้าอี้ชุดนึงที่นั่งคุยกันได้ วันนั้นเห็นมีสาวคนหนึ่งนั่งคุยกับสาวอีกสองคน คงคุยกันเกี่ยวกับร้านนี้เพราะดูคนหนึ่งท่าทางเหมือนเป็นคนของร้าน  ข้างในดูแคบเพราะหนังสือเยอะมาก เป็นหนังสือภาษาอังกฤษแยกตามหมวดหมู่ ชั้นบนมีมุมเด็ก บรรยากาศอบอุ่น  แต่ไม่ได้ถ่ายรูปข้างใน ออกจะเกรงใจ ได้ซื้อหนังสือมาเล่มหนึ่งเป็นบทหนัง Before Sunrise และ Before Sunset สองเรื่องในเล่มเดียว และซื้อถุงผ้าของร้านมาอีกใบหนึ่งเป็นที่ระลึก



จากนั้นก็เดินไปข้างๆร้าน มีถนนเส้นเล็กๆที่พระเอกนางเอกเดินคุยกันไป



พอเดินสุดซอยคู่นั้นเขาก็เลี้ยวซ้ายเข้าถนนเล็กๆเส้นนี้ rue Galande ค่ะ เป็นถนนเล็กๆน่ารักมาก


สิงหาคม 2556


มาบันทึกเพิ่มเติมว่าได้ดู Before Midnight แล้ว เนื้อเรื่องของตอนนี้เป็นชีวิตครอบครัวที่มักจะมีปัญหาได้เสมอ แต่ถ้าได้คุยเปิดใจกันก็จะสามารถหาทางแก้ไขได้เช่นกัน  เรื่องนี้มีฉากที่ประเทศกรีซ พระเอกไปส่งลูกชายที่เกิดกับภรรยาเก่ากลับไปอเมริกาจากที่ได้มาพักผ่อนอยู่หลายสัปดาห์ เมื่อกลับไปที่พักซึ่งเป็นบ้านของเพื่อนพระเอก ก็จะมีฉากแบบฉบับของ Before.... ทั้งหลายคือการคุยกัน ทั้งเรื่องความหลังเมื่อพบกัน เรื่องราวในชีวิต การเขียนหนังสือของเจสซี่ ...  จนเมื่อคู่นี้ได้ไปพักค้างคืนที่โรงแรมที่เพื่อนมอบให้เป็นของขวัญ ตอนเดินไปโรงแรมก็ยังดีๆกัน มาเป็นจุดแตกหักเมื่อนางเอกรู้สึกแย่ที่พระเอกพยายามให้ย้ายไปอยู่อเมริกาเพื่อจะได้ใกล้ลูกชายที่พระเอกรู้สึกว่าตัวเองดูแลลูกน้อยไป  นางเอกโกรธมากก็มีการระเบิดอารมณ์ใส่กัน  แต่ในที่สุดก็เป็นตามแบบฉบับคือ ใจเย็นลงและยอมรับกันได้ในที่สุด


ต้องบอกว่าพระเอกนางเอกคู่นี้เป็นไปตามวัยจริงๆ ดูเรื่องนี้จบแล้วย้อนไปดู Before Sunrise เห็นเซลีนกับเจสซี่ตอนหนุ่มสาว  คนละเรื่องกันเลย  แถมรู้สึกอินเหมือนคู่นี้มีชีวิตครอบครัวด้วยกันจริงๆเสียด้วย


สรุปว่าเป็นหนังที่ชอบ ถึงแม้จะไม่มากเท่าสองภาคแรกค่ะ



Sunday, January 20, 2013

ไฟศิลป์....ของแวนโก๊ะห์

วันนี้อ่านหนังสือเรื่อง ไฟศิลป์ เป็นชีวประวัติที่เขียนแบบนิยายของวินเซนต์ แวนโก๊ะห์ จิตรกร Post-Impressionist ชื่อดังชาวดัชต์ หนังสือเล่มนี้แปลและเรียบเรียงจากเรื่อง Lust for Live ของ Irving Stone แปลโดยคุณ กิติมา อมรทัต มีความรู้สึกว่าเพิ่งเคยผ่านตาเรื่องชื่อเดียวกันนี้ไม่นานนี่เอง แต่เมื่อดูประวัติการตีพิมพ์ เรื่องนี้ถูกตีพิมพ์ใน สตรีสารรายสัปดาห์มาตั้งแต่เดือนตุลาคม 2516



ความที่ไม่ค่อยสนใจงานของแวนโก๊ะห์ ถึงจะรู้ว่าภาพเขาราคาแพงก็ตามก็เลยไม่ได้ติดตามอ่านเรื่องราวของเขา จนวันนี้มานั่งอ่านก็พบว่าชีวิตจิตรกรสมัยนั้นมักจะมาอารมณ์คล้ายๆกันคือ ทุ่มเท และแสวงหาความจริง ใช้ชีวิตสุดโต่ง อยู่อย่างยากจนเพื่อหาแรงบันดาลใจในการเขียน

เห็นงานของเขาชนิดที่ไม่ใช่งานดังๆยุคหลัง พบว่าจริงๆเขาก็สามารถวาดภาพแบบธรรมดา สมส่วน แบบชีวิตจริงได้ แต่งานที่เป็นตัวตนจะออกมาอีกแบบ แสดงว่าพื้นฐานของจิตรกรก็สำคัญ แวนโก๊ะห์ ก็ต้องเรียนวาดรูป เรียนอนาโตมี ศึกษาวรรณคดี ไม่ใช่แค่นึกอยากจะเป็นจิตรกร แล้วบอกว่าตัวเองมีพรสวรรค์แล้วก็วาดออกมา

ชอบที่เขาพูดกับพ่อเมื่อพ่อถามว่าทำไมเขาต้องมานั่งอ่านหนังสือฝรั่งโง่ๆอยู่
..........."คุณพ่อครับ" เขาเงยหน้าขึ้นจากหนังสือ เลอแปร์โกริโยห์ แล้วตอบช้าๆ "ความรู้ในเรื่องการเขียนรูปนั้นไม่ได้เกิดขึ้นเพราะหัดเขียนรูปคนรูปสัตว์และภูมิประเทศเท่านั้นหรอกครับ แต่มันต้องอาศัยการศึกษาจากวรรณคดีด้วย  ............

.........  แต่ผมไม่อาจเขียนรูปคนรูปสัตว์โดยไม่รู้เรื่องโครงกระดูก กล้ามเนื้อ และเส้นเอ็นภายในให้ทั่วหมดเสียก่อน  ผมจึงไม่อาจเขียนรูปหัวคนได้ โดยไม่รู้ว่ามีอะไรเคลื่อนไหวอยู่ภายใน อยู่ในสมองและอยู่ในวิญญาณของคนคนนั้นเสียก่อนเหมือนกัน  ในการเขียนรูปชีวิตนั้นผู้เขียนจะต้องเข้าใจไม่ใช่แต่เพียงเรื่องร่างกายเท่านั้น แต่จะต้องเข้าใจถึงสิ่งที่มนุษย์นั้นรู้สึก และเข้าใจถึงโลกที่เขาอยู่ด้วย จิตรกรที่รู้จักแต่งานของตัวเองโดยไม่รู้อย่างอื่นเลยนั้นก็คือศิลปินเพียงผิวเผินเท่านั้น................
(เพิ่งสังเกตว่าในเรื่องเขาอ่านเรื่อง  HONORE DE BALZAC : LE PERE GORIOT ด้วย Van Gogh มีอายุอยู่ในช่วง 30 March 1853 – 29 July 1890  และ ฺBalzac มีอายุช่วง 20 May 1799 – 18 August 1850)
อีกตอนหนึ่งที่ชอบคือช่วงที่เขาไปอยู่กับน้องชาย ธีโอที่ปารีส เขาพบจิตรกรแนวอิมเพรสชั่นนิสต์ และช็อคกับรูปแบบสมัยใหม่ที่เขาไม่เคยใช้เทคนิคเหล่านั้น  จากเดิมที่เขาวาดภาพแบบดัชต์หม่นๆมัวๆ แล้วต้องมาใช้สีสดๆและเทคนิคแปลกๆ ทำให้เขาขาดความมั่นใจไปช่วงหนึ่ง และเกือบจะสูญเสียความเป็นตัวของตัวเองไปด้วยการลอกเลียนแบบคนอื่น

ชีวิตของเขาน่าเศร้าทีเดียว และจบชีวิตลงโดยการฆ่าตัวตายในวัยสามสิบเจ็ดปี

อ่านจบไปพร้อมกับทำความรู้จักแวนโก๊ะห์มากขึ้น แต่ก็ยังไม่ชอบสไตล์งานของเขาอยู่ดี  :)

เพิ่งรู้อีกอย่างว่าเขาสนิทกับโกแกง   (ก็พอกัน .... งานของโกแกง ก็ไม่ชอบเหมือนกัน) ดีนะที่ศิลปินคบกันและเป็นกัลยาณมิตรกันเพื่ออุดมการณ์และงานดีๆของตัวเอง

Oct 2013
มาโน้ตเพิ่มเติมว่า ได้มีทริปไปเนเธอร์แลนด์ ได้ไป Rijkmuseum เมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม 2013 ได้เห็นภาพของแวนโก๊ะหลายภาพ และได้เดินผ่านพิพิธภัณฑ์ Van Gogh ด้วย และ...อย่างที่คาด ไม่ได้เข้าไปชมค่ะ





Sunday, December 23, 2012

Grimn...

ตั้งแต่เดือนกันยายนปีที่แล้ว ได้ดูซีรี่ส์เรื่อง Grimn ก็สนใจติดตามมาตลอด ตอนนี้ก็ยังคงตามดู season 2 ยังไม่จบเลย

แล้วก็พบว่ามีเรื่องของกริมม์เข้ามาในความสนใจเรื่อยๆ 20 ธันวาคม 2555 ครบรอบเทพนิยายกริมม์ 200 ปี Google Doodle ทำกราฟิกเป็นเรื่องหนูน้อยหมวกแดงทั้งเรื่องน่ารักมาก http://www.google.com/doodles/200th-anniversary-of-grimms-fairy-tales (อ่านรายละเอียดการทำงานของเขา มี storyboard น่ารักด้วย)


วันนี้เปิด BBC ฟัง ค้นไปค้นมาพบว่ามีรายการเรื่อง Grimn Thoughts มีทั้งหมด 10 episodes ตอนนี้ยังเป็น episode ที่ 5 ดีจังเลยจะได้ติดตาม  http://www.bbc.co.uk/programmes/b01p3hql

(จริงๆได้ยินคำว่า Grim ใน Harry Potter ตอนนั้นเข้าใจว่าหมายถึงหมาตัวใหญ่ แต่จริงๆในดิกชันนารีแปลว่า ดุร้าย ร้ายกาจ)

Sunday, December 09, 2012

ชีวิตของมาซาโอะ เซโตะ ผู้ถูกพ่อและญี่ปุ่นทอดทิ้ง

วันนี้อ่านหนังสือเรื่อง "ชีวิตของมาซาโอะ เซโตะ ผู้ถูกพ่อและญี่ปุ่นทอดทิ้ง" มีทั้งหมดสองเล่ม เคยอ่านมาสองสามครั้ง วันนี้มีโอกาสหยิบขึ้นมาอ่านอีกครั้ง เนื้อหาบางส่วนเป็นสิ่งที่เราเองเคยเห็นและรู้จัก ก็เลยรู้สึกว่าหนังสือเล่มนี้น่าติดตามและมีเนื้อหาที่น่าสนใจมากค่ะ

เดี๋ยวค่อยมาเขียนเพิ่ม มีรายละเอียดปลีกย่อยเยอะเชียว



หนังสือเล่มนี้มีรายละเอียดของชีวิตสมัยก่อนมากทีเดียว จะเห็นสภาพชีวิตรอบๆตัวในสมัยนั้น และชีวิตของมาซาโอเองก็โลดโผนมิใช่น้อย

ส่วนตัวเคยพบกับน้าโอ มาซาโอซักครั้งหรือสองครั้ง ถูกสอนให้เรียกว่าน้าโอ เข้าใจว่าเป็นคนญี่ปุ่นมาโดยตลอด เพิ่งจะมารู้ว่าเป็นคนไทยก็ตอนที่อ่านหนังสือเล่มนี้เมื่อไม่กี่ปีก่อน

Friday, June 01, 2012

นายอินทร์ผู้ปิดทองหลังพระ



 หยิบหนังสือเล่มนี้มาอ่านอีกครั้ง จำได้ว่าชอบมากๆ เพราะได้ความรู้ดี และรู้สึกเชื่อมโยงว่ามีสิ่งที่เราเคยรู้จักหลายเรื่องเหลือเกินที่จริงๆแล้วมันมีความเชื่อมโยงกัน

เป็นหนังสือเล่มแรกที่ตัดสินใจว่าจะไฮไลต์เนื้อหาในหนังสือพารากราฟที่ชอบโดยไม่เสียดายว่าจะทำให้หนังสือเป็นรอย เพราะการไฮไลต์จะทำให้อ่านเนื้อหาที่เราชอบได้ง่ายขึ้นมาก

เดี๋ยวอ่านไปก็จะค่อยๆนำเนื้อหามาใส่ดีกว่านะคะ


-        นำไปสู่ Bletchley Park รู้จักโรอัลด์ ดาล์   เอียน เฟลมมิ่ง(007)
-        Mathematicians
-        http://www.youtube.com/watch?v=YCA3VPB9niU  Bletchley Park's Lost Heroes (2011) - BBC Documentary มีหลายฉากที่สามารถนำมาอธิบายประโยชน์ของการเรียนคณิตศาสตร์เช่น prime number bitwise modulation  รู้จักประวัติและการทำงานของ Colossus/MARK II  
-        William Tuttes มีชื่อเซ็นในสมุดของราชสมาคมแห่งลอนดอน เมื่อเข้าไปดูรายละเอียดที่นี่จะมีสมาชิกผู้โด่งดังมากมายเช่น Newton, Humfrey Davy, Rutterford
-        Alan Turing ชีวิตที่น่ารู้จัก

Saturday, March 03, 2012

จดหมายถึงเพื่อน...กนกพงศ์ สงสมพันธ์

สัปดาห์ที่แล้วและสัปดาห์นี้ ได้อ่านหนังสือหลายเล่ม แต่อยากพูดถึงหนังสือ "จดหมายถึงเพื่อน" เพราะปกติก็อ่านหนังสือของคุณกนกพงศ์บ้างมาตั้งแต่ "แผ่นดินอื่น" ที่ได้รางวัลซีไรต์ ชายหนุ่มที่บ้านก็ชอบหนังสือของคุณกนกพงศ์ ที่บ้านก็เลยมีวางไว้หลายเล่ม

โดนส่วนตัวไม่ค่อยอ่านหนังสือของคุณกนกพงศ์ หนึ่งคือไม่ค่อยอ่านเรื่องสั้นเพราะเรื่องมันสั้น อ่านแล้วจบเร็วเกิน และมีพล็อตเดียว ไม่มีอะไรซับซ้อน อีกอย่างความที่โทนเรื่อง เนื้อหา ฉากในเรื่องมักเป็นสิ่งที่ฉันเองก็รับทราบมาตลอดเป็นปกติ ความที่เป็นคนรุ่นราวคราวเดียวกัน พื้นฐานคล้ายกัน คือเป็นคนใต้ ไม่ว่าจะเป็นสถานที่ที่เขาเขียนถึง ฉันก็รู้จัก มีประสบการณ์กับสภาพชีวิตลักษณะนั้นโดยตรง และไม่เห็นเป็นเรื่องแปลกอะไร สำนวนการเขียนสละสลวย แต่ก็เป็นสิ่งที่คาดหวังจากคนเขียนหนังสืออยู่แล้ว

สิ่งที่เขาอธิบายมาจากความคิดของเขาซึ่งฉันก็ไม่ได้เห็นว่ามันเป็นสิ่งที่คนอื่นจะต้องคิดแบบเดียวกัน เขาอธิบายความคิดตัวเองออกมาได้ดี แต่ฉันก็ไม่ได้เห็นความลุ่มลึกของความคิดหรืออะไรมากนัก ไม่ได้สร้างจินตนาการอะไรที่แปลกใหม่ 

แต่หนังสือ จดหมายถึงเพื่อน กลับเป็นเรื่องฉันชอบ เพราะมันเป็นการเล่าเรื่องชีวิตประจำวันง่ายๆ เหมือนเพื่อนเล่าสู่กันฟัง มีคนในเรื่องที่ฉันรู้จักจริงๆ การอ่านสิ่งที่คนจริงๆคิดโดยไม่ใช่นิยาย ก็เลยสนุกสนานดี โดยเฉพาะตอนที่พูดถึงหมอฟันและภรรยานายกเทศมนตรี (ซึ่งเป็นรุ่นพี่ของฉันทั้งสองคน) ที่อ่านแล้วก็ อืมม์ ใช่จริงๆ

แปลกที่เมื่ออ่านหนังสือเล่มนี้ไปแล้ว เมื่อวานนี้ก็ได้หนังสือของคุณอุรุดา โควินท์ เรื่องครัวสีแดง น่ารัก สนุกสนานดี ตกลงก็เลยได้อ่านหนังสือที่ผู้เขียนเกี่ยวข้องกันโดยมิได้นัดหมาย

22 ตุลาคม 2556

หยิบหนังสือเล่มนี้มาอ่านอีกครั้ง เพราะมีคนพูดถึงคุณกนกพงศ์ และมีรูป "พินัยกรรม" โพสต์มาให้ดูกันบน FB ก็เลยอยากอ่านว่าเคยรู้สึกกับการเขียนของคุณกนกพงศ์อย่างไร

ทีแรกจะมาเปิดหน้าสองหน้าเฉพาะส่วนที่มีคนในเรื่องที่ฉันรู้จัก ปรากฏว่าหาหน้าที่ว่าไม่เจอก็เลยเปิดอ่านมาใหม่ตั้งแต่หน้าแรก พบว่าอย่างหนึ่งที่ฉันรู้สึกสนุกกับหนังสือเล่มนี้เป็นเพราะเขาเล่าถึงคนที่ฉันรู้จัก ซึ่งตอนนี้ฉันรู้จักคนที่เขาพูดถึงมากขึ้น รู้ชื่อเสียงเรียงนามและก็นึกออกด้วยว่าอารมณ์ในเรื่องเป็นยังไง  :) อ่านไปด้วยความสนุกสนาน และรีบพับมุมหนังสือไว้ ต่อไปกลับมาค้นเฉพาะเรื่องอีกจะได้หาได้ง่ายๆ

แต่ก็ต้องโน้ตไว้ว่าในเล่มนี้เขาพูดถึงหนังสือหลายเล่มทั้งไทยและเทศ บางเล่มฉันก็เคยอ่านแต่ไม่ได้รู้สึกเหมือนที่เขาบรรยายในหนังสือเล่มนี้เลย บางเรื่องที่เขาชอบฉันก็ไม่ชอบ บางเรื่องที่เขาวิจารณ์ฉันก็มองว่าเฉยๆ  อืมม์  คนเราคิดไม่เหมือนกันจริงๆนะ คนละสไตล์ คนละประสบการณ์ชีวิต









Sunday, November 13, 2011


วันนี้อ่านหนังสือเรื่อง รหัสลับหลังคาโลก ตอนยืมมาอ่านคิดว่าเป็นเรื่องแนวรหัสลับดาวินชี หรือรหัสลับอื่นๆที่ออกมาเป็นกระแส เปิดอ่านหน้าแรกแล้วถึงรู้ว่าที่หยิบมานี้เป็นเล่ม 3 มีทั้งหมดกี่เล่มก็ไม่รู้ ก็ยังคิดในแง่ดีต่อว่าแต่ละเล่มจะมีเนื้อหาสมบูรณ์ เพียงแต่มีตัวละครเดิม อ่านแล้วถึงรู้เพิ่มมาอีกว่าไม่ใช่ ... เรื่องมันต่อเนื่องไปเรื่อยๆ ไหนๆก็อ่านแล้ว อ่านจนจบแล้วกัน สรุปว่าเป็นหนังสือชุดของจีน นักเขียนชื่อ เหอหม่า ซึ่งมีประสบการณ์อยู่ในทิเบตเป็นสิบปี และมีความรู้เกี่ยวกับทิเบตอย่างลึกซึ้ง
อ่านไปอ่านมาเกิดความรู้สึกว่า นี่มันเพชรพระอุมาภาคทิเบตนี่นา (แต่ความจริงเพชรพระอุมาก็ประมาณขุมทรัพย์โซโลมอนภาคไทย) จาก รพินทร์ ไพรวัลย์ ก็กลายเป็น จัวมู่เฉียงปา รพินทร์ในภาคแรก รับจ้างเข้าป่าไปตามหาพี่ชายนางเอก แต่จัวมู่เฉียงปาเป็นเจ้าของบริษัทฝึกสุนัข ที่ออกไปตามหาสุนัขพิเศษที่หายากมากพันธุ์ทิเบตัน มัสทิฟฟ์ สิ่งที่เหมือนกันคือแนวเรื่องที่ทั้งสองเรื่องมีหญิงสาวร่วมการเดินทาง มีเรื่องความรักโรแมนติกท่ามกลางการผจญภัยเหนือจินตนาการ
ส่วนตัวต้องบอกว่าชอบเรื่องนี้มาก ได้รู้เรื่องทิเบตมากขึ้น รู้เรื่องศาสนา อารยธรรมต่างๆมากขึ้น แถมยังต้องลุ้นพระเอกเสียทุกตอน อ่านจบด้วยความเสียดาย เพราะไม่มีเล่มต่อมาอ่าน ต้องรอวันจันทร์ค่อยไปศูนย์บรรณฯ J ข่าวว่าตอนนี้ออกมา 6 เล่มแล้ว ทั้งชุดจะมี 10 เล่ม แต่เห็น version ภาษาจีนเขาบอกว่ามี 8 เล่ม ใครชอบเพชรพระอุมาคิดว่าน่าจะชอบเรื่องนี้ค่ะ

15 มกราคม 2556

มา Update ว่าในที่สุดก็อ่านจบครบ 11 เล่มแล้ว สนุกสนานสมกับที่รอคอยจริงๆ โดยเฉพาะเล่มสุดท้าย บรรยายภาพวิหารและทรัพย์สมบัติต่างๆได้หลุดโลกมาก  แต่จริงๆดูจากตอนจบ ถ้าเขาจะทำภาคต่อก็น่าจะมีพล็อตต่อไปสบายๆเลยทีเดียว 

Friday, August 26, 2011

สาส์นสมเด็จ

สาส์นสมเด็จเป็นหนังสือที่ได้ยินชื่อมานาน บางทีเปิดหนังสือบางเล่มก็อ้างถึงเรื่องนี้ จนในที่สุดได้หนังสือเล่มนี้มาเก็บไว้ ได้อ่านหลายรอบ รู้สึกว่าได้ประโยชน์ในเชิงความรู้ประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวิธีคิดของปราชญ์ยุคนั้น กรมพระยาดำรงฯ และกรมพระยานริศฯ เป็นแบบอย่างของปราชญ์ที่อยากตามรอยตลอดมา


บันทึกความรู้

ตอนที่ได้หนังสือชุดนี้ จำได้ว่าไปเดินที่เซ็นทรัลปิ่นเกล้า เดินดูแผงหนังสือเก่า จับๆหนังสือชุดนี้ คนขายก็มาบอกว่าหนังสือชุดนี้ดี ราคาที่ขายก็ถูกมาก ซื้อได้ในราคาเล่มละ 250 บาท สองเล่มก็ห้าร้อยบาท หลังจากซื้อได้เอามาอ่านหลายครั้ง เป็นหนังสือดีที่ดีใจที่ได้ซื้อเก็บไว้

หนังสือชุดนี้มีสองเล่ม เป็นบันทึกจดหมายถามตอบในเรื่องราวน่ารู้มากมาย โดยผู้รู้ที่ตอบจดหมายให้คือกรมพระยานราธิปประพันธ์พงศ์ ผู้รับบันทึกตอบคือพระยาอนุมานราชธน

มีความรู้หลากหลายในหนังสือเล่มนี้ แนวการเขียนถามตอบให้นึกถึงหนังสือสาส์นสมเด็จ

แรงบันดาลใจจากกรมพระยาดำรงราชานุภาพ

เที่ยวเมืองพม่า
นิราศนครวัด
ความทรงจำ
สาส์นสมเด็จ
นิทานโบราณคดี

อยากบันทึกไว้ว่ากรมพระยาดำรงฯเป็นผู้ที่มีอิทธิพลต่อการเรียนรู้ ความคิดที่ยึดถือเรื่องความยุติธรรมถูกต้อง และอาจรวมไปถึงความคิดที่เรียกว่านิยมเจ้าของฉัน

สิ่งแรกที่นับถือคือการให้ความรู้อย่างละเอียดในเรื่องต่างๆทั้งในเรื่องประวัติศาสตร์ ความรู้เรื่องขนบธรรมเนียมประเพณีทั้งไทยและเทศ หนังสือหลายต่อหลายเล่้มที่ได้อ่านได้สร้างฐานความรู้ที่มั่นคงให้ฉัน ไม่ว่าจะเคยได้ยินผู้ที่ไม่เห็นด้วยกับข้อมูลและแนวความคิดของท่านบ้าง ฉันคิดว่าความรู้และข้อเท็จจริงที่ท่านบันทึกเป็นแหล่งปฐมภูมิและยากที่จะมีใครที่ใกล้ชิดข้อมูลขนาดนั้นมาเล่าให้คนทั่วไปได้รับทราบ


หนังสือชุดทางรัก สายสัมพันธ์ของโรสลาเรน




หนังสือชุดนี้เป็นแรงบันดาลใจสำคัญที่ทำให้อยากเดินทางไปเที่ยวเยอรมัน อยากเขียนจดหมายถึงแม่ ทำให้ชีวิตหลังเรียนจบมีสีสันด้วยการทำตามฝันเหมือนในหนังสือ ถึงแม้จะใช้เวลานานกว่าจะได้พาแม่ไปเยอรมันได้อย่างที่ฝัน แต่ในที่สุดก็ได้ทำตามความฝัน ส่วนการเขียนจดหมายหาแม่กลายเป็นนิสัยที่จะเขียนโปสการ์ดหาแม่ทุกวันที่เดินทางไปต่างประเทศ

พล็อตเรื่องง่ายๆคือนางเอกชื่อศุลีพร ไปเยี่ยมพี่ชายที่เรียนอยู่ที่เยอรมัน พี่ชายมีเพื่อนคนหนึ่งชื่อคุณนอง(ชยานนท์) นางเอกก็ได้อาศัยพระเอกพาเที่ยวยุโรป โดยในภาคแรก(ทางรัก)เป็นการท่องเที่ยวด้วยรถยนต์กันสามคนรวมพี่นางเอกด้วย ในภาคหลัง(สายสัมพันธ์) นางเอกได้ข่าวว่าพระเอกมีอุบัติเหตุ ก็ไปหาที่เยอรมัน พระเอกไม่ได้เป็นอะไรมาก ก็เลยได้พาเที่ยวกันอีกรอบ

เรื่องนี้เขียนโดยให้นางเอกเป็นผู้เขียนจดหมายหาแม่ เล่าเรื่องการท่องเที่ยวให้ฟัง รวมถึงเรื่องน่ารักๆที่เกิดขึ้นด้วย แต่คุณโรสลาเรนก็ทำให้จดหมายนั้นน่าติดตามด้วยเรื่องโรแมนติกของคุณนองกับศุลี  ทำให้น่าสนใจโดยการแทรกเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยลงไป บทกลอน หรือ คำดีๆหลายบทในหนังสือเล่มนี้เมื่อได้มาอ่านพบในหนังสืออื่นๆก็ทำให้จดจำได้และรู้สึกดี ที่ดีมากๆคือเหมือนอ่านสารคดีท่องเที่ยวเลยทีเดียว แต่เป็นฉบับโรแมนติก

ได้อ่านหนังสือชุดนี้ประมาณช่วง ม.ต้น และทำให้ตั้งใจไว้ว่าโตขึ้นจะไปเยอรมัน ไปสัญญากับแม่ไว้ด้วยว่าจะพาแม่ไปเที่ยว ได้ทำตามความฝันในการพาแม่ไปทัวร์ยุโรปเมื่อปี 1995  ส่วนทริปโรแมนติกในยุโรปที่ขับรถเที่ยวกับคุณนองในเมืองน่ารักๆนั้น ได้มาทำตามฝันกันในปี 2000 ,2013 และ 2016 คุณนองตัวจริงน่ารักไม่แพ้ในหนังสือค่ะ














หนังสือชุดนี้ก็เป็นแรงบันดาลใจที่ดีจริงๆนะคะ  :)  สำหรับหญิงสาวที่ชอบความโรแมนติกแบบไม่เลี่ยน แนะนำให้อ่านค่ะ

มีรูปคุณนองมาให้ดูด้วยค่ะ  คุณนองคนนี้ไม่ใช่คนตัวยักษ์ เคราเฟิ้มแบบในเรื่อง แต่เป็นคุณนองเวอร์ชั่นตัวสูง...มาก  ตัวขาวแต่ไม่มีหนวดเครา สุภาพ น่ารัก และไม่บ่นไม่ว่าเวลาขับรถพาเที่ยว  คุณน๊อง คณนองนะคะ