Showing posts with label เรื่องของตัวเอง. Show all posts
Showing posts with label เรื่องของตัวเอง. Show all posts

Wednesday, March 02, 2022

บ้านหยี่ที่ห้วยยอด



ทุกครั้งที่ได้ไปห้วยยอดเราจะอบอุ่นใจมากๆ ครั้งนี้ก็เช่นกัน เสาร์อาทิตย์ที่ผ่านมาเนื่องจากมีธุระต้องมาประชุมที่ตรัง เราก็ถือโอกาสแวะที่ห้วยยอดไปพบพี่กิจ คุณพี่สาวลูกคุณป้าที่บ้าน บ้านเราเรียกคุณป้าว่า “หยี่” เพราะเราเป็นเชื้อสายจีนแคะ

🙂
บ้านหยี่เป็นตึกแถวกลางเมืองบนถนนเส้นหลักของห้วยยอด เป็นตึกสองชั้นยาวมากค่ะ ยาว 42 เมตร ส่วนประวัติครอบครัว เราไม่ค่อยรู้อะไรมาก แต่คิดว่าควรบันทึกเก็บไว้เผื่อให้ลูกหลานได้รู้ ก็เลยถามพี่กิจ และพบว่าจริงๆมีอะไรที่เราไม่รู้เกี่ยวกับครอบครัวมากเลย
เรื่องมันยาวค่ะ ไปเอาข้อเขียนของคุณพี่สาวที่เล่าให้ฟังในไลน์ครอบครัวมาแปะแทนดีกว่า ยังไงเราก็มีประวัติเดียวกัน 🙂
__________________________________
วันนี้(เสาร์ 26 กพ.65) ออกจากบ้านราวๆ 8.30 น. มุ่งหน้าไปตรัง ประมาณ 10 โมงถึงบ้านห้วยยอด บ้านเลขที่ 278 ร้านเรืองเขต (เดิม 104 ร้านเรืองเขต) เป็นบ้านที่แม่เกิด อายุร้อยกว่าปีแล้ว
อากุง (พ่อของแม่) ชื่อ ลิ้มฉิ้น แซ่ลิ้ม เป็นจีนแคะ เกิดปี 2421 มาจากเมืองจีนพร้อมคนที่มาจากเมืองจีนด้วยกันและอยู่ด้วยกันที่บ้านนี้ จนจากไปที่ชื่อถ่ามสุก (พี่กิจไม่เคยเห็นหน้า แต่ไหว้ตอนเช็งเม้งทุกปี เพราะหลุมอยู่ใกล้ๆกัน)
อาผ่อ ชื่อ นางเสี่ยน แซ่ลิ้ม(สกุลเดิม จางวาง) พ่อของอาผ่อเป็นกำนันตำบลทับเที่ยง น้องชายของอาผ่อเป็นนายกเทศมนตรีเมืองกันตังคนแรกชื่อนายยาว จางวาง อาผ่อเป็นลูกคนที่ 2 ของกำนันชก จางวาง จากทั้งหมด 4 คน
อากุงมีภรรยาก่อนหน้าอาผ่อของเรา แต่ตายตั้งแต่ยังสาว มีลูกสองคนคือ ถาหยี่ท่าย กับถาหยี่เหลี่ยน อาผ่อเสี่ยนเลี้ยงมาทั้งสองคน
ตัวอาผ่อเสี่ยนเองมีลูก 6 คน คือ ถาหยี่ขุง หยี่กีหล่าน หยี่กียิ่น กิ้วหลิ่น(เป็นอหิวาตกโรคตาย) หยี่กีติ้ง(แม่เรา) และกิ๊วเสื่อง น้องชายของแม่ที่จบจากคณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯแล้วมาเป็นตำรวจ น่าเสียดายที่เสียไปตั้งแต่ยังหนุ่ม(ตอนเราอายุประมาณ 3 ขวบเศษ)
อากุงมีอาชีพทำเหมือง(เหมืองรู... หน้าตายังไงไม่รู้) ซึ่งก็น่าจะมีฐานะดีพอสมควร จึงสามารถแต่งงานกับลูกสาวกำนันตำบลทับเที่ยงได้ และมาอยู่ด้วยกันที่ห้วยยอด
แต่ต่อมาธุรกิจล้มเหลว ฐานะแย่ลง แล้วอากุง อาผ่อก็จากไปตั้งแต่ลูกยังเล็ก อาผ่ออายุเพียง 42 ปี ลูกๆต้องทำมาหากินเลี้ยงดูกันเอง ถาหยี่ขุงแต่งงานออกไปแล้ว และย้ายไปอยู่ที่คลองจัง อำเภอนาบอน หยี่กีหล่านเป็นสาวงามแต่ไม่ยอมแต่งออก เพราะต้องเลี้ยงดูน้องๆ แม่เคยเล่าว่าอากุงทำขนมจันอับขาย หยี่กีหล่านคงสืบทอดอาชีพนี้มา พี่ๆทำขนมหลายอย่าง แม่ซึ่งเป็นน้องเล็กมีหน้าที่เป็นฝ่ายขาย แม่เคยเล่าว่ามีของดีๆจากปีนังกินตลอด แม้จะเป็นลูกกำพร้า แต่ก็ต้องถือว่าไม่ได้ลำบากมากนัก
ถาหยี่เหลี่ยนแต่งงานกับคนมีอันจะกินที่ยะลา ก็จะส่งของดีๆมาให้น้องๆ ลูกถาหยี่เหลี่ยนคนนึงเป็นหมอ น่าจะอ่อนกว่าแม่ไม่มาก ฝนเคยเจอครั้งนึง แม่เคยเล่าว่ามีบ้านหลังใหญ่ในยะลา
ข่าวว่าหยี่กีหล่านเลี้ยงน้องเข้มงวดมาก คนที่โดนหนักสุดน่าจะเป็นหยี่กียิ้น และหยี่กีหล่านน่าจะเก่งมากๆ ถึงสามารถส่งน้องเล็ก 2 คนไปเรียนกรุงเทพฯได้ แม่เป็นน้องคนรองสุดท้อง ได้ไปเรียนตัดเย็บเสื้อผ้าถึงกรุงเทพฯ กิ๊วเสื่องซึ่งเป็นน้องคนสุดท้องก็ยังได้ไปเรียนจนจบคณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ แล้วกลับมารับราชการตำรวจ
นับว่าอากุงมองการณ์ไกล ที่สร้างบ้านและซื้อที่บ้านตรงนี้เอาไว้ พี่กิจเล่าว่าบ้านแถวๆนี้ มีแค่บ้านพี่กิจกับบ้านพี่สุที่ยังไม่เปลี่ยนมือ อยู่กันมายาวนานเป็นร้อยปีกันเลยทีเดียว
บ้านห้วยยอดเป็นบ้านที่ยาวมาก ตรงกลางบ้านเป็นลานบ่อน้ำ ไม่มีหลังคา กลางคืนดูดาวได้สบาย
ก่อนขึ้นบันไดมีหิ้งวางป้ายชื่ออากุงเขียนเป็นภาษาจีน กระถางธูปบรรจุดินเมื่อตอนที่อากุงเสีย คือเมื่อร้อยกว่าปีที่แล้ว กระถางธูปห่อด้วยกระดาษแดง ดูเผินๆก็นึกว่าเป็นกระป๋องธรรมดา แต่ปรากฎว่ากระถางธูปนั้นมีเชิงเทียนติดอยู่ด้วย วันนี้กิมฮวย(ดอกไม้ทองที่ประดับ)เหลือแค่ข้างเดียว พี่กิจบอกว่าเมื่อไม่กี่วันก่อน ห้วยยอดมีลูกเห็บตก ลมพัดแรงจนกิมฮวยปลิว ตามปกติหิ้งบูชาจะเปลี่ยนกระดาษเปลี่ยนกิมฮวยปีละหน พี่กิจเลยไม่กล้าไปทำอะไรกับมัน แถมแต่ละปีก็ต้องเปลี่ยนอย่างระมัดระวัง โดยเฉพาะกระถางธูปที่บรรจุดินร้อยปีนั้น
โอ่งมังกรที่วางอยู่หลังบ้านก็เป็นโอ่งที่ใช้มาเมื่อร้อยกว่าปีที่แล้ว จำได้ว่าตอนเด็กๆที่บ้านระนองก็มีโอ่งแบบนี้ใช้ ใบหนึ่งไว้สำหรับขังน้ำไว้อาบในห้องน้ำ อีกใบหนึ่งปิดฝามิดชิดไว้สำหรับเป็นน้ำกิน ซึ่งบ้านเราจะต้มน้ำดื่ม ไม่ได้ใช้ขันตักกินจากโอ่ง น้ำในโอ่งเย็นมาก
จักรเย็บผ้าก็เป็นเครื่องมือทำมาหากินของสาวๆบ้านนี้ หยี่กียิ้นกับแม่เย็บเก่งมาก คิดว่าสมัยนั้นจักรน่าจะเป็นอุปกรณ์ที่ทันสมัยที่ทุกบ้านต้องมีเหมือนที่สมัยนี้มีโน้ตบุ๊คมีคอมพิวเตอร์ไว้ทำงาน จักรของบ้านนี้ยังอยู่ดี และจักรของแม่ก็ยังอยู่ดีที่ปราจีนบุรี บ้านพี่สาวคนโตของเรา
นึกขึ้นได้ว่าตอนเด็กๆมานอนบ้านนี้ นอนห้องหลังชั้นบน แต่จำไม่ได้เลยว่ามีห้องอื่นอีกมั้ย วันนี้ก็เลยถือโอกาสขึ้นไปดู ชั้นบนไม่กว้างนัก มีห้องนอนสามห้อง คือห้องหน้า ห้องกลาง และห้องหลัง แปลกดีที่พอขึ้นไปเห็นห้องที่เคยนอนแล้ว ภาพจำเดิมเริ่มเลือนหายไป
ส่วนชื่อร้านเรืองเขต(ซึ่งเดิมขายของหลายอย่าง จำได้ว่ามีตู้โชว์รองเท้าขนาดใหญ่ด้วย) ก็มีที่มา ลุงจินต์ คุณพ่อของพี่กิจเป็นลูกของหมื่นจรเรืองเขต ฟังดูไม่ธรรมดานะ ถือว่ามียศถาบรรดาศักดิ์แบบเล็กๆ แต่การได้บรรดาศักดิ์สมัยโน้นคงไม่ใช่เรื่องง่าย
—---------------------------------------------------------------------
บ้านนี้เป็นบ้านที่มีความทรงจำดีๆของเรามากมาย ตอนปิดเทอมจะได้มาอยู่ที่นี่ บ้านห้วยยอดมีคุณลุงจินต์กับหยี่กียิ้น คุณป้าของเรา หยี่เพิ่งเสียไปเมื่อวันที่ 17 ตุลาคม 2558 ที่โรงพยาบาลในจังหวัดตรัง
คุณป้าเป็นป้าที่เรารักมาก ใจดีมาก คุยเก่งมาก และทำกับข้าวอร่อย ปิดเทอมตอนเด็กๆ ช่วงวันเชงเม้ง จะได้ไปพักที่บ้านคุณป้าที่ห้วยยอด ได้กินของอร่อยๆ ได้สนุกสนานในหมู่พี่น้อง คุณป้ากับคุณแม่เป็นพี่น้องลำดับต่อกันและมีหน้าตาคล้ายกันเป็นอย่างมากด้วยเช่นกัน มากขนาดที่เมื่อเราเดินเข้าบ้าน สวัสดีคุณแม่แล้วหันไปอีกด้านพบว่ามีคุณแม่อีกคนนั่งอยู่ ...
คุณป้าเป็นคนโชคดีที่อยู่ในครอบครัวที่รักกันยิ่ง โดยมีคุณป้าเป็นศูนย์กลางความรักของลูกหลาน หลานๆทุกคนเป็นเด็กดี และทุกคนเรียนดีมากถึงมากที่สุดเพราะอยากทำให้คุณย่า(ย)สบายใจ
ที่บ้านนี้เรามีพี่ๆ 6 คนคือ พี่ติ๊ พี่เจน พี่กิจ พี่เจตน์ พี่จ๊ะ และพี่ศรี พี่ๆทุกคนใจดีและดูแลน้องๆเป็นอย่างดีตั้งแต่เล็กจนโต และพี่เราทุกคนคุยเก่งและตลกมาก ยิ่งพี่ๆผู้หญิงนี่คุยเก่งขึ้นมาอีกระดับเลยค่ะ เรามีความทรงจำดีๆกับพี่ๆแต่ละคนในแต่ละเรื่องราวที่ไม่เหมือนกัน พี่เราพาเที่ยว พี่เราสอนให้เล่นสเก็ต พี่เราซื้อขนมให้กิน ฯลฯ
นึกมาตลอดว่าพวกเราโชคดีมากๆที่มีพี่น้องที่รักกันมากที่ห้วยยอด มีที่ที่เราไปแล้วมีความสุขเสมอ
คุณพี่ๆที่มีความทรงจำเรื่องบ้านห้วยยอดช่วยเติมเรื่องราวหน่อยนะคะ ลูกหลานเราควรรู้ประวัติครอบครัว
เพิ่มเติม:
1. ตกลงอากุงของเราใช้นามสกุลว่า ซีโฮ ค่ะ ไม่ได้ใช้แช่ คุณป้าและคุณแม่ก็เลยใช้นามมสกุล ซีโฮด้วย (สะกด ซีโฮ บ้าง ซีโฮ่ บ้าง งงเหมือนกันว่าเขียนยังไงแน่) และไปค้นมาว่า ซีโฮ เป็นหนึ่งใน 35 ตระกูลชาวจีนในตรังที่เขาพบว่าไม่มีการใช้แซ่ แต่ใช้นามสกุลไปเลย อ้อ ตั้งปอง ที่เป็นญาติเรา ก็เป็นนามสกุลแทนแซ่ด้วยเหมือนกัน ดูรายละเอียดในลิงก์นี้นะคะ https://www.sator4u.com/paper/947
และในโพสต์นี้มีตัวอักษรจีนของนามสกุล ซี่โฮ่ (林) https://www.facebook.com/.../d41d8cd9/3111600295585832/
2. คุณแม่เรามีชื่อจีนว่า ยุกหม่อย มีชื่อไทยว่า อมร ซีโฮ













The IVLP Reconnect

 The IVLP Reconnect Day 1

26 - 27 กุมภาพันธ์ 2565 เสาร์อาทิตย์นี้ได้มาเข้าร่วมงาน “The IVLP Recoonect” ที่ตรังค่ะ ในฐานะ Alumni ที่เคยได้รับเกียรติให้เข้าร่วมโครงการ IVLP เมื่อปี 2014
โครงการ International Visitor Leadership Program (IVLP) เป็นโครงการที่เปิดโอกาสให้ผู้เชี่ยวชาญได้แลกเปลี่ยน ณ ประเทศสหรัฐอเมริกาในด้านวิชาการและประเด็นทางสังคม จัดโดยกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐอเมริกา งานครั้งนี้จัดขึ้นเนื่องในโอกาสครบรอบ 80 ปีของโครงการ IVLP เพื่อให้ผู้เคยเข้าร่วมโครงการชาวไทยซึ่งปัจจุบันเป็นผู้นําในองค์กรภาครัฐและเอกชนไดเ้ข้าร่วมงานสัมมนาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ทํา กิจกรรมและพัฒนาเครือข่าย IVLPในประเทศไทยโดยมีประเด็นเรื่องความเช่ื่อมโยงในภูมิภาค ความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ และสังคม รวมถึงการพัฒนาชุมชนอย่างยั่งยืน
ที่บริเวณงานจะมีภาพของ IVLP ที่มีชื่อเสียงระดับโลก เช่น Margaret Thatcher IVLP จาก UK เมื่อปี 1967 คุณสุรินทร์ พิศสุวรรณ IVLP ปี 1982 จริงๆระดับผู้นำสำคัญมีหลายคนเลยนะคะ รวมถึง นางอินทิรา คานธี และคุณชวน หลีกภัยด้วยค่ะ
เราขับรถจากนครตอนแปดโมงนิดๆ มาแบบเย็นๆกลางสายฝนที่ตามมาจากฝั่งอ่าวไทยถึงอันดามัน ไปแวะบ้านคุณป้าที่ห้วยยอดอยู่พักนึง แล้วไปทับเที่ยงต่อเลย ไปถึงโรงแรมเรือรัษฎาสถานที่จัดงานประมาณ 11 โมงเศษ ทำการตรวจหาโควิดด้วย ATK เพื่อความมั่นใจว่าผู้เข้าร่วมประชุมทุกคนไม่ได้นำโควิดติดตัวมาค่ะ จากนั้นก็เช็คอิน เก็บของไว้ในห้องแล้วก็ลงมากินข้าวเที่ยง
กิจกรรมเริ่มตอนบ่ายโมง ผู้เข้าประชุมจะนั่งร่วมโต๊ะกลมเป็นกลุ่ม 6 กลุ่ม กลุ่มละ 4 คน เป็นการรักษาระยะห่างในการประชุมช่วงเวลาโควิดค่ะ เริ่มงานก็มีการกล่าวเปิดงานโดย Ms Lydia Barraza ผู้ช่วยทูตฝ่ายวัฒนธรรมและการศึกษา สถานเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจําประเทศไทย จากนั้นเป็นปาฐกถาพิเศษ โดย The honorable Michael Heath อุปทูตรักษาการแทนเอกอัครราชทูต ช่วงต่อมาก็เป็นการสร้างความคุ้นเคยในกลุ่มผู้เข้าประชุม ด้วยการแสดงความคิดเห็นแบบ word cloud และการตอบคำถาม สนุกสนานกันไปค่ะ ได้รู้จักเพื่อนใหม่หลายคน แต่ละคนก็น่าสนใจมาก เพราะคนที่มาเข้าโครงการนี้มีความสามารถและความหลากหลายสูง มีความสามารถในการสื่อสารและมนุษยสัมพันธ์ดีมากถึงมากที่สุดกันแทบทุกคน ภาษายุคนี้ต้องบอกว่าเป็นเครือข่ายที่มีดาเมจสูงค่ะ 🙂
หัวข้อถัดไปคือ ASEAN Sustainable Development Goals โดย คุณเรอโน เมแยร์ ผู้แทนโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติประจําประเทศไทย (UNDP) คุยให้ฟังเรื่อง Sustainable Development Goals –SDGs ทั้ง 17 ข้อ (ตรงนี้ต้องขอโน้ตไว้ว่าที่ ม.วลัยลักษณ์ก็มีความตื่นตัวเรื่องนี้ในระดับมหาวิทยาลัย และได้นำ SDGs ไปให้แต่ละรายวิชาระบุใน มคอ 3 ว่าวิชาที่สอนนั้นสอดคล้องกับ SDGs ข้อใด ก่อนนี้ก็งงๆนะคะมาได้ฟังวันนี้ก็เข้าใจประเด็นเลยค่ะ) นอกจากนั้นก็ได้ชี้ให้เห็นว่าประเทศไทยมีความก้าวหน้าในการดำเนินการเพียงใด ข้อมูลน่าสนใจมาก จดไม่ทัน แต่ไปค้นข้อมูลในเน็ต สามารถดูรายละเอียดได้จากลิงก์นี้นะคะ http://www.symposium.econ.tu.ac.th/paper/symposium00.pdf
ต่อไปเป็นหัวข้อ Effective Communications in a Digital Era มีผู้แทนจาก Facebook และ คุณ Tom Montgomery รองโฆษก สถานเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจําประเทศไทย มาคุยให้ฟังค่ะ หัวข้อนี้มีคำถามจากฟลอร์มากมายส่วนใหญ่ถามไปที่ Facebook เช่น อาชญากรรมบน FB มีแนวทางกลั่นกรองอย่างไร ฟีเจอร์บางอย่างที่ทางอเมริกามีแต่ในประเทศไทยไม่มี เช่น fundraising จะมีโอกาสที่จะให้บริการหรือไม่ คำถามเริ่มระดมมาเรื่อยๆ และร้อนแรงขึ้นเป็นลำดับ แต่เวลามีน้อยก็ต้องตัดจบก่อนค่ะ เพราะหัวข้อถัดไปคุณเป้ อดิศรมาแนะนำเรื่อง Alumni engagement with US Embassy ตอนนี้มีการจัดตั้งสมาคมของ Alumni ภายใช้ชื่อ Thailand - United States Alumni Association (TUSAA) ก็คงจะมีกิจกรรมและการสร้างงานจากเครือข่ายกันต่อไปค่ะ
หัวข้อสุดท้าย อาจารย์ยิ่งยศ แก้วมี ผู้ก่อต้ัง บจก. สถาปนิกอยู่ดีกรรมาธิการ ฝ่ายกิจกรรมเมืองและนโยบายสาธารณะ สมาคมสถาปนิกสยามในพระบรมราชูปถัมภ์ ผู้ก่อตั้ง กลุ่มประชาสังคม Trang Positive ได้มาคุยให้ฟังผ่าน Zoom ในเรื่องราวที่น่าสนใจเกี่ยวกับเมืองตรัง ซึ่งเราจะได้ไปเยี่ยมชมในวันพรุ่งนี้ค่ะ
เลิกประชุมประมาณห้าโมงเกือบหกโมงเย็น ก็มีเวลาพักประมาณชั่วโมงนึง แล้วลงมากินอาหารเย็นด้วยกันตอนหนึ่งทุ่ม ตอนกินนี่ไม่นานค่ะ แต่คุยกันต่อนี่ยาวเลย

บอกแล้วไงคะว่า IVLP มนุษยสัมพันธ์ดี… ดีมาก... ดีเกินเหตุ 🙂











The IVLP Reconnect: Day 2 เมืองเก่ากันตัง 27 กุมภาพันธ์ 2565 กิจกรรมของ “The IVLP Recoonect” วันที่สองนี้ มีธีมเป็นเรื่อง “Empowering Sustainable Community Development” การลงพื้นที่วันนี้จึงไม่ใช่การไปเที่ยวทะเลสวยของตรัง แต่เป็นกิจกรรมศึกษาโครงการพัฒนาชุมชนและแหล่งเรียนรู้ทางประวัติศาสตร์ สังคมและวัฒนธรรมในจังหวัดตรังค่ะ
จุดแรกเราไปที่อำเภอนาโยง ที่วิสาหกิจชุมชนผ้าทอนาหมื่นศรี ไปถึงก็จะมีกิจกรรมสามฐานคือ การรับฟังบรรยายเกี่ยวกับข้าวของที่นี่ ตัวที่น่าสนใจคือข้าวเบายอดม่วง เป็นข้าวที่เพิ่งพัฒนากันมาสี่ห้าปีนี้และกำลังจะจดลิขสิทธิ์ เป็นข้าวที่เหมาะกับผู้สูงอายุ มีวิตามินแร่ธาตุที่ดีกับสุขภาพ และก็เป็นข้าวใหม่ที่ผลิตโดยไม่ใช้ปุ๋ยสารเคมี ป้าแดงผู้มาบรรยายก็เป็นชาวนาตัวจริง รออะไรคะ ต้องสนับสนุนซิคะ ฐานถัดไปเราไปชมพิพิธภัณฑ์ผ้านาหมื่นศรี ผ้าที่นี่มีลักษณะพิเศษ มีลวดลายน่าสนใจมาก มีสาวน้อย 2 คนมานำชมค่ะ มีเด็กรุ่นใหม่แบบนี้ไม่ต้องห่วงว่าชุมชนนี้จะไม่มีคนสืบต่อนะคะ เป็นความยั่งยืนของชุมชนค่ะ ฐานที่สามเป็นการหัดทำลูกลมซึ่งเป็นของเล่นทำด้วยไม้ไผ่ เมื่อดึงเชือกใบพัดจะหมุน สนุกดีเหมือนกัน จากนั้นทางชุมชนมีน้ำอัญชันใส่มะพร้าว และน้ำลูกหยี กับขนมโคอร่อยๆมาเลี้ยงค่ะ เหลือเวลานิดนึง ก็ขอซื้อผลิตภัณฑ์กลับบ้านดีกว่า
จุดถัดไป เราไปที่อำเภอกันตัง เยี่ยมชมเมืองเก่ากันตังบริเวณปากแม่น้ำตรังค่ะ จุดแรกที่แวะคือ ศาลเจ้าฮกเกี้ยนก๋งก้วน-ม่าจ้อโป๋กันตัง 江東福建公所天湄宮 เป็นศาลเจ้าแม่ทับทิม กว้างขวาง ด้านนอกเป็นเรือนไม้สองชั้น ตัวศาลเจ้าอยู่ข้างใน เจ้าแม่ทับทิมที่นี่เรียกว่า ม่าจ้อโป๋ เป็นที่เคารพของชาวเรือและชาวบ้านทั่วไป ชั้นบนจะมีลักษณะเป็นโรงเตี๊ยมคือเป็นที่พักให้คนเดินทางได้พัก ที่นี่มีขนมม่อหลาวหรืองาพองให้ได้กินเป็นขนมเบรค จากนั้นนั่งรถไปที่มัสยิดปากีสถาน จริงๆก็ไม่ได้ไกลกันนะคะ ที่นี่น่าสนใจมากที่เป็นมัสยิดแห่งแรกของชาวปากีสถานในประเทศไทย อายุร้อยกว่าปีแล้วค่ะ ได้รับฟังแนวคิดของทางศาสนาอิสลาม คุณลิเดียจากสถานทูตก็สามารถพูดภาษาอูรดูร์ได้เป็นที่ชื่นชมของที่นี่ ได้รับพรกันถ้วนทั่ว ที่นี่มีชาปากีสถานให้ได้ชิมด้วย
ถัดไปคือศาลเจ้าไหหลำ ใกล้กันมากกับมัสยิดปากีสถานค่ะ จุดนี้อลังการมากเพราะจะมีคุณแม่หลายๆท่านแต่งตัวชุดบาบ๋ายะหยามาต้อนรับพวกเรา มาโต๊ะยาววางขนมพื้นถิ่นชนิดต่างๆด้วยหลากหลายและสวยงาม แถมมีการแสดงจากคุณแม่ๆให้ชมค่ะ เป็นที่ประทับใจ เจ้าแม่ทับทิมที่นี่ก็งามมาก และเขาบอกว่าถ้าไปยืนตรงหน้าท่านแล้วมอง จะเห็นท่านลืมตาและยิ้มนิดๆ คล้ายจะกระพริบตาได้อะค่ะ ก็ไปลองยืนดู… ไม่เห็นค่ะ ค่อยดูจากคลิปวิดีโอแล้วกัน
ตอนเที่ยงเรากินอาหารที่หอประชุมอเนกประสงค์คอซิมบี๊ เป็นอาหารมุสลิม รสชาติดีเลยละค่ะ กินเสร็จก็เดินไปที่พิพิธภัณฑ์บ้านพระยารัษฎานุประดิษฐ์มหิศรภักดี ที่อยู่ใกล้กัน ที่นี่เป็นบ้านเก่าของท่านคอซิมบี๊ เป็นเรือนไม้หลังใหญ่ สวยงาม จัดแสดงสิ่งของต่างๆในบ้าน ที่น่าชื่นชมคือที่นี่มีน้องๆนักเรียนระดับมัธยมศึกษา.ต้นและ ม.ปลายมาเป็นมัคคุเทศน์ พูดจาฉะฉาน ให้ข้อมูลชัดเจน น่าฟังมากๆ ที่น่าทึ่งคือสามารถบรรยายเป็นภาษาอังกฤษได้ด้วยคำสละสลวยมีแอคเซนต์ พูดเพราะมากค่ะลูก ถาม ผ.อ.โรงเรียนว่าน้องเรียนภาคภาษาอังกฤษหรือคะ ก็ไม่ใช่นะคะ นี่มาจากการฝึกฝนล้วนๆ ชื่นชมมากค่ะ ถ่ายภาพร่วมกันรูปสุดท้าย จากนั้นคณะจะไปส่งผู้ที่เดินทางกลับกรุงเทพที่สนามบิน และส่งทั้งหมดที่เหลือกลับโรงแรมเรือรัษฎา
คุณพี่สาวทั้งสามของเรามารอรับอยู่แล้ว (อารมณ์เหมือนตอนเด็กๆไปเข้าค่ายแล้วครอบครัวมารับกลับ 555 ) ก็เลยจบทริปกับ IVLP เท่านี้ นะคะแล้วมาตามทริปผู้หญิงสามเมืองกันค่ะ เพราะคุณพี่สาวคนนึงอยู่ที่กันตัง อีกคนอยู่ห้วยยอดและอีกคนมาจากนคร จริงๆเมื่อวานเขามีทริปกินทริปเที่ยวดีงามกันมาก วันนี้ก็เที่ยวที่วัด ศาลเจ้า พิพิธภัณฑ์ มากกว่าที่เราไปเสียอีก เกือบจะไม่เหลือที่เที่ยวให้เรา 555 แต่เราก็ขับรถชมเมืองต่อ บ้านคุณพี่สาวที่กันตังอยู่ใกล้กับมัสยิดปากีสถานก็จะรู้เรื่องราวแถวนี้เป็นอย่างดี บอกได้ด้วยว่าเวลามีงาน ศาลเจ้าฮกเกี้ยนจะผัดหมี่ฮกเกี้ยนเลี้ยงคน ในขณะที่ทางศาลเจ้าไหหลำจะมีอาหารจากเนื้อแพะ แปลกดีเหมือนกัน
เราแวะลงเรือเฟอร์รี่ข้ามฟากกันนิดนึง นั่งเรือไปกลับชมวิวเมืองจากอีกฟากแม่น้ำ จากนั้นแวะร้านขนมเลิศรสซื้อขนมเค้กและอื่นๆ แล้วก็ขับรถกลับเข้าทับเที่ยง ระหว่างทางก็แวะถ่ายรูปกับต้นยางพาราต้นแรกของประเทศไทย มาถึงโรงแรมก็เปลี่ยนไปขึ้นรถคุณพี่สาวนครต่อค่ะ เราขับรถกลับทางห้วยยอดเพื่อจะได้แวะที่ลำภูรา ไม่ได้ซื้อเค้ก แต่ซื้อหมูย่างหน้าร้านเค้กขุกมิ่ง อร่อยนะคะ ช่วงนี้หมูราคาลงมานิดนึง เขาก็จะขายราคากิโลละ บาท ตอนช่วงหมูแพงจะเป็น 480 บาทต่อกิโลค่ะ
แวะส่งคุณพี่สาวห้วยยอดที่บ้านแล้วก็ขับรถกลับนคร มาถึงนครก็เปลี่ยนกลับเป็นรถตัวเองเพื่อกลับท่าศาลาซิตี้ ถึงบ้านก็ทุ่มนึงแล้ว เป็นอันจบทริปค่ะ ดีงามมาก ขอบคุณทางสถานทูตสหรัฐที่จัดกิจกรรม Reconnect ให้นะคะ คิดว่าด้วยพลังบวกที่มีเหลือเฟือใน IVLP แต่ละคน และความคุ้นเคยที่เราได้รู้จักกันในทริปนี้ คงเกิดพลังของเครือข่ายในอนาคตค่ะ

















Tuesday, October 27, 2020

ตึกถล่มที่สี่แยกคอกวัวเมื่อปี พ.ศ. 2485

 ช่วงไม่กี่ปีก่อนคุณพ่อจะเสีย จะมีโอกาสถามเรื่องราวเก่าๆในชีวิตของคุณพ่อไว้มาก เรื่องหนึ่งที่คุณพ่อเล่าให้ฟังคือ คืนแรกที่เข้ากรุงเทพฯ ไปนอนที่วัดมหาธาตุ แล้วเกิดมีตึกถล่ม เสียงดังสนั่นมาถึงวัดมหาธาตุ เขาไปดูกันตอนเช้า น่ากลัวมากเพราะเป็นอาคารบนถนนราชดำเนิน

ฟังแล้วก็ข้องใจว่าแล้วตึกนั้นคือตึกอะไร  พอดีช่วงปี 2014 ติดตามอ่านเว็บเรือนไทย จะมีผู้รู้ชนิดรู้จริง เช่น ดร. วินิตา หรือ แก้วเก้า ผู้เป็นเข้าของเรือนใช้ชื่อว่า เทาชมพู เป็นผู้ตอบหลัก  มีคุณเพ็ญชมพู  ม.ล. ชัยนิมิตร นวรัตน ฯลฯ มาถกความรู้กันอย่างน่าตื่นใจ  ก็เลยถามเข้าไปเป็นกระทู้ เนื่องจากได้รับคำตอบที่ดีมากๆ ก็อยากจะนำมาเก็บไว้เป็นข้อมูลค่ะ


"เคยเกิดเหตุอาคารถล่มบริเวณอาคารริมถนนราชดำเนินกลางหรือไม่คะ

Singing Blue Jay อสุรผัด * ตอบ: 22

 เมื่อ 13 ก.พ. 14, 23:42

ได้เห็นการตอบแบบลงรายละเอียดของแต่ละท่านในเรือนไทย ก็เลยกล้าถามค่ะ ว่าในอดีตช่วงที่เพิ่งสร้างอาคารริมถนนราชดำเนินกลางเสร็จใหม่ๆเคยเกิดกรณีอาคารถล่มหรือไม่คะ

คุณพ่อของดิฉันเป็นคนต่างจังหวัดเข้าไปเรียนหนังสือที่กรุงเทพเมื่อประมาณเจ็ดสิบปีที่แล้ว เล่าว่า วันแรกที่ไปถึงไปพักที่วัดมหาธาตุ วันรุ่งขึ้นอาคารใหม่ก็ถล่ม เสียงดังสนั่นมาก ก็เลยไม่แน่ใจว่าเคยมีกรณีอย่างนี้หรือไม่ (ไม่แน่ใจเรื่องปี พ.ศ.ค่ะ น่าจะเป็นช่วงปี 248X เพราะขณะนี้คุณพ่ออายุ 88 ปี)

ขออนุญาตถามต่ออีกเรื่องด้วยนะคะ  คุณแม่สมัยสาวๆก็เข้าไปเรียนตัดเสื้อโดยมีที่พักอยู่ในโรงเรียนสอนตัดเสื้อแถวอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ที่เรียนคืออาคารมุมอนุสาวรีย์ด้านที่ตรงข้ามกับโรงเรียนสตรีวิทยา ตอนนี้เป็นอะไรก็ไม่ทราบค่ะ ดิฉันไม่ค่อยได้เข้ากรุงเทพ ต้องระบุแบบภาพที่จำได้ว่า มีอาคารภัตตาคารศรแดง  มีอาคารที่เคยเป็นที่ทำการบริษัทเมืองโบราณ  มีโรงเรียนสตรีวิทยา และก็มีอาคารที่คุณแม่ดิฉันพูดถึงนี่ละคะ อยากทราบว่าอาคารนั้นเป็นอาคารของใคร มีประวัติยังไงคะ

อารมณ์ถามเรื่องสมัยคุณพ่อคุณแม่นะคะ ต้องมาถามแถวนี้เพราะเวลาถามคุณพ่อก็ไม่ได้รายละเอียดมากนัก คุณแม่ก็ไม่อยู่ให้ถามแล้วค่ะ ขอบพระคุณล่วงหน้าค่ะ"


แล้วก็ได้คำตอบชนิดลงรายละเอียดอย่างวิเศษ

"เทาชมพู เจ้าเรือน หนุมาน ***** ตอบ: 32481 ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม เว็บไซต์

ความคิดเห็นที่ 1  เมื่อ 14 ก.พ. 14, 08:03

เคยมีตึกถล่มจริงค่ะ

เป็นตึกหลังเดิมตรงหัวมุมสี่แยกคอกวัว   อยู่มุมตรงข้ามคนละฝั่งกับตึกธนาคารออมสิน   เคยยุบตัวพังลงมาในสมัยสงครามโลกครั้งที่สอง ว่ากันว่าเป็นเพราะคอรัปชั่นกินอิฐกินหินกินทรายกินเหล็กกันในการก่อสร้าง  ทำให้ตึกทานน้ำหนักไม่พอจึงทรุดตัวพังลงมา

ตึกนี้ต่อมาได้รื้อและสร้างขึ้นใหม่เป็นสถานีวิทยุ ททท.ของบริษัทไทยโทรทัศน์ ต่อมาถูกประชาชนและนักศึกษาเผาในวันที่ 14 ตุลาคม 2516  จึงกลายเป็นที่ดินว่างๆ

หลายปีต่อมากลายเป็นที่ตั้งซุ้มขายสลากกินแบ่ง   ปัจจุบันคือที่ตั้งอนุสรณ์สถาน 14 ตุลา ค่ะ

ส่วนร.ร.สอนตัดเสื้อ ดิฉันไม่ทราบ  แต่จากที่คุณบรรยายมา น่าจะเป็นบริเวณร้านอาหารวิจิตร ในปัจจุบันละมังคะ

ต้องรอผู้รู้มาตอบค่ะ"

แล้วก็มีผู้รู้มาให้ข้อมูลอีกหลายท่านจึงทราบว่า

ตึกที่ถล่มนั้นเป็นที่ทำการของสถานีวิทยุ ท.ท.ท. บริษัทไทยโทรทัศน์ จากนั้นเป็นที่ทำการกตป. แล้วถูกเผาในวันที่ 14 ตุลาคม 2516 

"เพ็ญชมพู หนุมาน ******** ตอบ: 11420

ความคิดเห็นที่ 22  เมื่อ 18 ก.พ. 14, 08:46

คุณใหญ่ นภายน เล่าถึงเรื่องนี้ในบทความเรื่อง ถนนราชดำเนินในความทรงจำ

ย้อนลงไปอีกนิดก็ถึงสี่แยกคอกวัว ตอนนั้นยังไม่มีอนุสาวรีย์ ๑๔ ตุลา ตึกตรงนั้นปรากฏว่าพอสร้างแล้วพัง และพอพังแล้วก็สร้าง นั่นแหละมีตึกใหญ่เป็นห้างสรรพสินค้าของทางราชการ มีชื่อย่อว่า อ.จ.ส. ต่อมาชั้นบนของตึกนี้เป็นที่ตั้งของสถานีวิทยุ ท.ท.ท. ดำเนินงานโดยคุณจำนง รังสิกุล และคุณสมจิตร สิทธิไชย สมัยนั้นภาคบ่ายมีทายปัญหาและการบรรเลงดนตรีของคณะสุนทราภรณ์ ทุกเสาร์ – อาทิตย์

ตึกนี้มาถูกเผาเมื่อคราว ๑๔ ตุลาคม ๑๖ ราบเรียบไปตามระเบียบอีกแห่งหนึ่ง

อ.จ.ส. ย่อมาจากอะไรหนอ  ฮืม"


"NAVARAT.C หนุมาน ******** ตอบ: 11294

ความคิดเห็นที่ 23  เมื่อ 18 ก.พ. 14, 09:21
องค์การจัดซื้อและขายสินค้า

รูปแบบคือห้างสรรพสินค้าธรรมดาๆ ดำเนินการโดยข้าราชการเพื่อแข่งกับเอกชน ขายดิบขายดีเป็นเทน้ำเทท่า แต่ผลประกอบการขาดทุนยับเยิน ต้องเจ๊งไปในเวลาสั้นๆไม่กี่ปี"


"ลุงไก่ สุครีพ ****** ตอบ: 1281

ความคิดเห็นที่ 42  เมื่อ 20 ก.พ. 14, 20:50
อ้างจาก: เทาชมพู ที่  14 ก.พ. 14, 08:03
เคยมีตึกถล่มจริงค่ะ
เป็นตึกหลังเดิมตรงหัวมุมสี่แยกคอกวัว   อยู่มุมตรงข้ามคนละฝั่งกับตึกธนาคารออมสิน   เคยยุบตัวพังลงมาในสมัยสงครามโลกครั้งที่สอง ว่ากันว่าเป็นเพราะคอรัปชั่นกินอิฐกินหินกินทรายกินเหล็กกันในการก่อสร้าง  ทำให้ตึกทานน้ำหนักไม่พอจึงทรุดตัวพังลงมา
ตึกนี้ต่อมาได้รื้อและสร้างขึ้นใหม่เป็นสถานีวิทยุ ททท.ของบริษัทไทยโทรทัศน์ ต่อมาถูกประชาชนและนักศึกษาเผาในวันที่ 14 ตุลาคม 2516  จึงกลายเป็นที่ดินว่างๆ
หลายปีต่อมากลายเป็นที่ตั้งซุ้มขายสลากกินแบ่ง   ปัจจุบันคือที่ตั้งอนุสรณ์สถาน 14 ตุลา ค่ะ


เล่าเพิ่มเติมอีกหน่อย .. ผู้ใหญ่ที่ไม่ใช่กำนันเคยเล่าให้ฟังว่า แต่เดิมพื้นที่ตรงนี้เคยเป็นหนองน้ำ เมื่อสร้างตึกคงจะไม่ได้ถมดินและบดอัดให้แน่นเสียก่อน ตึกสมัยนั้นก็ไม่ได้ใช้เสาเข็มคอนกรีตยาวเหมือนสมัยนี้ ส่วนใหญ่จะใช้เสาเข็มไม้ยาวสักประมาณ ๔-๖ เมตร ตอกปูพรมลงไปตรงฐานเสาตึกและตามแนวคานคอดินของตึก คะเนตามประสบการณ์ว่าคงรับน้ำหนักของตึกได้ เมื่อเสาเข็มตอกจมอยู่ในดินอ่อนดินเลนไม่ใช่ดินแข็งเหมือนกับบนพื้นดินปกติ ก็ทำให้กลุ่มเสาเข็มไม่สามารถรับน้ำหนักได้

เมื่อก่อสร้างอาคารไปถึงจุดหนึ่งที่น้ำหนักของอาคารถ่ายลงเสาเข็มเกินกว่าที่เสาเข็มจะรับน้ำหนักได้ ตึกก็เลยพังลงมา .. ผู้ใหญ่เล่าว่าตึกยุบลงไปในดินทั้งหลัง ไม่ใช่ทลายล้มลงมาทางด้านข้าง ไม่ใช่การคอรัปชั่นกินหินกินปูนกินเหล็กครับ ส่วนเรื่องอาถรรพ์ของที่ตรงนี้นั้นไม่มีข้อมูลครับ"



ส่วนเรื่องโรงเรียนของคุณแม่ได้ข้อมูลจากการไปถามเพิ่มมาว่า

"Singing Blue Jay อสุรผัด* ตอบ: 22

ความคิดเห็นที่ 9  เมื่อ 14 ก.พ. 14, 14:33

ขอบคุณทุกท่านที่มาตอบให้นะคะ  เรื่องตึกถล่มหายข้องใจกันไป ภาษาใต้แถวนี้เรียกว่า "หวางไป" ค่ะ   ยิ้มกว้างๆ

ส่วนภาพที่ลุงไก่โพสต์ให้ดู ตัวเองไม่ทราบข้อมูลอะไรเลยค่ะ ไม่ทราบว่าเป็นอาคารหลังไหนแน่ เพียงแต่คุณแม่เคยบอกว่าอยู่หัวมุมพอดี และเป็นโรงเรียนที่มีที่พักให้นักเรียนต่างจังหวัดพักที่โรงเรียนได้ เคยถามคุณพ่อว่าชื่อโรงเรียนอะไรก็จำไม่ได้ บอกแต่ว่าสมัยนั้นย่านนั้นจะมีโรงเรียนสอนตัดเสื้อผ้าสอนทำผมหลายแห่ง มีที่มีชื่อเสียงแห่งหนึ่งชื่อ "ลีฟวิ่ง" แต่โรงเรียนนี้ไม่ใช่ลีฟวิ่งค่ะ

เคยเห็นรูปถ่ายที่คุณแม่กับเพื่อนๆไปเดินเล่นกันแถวอนุสาวรีย์แล้วก็นั่งถ่ายรูปกันเป็นกลุ่มบนลานอนุสาวรีย์ ตอนเห็นรูปครั้งแรกตอนเด็กๆก็ถามว่าแล้วเดินข้ามถนนไปได้ยังไงคะ เพราะสมัยเรารถวิ่งกันขวักไขว่แล้ว ยุคนั้นถนนโล่ง เดินกันสบาย เย็นๆก็ไปเดินเล่นกัน"

"Singing Blue Jay อสุรผัด * ตอบ: 22

ความคิดเห็นที่ 39  เมื่อ 20 ก.พ. 14, 18:13

อ้างจาก: Singing Blue Jay ที่  14 ก.พ. 14, 14:33

ขอบคุณทุกท่านที่มาตอบให้นะคะ  เรื่องตึกถล่มหายข้องใจกันไป ภาษาใต้แถวนี้เรียกว่า "หวางไป" ค่ะ   ยิ้มกว้างๆ

ส่วนภาพที่ลุงไก่โพสต์ให้ดู ตัวเองไม่ทราบข้อมูลอะไรเลยค่ะ ไม่ทราบว่าเป็นอาคารหลังไหนแน่ เพียงแต่คุณแม่เคยบอกว่าอยู่หัวมุมพอดี และเป็นโรงเรียนที่มีที่พักให้นักเรียนต่างจังหวัดพักที่โรงเรียนได้ เคยถามคุณพ่อว่าชื่อโรงเรียนอะไรก็จำไม่ได้ บอกแต่ว่าสมัยนั้นย่านนั้นจะมีโรงเรียนสอนตัดเสื้อผ้าสอนทำผมหลายแห่ง มีที่มีชื่อเสียงแห่งหนึ่งชื่อ "ลีฟวิ่ง" แต่โรงเรียนนี้ไม่ใช่ลีฟวิ่งค่ะ

เคยเห็นรูปถ่ายที่คุณแม่กับเพื่อนๆไปเดินเล่นกันแถวอนุสาวรีย์แล้วก็นั่งถ่ายรูปกันเป็นกลุ่มบนลานอนุสาวรีย์ ตอนเห็นรูปครั้งแรกตอนเด็กๆก็ถามว่าแล้วเดินข้ามถนนไปได้ยังไงคะ เพราะสมัยเรารถวิ่งกันขวักไขว่แล้ว ยุคนั้นถนนโล่ง เดินกันสบาย เย็นๆก็ไปเดินเล่นกัน

ขอกลับมาแจ้ง่ความคืบหน้าเกี่ยวกับโรงเรียนสอนตัดเสื้อที่ราชดำเนินทีได้ถามไว้นะคะ ข้องใจมากว่าคุณแม่เรียนที่ไหนแน่ ก็ได้พยายามสอบถามกลับไปที่คุณป้าพี่สาวของคุณแม่ ในที่สุดทราบว่าชื่อร้าน"เมธา"ค่ะ สมัยนั้นคงมีสาวๆมาเรียนกันมาก พี่สาวเล่าว่า เพื่อนรุ่นพี่คนหนึ่งของคุณแม่คือ คุณป้าสนุ่น เทียนทอง พี่สาวของคุณเสนาะ เทียนทอง ก็มาเรียนอยู่ด้วยกัน คุณแม่ได้ไปเยี่ยมที่อำเภอวัฒนานครก่อนจะเสียชีวิตอีกไม่กี่ปีต่อมาค่ะ โดยทั้งคู่ไม่ได้เจอกันมาประมาณหกสิบปี แต่ต่างคนต่างก็จำความหลังสมัยก่อนกันได้!

ส่วนร้าน Living ที่คุณพ่อเล่าให้ฟังว่าเป็นโรงเรียนสอนตัดเสื้อชื่อดังในอดีต ค้นได้ว่า อาจารย์ปกรณ์ วุฒิยางกูร "ครูสอนตัดเสื้อ" ระดับตำนานของเมืองไทย ได้ย้อนความหลังให้ฟัง คัดมาจากสกุลไทยออนไลน์ค่ะ

"ความรู้สึกอยากเรียนมันเกิดขึ้นมาเอง เหมือนคนอยากเป็นหมอก็อยากจะเป็น ผมอยากเป็นช่างเสื้อ ชอบออกแบบ ผมทำเสื้อผ้าเป็นตั้งแต่ ม.๓ เมื่อก่อนจะมีร้านหนึ่งชื่อร้าน Living เป็นโรงเรียนสอนตัดเสื้อของแม่ชีฝรั่งอยู่แถวบางขุนพรหม เป็นโรงเรียนสอนตัดเสื้อโรงเรียนแรกๆที่พวกแหม่มสอน ก็ไปขอเขาเรียน เขาก็ไม่รับ เพราะเราเป็นผู้ชาย เราก็ขอเขา ขอเรียนตอนเย็น จนเขาสงสารก็เลยสอนให้ สมัยนั้นสร้างแบบกันบนหนังสือพิมพ์บ้าง ไม่มีกระดาษสร้างแบบเหมือนสมัยนี้ แล้วก็สมัยก่อนไม่ค่อยมีคัตติ้ง ง่ายๆ แบบแส็คง่ายๆแล้วก็ค่อยๆพัฒนาขึ้นมาเรื่อยๆ แบบเสื้อเราก็ดูแบบจากต่างประเทศเป็นหลัก จากฮอลลีวู้ด ฝรั่งเศส ดีไซเนอร์ก็ไม่มี เพราะว่าพูดกันตามตรง คนไทยจะรับจากเมืองนอกทั้งนั้น ออกแบบให้ตาย เขาก็ต้องเอาแบบของนอกมาใช้"

http://www.yingthai-mag.com/?q=magazine/%E0%B8%9B%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%93%E0%B9%8C-%E0%B8%A7%E0%B8%B8%E0%B8%92%E0%B8%B4%E0%B8%A2%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B8%81%E0%B8%B9%E0%B8%A3

แนบรูปในกล่องเก็บภาพของที่บ้านค่ะ ไม่มั่นใจว่าเป็นรูปของคุณพ่อหรือคุณแม่ เพราะถ้าเป็นเพื่อนคุณแม่ก็จะมีแต่สาวๆอยู่กันเป็นกลุ่ม แต่ก็คงเป็นรูปสมัยนั้นค่ะ ยิ้ม"



และก็ไม่น่าเชื่อว่าแค่เห็นภาพถ่ายก็มีคนสามารถลงรายละเอียดต่อเรื่องของกระดาษอัดภาพได้อีก

" ลุงไก่ สุครีพ ****** ตอบ: 1281

ความคิดเห็นที่ 40  เมื่อ 20 ก.พ. 14, 19:51

ลักษณะของกระดาษอัดภาพแบบนี้ นิยมกันในช่วง พ.ศ. ๒๔๙๐-๒๕๐๐ ฟิลม์ถ่ายภาพจำได้ว่าเรียกขนาดฟิล์มเบอร์ ๑๒๐ ในยุคแรกฟิล์มไม่ได้อยู่ในกลักฟิล์ม แต่จะม้วนอยู่รอบแกนฟิล์มและจะมีกระดาษสีดำทาบมากับฟิล์ม การใส่ฟิล์มก้ต้องค่อยๆ คลายฟิล์มออกมา สอดปลายกระดาษเข้าแกนเปล่าอีกด้านหนึ่ง ปิดฝาหลังกล้องให้สนิทแล้วค่อยๆ หมุนแกนให้ฟิล์มเลื่อนไป

บนฝาหลังกล้องจะมีช่องเล็กๆ สำหรับมองตัวเลขลำดับภาพของฟิล์มบนหลังกระดาษห่อฟิล์ม โดยปกติฟิล์ม ๑ ม้วน จะจัดมาให้ถ่ายได้ ๑๒ ภาพพอดี พอถ่ายหมดม้วน ก็หมุนแกนด้านแรกกลับให้หมด ถอดฟิล์มไปส่งร้านให้ล้างและอัดภาพ .. บรรดาตากล้องมือใหม่มักไม่กล้าถอดฟิล์มเอง ก็จะเอากล้องไปที่ร้านช่วยถอดฟิล์มให้"


"POJA พาลี **** ตอบ: 298

ความคิดเห็นที่ 44  เมื่อ 22 ก.พ. 14, 21:14

ตอบอย่างไม่แน่ใจนะคะ

4 ด้านของอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ไล่จากด้านร้านศรแดง (เมธาวลัย ศรแดง) ตามเข็มนาฬิกาไปเป็นร้านขายหนังสือริมขอบฟ้า (เมืองโบราณ) ขึ้นไปเป็นร้านแมคโดนัลด์ แต่ก่อนเป็นบาร์ชื่อ อเล็กซานดร้า แห่งสุดท้ายซึ่งอยู่ตรงข้ามโรงเรียนสตรีวิทยา ซึ่งคุณ Singing Blue Jay เอ่ยถาม น่าจะเป็นตึกที่ปัจจุบันเป็นร้านอาหาร Side Walk ก่อนหน้าหลายปีเป็นร้านอาหารวิจิตรมาลี  ก่อนจะเป็นร้านอาหารเป็นร้านดอกไม้ ถ้าจะเป็นโรงเรียนเสริมสวยก่อนหน้านั้น ก็เป็นไปได้มากค่ะ


ส่วนอาคาร ศูนย์พณิชยกรรม (ศูนย์แสดงสินค้า)ของกรมพาณิชย์สัมพันธ์ ที่สี่แยกคอกวัวนั้น ปัจจุบันไม่ได้ใช้งานแล้ว ล้อมรั้วอยู่เฉย ๆ มาหลายปีแล้วค่ะ  ได้ข่าวว่าทาง กทม มีโครงการปรับปรุงเป็นห้องสมุดประชาชน  ซึ่งอาจจะเลยไปถึงอาคารกองสลากด้วย คือตึกทางด้านนั้นทั้งแถบ มาสุดตรงอาคารกรมประชาสัมพันธ์เก่าที่ถูกเผาไปตอน พฤษภา 35 ก็จะทำเป็นอนุสรณ์สถาน"


สรุปว่าได้ความรู้มาอีกมากจากความสงสัยเรื่องเก่าของคุณพ่อคุณแม่

สรุปได้ว่าคุณพ่อน่าจะเข้ากรุงเทพในปี พ.ศ. 2485 ส่วนคุณแม่น่าจะอยู่กรุงเทพช่วงแถวๆปี 2490 หรือเลยไปไม่กี่ปีแถวๆนั้น  เพราะคุณพ่อคุณแม่ไปเจอกัน  แต่งงาน  และมีลูกคนแรกในปี 2498 

เรื่องราวความหลังของครอบครัวก็เป็นสิ่งที่น่าสนใจ ผูกโยงถึงประวัติศาสตร์กันได้




พระธาตุ



หลายปีก่อน  ได้รับพระธาตุมาจากน้องเล็ก จงดี ผู้ไปอยู่เชียงใหม่  ส่งพระธาตุมาให้ หลังจากได้มาก็ไม่ทราบจะทำอย่างไร  เพราะก็ไม่ใช่คนที่เก็บพระเครื่อง  ดูแลไม่เป็น  จนเดือนที่ผ่านมานี้  ได้ทราบข่าวว่า  น้องหญิง ลักษขณา จะสร้างพระพุทธรูปหน้าตัก 30 นิ้ว ถวายวัดห้วยเต็ง ก็เลยมอบพระธาตุไปให้  ได้ยินว่าจะนำไปใส่พระเศียรพระพุทธูป  ก็เลยถามน้องเล็ก จงดีไปว่า  พระธาตุที่ให้มาเป็นมาอย่างไร ได้ความว่า
"เป็นพระโลหิตธาตุของพระทีปังกรพุทธเจ้า​ ที่พระองค์กล่าวกับสุเมธดาบสว่า ต่อไปฤษีตนนี้จักได้เป็น​พระพุทธเจ้า​ในอนาคตค่ะ... พี่จงกราบไหว้บูชา.. แล้วอธิฐานจิตกับท่านว่าจะขอแบ่งไปบรรจุไว้.... ส่วนหนึ่งขออัน​เชิญ​ให้ท่านเสด็จมาเพิ่มเพื่อการนี้แล้วเช้าค่อยแบ่งไปก็ได้ค่ะ.. ขอแล้วจะมีกลิ่นหอมหรือขนลุก​ น้ำตาไหล... คือ​ปิติชนิดหนึ่งค่ะ.. อนุโมทนานะค่ะ... สั่งซื้อผอบเป็นพลาสติกคุณภาพ​สูง​มาใส่ไว้บูชาน่าจะดีค่ะ.. ไม่แพงประมาณ​3-500 บาท"

ถามต่อไปว่า ได้มาจากไหนหรือคะ
" .... ไปที่ห้องพระที่นึง... หลวงปู่ปาน​วัดบางนมโคท่านมาแบ่งให้ค่ะ.. 🙏//ควรจะมีไว้บูชาที่บ้านด้วยก็ดีเป็นมงคล​ ไว้คุ้มครองรักษาป้องกันภัยพิบัติต่างๆได้ค่ะ.. ภับพิบัติ​มากค่ะช่วงนี้"
"ครู​บาอาจารย์​พระอริยะ​กล่าวถ​เรื่อง​ อานุภาพ​ในการปกป้องรักษาค่ะ.. และความปกติของฤดูกาล​ในสถานที่ที่มีพระธาตุค่ะ"

แล้วพระธาตุชุดนี้ก็ได้ไปบรรจุเศียรองค์พระที่วัดห้วยเต็งเรียบร้อยแล้ว ทางน้องหญิงและเมี่ยวได้นำไปถวายวัดเมื่อวันที่ ก็ได้ตามไปถวายด้วย เป็นที่เหมาะสมที่พระธาตุจะได้อยู่แล้วค่ะ




Saturday, February 25, 2017

บันทึกน้ำท่วม 2560

ตั้งแต่วันที่ 2 9 ธันวาคม 2559 กรมอุตุฯ แจ้งว่าบริเวณความกดอากาศสูงกำลังแรงจากประเทศจีนได้แผ่ลงมาปกคลุมประเทศไทยตอนบน บริเวณประเทศไทยตอนบนมีอากาศหนาวเย็นโดยทั่วไป บริเวณเทือกเขาในภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีอากาศหนาวถึงหนาวจัด  มีมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือมีกำลังแรงพัดปกคลุมภาคใต้และอ่าวไทย และจะมีหย่อมความกดอากาศต่ำบริเวณทะเลจีนใต้ตอนล่าง เคลื่อนเข้าปกคลุมภาคใต้ตอนล่าง และประเทศมาเลเซีย ทำให้ภาคใต้มีฝนเพิ่มขึ้นและมีฝนตกหนักถึงหนักมาก

วันที่ 30 ธันวาคม กรมอุตุฯแจ้งเตือนมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือกำลังแรงพัดปกคลุมประเทศไทย ภาคใต้และอ่าวไทย ประกอบกับในช่วงวันที่ 31 ธันวาคม 2559 - 3 มกราคม 2560 จะมีหย่อมความกดอากาศต่ำบริเวณทะเลจีนใต้ตอนล่าง คาดว่าจะเคลื่อนเข้าปกคลุมภาคใต้ตอนล่างและประเทศมาเลเซีย ทำให้ภาคใต้มีฝนเพิ่มขึ้นและมีฝนตกหนักถึงหนักมากบางแห่งส่วนมากบริเวณจังหวัดนราธิวาส ยะลา ปัตตานี สงขลา พัทลุง นครศรีธรรมราช สุราษฎร์ธานี และชุมพร 
ตั้งแต่วันที่ 2 มกราคมจนถึงวันนี้ 8 มกราคม กรมอุตุฯประกาศเตือนว่า "ฝนตกหนักถึงหนักมากภาคใต้ตอนล่าง และคลื่นลมแรงบริเวณอ่าวไทย " และพยากรณ์อากาศวันต่อวัน โดยทีแรกคาดว่าจะมีฝนตกหนักถึงวันที่ 4 แล้วก็ค่อยๆเลื่อนไปเป็น วันที่ 8 วันที่ 9 และวันที่ 10 อย่างต่อเนื่อง
ในนครศรีธรรมราชเจอผลกระทบหนักที่สุดช่วงวันที่ 5-6 มกราคม 2560 ที่น้ำทะลักเข้าท่วมตัวเมืองและอำเภอต่างๆ จากที่คิดว่าไม่หนักหนากลับกลายเป็นน้ำท่วมที่รุนแรงที่สุดในรอบหลายสิบปี มากกว่าปี 2554 แต่ปีนี้ที่กรุงเทพช่วงนี้ไม่เกิดน้ำท่วมจึงดูว่าเป็นน้ำท่วมที่ไม่หนักหนา ทั้งๆที่ภาคใต้เจอภัยพิบัติทางน้ำรุนแรงที่สุด

เส้นทางถนนถูกตัดขาดหลายจุด  สะพานขาด  น้ำท่วมถนน จนในที่สุดรถทัวร์งดให้บริการ  รถไฟก็งดบริการ และในที่สุดสนามบินแจ้งงดบริการ สนามบินแจ้งปิดวันที่ 6 – 7 มกราคม จากนั้นเลื่อนปิด 8-9 มกราคม และมีทีท่าว่าจะปิดต่อเนื่องต่อไปอีก

เริ่มนับตั้งแต่ 31 ธันวาคม 2559 ว่าอากาศมัวๆ และก็มีฝนตกในช่วงจะเปลี่ยนผ่านปี นับจากปีใหม่มา แทบจะไม่ได้เห็นแสงอาทิตย์ ความที่ฝนตกทุกวันต่อเนื่อง ปีนี้หยุดยาว 31 ธันวาคม 2559 – 3 มกราคม 2560 คิดว่าฝนตกก็ไม่เป็นไรจะได้อยู่บ้านอ่านหนังสือ






วันจันทร์ที่ 2 มกราคม แอบได้เห็นดวงอาทิตย์ตอนเช้านิดหน่อยเพราะไปเดินเที่ยวชมทะเลท่าสูงตอนเช้า แปลกใจที่เห็นสาหร่ายทุ่นขึ้นมาเต็มหาด ชาวบ้านบอกว่าสาหร่ายขึ้นมาสามวันแล้ว  แสดงว่ามรสุมแรงซัดเข้าฝั่งแล้วซัดสาหร่ายเข้ามากองเต็มหาด เป็นอาหารยามมรสุม




วันอังคารที่ 3 มกราคม วันนี้ฝนตกทั้งวัน แต่ความที่อยากพาเพื่อนไปดูสาหร่ายทุ่น ก็ออกไปดูกันช่วงบ่ายโมง ไปเก็บสาหร่ายกลางสายฝน ไปขับรถกลางสายฝนเยี่ยมเยียนเพื่อนที่บ้านสวนสวยใกล้หาดทรายแก้ว และขับรถฝ่าฝนไปมา จนในที่สุดเพื่อนตั้งใจจะขึ้นกรุงเทพด้วยรถทัวร์เย็นนั้น ได้ไปส่งขึ้นรถกลางสายฝน

วันพุธที่ 4 มกราคม เป็นวันเปิดทำงานวันแรกของปี  ตอนเช้าไปส่งคุณพ่อไปตรวจร่างกายที่โรงพยาบาลมหาราช ไปท่ามกลางสายฝยปรอยๆ กลับมาก็ยังได้สอนหนังสือช่วงสิบโมงถึงเที่ยงทั้งๆที่คิดว่านักศึกษาอาจจติดฝนแล้วไม่มาเรียน แต่นักศึกษาก็มาจนเกือบครบ ช่วงบ่ายฝนยังตกตลอด จนตอนเย็นขับรถไปรับคุณพ่อกลับ และแวะซื้อของที่เซ็นทรัล เหตุการณ์ก็ยังปกติ ไม่มีน้ำท่วม มีแต่ฝนตกตลอดเวลา

วันพฤหัสบดีที่ 5 มกราคม มีประกาศจากมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ออกมาในช่วงบ่าย 2 ฉบับ ฉบับแรกเป็นของบุคลากร และฉบับที่ 2 แจ้งคณาจารย์และนักศึกษา

“ประกาศจากมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ "งดการเรียนการสอนและเลื่อนวันสอบกลางภาค"
ด้วยในพื้นที่ของจังหวัดนครศรีธรรมราช กำลังประสบภัยกับสภาวะฝนตกหนัก และหนาแน่นเป็นบริเวณกว้าง จนก่อให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลาก และขณะนี้หลายพื้นที่มีน้ำท่วมสูงต่อเนื่องเป็นเวลานาน สร้างความเสียหายต่อชีวิต ทรัพย์สินและพื้นที่การเกษตรประกอบกับพยากรณ์อากาศของกรมอุตุนิยมวิทยาแจ้งว่า ในช่วงวันที่ 4-7 มกราคม 2560 ประชาชนในภาคใต้ตอนบน ให้ระวังอันตรายจากฝนตกหนักถึงหนักมาก และปริมาณฝนที่ตกสะสม
ดังนั้นเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนให้กับคณาจารย์และนักศึกษา ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ดังกล่าว มหาวิทยาลัยจึง
งดการเรียนการสอน ในวันศุกร์ที่ 6 มกราคม 2560
เลื่อนการสอนชดเชย ในวันเสาร์ที่ 7 มกราคม 2560
เลื่อนการสอบกลางภาคในวันเสาร์และวันอาทิตย์ที่ 7-8 มกราคม 2560”

วันที่ 6 มกราคม เข้าไปในมหาวิทยาลัย และตอนเที่ยงออกไปเติมน้ำมัน หน้ามอก็ไม่มีอะไรวิกฤตบนถนน แต่ในทุ่งน้ำปริ่ม หมู่บ้านสวยๆบนเนินกลายเป็นบ้านริมทะเลสาบ
ในมอบริเวณอาคารวิชาการแถวลานจอดรถ น้ำลดแล้ว แต่ใน covered way ยังคงมีน้ำขัง
ส่วนบริเวณอื่นๆ เช่น ทะเลสาบหน้ามอ น้ำล้นมาถึงสนาม. ใต้สะพานหน้าอาคารบริหารทางปิด
วันที่ 7-8 มกราคม เป็นวันเสาร์อาทิตย์ ที่ฝนยังคงตกต่อเนื่องจนหลักสูตร MIT ต้องงดการเรียนการสอนเสาร์อาทิตย์นั้น

และมีโรงเรียนในตัวจังหวัดประกาศปิดโรงเรียนเพิ่ม  มหาวิทยาลัยราชภัฏนครฯปิดตลอดสัปดาห์หน้าทั้งสัปดาห์ จนตอนบ่ายของวันที่ 8 มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ประกาศงดการเรียนการสอนเพิ่มในวันที่ 9-10 มกราคม

----------------------
30 พ.ย. 2560
เดือน พ.ย. มีฝนตกหนักเช่นเคย ช่วงนี้กรมอุตุแจ้งว่าจะมีฝนตกแบบนี้ไปจนถึงวันที่ 1 ธ.ค. สองสามวันนี้ทางยะลา เห็นมีน้ำท่วมตัวเมืองกันแล้ว ในนครก็เฝ้าระวังกัน
ที่ท่าศาลามีฝนตกตลอด ในมอก็น้ำท่วมขังตาม walked way และที่จอดรถตามปกติ  ถ้ามีช่วงฝนหยุดซักพักก็น้ำลด  เมื่อวานกับเช้านี้ฝนตกตลอดเวลา มากบ้างน้อยบ้าง แต่ไม่เห็นดวงอาทิตย์เลย





ภาพจากออฟฟิศที่ C3 วันที่ 29/11/2560


Thursday, December 01, 2016

กุหลาบจุฬาลงกรณ์


กุหลาบจุฬาลงกรณ์





กุหลาบสีชมพู ดอกใหญ่ กลีบซ้อนแน่นดอกนี้ชื่อว่า "กุหลาบจุฬาลงกรณ์" เป็นกุหลาบที่พระราชชายา เจ้าดารารัศมีทรงโปรดและได้ตั้งชื่อเป็นที่ระลึกถึงพระสวามีคือ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ไม่มีข้อมูลแน่ชัดถึงกุหลาบพันธ์นี้ว่าใครป็นผู้ผสมพันธุ์ขึ้นและมีชื่อว่าอะไร แต่เป็นที่เข้าใจว่าเป็นกุหลาบที่พระราชชายา เจ้าดารารัศมีได้มาจากอังกฤษเนื่องจากท่านทรงเป็น สมาชิกกิตติมศักดิ์ ของ ราชสมาคมกุหลาบแห่งประเทศอังกฤษ ( The Royal National Rose Society (RNSS)) และได้ถูกนำไปปลูกที่เชียงใหม่ เมื่อท่านได้ตั้งชื่อกุหลาบไว้แล้ว กุหลาบพันธุ์นี้จึงเป็นที่รู้จักในประเทศไทยว่าคือ "กุหลาบจุฬาลงกรณ์"

กุหลาบจุฬาลงกรณ์นับว่าเป็นกุหลาบสมัยเก่า (Old Garden Roses) ซึ่งหมายถึง กุหลาบที่ผสมพันธุ์ออกสู่ตลาดก่อนปี ค.ศ. 1867 (พ.ศ. 2410) จัดเป็นกุหลาบชนิด ไฮบริดเพอร์เพทชวล (Hybrid Perpetual) มีกลีบมากประมาณ 45 กลีบ ขนาดดอกใหญ่ประมาณ 12-15 ซม มีกลิ่นหอมจัด ไม่มีหนาม ดอกใหญ่มาก โตเร็ว

กุหลาบต้นนี้ได้มาจากงานเกษตรแฟร์ที่ ม.วลัยลักษณ์ปีนี้ ปกติจะซื้อกุหลาบของ David Austin หรือไม่ก็พันธุ์ที่รู้จักชื่ออยู่บ้าง วันนั้นตอนไปเดินซื้อก็ลองถามไปเล่นๆ เพราะผูกพันกับชื่อจุฬาลงกรณ์มายาวนาน ดีใจมากที่เขามีขาย ก็ซื้อมาหนึ่งต้น ไม่ค่อยแน่ใจว่าจะเลี้ยงรอดหรือเปล่าเพราะทราบว่ามีโรคพืชที่กุหลาบพันธุ์นี้ไม่ค่อยทนอยู่เหมือนกัน
หลังจากปลูกมาซักพัก พบว่ากุหลาบต้นนี้เป็นกุหลาบนิสัยดีอีกหนึ่งต้น จะออกดอกเรื่อยๆ ดอกใหญ่ กลีบซ้อนหนา สีชมพูสวยหวานมากๆ ปีหน้าถ้าเขาเอามาขายอีกจะซื้อเพิ่มค่ะ :)

ถ่ายรูปกุหลาบมาประชันกับแก้วและร่มกุหลาบจุฬาลงกรณ์ ปีนี้จุฬาฉลอง 100 ปี มีของที่ระลึกที่ใช้ลายดอกกุหลาบจุฬาลงกรณ์หลายชิ้น งดงาม และมีคุณค่าทางใจมากค่ะ

Thursday, November 24, 2016

#บันทึกตลาดสด...แบบไม่ชำนาญการ : ราคาอาหาร

1 ธันวาคม 2558




สามสี่ปีมานี้ได้เดินตลาดสดแทบทุกวัน การเดินตลาดสดก็ดีที่ได้อาหารสดๆจริง หลังจากต้องทำอาหารเองทุกวันมาระยะหนึ่งก็พบว่าชีวิตที่ต้องกินอาหารกล่อง อาหารกระป๋อง อาหารปรุงแต่งที่เคยเป็นมาเมื่อหลายปีก่อนมันดูน่าสงสารไปนะ ในเมื่อเราสามารถหาของสดๆใหม่ๆ เลือกได้ ปรุงรสชาติเองได้
แต่การเดินตลาดแบบผู้ไม่ชำนาญการก็มีอาการประมาณว่า เราจะซื้อของแบบนิ่งๆไงคะ เอาราคารวมมาเลย ไม่เคยถามราคาว่าของแต่ละอย่างราคาเท่าไร เพราะคิดว่ายังไงก็ถูกกว่าซื้อในซุปเปอร์มาร์เกต มีวันนี้แหละ ลองถามราคาแม่ค้าว่า ผักกาดเขียว ผักกาดขาวราคาเท่าไร ได้คำตอบว่า กิโลละ 35 และ 40 บาท ตามลำดับ แล้วคึ่นช่ายราคาเท่าไรคะ ขีดละ 15 บาท แอร๊ยย กิโลละ 150 เลยเหรอ รู้สึกว่าแพง แต่เวลาหยิบที่เป็นถุงๆในโลตัสมันแพงกว่านี้อีกนะ กิโลละเท่าไรกันละนั่น
ปลากะพงกิโลละ 250 บาทแต่เป็นแบบตัวใหญ่ยักษ์นะคะหนักหลายกิโล ปลาตาเดียวตัวโตกิโลละ 130 บาท กุ้งก้ามโตตัวโตๆ ตอนนี้กิโลละ 350 - 400 บาท กุ้งไซส์ปกติกิโลละสองร้อยกว่าบาท ปลาทูนึ่งตัวโตจะมีราคาตั้งแต่ 25-40 บาท ตามขนาด ถ้าเป็นเข่งเล็กๆแบบสองตัวหรือสามตัวก็เข่งละ 20- 25 บาท
โครงไก่สดของน้องหมาโครงละ 10-15 บาท ผักสดเป็นกำๆพวกโหระพา กะเพรา กำละ 5 บาท ผักเหรียงสามกำ 20 บาท เครื่องแกงถุงละสิบบาท กะทิประมาณแกงหนึ่งหม้อเล็ก 30 บาท ปกติจะซื้อ 40 บาทเผื่อทำขนม
ทุกอย่างที่ซื้อไปบางทีก็งงๆว่าถูกหรือแพงละเนี่ย แต่ก็ยังโอเคกับราคานี้นะคะ ได้กินของสดๆทุกวันก็ดีใจมากแล้ว







12 ธันวาคม 2558

#บันทึกตลาดสด ...น้ำใจใสๆในตลาด :)


วันนี้เดินตลาดสายนิดนึง เดินซื้อขนมแล้วเข้าไปซื้อของสดตามปกติ ชีวิตในตลาดก็อบอุ่นดีนะคะ...
น้าตุ่นที่ขายรองเท้า ไม่ค่อยสบาย วันนี้ใส่หน้ากากปิดปากสีแดงมาเปิดร้าน คุยกันว่าต้องดูแลตัวเอง ข่าวว่าเดี๋ยวจะกลับบ้านแล้ว ไม่ไหวแล้ว ...หายเร็วๆนะคะ
เดินต่อไปร้านขายไก่สด คุยกับก๊ะร้านไก่ว่าเห็นใช้เขียงไก่อันใหม่แล้วนะคะ เพราะเคยคุยกันว่าด้วยเขียงไก่ ก๊ะบอกว่า เขียงที่ใช้สับเริ่มจะโค้งลงไม่เรียบอีกแล้ว ต้องเปลี่ยนใหม่ แต่แม่ค้าตลาดนัดยังไม่เอามาขาย ต้องรอ เขียงที่ใช้จะต้องผิวเรียบจะได้สับง่าย เวลาใช้สับไปนานๆเขียงจะสึกจนผิวสึกลงไปไม่เรียบเหมือนเดิมก็ต้องเปลี่ยนใหม่ ขนาดของเขียงจะไม่เลือกอันใหญ่เกินไป ง่ายๆเลย เพราะมันหนักขนไปตลาดนัดยาก ส่วนมีดอีโต้ที่ใช้สับก็ต้องเป็นมีดโค้งนิดหน่อยจะได้สับง่าย อย่างเขียงที่ใช้ ใช้ได้ไม่นานสองสามเดือนก็ต้องเปลี่ยน เออ นี่ก็ภูมิปัญญาเฉพาะอาชีพนะคะ น่าสนใจทีเดียว
เดินไปซื้อกุ้ง ได้ความว่าช่วงนี้กุ้งแพง เพราะเขาจับกุ้งล็อตใหญ่ไปตอนเดือนสิบสอง ตอนนี้กุ้งจะแพง แต่อีกไม่นานก็จะราคาลงมาเป็นปกติ อย่างวันนี้ซื้อกุ้งกิโลละสองร้อย ถ้าปกติจะร้อยแปดสิบ เป็นต้น
ซื้อโน่นซื้อนี่แล้วไปซื้อเครื่องแกง ก๊ะร้านเครื่องแกงมีส้มตำกรอบฝากมาให้ลองชิม ส้มตำใส่ถ้วยโฟม แยกน้ำยำส้มตำใส่ถุงมาเสร็จสรรพ เอามาลองชิมแล้วนะคะก๊ะ อร่อยดีค่ะ ส้มตำกรอบแอบเหมือนเฟรนช์ฟราย ว่าจะลองจิ้มซอสหรือมายองเนสน่าจะอร่อย ได้กินตอนเก้าโมงเช้าก็ยังกรอบดี ทอดได้ดีนะคะ
เดินออกจากตลาดด้วยสองมือพะรุงพะรังกับอารมณ์ดีๆค่ะ