แนะนำคลิปวิดิโอให้น้องเพลินไปดูดีกว่า....
https://www.youtube.com/watch?v=1CYqBNgqJ1A
เรื่องนี้ก็เป็นหนังน่าดูเรื่องนึง ที่อธิบายสมการของไอน์สไตน์ได้แบบเข้าใจง่าย พูดถึงชีวิตของไอน์สไตน์กับการค้นพบสมการ E= mc2 ของเขา เรื่องนี้วนเวียนกับสถานที่หลายแห่งในยุโรป(เผื่อหน่องน้องจะตามไปดูอีกครั้งเพื่อไปซาบซึ้งในรายละเอียด) มีตั้งแต่ที่ Bern, Munich, Zurich,Paris,London มีหลายที่ที่หน่องน้องเคยไปเนอะ
เรื่องนี้เล่าถึงการค้นพบสมการของไอน์สไตน์ โดยแยกไปดูตัวแปรแต่ละตัวว่ามีที่มาอย่างไร มีทั้งเรื่องของ ...
E Energy คือการทดลองของฟาราเดย์ที่พบความสัมพันธ์ของแม่เหล็กและไฟฟ้า (ปัจจุบันยังมีเลกเชอร์ที่ฟาราเดย์เซ็ตขึ้นตั้งแต่ปี 1825 คือ Christmas Lecture ของ Royal Institute หาดูได้ใน Youtube น่าสนใจมาก)
มีเรื่องของ M Mass คือการค้นพบกฏการทรงมวลของสสารของลาวัวซิเยร์(มีแลปแสดงอยู่ที่พิพิธภัณฑ์ art and craft ที่ปารีส ครั้งหน้าไปอย่าลืมแวะไปดู)
แล้ววกกลับมาที่เรื่องของ C Speed of light ก็เป็นการค้นพบของฟาราเดย์ที่ Maxwell นำไปต่อยอดจนกลายเป็นศาสตร์ Electromagnetic ที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับความเร็วแสง (Light is another form of electromagnetic wave)
ส่วนตัวสุดท้ายในสมการคือ 2 squared มาจากผลงานของเอมิลี หญิงสาวตระกุูลสูงผู้ได้รับการศึกษาสูงมากของฝรั่งเศส เธอได้รับการกล่าวถึงโดยวอลแตร์ว่าเป็น "a great man whose only fault was being a woman" (http://www.singingbluejay.blogspot.com/.../%E0%B8%A7%E0... ) เธอศึกษางานของนิวตัน งานของไลซ์นิชในส่วนที่เกี่ยวข้องกับ squared และงานของนักวิทยาศาสตร์ดัชต์ Willem 's Gravesande ที่พูดถึง kinetc energy การตกของบอลพิสูจน์ว่าแนวคิดของไลซ์นิชถูกต้อง
จากความรู้ของคนในอดีต ไอน์สไตน์ได้คิดในมุมมองใหม่ และได้สมการที่รวมทุกอย่างลงในรูปแบบง่ายๆ E=mc2
การพิสูจน์งานของไอน์สไตน์น่าจะกินเวลายาวนาน แต่เนื่องจากเกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 และในช่วงนั้นมีนักฟิสิกส์หญิงชื่อ Lise Meitner ผู้ค้นพบการเกิด nuclear fission ลองคิดซิว่าถ้าเราแยกอะตอมหนึ่งอะตอมออกจากกันเป็นสองส่วน พลังงานที่เกิดขึ้นจะมากมายแค่ไหน มันเป็นไปตามสมการของไอน์สไตน์นั่นเอง (คนนี้เก๋มากๆ มีธาตุชนิดใหม่ที่ได้รับการตั้งชื่อว่า meitnerium เป็นเกียรติแก่เธอเมื่อปี 1997 จะมีใครซักกี่คนในโลกมีธาตุเป็นของตัวเองแบบนั้น และเป็นคนที่ไอน์สไตน์เรียกว่า German Marie Curie)
หลังจากการค้นพบที่จะแยกอะตอมได้ นักฟิสิกส์ทั่วโลกก็สามารถหาวิธีการที่จะสร้างการแยกอะตอมด้วยวิธีการอื่น ด้วยธาตุอื่น และระเบิดปรมาณูก็ุถูกสร้างขึ้นด้วยความสำเร็จของการเกิดปฏิกิริยานิวเคลียร์นี้เอง
เรื่องนี้สนุกดีนะ เราเห็นว่านักวิทยาศาสตร์ที่มีชื่อเสียง บางคนก็รู้จักกันในรูปแบบต่างๆ เช่น ฟาราเดย์จะเป็นผู้ช่วยของเซอร์ฮัมฟรีย์ แต่ไม่ได้รับการยกย่อง ในขณะที่เมื่อแก่ตัวลง ฟาราเดย์เป็นเพื่อนต่างวัยกับแมกซเวลล์และดีกันมาก เอมิลีและวอลแตร์ก็มีความสัมพันธ์กัน ไอน์สไตน์และแมก แพลงค์ก็เป็นเพื่อนที่ดีต่อกัน ไมท์เนอร์ก็เคยเป็นผู้ช่วยของแพลงค์
Btw,ไอน์สไตน์ตายในปีที่ป้ามิลินท์เกิด ปี 1955 ค่ะ
Showing posts with label รำพึงรำพัน. Show all posts
Showing posts with label รำพึงรำพัน. Show all posts
Thursday, April 28, 2016
Wednesday, August 27, 2014
CU CHORUS
เช้านี้เห็นประกาศรับสมัคร CU CHORUS AUDITION 2014 เป็นกิจกรรมเปิดรับนักร้องและนักเปียโนเข้าชมรมประจำปี ตามลิงก์เข้าไปดูด้วยความสนใจว่าสมัยนี้เขารับสมัครกันยังไง พบว่าเป็นไปตามยุคสมัยคือ ประกาศรับทาง FB ทางเว็บไซต์ ให้เข้าไปสมัครออนไลน์ในเว็บของชมรม ที่น่าเอ็นดูคือขั้นตอนการสมัคร
เมื่อคลิกสมัครจะไปที่หน้า “ขั้นตอนที่ 1 รับทราบข้อตกลง” เพื่อทำความเข้าใจว่าเข้าชมรมมาแล้วต้องซ้อมสม่ำเสมอนะจ๊ะ จะไม่ได้ออกแสดงจนกว่าจะฝึก Voice Training เป็นเวลาหนึ่งปีไม่ว่าจะมีพื้นฐานทางดนตรีหรือการขับร้องมาหรือไม่ และจะมีภาระผูกพันที่จะต้องขับร้องประสานเสียงในงานปฐมนิเทศและพิธีพระราชทานปริญญาบัตรอย่างน้อยงานละหนึ่งครั้ง (ดีนะ รู้กันไปเลยว่าต้องทำอะไร จะได้ไม่มาเล่นๆ)
“ขั้นตอนที่ 2 วิธีการกรอกใบสมัคร” จะให้รายละเอียดว่าต้องคัดเสียงวันไหน ไปที่ไหน การติดต่อทำยังไง (ออกแบบดีนะคะ ให้รายละเอียดครบถ้วน)
“ขั้นตอนที่ 3 สมัครคัดเสียง (ผ่านอินเตอร์เน็ท)” ให้กรอกรายละเอียด และเลือกวันคัดเสียง จากนั้นก็คลิกสมัครไป เข้าใจว่าจะได้อีเมลตอบกลับหลังจากนั้นเป็นการยืนยัน
ชอบมากๆที่เขาใช้สื่อสารออนไลน์ให้ข้อมูลกันได้แบบนี้ ไม่เหมือนสมัยก่อนที่เวลาน้องๆไม่เข้าใจก็ต้องวิ่งไปถามรุ่นพี่กัน แล้วก็ไปกันแบบงงๆๆ ไม่ค่อยรู้อะไรแบบสมัยนี้ ทีแรกเห็นคำว่า “สมัครคัดเสียง (ผ่านอินเตอร์เน็ท)” ยังคิดว่า โห ใช้การอัดเสียงตามตัวโน้ตส่งออนไลน์ไปเลย ไม่ต้องไปคัดเสียงต่อหน้ากันจริงๆ คิดว่าไปอีกระดับแล้ว (จริงๆเดี๋ยวนี้จะร้องประสานเสียงร่วมกันผ่านอินเทอร์เน็ตก็ทำได้นะ) แต่ก็เปล่าหรอกนะ วิธีการคัดเสียงยังเหมือนเดิม
ก็เลยนึกถึงสมัยก่อนโน้นนนนนนน....
เมื่อหลายสิบปีก่อน...นานไปนะ...เอาใหม่...
เมื่อหลายปีก่อนตอนที่เพิ่งเข้าเป็นนิสิตปีหนึ่ง ทุกคนจะพยายามหาชมรมที่ตัวเองชอบ เพื่อจะได้มีกลุ่มเพื่อนและได้ฝึกฝนในสิ่งที่ชอบเหมือนๆกัน ตอนนั้นอยากเข้าชมรมนักร้องประสานเสียง สจม. ที่เรียกกันย่อๆว่า CU Chorus ก็ทำเหมือนที่เด็กปีหนึ่งปีนี้ทำก็คือเข้ากระบวนการสมัคร จากนั้นเข้าคัดเสียงตามวันที่กำหนด เมื่อได้รับการประกาศชื่อรับเข้าชมรมและกำหนดกลุ่มเสียงแล้วก็เข้ามาฝึกร้องเพลงด้วยกันตามตารางที่กำหนด ปกติคือ 5 โมงเย็นถึงหนึ่งทุ่ม ปีนั้นเข้าไปเป็นโซปราโน รุ่น 12
การร้องเพลงประสานเสียงเป็นการร้องเพลงร่วมกันเพื่อเป็นพลังแห่งการประสาน ไม่มีใครโดดเด่นออกมา ไม่ว่าใครจะมีน้ำเสียงเป็นเอกลักษณ์ไปร้องเพลงเดี่ยวได้ดีแค่ไหน แต่เมื่อมาร้องเพลงร่วมกัน เสียงจะต้องไม่กระโดด ทุกคนต้องส่งเสริมซึ่งกันและกัน เป็นการฝึกการทำงานเป็นทีมได้ดีมากๆ วันที่มีซ้อมจะรีบไปให้เร็วก่อนเวลาเพื่อจะไปนั่งเม้าท์มอยและร้องเพลงอื่นกับเพื่อนๆ ปกติคนในชมรมนอกจากจะชอบร้องเพลงและร้องเพลงได้ดีกันทุกคน แต่ละคนมักจะเล่นดนตรีได้อย่างน้อยก็ชิ้นสองชิ้น คนนึงเล่นเปียโน คนนึงเล่น ไวโอลิน อีกคนเอาฟลูตมาเป่า อีกสองสามคนเล่นกีต้าร์ แล้วก็ร้องเพลงด้วยกัน บรรยากาศสุนทรีย์เป็นอย่างมาก ที่ดีมากๆอีกอย่างหนึ่งที่ชมรมอื่นไม่ค่อยมีคือห้องแอร์ ชมรมนี้จะต้องอยู่ในห้องแอร์และเก็บเสียงเพื่อไม่ให้ไปรบกวนภายนอก ทุกคนก็เลยชอบมาชมรม และชมรมนี้ตั้งอยู่บนชั้นสามของสนามจุ๊บ(สนามกีฬาจุฬาลงกรณ์) โดยมีม่านปิดไว้ ถ้าเราอยากได้บรรยากาศเขียวๆก็เปิดม่าน จะได้อารมณ์สนามกีฬาแทน
CU Chorus ก็เหมือนทุกชมรมที่แรกๆจะมีคนอยากเข้าจำนวนมาก แต่เมื่ออยู่ไปนานๆด้วยภาระการเรียนและการทำกิจกรรมต่างๆ ทำให้คนในชมรมเริ่มร่อยหรอ การมาซ้อมไม่สม่ำเสมอ เมื่อจะทำการแสดงบางครั้งจะหานักร้องได้ไม่ครบจำนวน เพราะเราร้องเพลงประสานเสียงไม่ได้ร้องเดี่ยว จำเป็นต้องมีคนครบทุกกลุ่มเสียงในจำนวนที่มากพอ อย่างเช่นบางงานเราต้องการคนประมาณ 70 คน ต้องระดมกันมาทั้งหมดถึงจะครบโดยไม่รวมน้องปีหนึ่ง เพราะปีหนึ่งจะต้องซ้อมทั้งปี ไม่สามารถออกแสดงได้ จำได้ว่างานแรกที่ได้แสดงคืองานปฐมนิเทศนิสิตใหม่ปีถัดมา นอกนั้นก็จะมีงานแสดงในงานรับพระราชทานปริญญาบัตร งานออกรายการพิเศษทางทีวี งานแสดงหน้าพระที่นั่งในวัง งานอัดเพลงประกอบภาพยนตร์ งานร้องเพลงต้นแบบของเพลงประสานเสียงที่ใช้ในงานซีเกมส์ ฯลฯ จะแสดงแต่ละครั้งต้องวิ่งหาคนกันจ้าละหวั่น เพราะต้องซ้อมล่วงหน้านานและสม่ำเสมอ บางครั้งรุ่นพี่ก็ต้องมาช่วย
CU Chorus เป็นชมรมหลักที่เข้าร่วมตลอดเวลาที่เรียนในมหาวิทยาลัย จนจบออกไป ไม่ค่อยได้เจอกับพี่ๆเพื่อนๆในชมรม แต่ดีใจที่เห็นชมรมยังคงก้าวหน้าต่อไปและมีน้องๆรุ่นต่อไปมาสืบสานเจตนารมณ์ค่ะ
เมื่อคลิกสมัครจะไปที่หน้า “ขั้นตอนที่ 1 รับทราบข้อตกลง” เพื่อทำความเข้าใจว่าเข้าชมรมมาแล้วต้องซ้อมสม่ำเสมอนะจ๊ะ จะไม่ได้ออกแสดงจนกว่าจะฝึก Voice Training เป็นเวลาหนึ่งปีไม่ว่าจะมีพื้นฐานทางดนตรีหรือการขับร้องมาหรือไม่ และจะมีภาระผูกพันที่จะต้องขับร้องประสานเสียงในงานปฐมนิเทศและพิธีพระราชทานปริญญาบัตรอย่างน้อยงานละหนึ่งครั้ง (ดีนะ รู้กันไปเลยว่าต้องทำอะไร จะได้ไม่มาเล่นๆ)
“ขั้นตอนที่ 2 วิธีการกรอกใบสมัคร” จะให้รายละเอียดว่าต้องคัดเสียงวันไหน ไปที่ไหน การติดต่อทำยังไง (ออกแบบดีนะคะ ให้รายละเอียดครบถ้วน)
“ขั้นตอนที่ 3 สมัครคัดเสียง (ผ่านอินเตอร์เน็ท)” ให้กรอกรายละเอียด และเลือกวันคัดเสียง จากนั้นก็คลิกสมัครไป เข้าใจว่าจะได้อีเมลตอบกลับหลังจากนั้นเป็นการยืนยัน
ชอบมากๆที่เขาใช้สื่อสารออนไลน์ให้ข้อมูลกันได้แบบนี้ ไม่เหมือนสมัยก่อนที่เวลาน้องๆไม่เข้าใจก็ต้องวิ่งไปถามรุ่นพี่กัน แล้วก็ไปกันแบบงงๆๆ ไม่ค่อยรู้อะไรแบบสมัยนี้ ทีแรกเห็นคำว่า “สมัครคัดเสียง (ผ่านอินเตอร์เน็ท)” ยังคิดว่า โห ใช้การอัดเสียงตามตัวโน้ตส่งออนไลน์ไปเลย ไม่ต้องไปคัดเสียงต่อหน้ากันจริงๆ คิดว่าไปอีกระดับแล้ว (จริงๆเดี๋ยวนี้จะร้องประสานเสียงร่วมกันผ่านอินเทอร์เน็ตก็ทำได้นะ) แต่ก็เปล่าหรอกนะ วิธีการคัดเสียงยังเหมือนเดิม
ก็เลยนึกถึงสมัยก่อนโน้นนนนนนน....
เมื่อหลายสิบปีก่อน...นานไปนะ...เอาใหม่...
เมื่อหลายปีก่อนตอนที่เพิ่งเข้าเป็นนิสิตปีหนึ่ง ทุกคนจะพยายามหาชมรมที่ตัวเองชอบ เพื่อจะได้มีกลุ่มเพื่อนและได้ฝึกฝนในสิ่งที่ชอบเหมือนๆกัน ตอนนั้นอยากเข้าชมรมนักร้องประสานเสียง สจม. ที่เรียกกันย่อๆว่า CU Chorus ก็ทำเหมือนที่เด็กปีหนึ่งปีนี้ทำก็คือเข้ากระบวนการสมัคร จากนั้นเข้าคัดเสียงตามวันที่กำหนด เมื่อได้รับการประกาศชื่อรับเข้าชมรมและกำหนดกลุ่มเสียงแล้วก็เข้ามาฝึกร้องเพลงด้วยกันตามตารางที่กำหนด ปกติคือ 5 โมงเย็นถึงหนึ่งทุ่ม ปีนั้นเข้าไปเป็นโซปราโน รุ่น 12
การร้องเพลงประสานเสียงเป็นการร้องเพลงร่วมกันเพื่อเป็นพลังแห่งการประสาน ไม่มีใครโดดเด่นออกมา ไม่ว่าใครจะมีน้ำเสียงเป็นเอกลักษณ์ไปร้องเพลงเดี่ยวได้ดีแค่ไหน แต่เมื่อมาร้องเพลงร่วมกัน เสียงจะต้องไม่กระโดด ทุกคนต้องส่งเสริมซึ่งกันและกัน เป็นการฝึกการทำงานเป็นทีมได้ดีมากๆ วันที่มีซ้อมจะรีบไปให้เร็วก่อนเวลาเพื่อจะไปนั่งเม้าท์มอยและร้องเพลงอื่นกับเพื่อนๆ ปกติคนในชมรมนอกจากจะชอบร้องเพลงและร้องเพลงได้ดีกันทุกคน แต่ละคนมักจะเล่นดนตรีได้อย่างน้อยก็ชิ้นสองชิ้น คนนึงเล่นเปียโน คนนึงเล่น ไวโอลิน อีกคนเอาฟลูตมาเป่า อีกสองสามคนเล่นกีต้าร์ แล้วก็ร้องเพลงด้วยกัน บรรยากาศสุนทรีย์เป็นอย่างมาก ที่ดีมากๆอีกอย่างหนึ่งที่ชมรมอื่นไม่ค่อยมีคือห้องแอร์ ชมรมนี้จะต้องอยู่ในห้องแอร์และเก็บเสียงเพื่อไม่ให้ไปรบกวนภายนอก ทุกคนก็เลยชอบมาชมรม และชมรมนี้ตั้งอยู่บนชั้นสามของสนามจุ๊บ(สนามกีฬาจุฬาลงกรณ์) โดยมีม่านปิดไว้ ถ้าเราอยากได้บรรยากาศเขียวๆก็เปิดม่าน จะได้อารมณ์สนามกีฬาแทน
CU Chorus ก็เหมือนทุกชมรมที่แรกๆจะมีคนอยากเข้าจำนวนมาก แต่เมื่ออยู่ไปนานๆด้วยภาระการเรียนและการทำกิจกรรมต่างๆ ทำให้คนในชมรมเริ่มร่อยหรอ การมาซ้อมไม่สม่ำเสมอ เมื่อจะทำการแสดงบางครั้งจะหานักร้องได้ไม่ครบจำนวน เพราะเราร้องเพลงประสานเสียงไม่ได้ร้องเดี่ยว จำเป็นต้องมีคนครบทุกกลุ่มเสียงในจำนวนที่มากพอ อย่างเช่นบางงานเราต้องการคนประมาณ 70 คน ต้องระดมกันมาทั้งหมดถึงจะครบโดยไม่รวมน้องปีหนึ่ง เพราะปีหนึ่งจะต้องซ้อมทั้งปี ไม่สามารถออกแสดงได้ จำได้ว่างานแรกที่ได้แสดงคืองานปฐมนิเทศนิสิตใหม่ปีถัดมา นอกนั้นก็จะมีงานแสดงในงานรับพระราชทานปริญญาบัตร งานออกรายการพิเศษทางทีวี งานแสดงหน้าพระที่นั่งในวัง งานอัดเพลงประกอบภาพยนตร์ งานร้องเพลงต้นแบบของเพลงประสานเสียงที่ใช้ในงานซีเกมส์ ฯลฯ จะแสดงแต่ละครั้งต้องวิ่งหาคนกันจ้าละหวั่น เพราะต้องซ้อมล่วงหน้านานและสม่ำเสมอ บางครั้งรุ่นพี่ก็ต้องมาช่วย
CU Chorus เป็นชมรมหลักที่เข้าร่วมตลอดเวลาที่เรียนในมหาวิทยาลัย จนจบออกไป ไม่ค่อยได้เจอกับพี่ๆเพื่อนๆในชมรม แต่ดีใจที่เห็นชมรมยังคงก้าวหน้าต่อไปและมีน้องๆรุ่นต่อไปมาสืบสานเจตนารมณ์ค่ะ
Saturday, November 30, 2013
ราคาของโทรศัพท์มือถือ...ที่ลดลงมา
บ่ายนี้เพิ่งไปซื้อโทรศัพท์มือถือมาเครื่องหนึ่งจากโลตัส เป็นเครื่องสีฟ้าน่าเอ็นดู รุ่น Nokia 100 โดยซื้อมาในราคา 790 บาท ย้ำ 790 บาท ทำให้ตัวเองต้องหวนนึกไปถึงโทรศัพท์มือถือเครื่องแรกที่ใช้ในช่วงปี 1996 -97 ตอนนั้นเป็นรุ่น Philip Boss ราคาสี่หมื่นกว่าบาท จากนั้นย้ายที่ทำงานลงมาภาคใต้ซื้อโทรศัพท์ใหม่เป็นรุ่นยอดนิยมที่ทุกคนใช้เสมือนบริษัทซื้อแจกให้ใช้ คือรุ่น Nokia 3310 สีเงิน ราคา 9,900 บาท
ราคามือถือยังคงมีรุ่นแพงขึ้นมาตลอดเวลาเพราะจะมีฟังก์ชั่นใหม่ๆมาตลอด โดยเครื่องราคาถูกก็มีแต่จะเป็นยี่ห้อโนเนม มือถือรุ่นถัดมาของตัวเอง ก็เป็น Nokia 7210 หรืออะไรซักอย่างรุ่นกลางๆไม่กี่พัน ก็ยังถือว่าราคาสูง แล้วเปลี่ยนมาใช้ของ Samsung พักหนึ่ง ก่อนจะเข้าสู่ยุคของ Smart phone ก็มาใช้ BB 9780 ใช้ทนดีแต่มาเจอ iPhone ที่หน้าจอใหญ่กว่า application มากกว่า จน BB เพิ่งหน้าจอเสียสองสามอาทิตย์ที่ผ่านมา ก็เปลี่ยนไปใช้ iPhone ซึ่งมีอยู่ในบ้านอีกเครื่องใช้เบอร์โทรใหม่ แต่จำเป็นต้องใช้หมายเลขเดิมก็เลยต้องหาซื้อโทรศัพท์ใหม่เอาใช้รับสาย
เมื่อวันที่ 16/11/2556 ที่ผ่านมาก็เลยไปซื้อ iMobile ZAA10 ราคา 2,200 บาท ราคาถูกมากถ้าเทียบว่าเป็น smart phone แต่ในที่สุดก็พบว่า มิน่า ราคาถึงถูกเพราะเจอเครื่องที่ทำงานไม่ดีเลย ปุ่มกดกดตัวเองซ้ำๆขึ้นมาเฉยๆ ทนใช้งานไม่ได้ วันนี้ก็เลยไปซื้อเครื่องชนิดฟังก์ชั่นน้อยๆ ทนๆ ก็ได้เครื่อง Nokia 100 มาในราคา 790 บาท เป็นของใหม่ผลิตต้นปี 2556 เป็นสินค้า made in china เปรียบเทียบกับเครื่องแรกที่ซื้อซิคะ เอาเป็นว่าคิดที่ราคาสี่หมื่นบาท
แค่ช็อคกับราคาสินค้าโทรศัพท์เมื่อเวลาผ่านไปสิบกว่าปี ราคาลดลงถึง 98%. เห็นตัวเลขแล้ว ช็อคค่ะ ช็อค
18 กันยายน 2562
เพิ่มเติมต่อไปว่า ช่วงปี 2017 ใช้มือถือ Samsung J7 Prime เป็นมือถือที่ดี ราคาไม่แพง พอมาปี 2018 ก็ซื้อมือถือใหม่เป็น Huawei P20 เพราะชอบที่ใช้เลนส์ไลก้า ตอนนี้ถ่ายรูปออกมาสวยเชียวค่ะ โดยเฉพาะรูป Portrait
ราคามือถือยังคงมีรุ่นแพงขึ้นมาตลอดเวลาเพราะจะมีฟังก์ชั่นใหม่ๆมาตลอด โดยเครื่องราคาถูกก็มีแต่จะเป็นยี่ห้อโนเนม มือถือรุ่นถัดมาของตัวเอง ก็เป็น Nokia 7210 หรืออะไรซักอย่างรุ่นกลางๆไม่กี่พัน ก็ยังถือว่าราคาสูง แล้วเปลี่ยนมาใช้ของ Samsung พักหนึ่ง ก่อนจะเข้าสู่ยุคของ Smart phone ก็มาใช้ BB 9780 ใช้ทนดีแต่มาเจอ iPhone ที่หน้าจอใหญ่กว่า application มากกว่า จน BB เพิ่งหน้าจอเสียสองสามอาทิตย์ที่ผ่านมา ก็เปลี่ยนไปใช้ iPhone ซึ่งมีอยู่ในบ้านอีกเครื่องใช้เบอร์โทรใหม่ แต่จำเป็นต้องใช้หมายเลขเดิมก็เลยต้องหาซื้อโทรศัพท์ใหม่เอาใช้รับสาย
เมื่อวันที่ 16/11/2556 ที่ผ่านมาก็เลยไปซื้อ iMobile ZAA10 ราคา 2,200 บาท ราคาถูกมากถ้าเทียบว่าเป็น smart phone แต่ในที่สุดก็พบว่า มิน่า ราคาถึงถูกเพราะเจอเครื่องที่ทำงานไม่ดีเลย ปุ่มกดกดตัวเองซ้ำๆขึ้นมาเฉยๆ ทนใช้งานไม่ได้ วันนี้ก็เลยไปซื้อเครื่องชนิดฟังก์ชั่นน้อยๆ ทนๆ ก็ได้เครื่อง Nokia 100 มาในราคา 790 บาท เป็นของใหม่ผลิตต้นปี 2556 เป็นสินค้า made in china เปรียบเทียบกับเครื่องแรกที่ซื้อซิคะ เอาเป็นว่าคิดที่ราคาสี่หมื่นบาท
แค่ช็อคกับราคาสินค้าโทรศัพท์เมื่อเวลาผ่านไปสิบกว่าปี ราคาลดลงถึง 98%. เห็นตัวเลขแล้ว ช็อคค่ะ ช็อค
18 กันยายน 2562
เพิ่มเติมต่อไปว่า ช่วงปี 2017 ใช้มือถือ Samsung J7 Prime เป็นมือถือที่ดี ราคาไม่แพง พอมาปี 2018 ก็ซื้อมือถือใหม่เป็น Huawei P20 เพราะชอบที่ใช้เลนส์ไลก้า ตอนนี้ถ่ายรูปออกมาสวยเชียวค่ะ โดยเฉพาะรูป Portrait
Saturday, November 02, 2013
ม็อบบางสะพาน ตุลาคม 2556
สัปดาห์ที่ผ่านมามีม็อบสวนยางที่บางสะพาน ปิดถนนสายหลักที่ลงสู่ภาคใต้ เป็นอัมพาตกันไปหมด รถทั้งขึ้นและล่องสามารถผ่านทางได้โดยการใช้เส้นทางเลี่ยง แต่ก็ต้องใช้เวลานานหลายชั่วโมง
ครั้งนี้ไม่ได้ติดตามข่าวเพราะม็อบเริ่มวันที่ 26 ตุลาคม 2556 ช่วงเดียวกับงานศพของพี่ที่เคารพมากท่านหนึ่ง มัวแต่ยุ่งกับงานไม่ได้ทำอะไรเลย
ผลกระทบที่เจอบ้างคือ มีคนที่ลงมางานด้วยรถทัวร์ จากเดิมที่น่าจะมาถึงประมาณหกโมงเช้า ก็มาถึงประมาณเที่ยง ขากลับวันนี้(2 พฤศจิกายน) ก็เช่นเดียวกัน Sudjai Khakhunmanee "หนูกับน้องก็ดีใจที่ได้เจออาจารย์เช่นกันค่ะ แต่เสียดายเวลาสั้นไปนิดนะคะ ตอนนี้หนูเดินทางถึงประจวบคีรีขันธ์ตะวันส่อง (06.09 น.) เลี่ยงม็อบอยู่ที่บางสะพาน รถเยอะมากๆ ค่ะ ขามากับน้องษารถยังคลานตามกันได้ แต่รอบนี้รถตั้งไข่กันทั้งคืนเลยค่ะ 555 อาจารย์เริ่มเห็นชะตากรรมหนูแล้วใช่ไหมคะ"
ข่าวจากหนังสือพิมพ์ต่างๆ
http://news.springnewstv.tv/37755/%E0%B9%84%E0%B8%A1%E0%B9%88%E0%B8%88%E0%B8%9A-%E0%B8%A1%E0%B9%87%E0%B8%AD%E0%B8%9A%E0%B8%A2%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B8%AF-%E0%B8%A3%E0%B8%A7%E0%B8%A1%E0%B8%9E%E0%B8%A5%E0%B8%9A%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B8%AA%E0%B8%B0%E0%B8%9E%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%A3%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%90%E0%B8%9A%E0%B8%B2%E0%B8%A5%E0%B9%81%E0%B8%81%E0%B9%89%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%84%E0%B8%B2
ข่าวจากหนังสือพิมพ์ต่างๆ
http://news.springnewstv.tv/37755/%E0%B9%84%E0%B8%A1%E0%B9%88%E0%B8%88%E0%B8%9A-%E0%B8%A1%E0%B9%87%E0%B8%AD%E0%B8%9A%E0%B8%A2%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B8%AF-%E0%B8%A3%E0%B8%A7%E0%B8%A1%E0%B8%9E%E0%B8%A5%E0%B8%9A%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B8%AA%E0%B8%B0%E0%B8%9E%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%A3%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%90%E0%B8%9A%E0%B8%B2%E0%B8%A5%E0%B9%81%E0%B8%81%E0%B9%89%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%84%E0%B8%B2
Wednesday, October 30, 2013
กล้วยไม้มีดอกช้า..ฉันใด
"กล้วยไม้มีดอกช้า ฉันใด
การศึกษาเป็นไป เช่นนั้น
แต่ดอกออกคราวไร งามเด่น
งานสั่งสอนปลูกปั้น เสร็จแล้วแสนงาม"
บทกลอนข้างบนเป็นของหม่อมหลวงปิ่น มาลากุล กล่าวถึงการศึกษา แต่ที่ยกมานี้เป็นชื่อของหนังสืออนุสรณ์ในงานศพของ ดร.ทิพย์วัลย์ สุทิน
ดร.ทิพย์วัลย์ สุทินเป็นอาจารย์สำนักวิชาศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ เสียชีวิตคืนวันที่ 24 ตุลาคม 2556 คืนเดียวกับที่พระสังฆราชสิ้นพระชนม์ (เป็นวันคล้ายวันเกิดของ ม.ล. ปิ่น มาลากุลด้วยเช่นกัน) แต่ไม่ทราบเวลาที่แน่นอนด้วยมาพบร่างผู้เสียชีวิตตอนเช้าวันที่ 25 ตุลาคม 2556 (ไม่แน่ใจว่ามรณบัตรเขียนไว้เป็นเวลาใด ะไปสอบถามมาอีกครั้ง)
อาจารย์เป็นผู้ทำงานด้านการศึกษาอย่างทุ่มเท เป็นคนที่มีคนรักเคารพมากมาย เมื่ออาจารย์สิ้นลงจึงมีคนที่มีความทรงจำดีๆกับอาจารย์บันทึกเรื่องราวต่างๆ ในโพสต์นี้อยากจะลงรายละเอียดในเรื่องที่อาจารย์ดำเนินการเกี่ยวกับการศึกษา
ในส่วนที่อาจารย์เกี่ยวข้องมีเยอะมากจะมาขยายประเด็นอีกครั้ง ในที่นี้ขอใส่หัวข้อไว้ก่อนว่ามีเรื่องของการสร้างระบบการดูแลนักศึกษา ระบบหอพักนักศึกษา ระบบการประเมินบุคลากรในสถาบันการศึกษา การเรียนการสอนแลล PBL การเรียนการสอนเชิงรุก มาตรฐานวิชาศึกษาทั่วไป
การศึกษาเป็นไป เช่นนั้น
แต่ดอกออกคราวไร งามเด่น
งานสั่งสอนปลูกปั้น เสร็จแล้วแสนงาม"
(คุรุบุปผชาติ - นิพนธ์โดย ศ.มล.ปิ่น มาลากุล "กล้วยไม้มีดอกช้า ฉันใด...การศึกษาเป็นไป เช่นนั้น...แต่ดอกออกคราวไร งามเด่น...งานสั่งสอนปลูกปั้น เสร็จแล้ว แสนงาม...หยดน้ำที่พร่างพรม ดูดซับเข้ากิ่งใบ ทีละน้อยซึมเข้าไปเนิ่นช้า...ความรู้ก็เช่นกัน หมั่นทบทวนศึกษา ไม่เว้นว่างตำราเหมือนดั่งน้ำ...ห่างน้ำก็แห้งกรัง แช่น้ำก็เน่าพัง กล้วยไม้จึงเปรียบดังคำสอนใจ...เมื่อถึงวันที่กล้วยไม้ออกดอก งดงามดั่งดวงตะวัน...หยดน้ำที่พร่างพรมทุกวัน ได้รังสรรค์เป็นดอกกล้วยไม้...")
|
บทกลอนข้างบนเป็นของหม่อมหลวงปิ่น มาลากุล กล่าวถึงการศึกษา แต่ที่ยกมานี้เป็นชื่อของหนังสืออนุสรณ์ในงานศพของ ดร.ทิพย์วัลย์ สุทิน
ดร.ทิพย์วัลย์ สุทินเป็นอาจารย์สำนักวิชาศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ เสียชีวิตคืนวันที่ 24 ตุลาคม 2556 คืนเดียวกับที่พระสังฆราชสิ้นพระชนม์ (เป็นวันคล้ายวันเกิดของ ม.ล. ปิ่น มาลากุลด้วยเช่นกัน) แต่ไม่ทราบเวลาที่แน่นอนด้วยมาพบร่างผู้เสียชีวิตตอนเช้าวันที่ 25 ตุลาคม 2556 (ไม่แน่ใจว่ามรณบัตรเขียนไว้เป็นเวลาใด ะไปสอบถามมาอีกครั้ง)
อาจารย์เป็นผู้ทำงานด้านการศึกษาอย่างทุ่มเท เป็นคนที่มีคนรักเคารพมากมาย เมื่ออาจารย์สิ้นลงจึงมีคนที่มีความทรงจำดีๆกับอาจารย์บันทึกเรื่องราวต่างๆ ในโพสต์นี้อยากจะลงรายละเอียดในเรื่องที่อาจารย์ดำเนินการเกี่ยวกับการศึกษา
ในส่วนที่อาจารย์เกี่ยวข้องมีเยอะมากจะมาขยายประเด็นอีกครั้ง ในที่นี้ขอใส่หัวข้อไว้ก่อนว่ามีเรื่องของการสร้างระบบการดูแลนักศึกษา ระบบหอพักนักศึกษา ระบบการประเมินบุคลากรในสถาบันการศึกษา การเรียนการสอนแลล PBL การเรียนการสอนเชิงรุก มาตรฐานวิชาศึกษาทั่วไป
TBC
Friday, January 11, 2013
พันทิปในตำนาน
ตั้งแต่ปีใหม่เป็นต้นมา เว็บไซต์พันทิปมีการปรับเปลี่ยนโฉมครั้งใหญ่ โดยก่อนปรับก็ได้มีการทำเว็บไซต์ให้ใช้งานขนานกันมาพักหนึ่ง แต่พูดกันตามจริง แม้แต่ตัวเองก็ขี้เกียจจะไปลองใช้ เพราะชินกับการใช้งานแบบเดิม คิดว่าถ้าจะเปลี่ยนก็เปลี่ยนไปเลย ไม่เป็นไร
หลังจากเปลี่ยนมาใช้เว็บใหม่ พบว่ามีเสียงบ่นจากสมาชิกมากมาย โดยเฉพาะระบบ Tag
จากเดิมในเว็บบอร์ดของพันทิปจะแยกเป็นห้องๆ คนที่สนใจเรื่องเดียวกันก็มาสิงอยู่ที่เดียวกัน รู้จักกัน และมีผู้รู้ในเรื่องนั้นๆเข้ามาให้ความรู้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันได้ ระบบใหม่ยังคงแยกห้องอยู่ แต่เพิ่มให้ว่าสามารถ tag ได้ตามเนื้อหาที่เกี่ยวข้อง
ยกตัวอย่างเช่น อยู่ห้องเฉลิมไทยซึ่งเกี่ยวกับบันเทิง แต่ต้องการพูดเกี่ยวกับเรื่องราวหนังไทยซักเรื่องที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับศาสนาในประเทศต่างๆก็อาจจะเจอ Tag "ภาพยนต์ไทย" "ศานาพุทธ" และ "เที่ยวต่างประเทศ" ขึ้นกับคนตั้งกระทู้ว่าจะอยาก tag อะไรบ้าง ผลก็คือกระทู้นั้นจะไปปรากฏอยู่หลายที่มาก บางที่คนในห้องนั้นก็จะรู้สึกว่าไม่เกี่ยว จะโผล่มาอยู่ในห้องนี้ทำไม คนก็เริ่มเบื่อพันทิป คนเก่าๆที่เคยเข้าก็หายหน้าไป
ส่วนตัวก็เฉยๆ เพราะถึงจะเป็นของใหม่แต่ก็รับได้ รำคาญก็แต่คนที่ Tag ไม่รู้เรื่องรู้ราว คิดว่าต่อไปคงจะดีขึ้น นี่เพิ่งใช้งานมายังไม่ถึงสองอาทิตย์เลย ^_^
ชอบความเห็นนี้
ความคิดเห็นที่ 27
---------------------------------------------------------------------
เข้ามาบันทึกเรื่องที่รำคาญไว้ก่อน เดี๋ยวลืม
หลังจากเปลี่ยนมาใช้เว็บใหม่ พบว่ามีเสียงบ่นจากสมาชิกมากมาย โดยเฉพาะระบบ Tag
จากเดิมในเว็บบอร์ดของพันทิปจะแยกเป็นห้องๆ คนที่สนใจเรื่องเดียวกันก็มาสิงอยู่ที่เดียวกัน รู้จักกัน และมีผู้รู้ในเรื่องนั้นๆเข้ามาให้ความรู้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันได้ ระบบใหม่ยังคงแยกห้องอยู่ แต่เพิ่มให้ว่าสามารถ tag ได้ตามเนื้อหาที่เกี่ยวข้อง
ยกตัวอย่างเช่น อยู่ห้องเฉลิมไทยซึ่งเกี่ยวกับบันเทิง แต่ต้องการพูดเกี่ยวกับเรื่องราวหนังไทยซักเรื่องที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับศาสนาในประเทศต่างๆก็อาจจะเจอ Tag "ภาพยนต์ไทย" "ศานาพุทธ" และ "เที่ยวต่างประเทศ" ขึ้นกับคนตั้งกระทู้ว่าจะอยาก tag อะไรบ้าง ผลก็คือกระทู้นั้นจะไปปรากฏอยู่หลายที่มาก บางที่คนในห้องนั้นก็จะรู้สึกว่าไม่เกี่ยว จะโผล่มาอยู่ในห้องนี้ทำไม คนก็เริ่มเบื่อพันทิป คนเก่าๆที่เคยเข้าก็หายหน้าไป
ชอบความเห็นนี้
ความคิดเห็นที่ 27
---------------------------------------------------------------------
เข้ามาบันทึกเรื่องที่รำคาญไว้ก่อน เดี๋ยวลืม
- การที่แสดงเวลาโพสต์เป็น ช่วงเวลาที่ผ่านมาเหมือน FB แทนที่จะระบุเวลาให้ชัดเจนไปเลย ต้องมานั่งบวกลบคูณหาร เสียเวลา (ในที่สุดก็แก้ไขแล้ว :) )
- การแทรกความคิดเห็นโดยการไปตอบความคิดเห็นบนๆ ทำให้การตอบกระทู้ไม่เป็นตามลำดับเวลาจริง กระทู้ข่าวตามหนังสือพิมพ์เป็นแบบนี้ แต่พันทิปไม่จำเป็นต้องเป็นแบบนี้ก็ได้
- การใช้พื้นที่ไม่เหมาะสม เปิดอ่านแล้วรู้สึกว่ามีพื้นที่ว่างทางขวามือมากเมื่อเทียบกับทั้งหน้าจอ
- กระทู้แนะนำน่าเบื่อมากเพราะกระทู้เดียวสามารถขึ้นกระทู้แนะนำได้หลายห้อง เข้าไปแต่ละห้องแล้วเจอของเดิม
- คนเข้าพันทิปน้อยลง เพราะดูรายชื่อคนที่เห็นบ่อยๆในห้องที่เข้าประจำก็หายไปหรือไม่ก็โพสต์น้อยลง ขาดคุณภาพของข้อมูล
- ไม่มีการแตกกระทู้
- การให้สีของโพสต์ไม่มีสีต่างๆที่แยกแยะได้ง่ายเหมือนเว็บเดิม บางคนใช้สีและ alignment ที่เลือกเป็นแบบของตัวเองไว้ เมื่อมาใช้เว็บใหม่ไม่มีให้เลือกทุกโพสต์เหมือนกัน ยกเว้นสีของ จขกท
- smart search ไม่มี
- คลังกระทู้เก่าไม่มี
- การเลือกเฉพาะห้องที่เราต้องการดูไม่สะดวก เช่น เข้าห้องสมุดต้องการดูเฉพาะห้องประวัติศาสตร์ ไม่รู้จะทำยังไง คิดว่าต้องไปเลือกว่า tag ไหนจะดู tag ไหนจะไม่ดู ยุ่งยากกว่าอันเก่าที่ใช้การ click เลือกที่หน้าห้องย่อยนั้นๆได้เลย
- การ tag ข้ามห้องมากเกินทำให้คุณภาพของห้องนั้นๆลดลง เช่น ถ้าเป็นการ์ตูนวิทยาศาสตร์ที่ไปทำเป็นหนังไทย คนอ่านอาจเป็นคนที่ห้องการ์ตูน ห้องหว้ากอ และห้องเฉลิมไทยซึ่งมีความรู้ความคิดและประสบการณ์ในแต่ละเรื่องคนละ mind set กัน เวลามาแสดงความเห็น แทนที่จะทำให้หลากหลายกลับจะน่าเบื่อ เหมือนเอาคนที่ไม่ใช่คอเดียวกันมานั่งคุยกัน น่าเบื่อมาก
Thursday, November 29, 2012
ชีวิตบนอินเทอร์เน็ต.... ร่างอวตาร
ตั้งแต่ใช้ชีวิตในเน็ตมา หลายปีมากแล้ว เห็นสมัย WWW ที่ต้องใช้ text mode เพราะถ้าเป็น graphic mode จะช้ามาก ตอนสร้างเว็บเพจแรกๆต้องเขียน HTML เอง
email ตอนนั้น เขาจะให้ใช้ยังไม่อยากใช้เลย(ประมาณช่วงปี 1994) การสื่อสารบนคอมพิวเตอร์ใช้ feature talk เขียนกันทีละบรรทัดเล็กๆ นั่งทำงานห้องเดียวกันก็ talk กัน (นั่นก็ปี 1991-1992)
การสื่อสารสมัยนั้น(ปี 1991-1992) ยังใช้ pager ตอนทำงานก็ต้องใช้ paclink โอ้ว นานมากจริงๆ มือถือตัวแรกที่ใช้คือ Philips Boss สมัยนั้นเครื่องละสี่หมื่นกว่าบาท(1995-1996) พอมาปี 1998 ก็เป็นยุคของ Nokia 3310 เครื่องสุดฮิต มีกันทุกคนตอนซื้อมาราคาเริ่มลงเหลือ 9,900 บาท
มีคอมพิวเตอร์ตัวแรกของตัวเองช่วงปี 1995 คือ Compaq Presario ไปซื้อจากไอทีซิตี้ที่พันธุ์ทิพย์พลาซ่า ตอนนั้นเครื่องละห้าหมื่นสี่พัน สู้เครื่องเดี๋ยวนี้ไม่ได้เลยแม้แต่น้อย
1998 ชีวิตเริ่มอยู่บนเน็ตจริงจัง จาก email มาเป็น ICQ, Pirch98 มีเว็บเพจที่สมัยนั้นต้องไปฝากตาม geocities ส่วน browser ยอดฮิตต้องเป็น Yahoo/Alta Vista ไม่ใช่ Google
อยู่เรื่อยๆ เข้าพินทิปยุคแรกๆ เข้ามั่งไม่เข้ามั่งจนจำลอกอินไม่ได้ สมัครใหม่เป็นอันปัจจุบัน(17x,xxx) ก็ยังถือว่าเก่าเมื่อมานับสมัยนี้
2004 เริ่มเขียน blog บล็อกแรกเริ่มที่นี่แหละ แล้วก็เขียนไปอีกเรื่อยๆ
2007 เริ่มเข้า Facebook จริงๆก่อนหน้านั้นก็ใช้ Hi5 แต่ไม่ชอบ ไม่มีเพื่อนจะเล่นด้วย มีแต่เด็กๆที่เล่น เมืองนอกก็ใช้ FB เป็นส่วนใหญ่ในขณะที่บ้านเรายังใช้แต่ Hi5
เริ่มใช้ Multiply เพื่อเก็บรูป จนกระทั่ง Multiply ปิดบริการฟรีในเดือนธันวาคม 2012 ก็ต้องหาที่เก็บรูปใหม่เป็นที่วุ่นวาย
2010 เริ่มสร้าง FB หลักอันที่ใช้ปัจจุบัน จากนั้นก็สร้างร่างอวตารอีกนับไม่ถ้วน ชีวิตอยู่บน FB เยอะมาก เวลา chat ก็ใช้ MSN โปรแกรม icq ยังคงมีแต่ไม่เป็นที่นิยมอีกต่อไป
2011 เริ่มใช้ Google+ ไม่ค่อยชอบก็เลยไม่ได้ใช้
2012 เดือนธันวาคม multiply ปิดให้บริการฟรี ต้องย้านไฟล์ภาพ บล็อก และวิดิโอ ไปบล็อกอื่นจ้าละหวั่น
Hotmail ก็ปิดไปอย่างเป็นทางการ account เดิมก็ยังใช้ได้ แต่จะไปเข้า Microsoft Outlook แทน
MSN ก็ประกาศจะปิดบริการต้นปีหน้า โดยจะไปสนับสนุนให้ใช้ skype แทน
นั่งนับร่างอวตารของตัวเอง เยอะมาก เอาไว้เป็นตัวจริง 1 ชื่อ นอกนั้นเอาไว้เพื่อวัตถุประสงค์ต่างๆ ตั้งแต่ เอาไว้เก็บรูป เก็บเพลง เก็บลิงก์งานศิลป์สวยๆ ศาสนา ปรัชญา (แน่นอนว่าบางตัวถูกสร้างเพื่อเอามาเป็นเพื่อนเล่นเกมส์ด้วย ช่วงติด Farmville จะสร้างเพื่อนมาเองเอาไว้ขยายพื้นที่ ^_^)
Facebook มีที่ active ณ ปัจจุบันประมาณ 8 accounts(J,I,V,P,P2,U,S)
Blog มีที่ active ณ ปัจจุบันประมาณ 5 Blog(S,K,B,M,P)
YouTube มี 4 accounts (M,L,J,I)
และมีอื่นๆที่จำไม่ได้ และทิ้งไปบ้างแล้วอีกหลายตัว
มีความคิดว่า คนเราสมัยนี้ มีชีวิตหลายแบบหลายสไตล์ได้ โดยเราไม่สามารถทำได้ในชีวิตจริง แต่บนอินเทอร์เน็ต ทุกอย่างเป็นไปได้
และน่ากลัวเช่นกันว่า ข้อมูลของตัวเราถูกเปิดเผยอย่างมากบนโลกออนไลน์ ชีวิตเราอ่านง่ายไปไหม? ^_^
email ตอนนั้น เขาจะให้ใช้ยังไม่อยากใช้เลย(ประมาณช่วงปี 1994) การสื่อสารบนคอมพิวเตอร์ใช้ feature talk เขียนกันทีละบรรทัดเล็กๆ นั่งทำงานห้องเดียวกันก็ talk กัน (นั่นก็ปี 1991-1992)
การสื่อสารสมัยนั้น(ปี 1991-1992) ยังใช้ pager ตอนทำงานก็ต้องใช้ paclink โอ้ว นานมากจริงๆ มือถือตัวแรกที่ใช้คือ Philips Boss สมัยนั้นเครื่องละสี่หมื่นกว่าบาท(1995-1996) พอมาปี 1998 ก็เป็นยุคของ Nokia 3310 เครื่องสุดฮิต มีกันทุกคนตอนซื้อมาราคาเริ่มลงเหลือ 9,900 บาท
มีคอมพิวเตอร์ตัวแรกของตัวเองช่วงปี 1995 คือ Compaq Presario ไปซื้อจากไอทีซิตี้ที่พันธุ์ทิพย์พลาซ่า ตอนนั้นเครื่องละห้าหมื่นสี่พัน สู้เครื่องเดี๋ยวนี้ไม่ได้เลยแม้แต่น้อย
1998 ชีวิตเริ่มอยู่บนเน็ตจริงจัง จาก email มาเป็น ICQ, Pirch98 มีเว็บเพจที่สมัยนั้นต้องไปฝากตาม geocities ส่วน browser ยอดฮิตต้องเป็น Yahoo/Alta Vista ไม่ใช่ Google
อยู่เรื่อยๆ เข้าพินทิปยุคแรกๆ เข้ามั่งไม่เข้ามั่งจนจำลอกอินไม่ได้ สมัครใหม่เป็นอันปัจจุบัน(17x,xxx) ก็ยังถือว่าเก่าเมื่อมานับสมัยนี้
2004 เริ่มเขียน blog บล็อกแรกเริ่มที่นี่แหละ แล้วก็เขียนไปอีกเรื่อยๆ
2007 เริ่มเข้า Facebook จริงๆก่อนหน้านั้นก็ใช้ Hi5 แต่ไม่ชอบ ไม่มีเพื่อนจะเล่นด้วย มีแต่เด็กๆที่เล่น เมืองนอกก็ใช้ FB เป็นส่วนใหญ่ในขณะที่บ้านเรายังใช้แต่ Hi5
เริ่มใช้ Multiply เพื่อเก็บรูป จนกระทั่ง Multiply ปิดบริการฟรีในเดือนธันวาคม 2012 ก็ต้องหาที่เก็บรูปใหม่เป็นที่วุ่นวาย
2010 เริ่มสร้าง FB หลักอันที่ใช้ปัจจุบัน จากนั้นก็สร้างร่างอวตารอีกนับไม่ถ้วน ชีวิตอยู่บน FB เยอะมาก เวลา chat ก็ใช้ MSN โปรแกรม icq ยังคงมีแต่ไม่เป็นที่นิยมอีกต่อไป
2011 เริ่มใช้ Google+ ไม่ค่อยชอบก็เลยไม่ได้ใช้
2012 เดือนธันวาคม multiply ปิดให้บริการฟรี ต้องย้านไฟล์ภาพ บล็อก และวิดิโอ ไปบล็อกอื่นจ้าละหวั่น
Hotmail ก็ปิดไปอย่างเป็นทางการ account เดิมก็ยังใช้ได้ แต่จะไปเข้า Microsoft Outlook แทน
MSN ก็ประกาศจะปิดบริการต้นปีหน้า โดยจะไปสนับสนุนให้ใช้ skype แทน
นั่งนับร่างอวตารของตัวเอง เยอะมาก เอาไว้เป็นตัวจริง 1 ชื่อ นอกนั้นเอาไว้เพื่อวัตถุประสงค์ต่างๆ ตั้งแต่ เอาไว้เก็บรูป เก็บเพลง เก็บลิงก์งานศิลป์สวยๆ ศาสนา ปรัชญา (แน่นอนว่าบางตัวถูกสร้างเพื่อเอามาเป็นเพื่อนเล่นเกมส์ด้วย ช่วงติด Farmville จะสร้างเพื่อนมาเองเอาไว้ขยายพื้นที่ ^_^)
Facebook มีที่ active ณ ปัจจุบันประมาณ 8 accounts(J,I,V,P,P2,U,S)
Blog มีที่ active ณ ปัจจุบันประมาณ 5 Blog(S,K,B,M,P)
YouTube มี 4 accounts (M,L,J,I)
และมีอื่นๆที่จำไม่ได้ และทิ้งไปบ้างแล้วอีกหลายตัว
มีความคิดว่า คนเราสมัยนี้ มีชีวิตหลายแบบหลายสไตล์ได้ โดยเราไม่สามารถทำได้ในชีวิตจริง แต่บนอินเทอร์เน็ต ทุกอย่างเป็นไปได้
และน่ากลัวเช่นกันว่า ข้อมูลของตัวเราถูกเปิดเผยอย่างมากบนโลกออนไลน์ ชีวิตเราอ่านง่ายไปไหม? ^_^
Friday, August 10, 2012
Multiply หยุดให้บริการเว็บโฮสต์ฟรีตั้งแต่ 1 ธันวาคม 2012
วันนี้เพิ่งได้เปิดไปเช็คเว็บ Multiply ของตัวเอง แล้วก็เจอข้อความนี้
Hello. Stefan here, writing you from Multiply HQ in Jakarta, Indonesia.
As most of you are probably aware, Multiply's mission has evolved over the past year and a half to become the biggest and most beloved ecommerce marketplace in two very exciting markets, Indonesia and the Philippines. As our focus has shifted, we have reviewed all of our operations, and made some decisions that will affect everyone here.
I am aware of how disruptive this news may be, and understand the disappointment that it may cause. Ultimately this was a business decision, critical to our to success moving forward. Instead, we are excited to pursue our own mission to give the 350 million consumers in Indonesia and the Philippines a great way to buy and sell items online. Our singular focus now is for Multiply to retain its status as a vibrant e-commerce destination in Southeast Asia in the years ahead.
I suspect that many of you will not like this news, and am sorry to have to deliver it now. I hope that you will be able to understand the reasons for our decision and thank you for being a part of the Multiply community over the past eight years.
Stef
เง้อ...แล้วรูปเค้ามีในเว็บนั้นมหาศาล จะทำยังไงดี ย้ายไปไหนดีน้าาาาา
ว่าแต่ เพิ่งรู้เหมือนกันว่า Multiply มีสำนักงานใหญ่อยู่ที่ Indonesia
เดือดร้อนแล้วเรา...
ในที่สุดก็ใช้ tool ของ multiply ทำการ download ไฟล์ทั้งหมดลงเครื่อง แล้วจับขึ้น Facebook กับ blogger เจ้าเก่า เสียเวลามากแต่ก็ดีกว่าจะให้ไฟล์หายไป ตอนได้ไฟล์มาตกใจเลย มีรูปอยู่เกือบแปดพันรูป ใส่อะไรลงไปละนั่น
Hello. Stefan here, writing you from Multiply HQ in Jakarta, Indonesia.
As most of you are probably aware, Multiply's mission has evolved over the past year and a half to become the biggest and most beloved ecommerce marketplace in two very exciting markets, Indonesia and the Philippines. As our focus has shifted, we have reviewed all of our operations, and made some decisions that will affect everyone here.
- From December 1st, we will unfortunately no longer be able to support Multiply in its current form - notably we will be removing the social networking and content sharing part of Multiply (photos, videos, blogs, social messaging, etc.). We have decided to discontinue providing and hosting these services, as we have concluded that other Internet sites who are committed to social networking services will do a better job serving you than we can.
- For our existing users of social networking features, we will be providing easy ways for you to either download your stuff (photos, blogs, content, etc), or migrate it to other online services. We'll announce the precise details shortly. It will be your choice whether to download, migrate or just let your content lapse (and get deleted).
- For our existing ecommerce users (both buyers and sellers) in Indonesia and the Philippines, there will be no action required.
- Regarding any existing Multiply Premium subscriptions we will refund any unused balance, and apologize for any inconvenience this will cause. Please contact customer service to request a refund. Note that this is for Multiply Premium, not the ecommerce related Multiply Trust product.
I am aware of how disruptive this news may be, and understand the disappointment that it may cause. Ultimately this was a business decision, critical to our to success moving forward. Instead, we are excited to pursue our own mission to give the 350 million consumers in Indonesia and the Philippines a great way to buy and sell items online. Our singular focus now is for Multiply to retain its status as a vibrant e-commerce destination in Southeast Asia in the years ahead.
I suspect that many of you will not like this news, and am sorry to have to deliver it now. I hope that you will be able to understand the reasons for our decision and thank you for being a part of the Multiply community over the past eight years.
Stef
เง้อ...แล้วรูปเค้ามีในเว็บนั้นมหาศาล จะทำยังไงดี ย้ายไปไหนดีน้าาาาา
ว่าแต่ เพิ่งรู้เหมือนกันว่า Multiply มีสำนักงานใหญ่อยู่ที่ Indonesia
เดือดร้อนแล้วเรา...
ในที่สุดก็ใช้ tool ของ multiply ทำการ download ไฟล์ทั้งหมดลงเครื่อง แล้วจับขึ้น Facebook กับ blogger เจ้าเก่า เสียเวลามากแต่ก็ดีกว่าจะให้ไฟล์หายไป ตอนได้ไฟล์มาตกใจเลย มีรูปอยู่เกือบแปดพันรูป ใส่อะไรลงไปละนั่น
Wednesday, August 23, 2006
ไปถีบจักรยานเล่นกันเถอะ
ไปถีบจักรยานเล่นกันเถอะ.... อยู่ดีๆก็มีคนมาชวน คงจะเห็นว่าชีวิตตอนนี้คล้ายงูเหลือมไปทุกขณะ กินและนอนอืด ลำตัวอวบอ้วน.... ก็ได้ค่ะ...ไปก็ไป
จักรยานยางแบน.... คงนึกภาพออกว่ามันถูกทิ้งไว้นานแค่ไหน นอกจากยางจะแบนแล้วยังมีหยากไย่ติดอยู่ให้รู้ว่าไม่มีใครมาสนใจใยดี ก็ต้องสูบลมยาง เช็ดๆถูๆรถ และเนื่องจากเรามีสมาชิก 2 คนแต่มีรถคันเดียว ก็ต้องไปยืมรถของน้องอีกคนมาถีบ (ซึ่งรถก็มีสภาพเดียวกัน เป็นค่านิยมของคนแถวนี้จริงๆ)
เราถีบจักรยานจากหอพักไปทางหลังมอ ผ่านเรือนพักรับรอง ไปทางหอพักนักศึกษา ไปจอดรถจุดแรกที่ 7-11 ซื้อฮอทด็อกมา 2 ชิ้น ซาลาเปาอีก 4 ใบ น้ำดื่ม เพื่อความแน่ใจว่าจะไม่อดหยากระหว่างทาง
ถีบจักรยานต่อ... ผ่านอาคารไทยบุรี ผ่านโค้งเข้าสู่วงเวียน เลี้ยวซ้ายก่อนถึงวงเวียนไปทางทะเลสาบ ไม่ซิ...เราเรียกว่า "เล้ค" ฟังดูดีกว่าตั้งเยอะ ดวงอาทิตย์จะอยู่ด้านหลัง แดดช่วง 5 โมงเย็นเศษส่องหลังอุ่นสบาย ต่างกันลิบลับกับหันหน้าหาดวงอาทิตย์ หญ้าที่เคยเขียวๆตอนนี้เป็นสีทอง มองไปข้างหน้าเป็นทะเลสาบสะท้อนแสงท้องฟ้า น่าดูมาก ต้นอินทผาลัม 4-5 ต้นที่เคยเห็นเขาเพิ่งเอามาลงอยู่เหมือนจะไม่นาน ตอนนี้ยืนต้นสวยงาม ต้นไทรเตี้ยที่แผ่กิ่งรูปทรงสวยอยู่ใกล้ๆศาลาพักยังดูร่มรื่น อากาศก็ดี อะไรๆก็ดูดีไปหมด มีเสียงแตรรถยนต์บีบเรียก หันไปดู ประชาชนกลุ่มเราอีก 4 คนกำลังขับรถเข้าเมือง ก็เย็นวันเสาร์นะ ไม่รู้จะทำอะไรดี ถีบจักรยานตามทางต่อ ต้นไม้ที่ปลูกริมเล้คพวกกระถินเทพา ที่เมื่อ 2-3 ปีก่อนต้นยังเล็กๆ ตอนนี้สูงเป็นเสาไฟฟ้า ทำให้ริมเล้คดูมีชีวิตชีวาดี จุดนี้จะเป็นจุดที่ชมวิวสวยที่สุด(ตามที่พวกเราเคยเลือกจุดนี้เป็นที่ปิคนิคกัน) ถีบรถต่อไปถึงสะพานเล็กๆ เป็นสะพานเก่าตั้งแต่ก่อนก่อสร้างมหาวิทยาลัย ตอนนี้ไม่ได้ใช้เป็นถนนจริง ลดสภาพเป็นทางเลนจักรยานที่สวยงามอีกจุด เชิงสะพานมีต้นจิกน้ำ ช่วงนี้ดอกที่ออกเป็นสายร่วงหมดแล้วกลายเป็นผลเล็กๆรูปทรงสวยติดกันเป็นสาย จะเก็บมาฝากน้องเพะ(น้องที่ทำงาน) ก็ถูกห้ามบอกว่ามันคัน ...ก็ได้
ถีบจักรยานต่อ...ไปถึงศาลาสุดท้ายสุดทางพอดี มีต้นจามจุรีขึ้นเรียงรายกันหลายต้น อีกหลายๆปีที่นี่คงเป็นลานจามจุรีที่ร่มรื่นมาก จากจุดนี้จะมองกลับไปทางมหาวิทยาลัยได้สวยงามอีกจุด แต่แดดยังแรงอยู่มากก็ต้องพยายามอยู่กันในร่ม ศาลานี้ดูดีเสียแต่ว่ามีคนมือซนไปเขียนกลอนหยาบๆบนเสา แย่จังเลย....:-(
ริมศาลามีต้นหว้าเล็กๆ เอายอดไปกินได้ ตรงหล่มเล็กๆบริเวณนั้นก็มีผักบุ้งขึ้นงาม กินได้อีกแล้ว คิดถึงเรื่องกินๆเราก็เลยกลับไปจอดรถที่สะพาน แวะกินฮอทด็อก จุดนี้คงเป็นที่นิยมแวะมากินของเหมือนกัน เพราะมีซากเปลือกหอยโข่งตัวโตๆอยู่หลายตัว แถบนี้ช่วงน้ำหลาก น้ำจะเต็ม มองไปจะเห็นต้นไม้ใบโกร๋น มีนกมาเกาะดูสวยแบบเหงาๆ แต่ตอนนี้ต้นไม้ขึ้นกันเต็ม สวยแบบมีชีวิตชีวา กินเสร็จ ล้างมือล้างไม้ ถีบจักรยานต่อกลับทางเดิม เจอต้นกระเพราแดงริมทาง(กินได้อีกแล้ว) ไม่นึกเลยว่าแถวนี้จะมีต้นอะไรต่ออะไรอยู่เยอะแยะ ถ้ารู้จักหาท่าทางจะอยู่ได้โดยไม่อด
ถีบรถกลับผ่านวงเวียนไปทางสโมสร แต่เลี้ยวซ้ายแยกไปทางเข้าวัดแสงแรง 6 โมงกว่าๆได้เวลาพอดี กะจะไปดูนกยางควายกลับรัง ระหว่างทางแวะไปดูไซต์งานเก่าตอนนี้เป็นที่ทิ้งขยะ มีต้นกระเพราเต็มไปหมด มีต้นยอป่ากำลังออกลูก เก็บมาดู สวยดู ได้ข่าวว่ากินได้ด้วย แล้วเลี้ยวเข้าวัดแสงแรง ไม่ได้แวะเพราะมีหมาเห่าเต็มไปหมด ถีบรถออกมาอีกทาง เลี้ยวขวาขึ้นบนถนนหลัก ซ้ายมือจะเป็นแอ่งทุ่งหญ้าอุ้มน้ำที่มีนกมาหากิน เคยมาดูนกที่นี่ ช่วงนกเยอะๆ เวลามันบินขึ้นบินลงเป็นฝูง จะเป็นภาพที่สวยมาก มองไปไกลๆจะเป็นวิวเทือกเขาหลวง วันที่อากาศเป็นใจ จะเห็นสีสันภูเขาและท้องฟ้าเป็นสีชมพู ฟ้าหม่น สวยมากๆๆๆ และช่วงเย็นๆอย่างนี้นกยางควายสีขาวจะบินกลับรังทีละฝูงๆ ไปเกาะต้นไม้ที่วัดแสงแรงหลายร้อยตัว น่าดีใจที่มันมีที่อยู่ที่สงบเพราะเป็นเขตวัด ไม่มีใครทำอะไรมัน
ถีบจักรยานต่อ...ระหว่างทางเก็บต้นหญ้าเข็ดมอญมาปลูกต้นนึง ทรงสวยดี ต้นเป็นยา ( และเคยเห็นเขาใช้เป็นส่วนผสมทำพระเครื่องด้วย) เริ่มค่ำแล้ว กลับบ้านดีกว่า....
ถีบจักรยานรอบหนึ่ง เห็นอะไรเยอะแยะ เจออะไรดีๆเยอะ เป็นประโยชน์ ออกกำลังกายดีอีกต่างหาก ก็ยังสงสัยตัวเองอยู่ว่าแล้วทำไมไม่ได้ไปถีบจักรยานบ่อยๆน้า.....
จักรยานยางแบน.... คงนึกภาพออกว่ามันถูกทิ้งไว้นานแค่ไหน นอกจากยางจะแบนแล้วยังมีหยากไย่ติดอยู่ให้รู้ว่าไม่มีใครมาสนใจใยดี ก็ต้องสูบลมยาง เช็ดๆถูๆรถ และเนื่องจากเรามีสมาชิก 2 คนแต่มีรถคันเดียว ก็ต้องไปยืมรถของน้องอีกคนมาถีบ (ซึ่งรถก็มีสภาพเดียวกัน เป็นค่านิยมของคนแถวนี้จริงๆ)
เราถีบจักรยานจากหอพักไปทางหลังมอ ผ่านเรือนพักรับรอง ไปทางหอพักนักศึกษา ไปจอดรถจุดแรกที่ 7-11 ซื้อฮอทด็อกมา 2 ชิ้น ซาลาเปาอีก 4 ใบ น้ำดื่ม เพื่อความแน่ใจว่าจะไม่อดหยากระหว่างทาง
ถีบจักรยานต่อ... ผ่านอาคารไทยบุรี ผ่านโค้งเข้าสู่วงเวียน เลี้ยวซ้ายก่อนถึงวงเวียนไปทางทะเลสาบ ไม่ซิ...เราเรียกว่า "เล้ค" ฟังดูดีกว่าตั้งเยอะ ดวงอาทิตย์จะอยู่ด้านหลัง แดดช่วง 5 โมงเย็นเศษส่องหลังอุ่นสบาย ต่างกันลิบลับกับหันหน้าหาดวงอาทิตย์ หญ้าที่เคยเขียวๆตอนนี้เป็นสีทอง มองไปข้างหน้าเป็นทะเลสาบสะท้อนแสงท้องฟ้า น่าดูมาก ต้นอินทผาลัม 4-5 ต้นที่เคยเห็นเขาเพิ่งเอามาลงอยู่เหมือนจะไม่นาน ตอนนี้ยืนต้นสวยงาม ต้นไทรเตี้ยที่แผ่กิ่งรูปทรงสวยอยู่ใกล้ๆศาลาพักยังดูร่มรื่น อากาศก็ดี อะไรๆก็ดูดีไปหมด มีเสียงแตรรถยนต์บีบเรียก หันไปดู ประชาชนกลุ่มเราอีก 4 คนกำลังขับรถเข้าเมือง ก็เย็นวันเสาร์นะ ไม่รู้จะทำอะไรดี ถีบจักรยานตามทางต่อ ต้นไม้ที่ปลูกริมเล้คพวกกระถินเทพา ที่เมื่อ 2-3 ปีก่อนต้นยังเล็กๆ ตอนนี้สูงเป็นเสาไฟฟ้า ทำให้ริมเล้คดูมีชีวิตชีวาดี จุดนี้จะเป็นจุดที่ชมวิวสวยที่สุด(ตามที่พวกเราเคยเลือกจุดนี้เป็นที่ปิคนิคกัน) ถีบรถต่อไปถึงสะพานเล็กๆ เป็นสะพานเก่าตั้งแต่ก่อนก่อสร้างมหาวิทยาลัย ตอนนี้ไม่ได้ใช้เป็นถนนจริง ลดสภาพเป็นทางเลนจักรยานที่สวยงามอีกจุด เชิงสะพานมีต้นจิกน้ำ ช่วงนี้ดอกที่ออกเป็นสายร่วงหมดแล้วกลายเป็นผลเล็กๆรูปทรงสวยติดกันเป็นสาย จะเก็บมาฝากน้องเพะ(น้องที่ทำงาน) ก็ถูกห้ามบอกว่ามันคัน ...ก็ได้
ถีบจักรยานต่อ...ไปถึงศาลาสุดท้ายสุดทางพอดี มีต้นจามจุรีขึ้นเรียงรายกันหลายต้น อีกหลายๆปีที่นี่คงเป็นลานจามจุรีที่ร่มรื่นมาก จากจุดนี้จะมองกลับไปทางมหาวิทยาลัยได้สวยงามอีกจุด แต่แดดยังแรงอยู่มากก็ต้องพยายามอยู่กันในร่ม ศาลานี้ดูดีเสียแต่ว่ามีคนมือซนไปเขียนกลอนหยาบๆบนเสา แย่จังเลย....:-(
ริมศาลามีต้นหว้าเล็กๆ เอายอดไปกินได้ ตรงหล่มเล็กๆบริเวณนั้นก็มีผักบุ้งขึ้นงาม กินได้อีกแล้ว คิดถึงเรื่องกินๆเราก็เลยกลับไปจอดรถที่สะพาน แวะกินฮอทด็อก จุดนี้คงเป็นที่นิยมแวะมากินของเหมือนกัน เพราะมีซากเปลือกหอยโข่งตัวโตๆอยู่หลายตัว แถบนี้ช่วงน้ำหลาก น้ำจะเต็ม มองไปจะเห็นต้นไม้ใบโกร๋น มีนกมาเกาะดูสวยแบบเหงาๆ แต่ตอนนี้ต้นไม้ขึ้นกันเต็ม สวยแบบมีชีวิตชีวา กินเสร็จ ล้างมือล้างไม้ ถีบจักรยานต่อกลับทางเดิม เจอต้นกระเพราแดงริมทาง(กินได้อีกแล้ว) ไม่นึกเลยว่าแถวนี้จะมีต้นอะไรต่ออะไรอยู่เยอะแยะ ถ้ารู้จักหาท่าทางจะอยู่ได้โดยไม่อด
ถีบรถกลับผ่านวงเวียนไปทางสโมสร แต่เลี้ยวซ้ายแยกไปทางเข้าวัดแสงแรง 6 โมงกว่าๆได้เวลาพอดี กะจะไปดูนกยางควายกลับรัง ระหว่างทางแวะไปดูไซต์งานเก่าตอนนี้เป็นที่ทิ้งขยะ มีต้นกระเพราเต็มไปหมด มีต้นยอป่ากำลังออกลูก เก็บมาดู สวยดู ได้ข่าวว่ากินได้ด้วย แล้วเลี้ยวเข้าวัดแสงแรง ไม่ได้แวะเพราะมีหมาเห่าเต็มไปหมด ถีบรถออกมาอีกทาง เลี้ยวขวาขึ้นบนถนนหลัก ซ้ายมือจะเป็นแอ่งทุ่งหญ้าอุ้มน้ำที่มีนกมาหากิน เคยมาดูนกที่นี่ ช่วงนกเยอะๆ เวลามันบินขึ้นบินลงเป็นฝูง จะเป็นภาพที่สวยมาก มองไปไกลๆจะเป็นวิวเทือกเขาหลวง วันที่อากาศเป็นใจ จะเห็นสีสันภูเขาและท้องฟ้าเป็นสีชมพู ฟ้าหม่น สวยมากๆๆๆ และช่วงเย็นๆอย่างนี้นกยางควายสีขาวจะบินกลับรังทีละฝูงๆ ไปเกาะต้นไม้ที่วัดแสงแรงหลายร้อยตัว น่าดีใจที่มันมีที่อยู่ที่สงบเพราะเป็นเขตวัด ไม่มีใครทำอะไรมัน
ถีบจักรยานต่อ...ระหว่างทางเก็บต้นหญ้าเข็ดมอญมาปลูกต้นนึง ทรงสวยดี ต้นเป็นยา ( และเคยเห็นเขาใช้เป็นส่วนผสมทำพระเครื่องด้วย) เริ่มค่ำแล้ว กลับบ้านดีกว่า....
ถีบจักรยานรอบหนึ่ง เห็นอะไรเยอะแยะ เจออะไรดีๆเยอะ เป็นประโยชน์ ออกกำลังกายดีอีกต่างหาก ก็ยังสงสัยตัวเองอยู่ว่าแล้วทำไมไม่ได้ไปถีบจักรยานบ่อยๆน้า.....
Friday, April 01, 2005
The right to die
วันนี้ดูรายการเวลาโลก World Time ทางช่อง 9 ดำเนินรายการโดยคุณจักรภพ เพ็ญแข เรื่องที่ฉันสนใจวันนี้คือเรื่อง The right to die
เป็นเรื่องของ มิสซิส เทอร์รี่ เชียโว อายุ 41 ปีซึ่งอยู่ในสภาพไร้ความสามารถสมองตายมาถึง 15 ปี ที่ฟลอริด้า จนในที่สุดได้มีการถอดสายอุปกรณ์ช่วยชีวิตทั้งหมดออกเมื่อวันศุกร์ที่18 มีนาคมโดยความยินยอมจากสามีของเธอที่ต้องการให้เธอได้ตายอย่างมีศักดิ์ศรี ส่วนทางครอบครัว Schindler ซึ่งเป็นครอบครัวเดิมของเธอโดยพ่อแม่ของเทอร์รี่พยายามคัดค้านโดยอ้างว่าเธอต้องการมีชีวิตอยู่
เรื่องนี้จึงกลายเป็นเรื่องใหญ่โตเพราะมีคนที่คิดว่าสิทธิ์ในการตายควรให้คนๆนั้นมีสิทธิ์เลือก และอีกฝ่ายหนึ่งเห็นตรงข้าม มีการเดินขบวนประท้วงตามที่เห็นในภาพข่าว ก็ยังไม่ทราบว่าเรื่องจะจบลงแบบไหน
เรื่องนี้เป็นเรื่องละเอียดอ่อน คนหลายคนอาจคิดไม่เหมือนกัน สิ่งที่ฉันคิดคือถ้าเราพยายามให้ความเป็นธรรมกับทุกๆคนกรณีเช่นนี้ควรเป็นอย่างไร ถ้าถามตัวเองว่าต้องอยู่ในสภาพเช่นนั้น ต้องทรมานคนที่เรารักให้มาดูแลเราเป็นสิบปี ทำให้เขาหมดหวังไปตลอดชีวิต ฉันคงเลือกที่จะตายถ้าทำได้ ถามคนใกล้ตัวเขาบอกว่าเขาก็ยินดีที่จะให้ฉันตายดีกว่าต้องทรมานตัวเองแบบนั้น
แหล่งข้อมูล
1. http://news.bbc.co.uk/1/hi/world/americas/4365331.stm ข่าวจาก BBC วันที่ 21 March, 2005
2. http://news.yahoo.com/news?tmpl=story&u=/nm/20050321/pl_nm/rights_schiavo_dc ข่าวจาก Reuter 31 March 2005
3. http://www.publicagenda.org/issues/overview.cfm?issue_type=right2die
11/5/2548
เขียนเพิ่มเติมในหัวข้อนี้เพราะมีรุ่นน้องคนหนึ่งเพิ่งเสียชีวิตเมื่อวันที่ 4 พฤษภาคมนี้ด้วยอาการเส้นเลือดในสมองแตก เธอเข้าห้องไอซียูอยู่ประมาณหนึ่งสัปดาห์ก่อนเสียชีวิต ความที่เธอเป็นที่รักของพี่ๆเพื่อนๆน้องๆ รวมถึงลูกศิษย์ลูกหาที่เธอเคยมาเป็นวิทยากรให้ มีคนไปเยี่ยมเยียนเธอที่โรงพยาบาลภูมิพลมากมาย ครั้งแรกที่ฉันเห็นเธอผ่านกระจก แทบจำไม่ได้เพราะเธอถูกโกนศีรษะหมด มีผ้าพันศีรษะทางซ้ายที่ทำการผ่าตัด และมีอาการบวม สภาพเธอที่นอนอยู่อย่างนั้นโดยที่แพทย์ไม่ได้ให้ความหวังอะไร ทำให้ฉันเองก็ใจฝ่อ นึกเผื่อไปว่าถ้าน้องต้องมีสภาพอย่างนี้ตลอดไปจะเป็นอย่างไร ไหนจะต้องมีคนดูแล ถ้าหายแล้วไม่เหมือนเดิม เธอจะทนได้หรือไม่ ครอบครัวจะทำอย่างไร
จนเช้าวันพุธเธอก็สิ้นลมอย่างสงบ ใครๆก็บอกว่าเธอหมดเวรหมดกรรมแล้ว เกิดชาติใดขอให้มีความสุข เพราะชาตินี้เธอดีกับใครๆมากจนไม่ควรที่จะพบสิ่งร้ายๆในชีวิตเธออย่างที่เป็น
เป็นเรื่องของ มิสซิส เทอร์รี่ เชียโว อายุ 41 ปีซึ่งอยู่ในสภาพไร้ความสามารถสมองตายมาถึง 15 ปี ที่ฟลอริด้า จนในที่สุดได้มีการถอดสายอุปกรณ์ช่วยชีวิตทั้งหมดออกเมื่อวันศุกร์ที่18 มีนาคมโดยความยินยอมจากสามีของเธอที่ต้องการให้เธอได้ตายอย่างมีศักดิ์ศรี ส่วนทางครอบครัว Schindler ซึ่งเป็นครอบครัวเดิมของเธอโดยพ่อแม่ของเทอร์รี่พยายามคัดค้านโดยอ้างว่าเธอต้องการมีชีวิตอยู่
เรื่องนี้จึงกลายเป็นเรื่องใหญ่โตเพราะมีคนที่คิดว่าสิทธิ์ในการตายควรให้คนๆนั้นมีสิทธิ์เลือก และอีกฝ่ายหนึ่งเห็นตรงข้าม มีการเดินขบวนประท้วงตามที่เห็นในภาพข่าว ก็ยังไม่ทราบว่าเรื่องจะจบลงแบบไหน
เรื่องนี้เป็นเรื่องละเอียดอ่อน คนหลายคนอาจคิดไม่เหมือนกัน สิ่งที่ฉันคิดคือถ้าเราพยายามให้ความเป็นธรรมกับทุกๆคนกรณีเช่นนี้ควรเป็นอย่างไร ถ้าถามตัวเองว่าต้องอยู่ในสภาพเช่นนั้น ต้องทรมานคนที่เรารักให้มาดูแลเราเป็นสิบปี ทำให้เขาหมดหวังไปตลอดชีวิต ฉันคงเลือกที่จะตายถ้าทำได้ ถามคนใกล้ตัวเขาบอกว่าเขาก็ยินดีที่จะให้ฉันตายดีกว่าต้องทรมานตัวเองแบบนั้น
แหล่งข้อมูล
1. http://news.bbc.co.uk/1/hi/world/americas/4365331.stm ข่าวจาก BBC วันที่ 21 March, 2005
2. http://news.yahoo.com/news?tmpl=story&u=/nm/20050321/pl_nm/rights_schiavo_dc ข่าวจาก Reuter 31 March 2005
3. http://www.publicagenda.org/issues/overview.cfm?issue_type=right2die
11/5/2548
เขียนเพิ่มเติมในหัวข้อนี้เพราะมีรุ่นน้องคนหนึ่งเพิ่งเสียชีวิตเมื่อวันที่ 4 พฤษภาคมนี้ด้วยอาการเส้นเลือดในสมองแตก เธอเข้าห้องไอซียูอยู่ประมาณหนึ่งสัปดาห์ก่อนเสียชีวิต ความที่เธอเป็นที่รักของพี่ๆเพื่อนๆน้องๆ รวมถึงลูกศิษย์ลูกหาที่เธอเคยมาเป็นวิทยากรให้ มีคนไปเยี่ยมเยียนเธอที่โรงพยาบาลภูมิพลมากมาย ครั้งแรกที่ฉันเห็นเธอผ่านกระจก แทบจำไม่ได้เพราะเธอถูกโกนศีรษะหมด มีผ้าพันศีรษะทางซ้ายที่ทำการผ่าตัด และมีอาการบวม สภาพเธอที่นอนอยู่อย่างนั้นโดยที่แพทย์ไม่ได้ให้ความหวังอะไร ทำให้ฉันเองก็ใจฝ่อ นึกเผื่อไปว่าถ้าน้องต้องมีสภาพอย่างนี้ตลอดไปจะเป็นอย่างไร ไหนจะต้องมีคนดูแล ถ้าหายแล้วไม่เหมือนเดิม เธอจะทนได้หรือไม่ ครอบครัวจะทำอย่างไร
จนเช้าวันพุธเธอก็สิ้นลมอย่างสงบ ใครๆก็บอกว่าเธอหมดเวรหมดกรรมแล้ว เกิดชาติใดขอให้มีความสุข เพราะชาตินี้เธอดีกับใครๆมากจนไม่ควรที่จะพบสิ่งร้ายๆในชีวิตเธออย่างที่เป็น
Wednesday, March 23, 2005
ตำรับสายเยาวภา
นานมากที่ไม่ได้มาเขียน blog ออกจะอายตัวเองเล็กน้อย ทั้งๆที่ตั้งใจจะเขียนให้เป็นเรื่องเป็นราว จะได้บันทึกสิ่งที่ตัวเองสนใจไว้ทั้งหมด เอาเป็นว่าเริ่มต้นกันใหม่ดีกว่า
ปีนี้(2005) ได้เรียนรู้อะไรใหม่ๆหลายเรื่อง จะค่อยๆทยอยเขียน วันนี้จะบันทึกถึง "ตำรับสายเยาวภา" เป็นหนังสือตำรับอาหารของพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าเยาวภาพงศ์สนิท มีการพิมพ์ออกมาเป็นเล่ม เท่าที่ทราบคือ ฉบัยพิมพ์ครั้งที่ 5 ปี2523 สายปัญญาสมาคมได้จัดพิมพ์ขึ้น ฉันเห็นในเว็บ Thaioldbook.com บอกขายอยู่ปกอ่อนเล่มละ 450 บาท เป็นฉบับ"ที่ระลึกงาน มิ กลาโหมราชเสนา,คุณหญิง" ตีพิมพ์ปี 2519 ที่ต้องเขียนไว้เพราะตัวเองสนใจเรื่องตำรับอาหาร แถมยังเป็นนักเรียนเก่าโรงเรียนสายปัญญา หนังสือเล่มนี้น่าหามาอ่าน ตอนนี้ที่เห็นพูดกันอยู่ก็มีในเว็บพันทิป มี blog ของคุณบ้านวังรุ้งพูดถึง ( ดูที่ http://www.bloggang.com/viewblog.php?id=banwangrung&group=16 )
ตั้งใจว่าจะค้นคว้าตำรับนี้และจะลองทำดู ได้ผลยังไงจะเอามาบันทึกอีกครั้งค่ะ
ปีนี้(2005) ได้เรียนรู้อะไรใหม่ๆหลายเรื่อง จะค่อยๆทยอยเขียน วันนี้จะบันทึกถึง "ตำรับสายเยาวภา" เป็นหนังสือตำรับอาหารของพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าเยาวภาพงศ์สนิท มีการพิมพ์ออกมาเป็นเล่ม เท่าที่ทราบคือ ฉบัยพิมพ์ครั้งที่ 5 ปี2523 สายปัญญาสมาคมได้จัดพิมพ์ขึ้น ฉันเห็นในเว็บ Thaioldbook.com บอกขายอยู่ปกอ่อนเล่มละ 450 บาท เป็นฉบับ"ที่ระลึกงาน มิ กลาโหมราชเสนา,คุณหญิง" ตีพิมพ์ปี 2519 ที่ต้องเขียนไว้เพราะตัวเองสนใจเรื่องตำรับอาหาร แถมยังเป็นนักเรียนเก่าโรงเรียนสายปัญญา หนังสือเล่มนี้น่าหามาอ่าน ตอนนี้ที่เห็นพูดกันอยู่ก็มีในเว็บพันทิป มี blog ของคุณบ้านวังรุ้งพูดถึง ( ดูที่ http://www.bloggang.com/viewblog.php?id=banwangrung&group=16 )
ตั้งใจว่าจะค้นคว้าตำรับนี้และจะลองทำดู ได้ผลยังไงจะเอามาบันทึกอีกครั้งค่ะ
15 ธันวาคม 2553
วันนี้ไปหยิบหนังสือตำรับสายเยาวภาจากห้องทักษิณคดีของมหาวิทยาลัย ดีใจมากที่ได้เห็นตำรับนี้จริงๆ ตั้งใจว่าจะลองทำดู ได้ผลยังไงจะมาบันทึกนะ
นานจังจากที่เคยบันทึกไว้จนถึงวันที่ได้เห็นหนังสือจริงๆ แต่ก็ดีใจที่ได้เห็น :)
-----------------------------------------------------------------------------
-----------------------------------------------------------------------------
ตำรับสายเยาวภา
ไหนๆสัปดาห์นี้ก็ทำตัวใกล้ชิดงานขนมชาววัง ก็ต้องรำลึกความหลังกันเล็กน้อยนะคะว่าตัวเองเป็นนักเรียนโรงเรียนสายปัญญาซึ่งเป็นโรงเรียนผู้หญิงล้วนและมีการสอนทำขนมในโรงรียนเป็นเรื่องเป็นราวมาก ตอนเข้าไปเรียนทำอาหารชั่วโมงแรกรู้สึกว่าทำขนมชื่อ ลืมกลืน ต้องกวนแป้งที่ผสมน้ำ ซึ่งก็ไม่เคยทำขนมกวนแบบนั้น กวนไปกวนมา มัวเม้าท์กับเพื่อนบ้าง สรุปว่าแป้งจับตัวเป็นก้อน ใช้ไม่ได้...ทิ้ง ทำใหม่ ทำอีกครั้ง คุยอีก แป้งเป็นก้อนอีก..ทิ้ง
:) จำไม่ได้แล้วว่าในที่สุดเปลี่ยนคนทำหรือตั้งใจทำโดยไม่คุย เพราะยังไงก็ต้องทำให้เสร็จไม่งั้นไม่ได้คะแนนทั้งกลุ่มเลย อีกเมนูที่งงๆคือเมนูปั้นสิบ เพราะทำปั้นสิบนึ่ง เราไม่เคยกินมาก่อน รู้จักแต่ปั้นสิบทอด ตอนทำก็จับจีบไม่เป็นอีก เอาเป็นว่าสมัยโน้นไม่มีความสามารถใดๆในการทำอาหารค่ะ
วันนี้มาดูคลิปรายการของหม่อมหลวงภาสันต์ สวัสดิวัฒน์ รายการ สำรับในวัง เป็นตอน ตำรับสายเยาวภา ซึ่งจะมีการสาธิตทำขนมจีบและปั้นสิบ มีเทคนิคและการดัดแปลงอาหารที่น่าสนใจ เช่น การปั้นรูปทรงของขนมก็จะบ่งบอกว่าใช้เนื้อสัตว์ชนิดไดทำขนม อย่างขนมจีบปั้นรูปทรงเป็นไก่ก็จะทำไส้ไก่ ปั้นสิบรูปทรงคล้ายปลาจะทำไส้ปลา ไส้ที่มีเครื่องปรุงเหมือนกัน แต่ถ้าไส้เป็นปลาจะมีการใส่ข่าเพื่อดับคาว... ยังรู้สึกว่า เออ แล้วสมัยก่อนทำไมไม่รู้จักหัดให้มันทำเป็นทำอร่อยเสียตั้งแต่ตอนนั้นน้าาาา
สายปัญญามีการรวบรวมวิธีทำอาหารของพระองค์เจ้าเยาวภาพงศ์สนิท ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญในด้านการทำอาหาร ท่านได้ฝึกฝนการทำอาหารจากสำนักของพระวิมาดาเธอ กรมพระสุทธาสินีนาฎ หนังสื่อที่รวบรวมวิธีทำอาหารของท่านได้ถูกจัดทำเป็นเล่มชื่อ "ตำรับสายเยาวภา" ได้ถูกเรียบเรียงเป็นเล่มครั้งแรกในปีพ.ศ. 2478 เพื่อเป็นหนังสือแจกในงานพระราชทานเพลิงศพ พระองค์เจ้าเยาวภาพงศ์สนิท ปัจจุบันเป็นหนังสือหายาก ทราบว่ามีเล่มที่พิมพ์ใหม่ในปี 2555 แต่ก็หาซื้อไม่ทัน อยากได้มากกกกกกกกกกกก ถึงมากที่สุดค่ะ อยากได้เล่มปกแข็งมีสี เพราะในเล่มมีวิธีทำและมีภาพประกอบอย่างสวยงาม ใครพบเจอช่วยแจ้งด้วยนะคะ
ใครที่อยู่ในวลัยลักษณ์ถ้าอยากอ่านตำรับสายเยาภาก็จะมีอย่เล่มนึงที่ศูนย์บรรณสารฯ แต่เป็นฉบับพิมพ์เป็นอนุสรณ์ในงานฌาปนกิจ ก็จะไม่มีภาพไม่มีรายละเอียดของหนังสือ มีแต่สูตรอาหาร เอามาทดลองทำตามได้ค่ะ มีสูตรที่น่าสนใจหลายสูตร
สืบสานสำรับกับข้าวกันนะคะ
:)
ส่วนลิงก์นี้เป็นคลิปที่อาจารย์ภารดีทำเมนูสาธิต ขนมจีบไทย(ชนิดจีบด้วยมือ) ปั้นสิบ และขนมดอกลำดวน(ไม่ใช่กลีบลำดวน)ให้ดูค่ะ
1. https://www.youtube.com/watch?v=GNx8nu-OwUc
2. https://www.youtube.com/watch?v=3NqmXoHjt2s&t=260s
1. https://www.youtube.com/watch?v=GNx8nu-OwUc
2. https://www.youtube.com/watch?v=3NqmXoHjt2s&t=260s
----------------------------------------------------------------------------------------------------
Saturday, August 14, 2004
ดูดาวในคืนไฟดับ
เพิ่งรู้สึกตัวว่าไม่ได้ดูดาวมานาน ปกติก็ไม่ได้ดูเป็นชิ้นเป็นอัน แต่อย่างน้อยๆพอจะมีโอกาสมองดูฟ้าในคืนฟ้าใสไม่มีเมฆและได้ชื่นชมกลุ่มดาวที่ชอบอยู่บ้าง ไม่รู้ตัวเลยว่าโอกาสอย่างนั้นครั้งล่าสุดมันก็นานมาแล้ว คืนนี้มีโอกาสได้ดูดาวอย่างที่ชอบโดยไม่ได้ตั้งใจ
คืนวันศุกร์ใครๆก็ออกไปกินข้าวกับเพื่อนกันทั้งนั้น ไปด้วยคนซิ...ไปไกลถึงในเมืองโน่นแน่ะ เพื่อนฝูง 7 คน นั่งคุยตั้งแต่นั่งในร้านอาหารจนไปจบที่ร้านกาแฟ ตั้งแต่เย็นยันเที่ยงคืน(คาดว่าจะรอให้รถกลายเป็นฟักทองก่อนค่อยกลับบ้าน) คุยกันเหมือนไม่ได้เจอกันนานแสนนานทั้งๆที่ทำงานอยู่ที่เดียวกัน กินข้าวด้วยกันแทบทุกวัน ในที่สุดได้เวลากลับบ้าน กลับถึงบ้านเที่ยงคืนเศษ ยังไม่ได้นอน มัวแต่เข้ามาเล่นเน็ต เล่นไปเล่นมา...ตีสอง ยังไม่อยากนอน ดู VCD อีกนิด กำลังง่วงได้ที่ตั้งใจจะหลับไฟก็ดับพรึ่บ !!!
ทีแรกยังงัวเงียคิดว่าเป็นแค่ไฟทีวีที่ตั้งเวลาไว้ แต่เอ๊ะ...มันมืดหมดเลย ข้างนอกตึกก็มืด ไฟถนนก็ไม่มี อืมม์..อย่านะ กลัวนะ อย่าเล่น..บ่นไปก็ไม่มีประโยชน์ ตนเป็นที่พึ่งแห่งตนอีกแล้ว เดินกุกๆกักๆไปหาไฟฉาย หาเทียน แล้วจุดเทียน5-6 แท่งวางเต็มบ้านไปหมด โรแมนติกเหลือเกิน ดูนาฬิกา ตีสองครึ่ง! แย่แล้วทำไงดี... มีพี่ชายคนนึงแกนอนดึก บางทีก็ไม่ดึก สว่างเอาเลย คาดว่าคืนนี้แกยังไม่นอน โทรไปหาดีกว่าจะได้มีคนคุยระหว่างไฟดับ เจ้ากรรม คืนนี้ดันเป็นคืนที่พี่แกนอนเร็ว โทรไปเจอเสียงงัวเงียๆ โดนด่าอีกแน่เลยเรา วางหูดูจะปลอดภัยกว่า...
ทำไงดี จะนอนก็ไม่ได้ อ่านหนังสือ ดูทีวีก็ไม่ได้ เหลืออย่างเดียวที่ทำได้ตอนนี้คือออกไปดูดาว ว่าแล้วก็เดินออกไปที่ระเบียง มองไปแล้วก็ตะลึงเพราะคืนนี้ดาวเต็มฟ้าไปหมด ไม่มีเมฆเลย ไม่มีไฟถนนมาส่องตา ดาวดวงเล็กดวงน้อยก็มีโอกาสมาอวดโฉมกันจนลานตา
ระเบียงห้องฉันหันไปทางทิศเหนือพอดี จะมองเห็นดาวเหนืออยู่ตรงหน้า ไม่สว่างนักสูงจากพื้นดินประมาณ 14 องศา เวลาเกือบตีสามของวันที่ 14 สิงหาคม มองไปตรงหน้าจะเห็นดาวค้างคาว(Cassiopeia)เป็นตัว M ใหญ่ชัดเจน ข้างใต้มีกลุ่มดาวเซเฟอุส(Cepheus) ทางขวาของแคสซิโอเปียมีกลุ่มดาวเปอร์เซอุส(Perseus)ฟ้าใสจนเห็นดาวเมอร์แฟคที่เป็นสะดือของเปอร์เซอุสได้ชัดเจน(ความจริงเมอร์แฟคแปลว่าข้อศอก)จากระเบียงจะมองไปได้ไม่เต็มฟ้าเพราะถูกมุมตึกและหลังคาบังอยู่ มองไปทางซ้ายมือไกลออกไปจะเห็นกลุ่มดาวหงส์ กับดาววีกา มองไกลไปทางขวาจะเห็นกลุ่มดาวสารถีกำลังขึ้นเห็นดาวคาเพลล่าชัดเจน มองสูงขึ้นอีกนิดก็เจอกระจุกดาวลูกไก่ ฟ้ามืดขนาดนี้เห็นทางช้างเผือกพาดผ่านกลุ่มดาวแคสซิโอเปีย เปอร์ซีอุสไปทางคาเพลล่า ....โกโบริจะรู้จักดาวพวกนี้บ้างไหม หรือจะดูดาวแต่เฉพาะวันที่ 7 เดือน 7 ที่นัดกับอังศุมาลินไว้...
ลมเย็น...ดาวสวย...ยืนดูดาวได้พักนึงก็มีลูกไฟวูบกลางท้องฟ้า ดาวตกดวงโตวิ่งผ่านแคสซิโอเปีย วิ่งเร็วจนอธิษฐานไม่ทัน...คอยอีกครู่นึง ดวงที่สองตามมาอีก สีส้มจางๆสวยจัง... ดูแล้วนึกถึงเพลงประกอบภาพยนต์ Aladdin
" I am like a shooting star
I come so far
I can't go back to where I used to be..."
แล้ว..ไฟฟ้าก็กลับมาทำหน้าที่ ตีสามสิบนาทีโดยประมาณ เสียดายนิดๆที่ไม่ได้ได้ดูดาวต่อ เพราะเมื่อไฟถนนทำงาน แสงจะกลบแสงดาวจนมองไม่ชัด ฉันกลับมาเขียนความประทับใจเล็กๆน้อยๆใน blog นี้ เขียนได้3-4 ย่อหน้าก็เดินออกไปดูดาวอีก เพิ่งพบด้วยความประหลาดใจว่าขอบฟ้าทางทิศตะวันออกมีดาวสุกใสสว่างมาก สว่างกว่าดาวทุกดวงบนท้องฟ้า ดูระยะแล้วน่าจะอยู่ประมาณกลุ่มดาวคนคู่ เป็นดาวประกายพรึกดวงโปรดของฉันนั่นเอง ไม่ได้เห็นตอนเย็นๆมาพักใหญ่มาแอบเป็นดาวตอนเช้าก็ไม่บอก ทำให้งง...
ตีสี่สิบนาที....หมดเวลาโรแมนติกแล้วล่ะ...
คืนวันศุกร์ใครๆก็ออกไปกินข้าวกับเพื่อนกันทั้งนั้น ไปด้วยคนซิ...ไปไกลถึงในเมืองโน่นแน่ะ เพื่อนฝูง 7 คน นั่งคุยตั้งแต่นั่งในร้านอาหารจนไปจบที่ร้านกาแฟ ตั้งแต่เย็นยันเที่ยงคืน(คาดว่าจะรอให้รถกลายเป็นฟักทองก่อนค่อยกลับบ้าน) คุยกันเหมือนไม่ได้เจอกันนานแสนนานทั้งๆที่ทำงานอยู่ที่เดียวกัน กินข้าวด้วยกันแทบทุกวัน ในที่สุดได้เวลากลับบ้าน กลับถึงบ้านเที่ยงคืนเศษ ยังไม่ได้นอน มัวแต่เข้ามาเล่นเน็ต เล่นไปเล่นมา...ตีสอง ยังไม่อยากนอน ดู VCD อีกนิด กำลังง่วงได้ที่ตั้งใจจะหลับไฟก็ดับพรึ่บ !!!
ทีแรกยังงัวเงียคิดว่าเป็นแค่ไฟทีวีที่ตั้งเวลาไว้ แต่เอ๊ะ...มันมืดหมดเลย ข้างนอกตึกก็มืด ไฟถนนก็ไม่มี อืมม์..อย่านะ กลัวนะ อย่าเล่น..บ่นไปก็ไม่มีประโยชน์ ตนเป็นที่พึ่งแห่งตนอีกแล้ว เดินกุกๆกักๆไปหาไฟฉาย หาเทียน แล้วจุดเทียน5-6 แท่งวางเต็มบ้านไปหมด โรแมนติกเหลือเกิน ดูนาฬิกา ตีสองครึ่ง! แย่แล้วทำไงดี... มีพี่ชายคนนึงแกนอนดึก บางทีก็ไม่ดึก สว่างเอาเลย คาดว่าคืนนี้แกยังไม่นอน โทรไปหาดีกว่าจะได้มีคนคุยระหว่างไฟดับ เจ้ากรรม คืนนี้ดันเป็นคืนที่พี่แกนอนเร็ว โทรไปเจอเสียงงัวเงียๆ โดนด่าอีกแน่เลยเรา วางหูดูจะปลอดภัยกว่า...
ทำไงดี จะนอนก็ไม่ได้ อ่านหนังสือ ดูทีวีก็ไม่ได้ เหลืออย่างเดียวที่ทำได้ตอนนี้คือออกไปดูดาว ว่าแล้วก็เดินออกไปที่ระเบียง มองไปแล้วก็ตะลึงเพราะคืนนี้ดาวเต็มฟ้าไปหมด ไม่มีเมฆเลย ไม่มีไฟถนนมาส่องตา ดาวดวงเล็กดวงน้อยก็มีโอกาสมาอวดโฉมกันจนลานตา
ระเบียงห้องฉันหันไปทางทิศเหนือพอดี จะมองเห็นดาวเหนืออยู่ตรงหน้า ไม่สว่างนักสูงจากพื้นดินประมาณ 14 องศา เวลาเกือบตีสามของวันที่ 14 สิงหาคม มองไปตรงหน้าจะเห็นดาวค้างคาว(Cassiopeia)เป็นตัว M ใหญ่ชัดเจน ข้างใต้มีกลุ่มดาวเซเฟอุส(Cepheus) ทางขวาของแคสซิโอเปียมีกลุ่มดาวเปอร์เซอุส(Perseus)ฟ้าใสจนเห็นดาวเมอร์แฟคที่เป็นสะดือของเปอร์เซอุสได้ชัดเจน(ความจริงเมอร์แฟคแปลว่าข้อศอก)จากระเบียงจะมองไปได้ไม่เต็มฟ้าเพราะถูกมุมตึกและหลังคาบังอยู่ มองไปทางซ้ายมือไกลออกไปจะเห็นกลุ่มดาวหงส์ กับดาววีกา มองไกลไปทางขวาจะเห็นกลุ่มดาวสารถีกำลังขึ้นเห็นดาวคาเพลล่าชัดเจน มองสูงขึ้นอีกนิดก็เจอกระจุกดาวลูกไก่ ฟ้ามืดขนาดนี้เห็นทางช้างเผือกพาดผ่านกลุ่มดาวแคสซิโอเปีย เปอร์ซีอุสไปทางคาเพลล่า ....โกโบริจะรู้จักดาวพวกนี้บ้างไหม หรือจะดูดาวแต่เฉพาะวันที่ 7 เดือน 7 ที่นัดกับอังศุมาลินไว้...
ลมเย็น...ดาวสวย...ยืนดูดาวได้พักนึงก็มีลูกไฟวูบกลางท้องฟ้า ดาวตกดวงโตวิ่งผ่านแคสซิโอเปีย วิ่งเร็วจนอธิษฐานไม่ทัน...คอยอีกครู่นึง ดวงที่สองตามมาอีก สีส้มจางๆสวยจัง... ดูแล้วนึกถึงเพลงประกอบภาพยนต์ Aladdin
" I am like a shooting star
I come so far
I can't go back to where I used to be..."
แล้ว..ไฟฟ้าก็กลับมาทำหน้าที่ ตีสามสิบนาทีโดยประมาณ เสียดายนิดๆที่ไม่ได้ได้ดูดาวต่อ เพราะเมื่อไฟถนนทำงาน แสงจะกลบแสงดาวจนมองไม่ชัด ฉันกลับมาเขียนความประทับใจเล็กๆน้อยๆใน blog นี้ เขียนได้3-4 ย่อหน้าก็เดินออกไปดูดาวอีก เพิ่งพบด้วยความประหลาดใจว่าขอบฟ้าทางทิศตะวันออกมีดาวสุกใสสว่างมาก สว่างกว่าดาวทุกดวงบนท้องฟ้า ดูระยะแล้วน่าจะอยู่ประมาณกลุ่มดาวคนคู่ เป็นดาวประกายพรึกดวงโปรดของฉันนั่นเอง ไม่ได้เห็นตอนเย็นๆมาพักใหญ่มาแอบเป็นดาวตอนเช้าก็ไม่บอก ทำให้งง...
ตีสี่สิบนาที....หมดเวลาโรแมนติกแล้วล่ะ...
Subscribe to:
Posts (Atom)


เหตุที่คนมาเยอะ เพราะว่าคณภาพของสมาชิก และข่าวสารข้อมูล ความรู้ มากกว่า
เหมือนสภากาแฟ กาแฟไม่ต้องอร่อยก็ได้ แต่คนนั่งกินเป็นคอเดียวกัน ทุกอย่าง OK