Showing posts with label ยุโรป. Show all posts
Showing posts with label ยุโรป. Show all posts

Friday, April 23, 2021

#เที่ยวทิพย์...กับ Gutenberg

 

14 เมษายน 2564


วันนี้ Google ขึ้นรูป Doodle เป็นวันที่ระลึกถึง Johannes Gensfleisch zur Laden zum Gutenberg ผู้ประดิษฐ์ตัวพิมพ์ที่ถอดได้ขึ้นในยุโรปช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 15 คือเขาไม่ใช่คนคิดวิธีการพิมพ์นะคะ เดิมวิธีการพิมพ์แบบบล็อกมีมานานแล้ว การพิมพ์หมึกลงบนกระดาษก็มีมาในจีนก่อนนั้นนับพันปี แต่ด้วยสิ่งประดิษฐ์ของเขาทำให้เทคโนโลยีการพิมพ์เติบโตชนิดก้าวกระโดด ทำให้เกิด mass communication ช่วยให้ความรู้สามารถเข้าถึงประชาชนได้แทนที่จะอยู่ในมือของผู้มีอำนาจหรือคริสตจักร
มาร์ติน ลูเทอร์ หนึ่งในผู้ปฏิรูปศาสนาคริสต์เป็นนิกายโปรเตสแตนต์ก็ได้อาศัยว่ามีเทคโนโลยีการพิมพ์แบบนี้ทำให้เขาสามารถพิมพ์งานเผยแพร่แนวคิดของเขาได้อย่างกว้างขวาง (สองคนนี้เรียนมหาวิทยาลัยเดียวกันด้วยนะคะคือ University of Erfurt แต่ลูเทอร์เป็นรุ่นน้องห่างกันหลายสิบปี) งานของเขาเป็นส่วนหนึ่งของยุคเรอเนสซองส์ (เปรียบเทียบเวลาให้เห็นง่ายๆ เขาเกิดก่อน Leonardo Da Vinci ซักห้าสิบปีแค่นั้นเอง ทำไมยุคนั้นมีแต่อัจฉริยะนะ ไม่เข้าใจ)
ตานี้ไปเที่ยวกันดีกว่า ตาม Gutenberg ไปค่ะ เมืองที่เขาพัฒนาเครื่องพิมพ์คือที่เมือง Strasbourg ค่ะ ตอนนั้นเขาย้ายไปทำงานเป็นช่างทองในกองทหารอาสาสมัครของเมืองไปอยู่กับญาติฝ่ายแม่ เราก็ไปเที่ยวทิพย์ Strasbourg กันเถอะ ตอนนั้นเราเป็นทริป สาม-กระ-สัตว์ พี่กระต่าย พี่กระจง และก็น้องกระ-เพะ
Strasbourg เป็นเมืองอยู่ในแคว้นอัลซาส ประเทศฝรั่งเศส ถูกครองครองสลับกันไปมาระหว่างฝรั่งเศสกับเยอรมัน เดินในเมืองนี้รู้สึกเหมือนเดินในเยอรมันมากกว่าอยู่ฝรั่งเศส เมืองที่นี่สวยงามตามแบบยุโรปทั่วไป มีจตุรัสกลางเมือง มีโบสถ์ใหญ่ Notre Dame มีที่เที่ยวที่ทุกคนต้องมาถ่ายรูปคือ Petit France เป็นจุดท่องเที่ยวที่ตามชื่อคือ ฝรั่งเศสน้อยๆ เมืองนี้เป็นเมืองใหญ่และทันสมัยนะคะ รถรางที่นี่ดูทันสมัยกว่าปารีส เมืองนี้มีสัญลักษณ์ที่จะเห็นตามร้านขายของที่ระลึกคือ นกกระสา แม่มด และเด็กผู้หญิงผูกโบว์โตๆ
ท่าน Gutenberg จะมีอนุสาวรีย์ของตนเองอยู่ที่ Place Gutenberg ใกล้ๆรูปปั้นจะมีม้าหมุนอยู่ชุดนึง ไม่รู้ว่าเกี่ยวอะไรเหมือนกัน ไปคารวะท่าน Gutenberg กันค่า
ส่วนอีกภาพที่โพสต์เป็นภาพหนังสือไบเบิลฉบับ Gutenberg อันนี้ไปถ่ายมาจากห้องสมุดรัฐสภาที่ Washington DC ค่ะ Fan club ตัวจริงต้องตามให้สุด 🙂




ยุคนี้เที่ยวทิพย์ต่อไปค่ะ













Tuesday, April 04, 2017

ตั้งเต หัวกะโหลก Hopscotch



สิ่งนี้เราเรียกกันว่าอะไรคะ?
สิ่งนี้ฝรั่งเรียกว่า Hopscotch แถวบ้านตอนเด็กๆเรียกว่าหัวกระโหลก เพราะกล่องสุดท้ายเราจะวาดเป็นรูปครึ่งวงกลม เล่นเกมนี้มาตั้งแต่เด็กๆ เป็นอีกเกมที่ถนัดมากเพราะเล่นง่ายดี คิดมาตลอดว่าเป็นเกมที่เล่นกันแต่ในบ้านเรา จริงๆเขาเล่นกันทั่วโลกเลยนะคะ มีหลากหลายรูปแบบด้วย ชื่อเรียกก็ต่างกัน คงมีการแพร่กระจายทางวัฒนธรรมกันไปมาผ่านเด็กน้อย :)
ไปเดินเจอมาในเมืองเล็กๆของฮอลแลนด์ อืมม์ ... เด็กๆที่ไหนก็ไม่ต่างกันนะคะ ได้ใช้กล้ามเนื้อใช้สมอง ใช้การกะระยะ ไม่ต้องมีของเล่นไฮเทคก็สนุกได้ค่ะ

Friday, March 03, 2017

Dutch art :Pieter Bruegel

 เมื่อได้ดูสารคดีที่เกี่ยวกับผลงานศิลปะมากขึ้น พบว่ามีงานของศิลปินหลายคนที่เราชื่นชอบ  บางชิ้นมีโอกาสได้เห็น แต่บางชิ้นก็ไม่เคยเห็นเลย ส่วนตัวชอบบางภาพที่เห็นด้วยความรู้สึกของตัวเอง ไม่ได้สนใจว่าเป็นภาพของเรื่องใดหรือสื่อความหมายใด  ในขณะที่บางภาพอาจจะไม่ชอบ ไม่รู้สึกอะไรพิเศษแต่เมื่อได้ฟังการวิจารณ์ภาพ การชี้จุดให้เห็นคุณค่าของงาน เมื่อมองตามก็พบว่าเป็นงานที่มีความน่าสนใจมากๆ


ตัวอย่างเช่น งานของ โบรเกิล Pieter Bruegel ศิลปินดัตช์(เบลเยี่ยมในปัจจุบัน) งานของเขาจะเป็นภาพชีวิตคนธรรมดา คนทำงาน และมีในส่วนของการแสดงถึงบาป ศาสนา แง่ร้ายในชีวิต บางภาพลงรายละเอียดบุคคลรายคนจำนวนมาก  งานของเขาได้รับอิทธิพลจาก Hieronymus Borsch และงานของเขาก็เป็นที่ชื่นชอบของศิลปินรุ่นหลัง เช่น แรมบรันด์ เป็นต้น  ผลงานภาพที่เป็นซีรี่ส์ของชีวิตคนในแต่ละเดือนซึ่งมีเหลืออยู่ในปัจจุบันจำนวน 5 ภาพ มีรายละเอียดที่น่าสนใจมาก เช่น  เดือนกุมภาพันธ์ The hunters in the snow  มีบรรยากาศภาพที่ดูแตกต่างกันเองจากชีวิตคนบนเขา ล่าสัตว์ ทำงาน แต่เมื่อมองไปอีกด้านหนึ่งของภาพ เป็นภาพผู้คนกำลังเล่นหรือทำกิจกรรมต่างๆบนทะเลสาบที่เป็นน้ำแข็ง

ภาพ The Peasant Wedding  ภาพนี้เมื่อมองทีแรกดูไม่ออกว่าเป็นงานเลี้ยงอะไร เพราะจุดสนใจอยู่ที่คนกำลังคอนแคร่อาหารมาเลี้ยงคน  แต่ในภาพมีเจ้าสาว มีพ่อเจ้าสาว มีคนนั่งกินอาหารบนโต๊ะ  มีเด็กกินอาหารอยู่บนพื้น ซึ่งทำให้เรามองเห็นชีวิตของคนในศตวรรษที่ 16  เช่น ในภาพเราจะไม่แน่ใจว่ามีเจ้าบ่าวอยู่หรือไม่ เพราะบางคนบอกว่าในวัฒนธรรมเฟลมมิชยุคนั้น  เจ้าบ่าวจะไม่มาร่วมในงานเลี้ยงฉลอง บางคนบอกว่าเจ้าบ่าวคือชายสวมหมวกแดงในภาพ ก็แล้วแต่หลักฐานและความเชื่อที่เขาคาดการณ์กัน

Pieter_Bruegel_the_Elder_-_Peasant_Wedding_-_Google_Art_Project_2.jpg

อีกรูปที่น่าสนใจคือ Netherlandish Proverbs (Dutch: Nederlandse Spreekwoorden; also called Flemish Proverbs, The Blue Cloak or The Topsy Turvy World) เพราะในรูปจะวาดภาพสุภาษิตไว้ ประมาณ 112 สุภาษิต นี่ถ้าไม่มีใครชี้ให้เห็น เราจะรู้ไหมคะ




ยังมีข้อมูลอีกมากแต่ยังไม่ได้ค้นเป็นเรื่องเป็นราว ไว้ค้นแล้วค่อยมาอัพเดทนะคะ  :)

Thursday, November 24, 2016

Art and Science....Turbulent flow in Van Gogh paintings

(เขียนเมื่อ 13 ธันวาคม 2558 เขียนไว้นานแล้วใน FB เอามาเก็บไว้แถวนี้เพราะมีเนื้อหาน่าสนใจค่ะ)



สองสัปดาห์ที่แล้วไปกินข้าวที่ Beach Walk กับพี่หญิง ได้ไปดูรูป Starry Night ของแวนโกะที่ได้มอบไว้ให้ที่นี่ ได้ถ่ายรูปไว้ให้ กลับมาก็ไม่ได้คิดอะไรมาก เพราะปกติไม่ได้ชอบงานของแวนโกะเท่าไร คือส่วนตัวชอบอิมเพรสชั่นนิสต์ แต่งานของแวนโกะจะเป็น Post Impressionist การแสดงของภาพมีความเคลื่อนไหวสูงกว่า หม่นกว่า แต่ก็ต้องรู้จักกันตามท้องเรื่องอะนะคะ

วันนี้เปิดดูสารคดีใน You Tube พบแอนิเมชั่นของ Ted Ed นำเสนอว่า The Starry night ของแวนโกะ สามารถแสดงรูปแบบความปั่นป่วนของของไหล( Fluid turbulence) ได้ตามหลักวิทยาศาสตร์ ซึ่งเป็นสิ่งที่ปกติมนุษย์จะมองไม่เห็น (ปกติเราจะเรียนเรื่อง Turbulence เช่น ไอที่พ่นจากเครื่องบิน หรือ eddy current ของการไหลของของเหลว แล้วทำการคำนวณทางคณิตศาสตร์เพื่อจะควบคุมการทำงานของการเกิดการไหลแบบปั่นป่วนเหล่านั้น เช่น การควบคุมการไหลของของไหลในท่อให้ช้าเร็วเพื่อให้เกิดการปั่นป่วนของของไหลมากน้อยต่างกัน เอาไปใช้ประโยชน์ในการให้ความร้อนแก่ของไหลอย่างทั่วถึง เป็นต้น )

แต่แวนโกะและศิลปินอิมเพรสชั่นนิสต์คนอื่นๆใช้วิธีการเขียนภาพต่างจากศิลปินยุคก่อนโดยการจับการเคลื่อนไหวของแสง คือเล่นกับความส่องสว่าง (luminance) ภาพสไตล์อิมเพรสชั่นนิสต์จึงออกมาคล้ายจะมีการเคลื่อนไหว เป็นสิ่งที่จับอารมณ์ ณ ขณะนั้น

ในภาพ Starry Night แวนโกะได้วาดให้เห็นการเคลื่อนไหวที่หมุนวนเป็นวง นักวิจัยได้ทำการวิจัยภาพโดยทำการดิจิไตล์ภาพดูทีละพิกเซลแล้วพบว่าแวนโกะวาดภาพการเคลื่อนไหวในภาพได้ใกล้เคียงกับการอธิบายด้วยคณิตศาสตร์ ซึ่งเป็นเรื่องเหลือเชื่อมากที่เขาสามารถแสดงการเคลื่อนไหวของแสงออกมาได้เช่นนั้น และเป็นเฉพาะภาพที่เขาวาดเมื่อตกอยู่ในภาวะจิตสับสนเท่านั้น เพราะเมื่อลองเปรียบเทียบกับภาพที่เขาวาดตอนที่จิตใจสงบนิ่ง เช่น ภาพเหมือนของตนเองที่สูบไปค์ ภาพนั้นมีควันที่พ่นลอยเป็นวง แต่ไม่มีรูปแบบใกล้เคียงกับหลักการทางวิทยาศาสตร์ หรือแม้แต่ภาพ Scream ของ Edvard Munch ซึ่งมีลักษณะของ Turbulence เช่นกัน ก็ไม่พบรูปแบบการเคลื่อนไหวตามหลักการนี้แต่อย่างใด

วารสาร Nature ได้เขียนบทความเกี่ยวกับเรื่องนี้ไว้ด้วยว่า หลักการที่อธิบายความสัมพันธ์ของความเร็วของการไหลและอัตราแรงต้าน ได้ถูกคิดขึ้นโดยนักวิจัยชาวรัสเซีย Andrei Kolmogorov ช่วงทศวรรษ 1940s ความสัมพันธ์นี้เรียกว่า Kolmogorov scaling สิ่งที่พบในงานของแวนโกะคือภาพแสดงการเคลื่อนไหวที่ถูกต้องตามหลักการนี้นั่นเอง และเป็นเพียงคนเดียวที่พบว่าสามารถวาดภาพได้ตรงตามทฤษฎีนี้สามารถตรวจสอบได้จากภาพต่างๆ เช่น The Starry Night, Road with Cypress and Star และ Wheat Field with Crows ( ทั้งนี้ไม่ได้หมายความว่าศิลปินคนอื่นวาดภาพไม่ตรงตามความเป็นจริงนะคะ เพียงแต่ไม่ตรงกับทฤษฎีที่นักวิจัยเขาศึกษาเท่านั้น เพราะยังมีงานของศิลปิน เช่น Jackson Pollock ซึ่งมีรูปแบบ fractal patterns นั่นเอาไว้เป็นอีกเรื่องแล้วกัน ไม่อยากบอกว่างานของ Pollock ก็ไม่ค่อยชอบเหมือนกัน ไม่มีอารมณ์ศิลป์แนวนี้เลยนะเรา)
ถ้าจะดูเพิ่ม เวอร์ชั่นง่าย ตามไปดูแอนิเมชั่นใน YouTube ลิงก์นี้นะคะ
ถ้าจะเอาชนิดมีคำอธิบายละเอียดขึ้นอีกนิดแต่ยังเข้าใจง่ายก็ลิงก์นี้ค่ะ บทความในวารสารเนเจอร์
http://www.nature.com/n…/2006/060703/full/news060703-17.html
ลิงก์ของ Museum of Modern Art http://www.moma.org/…/vincent-van-gogh-the-starry-night-1889
และถ้าจะอ่านเวอร์ชั่นงานวิชาการให้ตามไปค้นงานปี 2006 เรื่องนี้ค่ะ http://arxiv.org/abs/physics/0606246

Thursday, April 28, 2016

Note for Play+Learn #1 (Einstein)

แนะนำคลิปวิดิโอให้น้องเพลินไปดูดีกว่า....

https://www.youtube.com/watch?v=1CYqBNgqJ1A

รื่องนี้ก็เป็นหนังน่าดูเรื่องนึง ที่อธิบายสมการของไอน์สไตน์ได้แบบเข้าใจง่าย พูดถึงชีวิตของไอน์สไตน์กับการค้นพบสมการ E= mc2 ของเขา เรื่องนี้วนเวียนกับสถานที่หลายแห่งในยุโรป(เผื่อหน่องน้องจะตามไปดูอีกครั้งเพื่อไปซาบซึ้งในรายละเอียด) มีตั้งแต่ที่ Bern, Munich, Zurich,Paris,London มีหลายที่ที่หน่องน้องเคยไปเนอะ

เรื่องนี้เล่าถึงการค้นพบสมการของไอน์สไตน์ โดยแยกไปดูตัวแปรแต่ละตัวว่ามีที่มาอย่างไร มีทั้งเรื่องของ ...

E Energy คือการทดลองของฟาราเดย์ที่พบความสัมพันธ์ของแม่เหล็กและไฟฟ้า (ปัจจุบันยังมีเลกเชอร์ที่ฟาราเดย์เซ็ตขึ้นตั้งแต่ปี 1825 คือ Christmas Lecture ของ Royal Institute หาดูได้ใน Youtube น่าสนใจมาก)

มีเรื่องของ M Mass คือการค้นพบกฏการทรงมวลของสสารของลาวัวซิเยร์(มีแลปแสดงอยู่ที่พิพิธภัณฑ์ art and craft ที่ปารีส ครั้งหน้าไปอย่าลืมแวะไปดู)

แล้ววกกลับมาที่เรื่องของ C Speed of light ก็เป็นการค้นพบของฟาราเดย์ที่ Maxwell นำไปต่อยอดจนกลายเป็นศาสตร์ Electromagnetic ที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับความเร็วแสง (Light is another form of electromagnetic wave)

ส่วนตัวสุดท้ายในสมการคือ 2 squared มาจากผลงานของเอมิลี หญิงสาวตระกุูลสูงผู้ได้รับการศึกษาสูงมากของฝรั่งเศส เธอได้รับการกล่าวถึงโดยวอลแตร์ว่าเป็น "a great man whose only fault was being a woman" (http://www.singingbluejay.blogspot.com/.../%E0%B8%A7%E0... ) เธอศึกษางานของนิวตัน งานของไลซ์นิชในส่วนที่เกี่ยวข้องกับ squared และงานของนักวิทยาศาสตร์ดัชต์ Willem 's Gravesande ที่พูดถึง kinetc energy การตกของบอลพิสูจน์ว่าแนวคิดของไลซ์นิชถูกต้อง

จากความรู้ของคนในอดีต ไอน์สไตน์ได้คิดในมุมมองใหม่ และได้สมการที่รวมทุกอย่างลงในรูปแบบง่ายๆ E=mc2

การพิสูจน์งานของไอน์สไตน์น่าจะกินเวลายาวนาน แต่เนื่องจากเกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 และในช่วงนั้นมีนักฟิสิกส์หญิงชื่อ Lise Meitner ผู้ค้นพบการเกิด nuclear fission ลองคิดซิว่าถ้าเราแยกอะตอมหนึ่งอะตอมออกจากกันเป็นสองส่วน พลังงานที่เกิดขึ้นจะมากมายแค่ไหน มันเป็นไปตามสมการของไอน์สไตน์นั่นเอง (คนนี้เก๋มากๆ มีธาตุชนิดใหม่ที่ได้รับการตั้งชื่อว่า meitnerium เป็นเกียรติแก่เธอเมื่อปี 1997 จะมีใครซักกี่คนในโลกมีธาตุเป็นของตัวเองแบบนั้น และเป็นคนที่ไอน์สไตน์เรียกว่า German Marie Curie)

หลังจากการค้นพบที่จะแยกอะตอมได้ นักฟิสิกส์ทั่วโลกก็สามารถหาวิธีการที่จะสร้างการแยกอะตอมด้วยวิธีการอื่น ด้วยธาตุอื่น และระเบิดปรมาณูก็ุถูกสร้างขึ้นด้วยความสำเร็จของการเกิดปฏิกิริยานิวเคลียร์นี้เอง

เรื่องนี้สนุกดีนะ เราเห็นว่านักวิทยาศาสตร์ที่มีชื่อเสียง บางคนก็รู้จักกันในรูปแบบต่างๆ เช่น ฟาราเดย์จะเป็นผู้ช่วยของเซอร์ฮัมฟรีย์ แต่ไม่ได้รับการยกย่อง ในขณะที่เมื่อแก่ตัวลง ฟาราเดย์เป็นเพื่อนต่างวัยกับแมกซเวลล์และดีกันมาก เอมิลีและวอลแตร์ก็มีความสัมพันธ์กัน ไอน์สไตน์และแมก แพลงค์ก็เป็นเพื่อนที่ดีต่อกัน ไมท์เนอร์ก็เคยเป็นผู้ช่วยของแพลงค์

Btw,ไอน์สไตน์ตายในปีที่ป้ามิลินท์เกิด ปี 1955 ค่ะ

Saturday, March 26, 2016

แล้วก็เกิดเหตุที่บรัสเซลล์ 22 March 2016 :(

ไม่ได้มาอัพเดตนาน โพสต์สุดท้ายก่อนหน้านี้คือเรื่องเหตุระเบิดในปารีส ไม่คิดเลยว่าโพสต์นี้จะเป็นเรื่องต่อเนื่องว่าเกิดเหดุวางระเบิดสนามบิน และสถานีรถไฟไต้ดิน ที่บรัสเซลล์ วันที่ 22 มีนาคม 2559

22 มีนาคม 2560
ไม่น่าเชื่อ  แต่ในวันเดียวกัน ห่างมาอีกหนึ่งปี คราวนี้เป็นคิวของเหตุ London attack ในกรุงลอนดอน มีผู้ก่อการร้ายขับรถชนคนเดินถนนบนสะพานข้ามแม่น้ำเทมส์ใกล้รัฐสภาอังกฤษ จากนั้นได้ลงจากรถไปแทงเจ้าหน้าที่ตำรวจเสียชีวิตอีกหนึ่งคนก่อนจะถูงยิงเสียชีวิต เหตุการณ์นี้ กลุ่ม IS อ้างความรับผิดชอบ และผู้ก่อเหตุมาจากครอบครัวผู้อพยพ แต่เกิดในอังกฤษ

Credit: http://www.bbc.com/news/uk-39363297


Friday, October 02, 2015

Migration Crisis ในยุโรป

เรื่องนี้ไม่ค่อยอยากบันทึกไว้ แต่คงต้องเขียนไว้ซักโพสต์เพื่อเก็บข้อมูล รายละเอียดค่อยเอามาใส่เพิ่มแล้วกัน

คร่าวๆคือจากเหตุการณ์สงครามกลางเมืองของซีเรีย ทำให้มีผู้อพยพหลั่งไหลเข้าไปในยุโรปจำนวนมหาศาล พยายามทุกวิถีทางที่จะเข้าไปให้ได้ สหภาพยุโรปนำโดยนายกรัฐมนตรีเยอรมัน ให้นโยบายต้อนรับผู้อพยพ และผู้อพยพก็อยากเข้าไปอยู่ในเยอรมันมากกว่าประเทศอื่นด้วย

ตามที่เคยตกลงกันไว้ เมื่อผู้อพยพเข้าสู่ EuroZone จะต้องลงทะเบียนผู้อพยพก่อนจะเคลื่อนย้ายไปที่อื่น  แต่จำนวนผู้อพยพมีมหาศาล รวมถึงมีคนที่ไม่อยากลงทะเบียน ณ ประเทศแรกเพราะต้องการไปลงทะเบียนที่เยอรมันที่เดียว ทำให้ EuroZone ต้องประกาศยอมให้ผู้อพยพเข้าไปได้ก่อน

ขณะนี้เป็นวิกฤตการณ์ในยุโรปที่ถือว่าซีเรียสทีเดียว เข้าใจว่าที่นายกเยอรมันให้ผู้อพยพเข้าไปสร้างคนกลุ่มใหม่เพื่อการสร้างเยอรมันยุคใหม่ แต่ไม่เชื่อว่าชีวิตมันจะราบเรียบขนาดนั้น นี่พูดจากประสบการณ์คนชายแดนที่มีมุสลิมโรฮิงญาเข้ามาอยู่ในเมือง เรื่องนี้คงต้องรอดูกันต่อไป

Saturday, July 19, 2014

MH 17... Malaysian Airlines again

เพิ่งบันทึกเรื่อง MH 370 ไปไม่นานนี่เอง วันนี้ต้องมาบันทึกเรื่องของ MH 17 ของสายการบินมาเลเซียนแอร์ไลน์อีกแล้ว สายการบินนี้ต้องมีอะไรแน่ๆทีเดียว ไม่น่าเชื่อมากๆที่มาเกิดอุบัติเหตุเครื่องบินติดต่อกันได้ขนาดนี้

MH 17 (Boeing 777-200ER) เที่ยวนี้บินจาก Amsterdam ไป KL วันพฤหัสบดีที่ 17 กรกฎาคม 2557 เวลา 12.15 น.(เวลา NL) มีคนบนเครื่อง 298 คน เครื่องบินตกที่เมือง  Grabovo     ทุกคนเสียชีวิต จุดสุดท้ายที่ติดต่อเครื่องบินได้อยู่ที่ชายแดนตะวันอออกของยูเครน ข้อสันนิษฐานคือเครื่องบินถูกขีปนาวุธยิง ซึ่งคาดว่าน่าจะเป็นฝ่ายกบฏยูเครนที่โปรฝ่ายรัสเซีย

ผู้เสียชีวิตเป็นชาวเนเธอร์แลนด์ 189 คน มาเลเซีย 44 คน (รวมลูกเรือ 15 คน) ชาวออสเตรเลีย 27 คน ชาวอินโดนีเซีย 12 คนและชาวอังกฤษอีก 9 คน (ใน Update ของ ฺฺBBC ขึ้นเป็น  Malaysia Airlines has listed the nationalities on board: 154 Dutch, 43 Malaysians, 27 Australians, 12 Indonesians, 9 Britons, 4 Germans, 4 Belgians, 3 Filipinos, 1 Canadian, and 41 people of unverified nationalities.)



ภาพของวันที่ 18 กรกฎาคม 2557 แสดงให้เห็นว่าสายการบินต่างๆพยายามเลี่ยงยูเครนหลังจากเกิดกรณีเครื่องบินตก (ภาพจาก http://www.telegraph.co.uk/news/worldnews/europe/ukraine/10975524/Crashed-MH17-flight-was-300-miles-off-typical-course.html)

ข้อมูลเกี่ยวกับเหตุการณ์นี้จาก BBC http://www.bbc.com/news/world-europe-28357880



หนึ่งในผู้เสียชีวิต คือ  Prof Joep Lange ผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับ AIDS และเคยเป็นประธานของ  the International Aids Society (IAS).เดินทางกับเที่ยวบินนี้เพื่อไปร่วมงาน AIDS 2014 conference ที่เมลเบิร์น ออสเตรเลีย
(http://www.bbc.com/news/health-28352365)



Wednesday, October 02, 2013

Inspiration

Inspiration บางครั้งงานของใครบางคนก็เป็นแรงบันดาลใจให้อีกหลายคน...





ส่วนตัวแล้วประทับใจภาพนี้ที่สุดในพิพิธภัณฑ์ลูฟร์ เมื่อหันไปเห็นภาพนี้ รู้สึกถึงความเศร้าโศรก ความรัก การพลัดพราก โดยไม่รู้มาก่อนด้วยว่าเป็นภาพที่เกี่ยวกับเรื่องอะไร นั่งดูอยู่นาน ชอบมากๆ ซื้อโปสการ์ดกลับมาชื่นชมอีกต่างหาก

ภาพนี้ชื่อ The burial of Atala เป็นภาพเขียนแสดงเรื่องราวของสาวน้อยคริสเตียนเลือดผสมคนหนึ่งชื่อ Atala ผู้ซึ่งสาบานไว้ว่าจะถือพรหมจรรย์ แต่เมื่อเธอพบคนรักซึ่งเป็นหนุ่มอินเดียนแดงเผ่า Natchez. เธอจึงเลือกที่จะกินยาพิษฆ่าตัวตายเพื่อไม่ให้ผิดคำสาบาน

ภาพนี้วาดโดยศิลปินชาวฝรั่งเศส Anne-Louis Girodet ผู้ซึ่งได้แรงบันดาลใจจากงานเขียนของ Francois-René de Chateaubriand เรื่อง Atala ซึ่งก็ได้แรงบันดาลใจในการเขียนเรื่องนี้จากการเดินทางไปอเมริกาอีกต่อหนึ่ง งานของเขาได้รับการแปลหลายภาษาและเป็นแรงบันดาลใจในการวาดภาพของศิลปินคนอื่นที่วาดภาพฉากนี้เช่นเดียวกัน เช่นงาน Ultimos momentos de Atala by Luis Monroy. และ Death of Atala ของ Rodolpho Amoedo

นี่ถ้าวาดรูปเก่งๆจะวาดมั่งนะคะเนี่ย ชอบจังเลย...




Atala เขากินยาพิษฆ่าตัวตายค่ะ โดยไม่บอกมิชชั่นนารี Père Aubry ผู้ชายหนวดยาวคนนั้น  


 เขาก็เลยคิดว่าเธอป่วยเฉยๆ เมื่อ Chactas คนรักของเธอมา เธอก็บอกความจริง แต่ก็ช่วย


ชีวิตไม่ทันแล้ว ซึ่งมิชชั่นนารีได้บอกว่าทางศาสนาคริสต์ก็ยอมให้ถอนคำปฏิญานได้( พระ


หรือแม่ชีที่ได้ทำ renunciation of vows เพื่อออกไปแต่งงานก็เคยมี) Atala ไม่น่าจะต้องกิน


ยาพิษค่ะ เศร้าเนอะ...



==========================================




ส่วนงานชิ้นนี้ชื่อ The spirit of eternal rest. เป็นผลงานของโรแดงค่ะ ตั้งอยู่ในสวนที่พิพิธภัณฑ์โรแดง โดมข้างหลังคือ แองวาลิด ที่ฝังศพนโปเลียน ไปเที่ยวพิพิธภัณฑ์โรแดงแล้วได้ภาพนี้มา ไม่ได้ตั้งใจแปลผลงานท่านโรแดงเป็นอื่นเลยจริงจริ๊ง



=======================================
รูปปั้นชุดนี้อยู่ในลูฟร์ค่ะ  ดูแล้วอารมณ์ดี


เห็นได้ชัดว่าน้องเป็นเด็กโหด

ส่วนคุณลุงคุณป้าคู่นี้ยืนขนาบทางเดิน แลดูไหว้แบบเสียไม่ได้นะคะ






================================================

ที่เป็นแรงบันดาลใจตลอดมาคงหนีไม่พ้น Da Vinci











Thursday, September 19, 2013

เพนดูลัมของฟูโกต์...พิสูจน์ว่าโลกหมุนรอบตัวเอง

19 กันยายน 2556 วันนี้ Google ขึ้น Doodle เป็นวันครบรอบวันเกิดที่ 194 ปีของ Jean Bernard Léon Foucault ค่ะ ฟูโกต์เป้นนักฟิสิกส์ขาวฝรั่งเศส เป็นคนแรกๆที่ศึกษาเรื่องความเร็วแสง เป็นคนพบ eddy current เป็นคนตั้งชื่อ gyroscope และที่มีชื่อเสียงที่สุดคือการประดิษฐ์ลูกตุ้มเพนดูลัมเพื่อพิสูจน์ว่าโลกหมุน (ลองคิดดูนะคะว่าถ้ามีคนบอกเราว่าจริงๆโลกนี้หมุนรอบตัวเองเราจะพิสูจน์ได้อย่างไร คนนี้แหละที่พิสูจน์ได้ อ่านวิธีทดลองได้จากลิงก์นี้ค่ะhttp://www0.tint.or.th/nkc/nkc52/nstkc053.html)

ปัจจุบันลูกตุ้มที่เขาใช้ในการพิสูจน์ว่าโลกหมุนอยู่ที่ Musée des Arts et Métiers ( Museum of Arts and Crafts) ในปารีส (ได้มีโอกาสไปเยี่ยมชมเมื่อตอนปิดเทอมที่ผ่านมา ปลาบปลื้มมากๆๆๆ)

ก่อนหน้านี้ลูกตุ้มนี้เคยวางไว้ที่ Pantheon ในปารีสเช่นกัน ก่อนจะย้ายมาอยู่ที่ Musée des Arts et Métiers ค่ะ ก็พยายามตามไปดูสถานที่เช่นกัน เห็นแต่โถงโล่งๆ



และถ้าใครไปเที่ยวหอไอเฟลก็ลองเงยหน้าดูชื่อคนสำคัญที่สลักไว้ที่หอนะคะ มีอยู่ 72 ชื่อ ชื่อของ Foucault เป็นหนึ่งในนั้นค่ะ ชื่อจะอยู่บนหอฝั่งที่หันหน้าไปทางสนามหญ้านะคะ ( คือต้องมองหอโดยมีทรอคคาเดโรเป็นฉากหลัง)









Thursday, August 22, 2013

Google Doodle-Claude Debussy

เปิด Google วันนี้เจอ Google Doodle ที่ทำขึ้นเพื่อฉลองวันเกิดครั้งที่ 151 ของ Claude Debussy (ถ้าเขายังอยู่นะ แต่ก็...ไม่อยู่แล้วล่ะ  ) เป็น Doodle ที่น่ารักดีค่ะ มีทั้ง Animation และเพลงประกอบเพราะๆ

Debussy ไม่ใช่นักแต่งเพลงคนโปรดแต่ก็ได้ฟังเพลงเขาเรื่อยๆ บางทีก็เห็นเป็นเพลงประกอบในภาพยนตร์บ้าง ที่โดนเพื่อนบังคับฟังมาตั้งแต่สมัยเรียนคือ La mer ส่วนเพลงประกอบที่ Google ใส่ให้วันนี้ชื่อ Clair de Lune แปลว่า Moonlight ค่ะ เพราะดีเหมือนกัน ชื่นชม Doodle วันนี้ด้วยว่า Animation น่ารักโดยเฉพาะตอนจบ บรรยากาศดีมาก

ตอนนี้ Debussy อยู่ที่ Passy Cemetery (อยู่หลัง Trocadero ที่เพิ่งไปเดินเที่ยวมา เดินเลยไปนิดเดียว) ไม่รู้มาก่อนว่าเขาอยู่ตรงนั้น จริงๆถ้าได้ไปก็จะได้ไปคารวะ Manet ศิลปินอิมเพรสชั่นนิสต์ที่อยู่ที่เดียวกันด้วย คนนั้นละคนโปรดจริงๆ Cemetery ที่ๆเขาอยู่มีคนดังๆมาก แม้แต่จักรพรรดิ์องค์สุดท้ายของเวียดนามก็อยู่ที่นั่น เสียดายๆๆๆ




Saturday, February 02, 2013

Before....Sunrise..Sunset...and Midnight



ตั้งใจจะพูดถึงภาพยนต์เรื่อง Before Sunrise, Before Sunset และ Before Midnight

เพราะกำลังจะมีทริปไปปารีสเดือนพฤษภาคมนี้ ก็ค้นหาหนังที่มีฉากในปารีสมาดูเป็นการใหญ่ ดู Paris Je tiame , Midnight in Paris แล้วก็ดู Before Sunset


ดู Before Sunset แล้วก็ต้องย้อนไปดู Before Sunrise ไม่น่าเชื่อว่าหนังจะคงเรื่องราวสืบเนื่องมาตามเวลาจริง จากเรื่องแรก  Before Sunrise ในปี 1995  หนังเรื่อง Before Sunset มาจับเรื่องราวหลังจากนั้นอีกเก้าปีคือปี 2004  และในปี 2013 นี้กำลังจะมีหนังภาคถัดไปคือ Before Midnight  ไม่น่าเชื่อจริงๆ 18 ปี !!!


หนังเรื่องนี้เป็นหนังที่ชอบมาก  โรแมนติกสุดๆ  เป็นหนังที่เน้นบทสนทนาเป็นอย่างมาก แต่ก็ดึงดูดใจเป็นอย่างมากเช่นกัน มีฉากที่อยู่ในความทรงจำหลายฉาก  และมีอีกหลายฉากที่อยากให้ชีวิตเราได้มีโอกาสทำแบบนั้น ^_^


เดี๋ยวค่อยมาเพิ่มเติม.... book mark ไว้ก่อนว่าอยากคุยเรื่องนี้  :)

Before Sunrise เป็นหนังปี 1995 เรื่องของหนุ่มสาวที่พบกันบนรถไฟยูเรลจากบูดาเปสต์ไปเวียนนาในวันที่ 16 มิถุนายน ปี 1994  เจสซี่เป็นหนุ่มอเมริกันเพิ่งเลิกกับแฟนและกำลังจะบินกลับบ้านจากเวียนนา นางเอก เซลีน กำลังจะกลับไปเรียนที่ปารีสหลังจากมาเยี่ยมครอบครัว เจสซี่ชวนเซลีนให้ลงรถไฟที่เวียนนา โดยมีเวลาแค่วันเดียวเพราะวันรุ่งขึ้นเจสซี่จะบินกลับอเมริกา  สองคนก็ได้เที่ยวไปในเวียนนา  ค่อยๆเรียนรู้ซึ่งกันและกันจากการพูดคุย (เรื่องนี้บทพูดเยอะมากจริงๆ) เป็นอะไรที่ดรแมนติก  เรื่องจบลงที่สถานีรถไฟวันรุ่งขึ้น นางเอกขึ้นรถไฟไปปารีสโดยทั้งคู่สัญญาว่าจะกลับมาเจอกันที่เดิมในอีก 6 เดือนข้างหน้า  

แล้วเวลาก็ผ่านไป...... 9 ปี

Before Sunset เริ่มเรื่องจากพระเอก(เจสซี่)ที่หลังจากเวลาผ่านไป 9 ปีจากที่พบกับนางเอก(เซลีน) ได้เขียนหนังสือชื่อ This Time เล่าเรื่องราวหนึ่งคืนที่ชายหนุ่มพบกับหญิงสาวในยุโรป หนังสือเล่มนี้กลายเป็นหนังสือขายดี เจสซี่มาโปรโมตหนังสือที่ปารีสที่ร้าน Shakespeare and Company (ตั้งใจว่าถ้าได้ไปปารีสจะไม่พลาดร้านนี้ด้วยประการทั้งปวง) ในระหว่างการให้สัมภาษณ์ เขาหันไปเห็นว่าเซลีนเข้ามายืนฟังอยู่ เงียบๆ เขาตื่นเต้นมากและพยายามปลีกตัวหลังการสัมภาษณ์เพื่อออกมาหาเซลีนที่ยืนคอยอยู่หน้าร้าน ฉากนี้ประทับใจมากเมื่อคิดถึงคนที่ไม่ได้พบกันถึงเก้าปีทั้งๆที่มีความรู้สึกดีๆให้กัน


เจสซี่มีเวลาไม่มากนักก่อนจะเดินทางไปสนามบินเพื่อบินกลับนิวยอร์ก เขานัดหมายเวลาให้รถรอรับ โดยตัวเขาจะใช้เวลาเกือบสองชั่วโมงนี้กับเซลีน การพูดคุยกันพร้อมๆกับการเดินท่องเมืองดูจะเป็นรูปแบบของคู่นี้ที่โรแมนติกและทำให้รู้จักกันลึกซึ้งทั้งๆที่มีเวลาด้วยกันน้อยนิด


เดาซิว่าชีวิตของคู่นี้เป็นยังไงต่อ ต้องต่อที่่ Before Midnight ค่ะ  :)


ส่วนการตามรอยหนัง Before Sunset ใน Paris ก็ได้ไปสมความตั้งใจคือ ไปตั้งต้นจากโบสถ์นอร์ตเตอดาม เดินข้ามแม่น้ำและข้ามถนนมาก็เจอร้าน Shakespeare and Company เป็นร้านที่มีคนคึกคักทีเดียวถึงจะไม่ได้แน่นมาก หน้าร้านมีกะบะขายหนังสือมือสอง มีโต๊ะเก้าอี้ชุดนึงที่นั่งคุยกันได้ วันนั้นเห็นมีสาวคนหนึ่งนั่งคุยกับสาวอีกสองคน คงคุยกันเกี่ยวกับร้านนี้เพราะดูคนหนึ่งท่าทางเหมือนเป็นคนของร้าน  ข้างในดูแคบเพราะหนังสือเยอะมาก เป็นหนังสือภาษาอังกฤษแยกตามหมวดหมู่ ชั้นบนมีมุมเด็ก บรรยากาศอบอุ่น  แต่ไม่ได้ถ่ายรูปข้างใน ออกจะเกรงใจ ได้ซื้อหนังสือมาเล่มหนึ่งเป็นบทหนัง Before Sunrise และ Before Sunset สองเรื่องในเล่มเดียว และซื้อถุงผ้าของร้านมาอีกใบหนึ่งเป็นที่ระลึก



จากนั้นก็เดินไปข้างๆร้าน มีถนนเส้นเล็กๆที่พระเอกนางเอกเดินคุยกันไป



พอเดินสุดซอยคู่นั้นเขาก็เลี้ยวซ้ายเข้าถนนเล็กๆเส้นนี้ rue Galande ค่ะ เป็นถนนเล็กๆน่ารักมาก


สิงหาคม 2556


มาบันทึกเพิ่มเติมว่าได้ดู Before Midnight แล้ว เนื้อเรื่องของตอนนี้เป็นชีวิตครอบครัวที่มักจะมีปัญหาได้เสมอ แต่ถ้าได้คุยเปิดใจกันก็จะสามารถหาทางแก้ไขได้เช่นกัน  เรื่องนี้มีฉากที่ประเทศกรีซ พระเอกไปส่งลูกชายที่เกิดกับภรรยาเก่ากลับไปอเมริกาจากที่ได้มาพักผ่อนอยู่หลายสัปดาห์ เมื่อกลับไปที่พักซึ่งเป็นบ้านของเพื่อนพระเอก ก็จะมีฉากแบบฉบับของ Before.... ทั้งหลายคือการคุยกัน ทั้งเรื่องความหลังเมื่อพบกัน เรื่องราวในชีวิต การเขียนหนังสือของเจสซี่ ...  จนเมื่อคู่นี้ได้ไปพักค้างคืนที่โรงแรมที่เพื่อนมอบให้เป็นของขวัญ ตอนเดินไปโรงแรมก็ยังดีๆกัน มาเป็นจุดแตกหักเมื่อนางเอกรู้สึกแย่ที่พระเอกพยายามให้ย้ายไปอยู่อเมริกาเพื่อจะได้ใกล้ลูกชายที่พระเอกรู้สึกว่าตัวเองดูแลลูกน้อยไป  นางเอกโกรธมากก็มีการระเบิดอารมณ์ใส่กัน  แต่ในที่สุดก็เป็นตามแบบฉบับคือ ใจเย็นลงและยอมรับกันได้ในที่สุด


ต้องบอกว่าพระเอกนางเอกคู่นี้เป็นไปตามวัยจริงๆ ดูเรื่องนี้จบแล้วย้อนไปดู Before Sunrise เห็นเซลีนกับเจสซี่ตอนหนุ่มสาว  คนละเรื่องกันเลย  แถมรู้สึกอินเหมือนคู่นี้มีชีวิตครอบครัวด้วยกันจริงๆเสียด้วย


สรุปว่าเป็นหนังที่ชอบ ถึงแม้จะไม่มากเท่าสองภาคแรกค่ะ



Thursday, April 22, 2010

สัปดาห์แห่งความวุ่นวายของสายการบินยุโรป



สัปดาห์ที่แล้วยุโรปทั้งทวีปเผชิญวิกฤตการณ์ด้านการบินอย่างรุนแรง สาเหตุเกิดจากการระเบิดของภูเขาไฟใต้ธารน้ำแข็งชื่อ เอยาฟจาลาโยคูลล์ อยู่ทางตอนใต้ของประเทศไอซ์แลนด์ในวันที่ 14 เมษายน ทำให้เกิดเถ้าฟุ้งกระจายปกคลุมน่านฟ้าทั่วยุโรป สนามบินในยุโรปต้องปิดดำเนินการทั้งหมดในบริเวณที่เถ้ากระจายไปถึง และเปิดดำเนินการบางสายการบินในบางประเทศในวันที่ 20 เมษายน และในวันนี้ (22 เมษายน) ยูโรคอนโทรล" หน่วยงานควบคุมการจราจรทางอากาศของยุโรป คาดหมายว่าการจราจรทางอากาศน่าจะกลับสู่ภาวะปกติเกือบ 100 เปอร์เซ็นต์ แต่มีผู้โดยสารตกค้างจำนวนมากที่ยังรอเดินทาง และคงต้องใช้เวลาพอควรกว่าจะกลับสู่สภาพปกติ ว่ากันว่ามูลค่ารายได้ที่สูญเสียของสายการบินต่างๆสูงถึง 1.7 พันล้านเหรียญ (£1.1bn)

คนในยุโรปเดือดร้อนกันมาก มีผู้โดยสารตกค้างอยู่ทุกแห่งทั่วโลกเพราะไม่สามารถเดินทางเข้ายุโรปได้ บางคนต้องเดินทางหลายต่อด้วยพาหนะหลากรูปแบบเพื่อกลับบ้าน เป็นสภาพที่น่าเห็นใจมาก และไม่รู้จะโทษใครดี
ปัญหาจากเถ้าไม่ใช่เรื่องทัศนวิสัย แต่เป็นเรื่องที่เถ้านั้นประกอบด้วยฝุ่นที่เป็นเถ้าภูเขาไฟ แก้ว ซึ่งอาจเข้าไปทำให้เกิดความเสียหายต่อเครื่องยนต์ได้ เมื่อเหตุการณ์สงบลง มีบางฝ่ายได้มาแสดงความเห็นว่า การตัดสินใจครั้งนี้ใช้ฐานความคิดจากทฤษฎีแทนที่จะเป็นข้อเท็จจริง

ในประเทศอังกฤษซึ่งดูจะเป็นประเทศที่เข้มงวดที่สุดในการปิดน่านฟ้าครั้งนี้ สนามบินถูกปิดไปหกวัน เปิดให้เครื่องบินจอดวันแรกคืนวันอังคารที่ 20 เมษายน

ในช่วงเวลาเดียวกัน ประธานาธิบดีโปแลนด์ เลคช์ คาซีสกี ประสบเหตุเครื่องบินตกขณะร่อนลงจอดในเมืองสโมเลนก์ ทางตะวันตกเฉียงเหนือของรัสเซีย ในวันที่ 10 เมษายน พิธีศพถูกจัดขึ้นในช่วงเวลาที่สนามบินในยุโรปถูกปิด ก็เลยกลายเป็นเรื่องรองไปเมื่อเทียบกัน

ในฐานะประชาชนทวีปเอเชีย ซึ่งไมได้เดือดร้อนกับวิกฤตการณ์นี้มากนักถ้าเทียบกับเรื่องของพวกเสื้อแดง เพราะอยู่ไกลและไม่ได้เดินทาง แต่มีประชาชนจากยุโรปที่จะมาเยี่ยมเยียนแต่มาไม่ได้เพราะไม่มีเครื่องบินให้บินมา ..... สรุปว่าใครๆในโลกก็ได้รับผลจากภูเขาไประเบิดครั้งนี้กันถ้วนทั่วทีเดียว