Showing posts with label เรื่องน่ารู้. Show all posts
Showing posts with label เรื่องน่ารู้. Show all posts

Friday, April 23, 2021

#เที่ยวทิพย์...กับ Gutenberg

 

14 เมษายน 2564


วันนี้ Google ขึ้นรูป Doodle เป็นวันที่ระลึกถึง Johannes Gensfleisch zur Laden zum Gutenberg ผู้ประดิษฐ์ตัวพิมพ์ที่ถอดได้ขึ้นในยุโรปช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 15 คือเขาไม่ใช่คนคิดวิธีการพิมพ์นะคะ เดิมวิธีการพิมพ์แบบบล็อกมีมานานแล้ว การพิมพ์หมึกลงบนกระดาษก็มีมาในจีนก่อนนั้นนับพันปี แต่ด้วยสิ่งประดิษฐ์ของเขาทำให้เทคโนโลยีการพิมพ์เติบโตชนิดก้าวกระโดด ทำให้เกิด mass communication ช่วยให้ความรู้สามารถเข้าถึงประชาชนได้แทนที่จะอยู่ในมือของผู้มีอำนาจหรือคริสตจักร
มาร์ติน ลูเทอร์ หนึ่งในผู้ปฏิรูปศาสนาคริสต์เป็นนิกายโปรเตสแตนต์ก็ได้อาศัยว่ามีเทคโนโลยีการพิมพ์แบบนี้ทำให้เขาสามารถพิมพ์งานเผยแพร่แนวคิดของเขาได้อย่างกว้างขวาง (สองคนนี้เรียนมหาวิทยาลัยเดียวกันด้วยนะคะคือ University of Erfurt แต่ลูเทอร์เป็นรุ่นน้องห่างกันหลายสิบปี) งานของเขาเป็นส่วนหนึ่งของยุคเรอเนสซองส์ (เปรียบเทียบเวลาให้เห็นง่ายๆ เขาเกิดก่อน Leonardo Da Vinci ซักห้าสิบปีแค่นั้นเอง ทำไมยุคนั้นมีแต่อัจฉริยะนะ ไม่เข้าใจ)
ตานี้ไปเที่ยวกันดีกว่า ตาม Gutenberg ไปค่ะ เมืองที่เขาพัฒนาเครื่องพิมพ์คือที่เมือง Strasbourg ค่ะ ตอนนั้นเขาย้ายไปทำงานเป็นช่างทองในกองทหารอาสาสมัครของเมืองไปอยู่กับญาติฝ่ายแม่ เราก็ไปเที่ยวทิพย์ Strasbourg กันเถอะ ตอนนั้นเราเป็นทริป สาม-กระ-สัตว์ พี่กระต่าย พี่กระจง และก็น้องกระ-เพะ
Strasbourg เป็นเมืองอยู่ในแคว้นอัลซาส ประเทศฝรั่งเศส ถูกครองครองสลับกันไปมาระหว่างฝรั่งเศสกับเยอรมัน เดินในเมืองนี้รู้สึกเหมือนเดินในเยอรมันมากกว่าอยู่ฝรั่งเศส เมืองที่นี่สวยงามตามแบบยุโรปทั่วไป มีจตุรัสกลางเมือง มีโบสถ์ใหญ่ Notre Dame มีที่เที่ยวที่ทุกคนต้องมาถ่ายรูปคือ Petit France เป็นจุดท่องเที่ยวที่ตามชื่อคือ ฝรั่งเศสน้อยๆ เมืองนี้เป็นเมืองใหญ่และทันสมัยนะคะ รถรางที่นี่ดูทันสมัยกว่าปารีส เมืองนี้มีสัญลักษณ์ที่จะเห็นตามร้านขายของที่ระลึกคือ นกกระสา แม่มด และเด็กผู้หญิงผูกโบว์โตๆ
ท่าน Gutenberg จะมีอนุสาวรีย์ของตนเองอยู่ที่ Place Gutenberg ใกล้ๆรูปปั้นจะมีม้าหมุนอยู่ชุดนึง ไม่รู้ว่าเกี่ยวอะไรเหมือนกัน ไปคารวะท่าน Gutenberg กันค่า
ส่วนอีกภาพที่โพสต์เป็นภาพหนังสือไบเบิลฉบับ Gutenberg อันนี้ไปถ่ายมาจากห้องสมุดรัฐสภาที่ Washington DC ค่ะ Fan club ตัวจริงต้องตามให้สุด 🙂




ยุคนี้เที่ยวทิพย์ต่อไปค่ะ













Thursday, January 28, 2021

#คลองแห่งพระนคร

 #คลองแห่งพระนคร




เมื่อวานซืนได้ถ่ายภาพเขตเมืองกรุงเทพมหานครจากร้าน Kheha มองเห็นแล้วก็สะดุดตาว่า เอ๊ะ! เขตพระนครของเรานี่จริงๆมีคลองล้อมอยู่ถึงสามชั้นเลยหรือ เพราะปกติเราจะมองไม่ค่อยเห็นคลอง แม้จะมองด้วย Google map ก็ต้องตั้งใจดูถึงจะเห็น แต่ในภาพแสดงออกเป็นคลองชัดเจนมากเป็นคลองสามคลองที่ขนานกันเป็นรูปโค้ง ไปค้นมาเพิ่มเติมเลยทำให้เรามองภาพคลองได้ง่ายขึ้นนะคะ
คลองชั้นที่ 1 คือ คลองคูเมืองเดิม เป็นคลองขุดรอบเกาะรัตนโกสินทร์ เมื่อรัชกาลที่ 1 ทรงย้ายราชธานีมาเป็นกรุงเทพมหานคร ได้ทรงโปรดให้ขุดคูเมืองขึ้นใหม่จากคลองคูเมืองเดิมที่เคยขุดไว้สมัยกรุงธนบุรี คลองนี้จะมีหลายชื่อตามสถานที่ที่คลองผ่าน ได้แก่ "คลองโรงไหมหลวง" "ปากคลองตลาด" "คลองหลอด" จนเมื่อถึงการสมโภชกรุงรัตนโกสินทร์ 200 ปี รัฐบาลจึงมีให้เรียกชื่อคลองให้ถูกต้องตามหลักฐานทางประวัติศาสตร์ว่า "คลองคูเมืองเดิม"

คลองชั้นที่ 2 คือ คลองรอบกรุง เป็นคลองขุดรอบพระนครชั้นกลางที่รัชกาลที่ 1 โปรดเกล้าฯให้ขุดขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2326 เมื่อครั้งย้ายเมืองหลวงจากกรุงธนบุรีมาอยู่ฝั่งพระนคร ด้วยฝั่งพระนครมีสภาพเป็นโค้งที่มีลำน้ำโอบอยู่ และมีคูเมืองเดิมตั้งแต่สมัยกรุงธนบุรีขุดเชื่อมสองฟากแม่น้ำ จึงทำให้เกิดเกาะรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ 1 ให้รื้อซากป้อมบางกอกเดิมกับกำแพงเมืองกรุงธนบุรี เพื่อขยายกำแพงและคูพระนครใหม่ให้กว้างออกไป คูพระนครใหม่นี้โปรดเกล้าฯ ให้ขุดขนานไปกับแนวคูเมืองเดิม เริ่มจากริมแม่น้ำตอนบางลำพู คลองนี้ก็มีหลายชื่อตามสถานที่ที่คลองผ่านเช่นกัน ได้แก่ "คลองบางลำพู" "คลองสะพานหัน" "คลองวัดเชิงเลน" และ "คลองโอ่งอ่าง"จนถึงโอกาสสมโภชกรุงรัตนโกสินทร์ พ.ศ. 2525 คณะรัฐมนตรีมีมติให้เรียกชื่อคลองนี้ให้ถูกต้องว่า "คลองรอบกรุง"
คลองชั้นที่ 3 คือ คลองผดุงกรุงเกษม เป็นคลองขุดรอบพระนครที่ขุดขึ้นในรัชสมัยรัชกาลที่ 4 เนื่องจากทรงเห็นว่าบ้านเมืองเจริญขึ้น ควรขยับขยายพระนครออกไป จึงขุดคลองพระนครออกไปอีกชั้นหนึ่ง โดยขุดถัดจากคลองรอบกรุงออกไปทางชานพระนคร เริ่มขุดจากปากคลองริมแม่น้ำเจ้าพระยาบริเวณวัดเทวราชกุญชร (วัดสมอแครง) ย่านเทเวศร์ มีแนวขนานไปกับคลองคูเมืองเดิม ผ่านย่านหัวลำโพง ตัดผ่านคลองมหานาคไปทะลุแม่น้ำเจ้าพระยาอีกด้านหนึ่งบริเวณวัดแก้วแจ่มฟ้า สี่พระยา ได้รับพระราชทานชื่อว่า "คลองผดุงกรุงเกษม" คลองนี้มีสะพานข้ามคลองที่มีชื่อคล้องจองกันด้วยนะคะ ได้แก่ สะพานเทเวศรนฤมิตร - สะพานวิศุกรรมนฤมาน - สะพานมัฆวานรังสรรค์ - สะพานเทวกรรมรังรักษ์ - และ สะพานจตุรภักตร์รังสฤษดิ์ หรือ "สะพานขาว"
ส่วนตัวนี่เห็น คลองชั้นที่ 1 บ่อยๆ เวลาไปแถวๆสนามหลวง แต่คลองรอบกรุงชั้นที่ 2 นี่มองยากนิดนึงทั้งๆที่ผ่านบ่อยเหมือนกัน ใครจะไปรู้ว่าคลองบางลำพูกับคลองโอ่งอ่างมันคือคลองเดียวกันนะคะ 🙂 ส่วนคลองชั้นที่ 3 นี่อเมซซิ่งมากที่สุดเพราะโรงเรียนที่เคยเรียนนี่อยู่ริมคลองผดุงฯเลยค่ะ แต่ไม่เคยมองภาพออกว่าคลองนี้มาจากเทเวศร์และไปจบที่สี่พระยา เชื่อมโยงเจ้าพระยาจากสองจุด จนเมื่อ 2-3 วันนี้ที่ได้ไปนั่งเรือด่วนเจ้าพระยาและไปล่องเรือคลองผดุงกรุงเกษมถึงได้มองเห็นภาพรวม ต้องมองด้วย Google map ถึงจะเห็นชัดค่ะ
อีกอย่างที่เพิ่งนึกถึงคือผังเมืองกรุงเทพมีส่วนคล้ายผังเมือง Amsterdam ค่ะ ที่นั่นจะมองชัดหน่อยเพราะเห็นจากแผนที่ชัดๆเลยว่ามีคลองโอบเมืองเป็นชั้นๆราวกับใยแมงมุม ชอบเมืองแบบนั้นเพราะไปไหนๆก็เห็นแต่คลอง และเขาก็จัดการน้ำได้ดี น้ำคลองสะอาดน่าเดินเล่นริมคลองไปเสียทุกคลอง บ้านเราก็น้ำดีขึ้นกว่าเมื่อก่อนมากๆ บางจุด เช่น คลองโอ่งอ่างก็ปรับโฉมหน้ามือเป็นหลังมือ คลองผดุงกรุงเกษมก็มีเรือล่องคลองที่ผ่านสถานที่สวยงามของบ้านเรา



ไปเที่ยวคลองเมืองกรุงกันบ้างก็ดีนะคะ

Tuesday, October 27, 2020

ตึกถล่มที่สี่แยกคอกวัวเมื่อปี พ.ศ. 2485

 ช่วงไม่กี่ปีก่อนคุณพ่อจะเสีย จะมีโอกาสถามเรื่องราวเก่าๆในชีวิตของคุณพ่อไว้มาก เรื่องหนึ่งที่คุณพ่อเล่าให้ฟังคือ คืนแรกที่เข้ากรุงเทพฯ ไปนอนที่วัดมหาธาตุ แล้วเกิดมีตึกถล่ม เสียงดังสนั่นมาถึงวัดมหาธาตุ เขาไปดูกันตอนเช้า น่ากลัวมากเพราะเป็นอาคารบนถนนราชดำเนิน

ฟังแล้วก็ข้องใจว่าแล้วตึกนั้นคือตึกอะไร  พอดีช่วงปี 2014 ติดตามอ่านเว็บเรือนไทย จะมีผู้รู้ชนิดรู้จริง เช่น ดร. วินิตา หรือ แก้วเก้า ผู้เป็นเข้าของเรือนใช้ชื่อว่า เทาชมพู เป็นผู้ตอบหลัก  มีคุณเพ็ญชมพู  ม.ล. ชัยนิมิตร นวรัตน ฯลฯ มาถกความรู้กันอย่างน่าตื่นใจ  ก็เลยถามเข้าไปเป็นกระทู้ เนื่องจากได้รับคำตอบที่ดีมากๆ ก็อยากจะนำมาเก็บไว้เป็นข้อมูลค่ะ


"เคยเกิดเหตุอาคารถล่มบริเวณอาคารริมถนนราชดำเนินกลางหรือไม่คะ

Singing Blue Jay อสุรผัด * ตอบ: 22

 เมื่อ 13 ก.พ. 14, 23:42

ได้เห็นการตอบแบบลงรายละเอียดของแต่ละท่านในเรือนไทย ก็เลยกล้าถามค่ะ ว่าในอดีตช่วงที่เพิ่งสร้างอาคารริมถนนราชดำเนินกลางเสร็จใหม่ๆเคยเกิดกรณีอาคารถล่มหรือไม่คะ

คุณพ่อของดิฉันเป็นคนต่างจังหวัดเข้าไปเรียนหนังสือที่กรุงเทพเมื่อประมาณเจ็ดสิบปีที่แล้ว เล่าว่า วันแรกที่ไปถึงไปพักที่วัดมหาธาตุ วันรุ่งขึ้นอาคารใหม่ก็ถล่ม เสียงดังสนั่นมาก ก็เลยไม่แน่ใจว่าเคยมีกรณีอย่างนี้หรือไม่ (ไม่แน่ใจเรื่องปี พ.ศ.ค่ะ น่าจะเป็นช่วงปี 248X เพราะขณะนี้คุณพ่ออายุ 88 ปี)

ขออนุญาตถามต่ออีกเรื่องด้วยนะคะ  คุณแม่สมัยสาวๆก็เข้าไปเรียนตัดเสื้อโดยมีที่พักอยู่ในโรงเรียนสอนตัดเสื้อแถวอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ที่เรียนคืออาคารมุมอนุสาวรีย์ด้านที่ตรงข้ามกับโรงเรียนสตรีวิทยา ตอนนี้เป็นอะไรก็ไม่ทราบค่ะ ดิฉันไม่ค่อยได้เข้ากรุงเทพ ต้องระบุแบบภาพที่จำได้ว่า มีอาคารภัตตาคารศรแดง  มีอาคารที่เคยเป็นที่ทำการบริษัทเมืองโบราณ  มีโรงเรียนสตรีวิทยา และก็มีอาคารที่คุณแม่ดิฉันพูดถึงนี่ละคะ อยากทราบว่าอาคารนั้นเป็นอาคารของใคร มีประวัติยังไงคะ

อารมณ์ถามเรื่องสมัยคุณพ่อคุณแม่นะคะ ต้องมาถามแถวนี้เพราะเวลาถามคุณพ่อก็ไม่ได้รายละเอียดมากนัก คุณแม่ก็ไม่อยู่ให้ถามแล้วค่ะ ขอบพระคุณล่วงหน้าค่ะ"


แล้วก็ได้คำตอบชนิดลงรายละเอียดอย่างวิเศษ

"เทาชมพู เจ้าเรือน หนุมาน ***** ตอบ: 32481 ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม เว็บไซต์

ความคิดเห็นที่ 1  เมื่อ 14 ก.พ. 14, 08:03

เคยมีตึกถล่มจริงค่ะ

เป็นตึกหลังเดิมตรงหัวมุมสี่แยกคอกวัว   อยู่มุมตรงข้ามคนละฝั่งกับตึกธนาคารออมสิน   เคยยุบตัวพังลงมาในสมัยสงครามโลกครั้งที่สอง ว่ากันว่าเป็นเพราะคอรัปชั่นกินอิฐกินหินกินทรายกินเหล็กกันในการก่อสร้าง  ทำให้ตึกทานน้ำหนักไม่พอจึงทรุดตัวพังลงมา

ตึกนี้ต่อมาได้รื้อและสร้างขึ้นใหม่เป็นสถานีวิทยุ ททท.ของบริษัทไทยโทรทัศน์ ต่อมาถูกประชาชนและนักศึกษาเผาในวันที่ 14 ตุลาคม 2516  จึงกลายเป็นที่ดินว่างๆ

หลายปีต่อมากลายเป็นที่ตั้งซุ้มขายสลากกินแบ่ง   ปัจจุบันคือที่ตั้งอนุสรณ์สถาน 14 ตุลา ค่ะ

ส่วนร.ร.สอนตัดเสื้อ ดิฉันไม่ทราบ  แต่จากที่คุณบรรยายมา น่าจะเป็นบริเวณร้านอาหารวิจิตร ในปัจจุบันละมังคะ

ต้องรอผู้รู้มาตอบค่ะ"

แล้วก็มีผู้รู้มาให้ข้อมูลอีกหลายท่านจึงทราบว่า

ตึกที่ถล่มนั้นเป็นที่ทำการของสถานีวิทยุ ท.ท.ท. บริษัทไทยโทรทัศน์ จากนั้นเป็นที่ทำการกตป. แล้วถูกเผาในวันที่ 14 ตุลาคม 2516 

"เพ็ญชมพู หนุมาน ******** ตอบ: 11420

ความคิดเห็นที่ 22  เมื่อ 18 ก.พ. 14, 08:46

คุณใหญ่ นภายน เล่าถึงเรื่องนี้ในบทความเรื่อง ถนนราชดำเนินในความทรงจำ

ย้อนลงไปอีกนิดก็ถึงสี่แยกคอกวัว ตอนนั้นยังไม่มีอนุสาวรีย์ ๑๔ ตุลา ตึกตรงนั้นปรากฏว่าพอสร้างแล้วพัง และพอพังแล้วก็สร้าง นั่นแหละมีตึกใหญ่เป็นห้างสรรพสินค้าของทางราชการ มีชื่อย่อว่า อ.จ.ส. ต่อมาชั้นบนของตึกนี้เป็นที่ตั้งของสถานีวิทยุ ท.ท.ท. ดำเนินงานโดยคุณจำนง รังสิกุล และคุณสมจิตร สิทธิไชย สมัยนั้นภาคบ่ายมีทายปัญหาและการบรรเลงดนตรีของคณะสุนทราภรณ์ ทุกเสาร์ – อาทิตย์

ตึกนี้มาถูกเผาเมื่อคราว ๑๔ ตุลาคม ๑๖ ราบเรียบไปตามระเบียบอีกแห่งหนึ่ง

อ.จ.ส. ย่อมาจากอะไรหนอ  ฮืม"


"NAVARAT.C หนุมาน ******** ตอบ: 11294

ความคิดเห็นที่ 23  เมื่อ 18 ก.พ. 14, 09:21
องค์การจัดซื้อและขายสินค้า

รูปแบบคือห้างสรรพสินค้าธรรมดาๆ ดำเนินการโดยข้าราชการเพื่อแข่งกับเอกชน ขายดิบขายดีเป็นเทน้ำเทท่า แต่ผลประกอบการขาดทุนยับเยิน ต้องเจ๊งไปในเวลาสั้นๆไม่กี่ปี"


"ลุงไก่ สุครีพ ****** ตอบ: 1281

ความคิดเห็นที่ 42  เมื่อ 20 ก.พ. 14, 20:50
อ้างจาก: เทาชมพู ที่  14 ก.พ. 14, 08:03
เคยมีตึกถล่มจริงค่ะ
เป็นตึกหลังเดิมตรงหัวมุมสี่แยกคอกวัว   อยู่มุมตรงข้ามคนละฝั่งกับตึกธนาคารออมสิน   เคยยุบตัวพังลงมาในสมัยสงครามโลกครั้งที่สอง ว่ากันว่าเป็นเพราะคอรัปชั่นกินอิฐกินหินกินทรายกินเหล็กกันในการก่อสร้าง  ทำให้ตึกทานน้ำหนักไม่พอจึงทรุดตัวพังลงมา
ตึกนี้ต่อมาได้รื้อและสร้างขึ้นใหม่เป็นสถานีวิทยุ ททท.ของบริษัทไทยโทรทัศน์ ต่อมาถูกประชาชนและนักศึกษาเผาในวันที่ 14 ตุลาคม 2516  จึงกลายเป็นที่ดินว่างๆ
หลายปีต่อมากลายเป็นที่ตั้งซุ้มขายสลากกินแบ่ง   ปัจจุบันคือที่ตั้งอนุสรณ์สถาน 14 ตุลา ค่ะ


เล่าเพิ่มเติมอีกหน่อย .. ผู้ใหญ่ที่ไม่ใช่กำนันเคยเล่าให้ฟังว่า แต่เดิมพื้นที่ตรงนี้เคยเป็นหนองน้ำ เมื่อสร้างตึกคงจะไม่ได้ถมดินและบดอัดให้แน่นเสียก่อน ตึกสมัยนั้นก็ไม่ได้ใช้เสาเข็มคอนกรีตยาวเหมือนสมัยนี้ ส่วนใหญ่จะใช้เสาเข็มไม้ยาวสักประมาณ ๔-๖ เมตร ตอกปูพรมลงไปตรงฐานเสาตึกและตามแนวคานคอดินของตึก คะเนตามประสบการณ์ว่าคงรับน้ำหนักของตึกได้ เมื่อเสาเข็มตอกจมอยู่ในดินอ่อนดินเลนไม่ใช่ดินแข็งเหมือนกับบนพื้นดินปกติ ก็ทำให้กลุ่มเสาเข็มไม่สามารถรับน้ำหนักได้

เมื่อก่อสร้างอาคารไปถึงจุดหนึ่งที่น้ำหนักของอาคารถ่ายลงเสาเข็มเกินกว่าที่เสาเข็มจะรับน้ำหนักได้ ตึกก็เลยพังลงมา .. ผู้ใหญ่เล่าว่าตึกยุบลงไปในดินทั้งหลัง ไม่ใช่ทลายล้มลงมาทางด้านข้าง ไม่ใช่การคอรัปชั่นกินหินกินปูนกินเหล็กครับ ส่วนเรื่องอาถรรพ์ของที่ตรงนี้นั้นไม่มีข้อมูลครับ"



ส่วนเรื่องโรงเรียนของคุณแม่ได้ข้อมูลจากการไปถามเพิ่มมาว่า

"Singing Blue Jay อสุรผัด* ตอบ: 22

ความคิดเห็นที่ 9  เมื่อ 14 ก.พ. 14, 14:33

ขอบคุณทุกท่านที่มาตอบให้นะคะ  เรื่องตึกถล่มหายข้องใจกันไป ภาษาใต้แถวนี้เรียกว่า "หวางไป" ค่ะ   ยิ้มกว้างๆ

ส่วนภาพที่ลุงไก่โพสต์ให้ดู ตัวเองไม่ทราบข้อมูลอะไรเลยค่ะ ไม่ทราบว่าเป็นอาคารหลังไหนแน่ เพียงแต่คุณแม่เคยบอกว่าอยู่หัวมุมพอดี และเป็นโรงเรียนที่มีที่พักให้นักเรียนต่างจังหวัดพักที่โรงเรียนได้ เคยถามคุณพ่อว่าชื่อโรงเรียนอะไรก็จำไม่ได้ บอกแต่ว่าสมัยนั้นย่านนั้นจะมีโรงเรียนสอนตัดเสื้อผ้าสอนทำผมหลายแห่ง มีที่มีชื่อเสียงแห่งหนึ่งชื่อ "ลีฟวิ่ง" แต่โรงเรียนนี้ไม่ใช่ลีฟวิ่งค่ะ

เคยเห็นรูปถ่ายที่คุณแม่กับเพื่อนๆไปเดินเล่นกันแถวอนุสาวรีย์แล้วก็นั่งถ่ายรูปกันเป็นกลุ่มบนลานอนุสาวรีย์ ตอนเห็นรูปครั้งแรกตอนเด็กๆก็ถามว่าแล้วเดินข้ามถนนไปได้ยังไงคะ เพราะสมัยเรารถวิ่งกันขวักไขว่แล้ว ยุคนั้นถนนโล่ง เดินกันสบาย เย็นๆก็ไปเดินเล่นกัน"

"Singing Blue Jay อสุรผัด * ตอบ: 22

ความคิดเห็นที่ 39  เมื่อ 20 ก.พ. 14, 18:13

อ้างจาก: Singing Blue Jay ที่  14 ก.พ. 14, 14:33

ขอบคุณทุกท่านที่มาตอบให้นะคะ  เรื่องตึกถล่มหายข้องใจกันไป ภาษาใต้แถวนี้เรียกว่า "หวางไป" ค่ะ   ยิ้มกว้างๆ

ส่วนภาพที่ลุงไก่โพสต์ให้ดู ตัวเองไม่ทราบข้อมูลอะไรเลยค่ะ ไม่ทราบว่าเป็นอาคารหลังไหนแน่ เพียงแต่คุณแม่เคยบอกว่าอยู่หัวมุมพอดี และเป็นโรงเรียนที่มีที่พักให้นักเรียนต่างจังหวัดพักที่โรงเรียนได้ เคยถามคุณพ่อว่าชื่อโรงเรียนอะไรก็จำไม่ได้ บอกแต่ว่าสมัยนั้นย่านนั้นจะมีโรงเรียนสอนตัดเสื้อผ้าสอนทำผมหลายแห่ง มีที่มีชื่อเสียงแห่งหนึ่งชื่อ "ลีฟวิ่ง" แต่โรงเรียนนี้ไม่ใช่ลีฟวิ่งค่ะ

เคยเห็นรูปถ่ายที่คุณแม่กับเพื่อนๆไปเดินเล่นกันแถวอนุสาวรีย์แล้วก็นั่งถ่ายรูปกันเป็นกลุ่มบนลานอนุสาวรีย์ ตอนเห็นรูปครั้งแรกตอนเด็กๆก็ถามว่าแล้วเดินข้ามถนนไปได้ยังไงคะ เพราะสมัยเรารถวิ่งกันขวักไขว่แล้ว ยุคนั้นถนนโล่ง เดินกันสบาย เย็นๆก็ไปเดินเล่นกัน

ขอกลับมาแจ้ง่ความคืบหน้าเกี่ยวกับโรงเรียนสอนตัดเสื้อที่ราชดำเนินทีได้ถามไว้นะคะ ข้องใจมากว่าคุณแม่เรียนที่ไหนแน่ ก็ได้พยายามสอบถามกลับไปที่คุณป้าพี่สาวของคุณแม่ ในที่สุดทราบว่าชื่อร้าน"เมธา"ค่ะ สมัยนั้นคงมีสาวๆมาเรียนกันมาก พี่สาวเล่าว่า เพื่อนรุ่นพี่คนหนึ่งของคุณแม่คือ คุณป้าสนุ่น เทียนทอง พี่สาวของคุณเสนาะ เทียนทอง ก็มาเรียนอยู่ด้วยกัน คุณแม่ได้ไปเยี่ยมที่อำเภอวัฒนานครก่อนจะเสียชีวิตอีกไม่กี่ปีต่อมาค่ะ โดยทั้งคู่ไม่ได้เจอกันมาประมาณหกสิบปี แต่ต่างคนต่างก็จำความหลังสมัยก่อนกันได้!

ส่วนร้าน Living ที่คุณพ่อเล่าให้ฟังว่าเป็นโรงเรียนสอนตัดเสื้อชื่อดังในอดีต ค้นได้ว่า อาจารย์ปกรณ์ วุฒิยางกูร "ครูสอนตัดเสื้อ" ระดับตำนานของเมืองไทย ได้ย้อนความหลังให้ฟัง คัดมาจากสกุลไทยออนไลน์ค่ะ

"ความรู้สึกอยากเรียนมันเกิดขึ้นมาเอง เหมือนคนอยากเป็นหมอก็อยากจะเป็น ผมอยากเป็นช่างเสื้อ ชอบออกแบบ ผมทำเสื้อผ้าเป็นตั้งแต่ ม.๓ เมื่อก่อนจะมีร้านหนึ่งชื่อร้าน Living เป็นโรงเรียนสอนตัดเสื้อของแม่ชีฝรั่งอยู่แถวบางขุนพรหม เป็นโรงเรียนสอนตัดเสื้อโรงเรียนแรกๆที่พวกแหม่มสอน ก็ไปขอเขาเรียน เขาก็ไม่รับ เพราะเราเป็นผู้ชาย เราก็ขอเขา ขอเรียนตอนเย็น จนเขาสงสารก็เลยสอนให้ สมัยนั้นสร้างแบบกันบนหนังสือพิมพ์บ้าง ไม่มีกระดาษสร้างแบบเหมือนสมัยนี้ แล้วก็สมัยก่อนไม่ค่อยมีคัตติ้ง ง่ายๆ แบบแส็คง่ายๆแล้วก็ค่อยๆพัฒนาขึ้นมาเรื่อยๆ แบบเสื้อเราก็ดูแบบจากต่างประเทศเป็นหลัก จากฮอลลีวู้ด ฝรั่งเศส ดีไซเนอร์ก็ไม่มี เพราะว่าพูดกันตามตรง คนไทยจะรับจากเมืองนอกทั้งนั้น ออกแบบให้ตาย เขาก็ต้องเอาแบบของนอกมาใช้"

http://www.yingthai-mag.com/?q=magazine/%E0%B8%9B%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%93%E0%B9%8C-%E0%B8%A7%E0%B8%B8%E0%B8%92%E0%B8%B4%E0%B8%A2%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B8%81%E0%B8%B9%E0%B8%A3

แนบรูปในกล่องเก็บภาพของที่บ้านค่ะ ไม่มั่นใจว่าเป็นรูปของคุณพ่อหรือคุณแม่ เพราะถ้าเป็นเพื่อนคุณแม่ก็จะมีแต่สาวๆอยู่กันเป็นกลุ่ม แต่ก็คงเป็นรูปสมัยนั้นค่ะ ยิ้ม"



และก็ไม่น่าเชื่อว่าแค่เห็นภาพถ่ายก็มีคนสามารถลงรายละเอียดต่อเรื่องของกระดาษอัดภาพได้อีก

" ลุงไก่ สุครีพ ****** ตอบ: 1281

ความคิดเห็นที่ 40  เมื่อ 20 ก.พ. 14, 19:51

ลักษณะของกระดาษอัดภาพแบบนี้ นิยมกันในช่วง พ.ศ. ๒๔๙๐-๒๕๐๐ ฟิลม์ถ่ายภาพจำได้ว่าเรียกขนาดฟิล์มเบอร์ ๑๒๐ ในยุคแรกฟิล์มไม่ได้อยู่ในกลักฟิล์ม แต่จะม้วนอยู่รอบแกนฟิล์มและจะมีกระดาษสีดำทาบมากับฟิล์ม การใส่ฟิล์มก้ต้องค่อยๆ คลายฟิล์มออกมา สอดปลายกระดาษเข้าแกนเปล่าอีกด้านหนึ่ง ปิดฝาหลังกล้องให้สนิทแล้วค่อยๆ หมุนแกนให้ฟิล์มเลื่อนไป

บนฝาหลังกล้องจะมีช่องเล็กๆ สำหรับมองตัวเลขลำดับภาพของฟิล์มบนหลังกระดาษห่อฟิล์ม โดยปกติฟิล์ม ๑ ม้วน จะจัดมาให้ถ่ายได้ ๑๒ ภาพพอดี พอถ่ายหมดม้วน ก็หมุนแกนด้านแรกกลับให้หมด ถอดฟิล์มไปส่งร้านให้ล้างและอัดภาพ .. บรรดาตากล้องมือใหม่มักไม่กล้าถอดฟิล์มเอง ก็จะเอากล้องไปที่ร้านช่วยถอดฟิล์มให้"


"POJA พาลี **** ตอบ: 298

ความคิดเห็นที่ 44  เมื่อ 22 ก.พ. 14, 21:14

ตอบอย่างไม่แน่ใจนะคะ

4 ด้านของอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ไล่จากด้านร้านศรแดง (เมธาวลัย ศรแดง) ตามเข็มนาฬิกาไปเป็นร้านขายหนังสือริมขอบฟ้า (เมืองโบราณ) ขึ้นไปเป็นร้านแมคโดนัลด์ แต่ก่อนเป็นบาร์ชื่อ อเล็กซานดร้า แห่งสุดท้ายซึ่งอยู่ตรงข้ามโรงเรียนสตรีวิทยา ซึ่งคุณ Singing Blue Jay เอ่ยถาม น่าจะเป็นตึกที่ปัจจุบันเป็นร้านอาหาร Side Walk ก่อนหน้าหลายปีเป็นร้านอาหารวิจิตรมาลี  ก่อนจะเป็นร้านอาหารเป็นร้านดอกไม้ ถ้าจะเป็นโรงเรียนเสริมสวยก่อนหน้านั้น ก็เป็นไปได้มากค่ะ


ส่วนอาคาร ศูนย์พณิชยกรรม (ศูนย์แสดงสินค้า)ของกรมพาณิชย์สัมพันธ์ ที่สี่แยกคอกวัวนั้น ปัจจุบันไม่ได้ใช้งานแล้ว ล้อมรั้วอยู่เฉย ๆ มาหลายปีแล้วค่ะ  ได้ข่าวว่าทาง กทม มีโครงการปรับปรุงเป็นห้องสมุดประชาชน  ซึ่งอาจจะเลยไปถึงอาคารกองสลากด้วย คือตึกทางด้านนั้นทั้งแถบ มาสุดตรงอาคารกรมประชาสัมพันธ์เก่าที่ถูกเผาไปตอน พฤษภา 35 ก็จะทำเป็นอนุสรณ์สถาน"


สรุปว่าได้ความรู้มาอีกมากจากความสงสัยเรื่องเก่าของคุณพ่อคุณแม่

สรุปได้ว่าคุณพ่อน่าจะเข้ากรุงเทพในปี พ.ศ. 2485 ส่วนคุณแม่น่าจะอยู่กรุงเทพช่วงแถวๆปี 2490 หรือเลยไปไม่กี่ปีแถวๆนั้น  เพราะคุณพ่อคุณแม่ไปเจอกัน  แต่งงาน  และมีลูกคนแรกในปี 2498 

เรื่องราวความหลังของครอบครัวก็เป็นสิ่งที่น่าสนใจ ผูกโยงถึงประวัติศาสตร์กันได้




Wednesday, March 11, 2020

March 9, 2020 ...Super Worm Moon

คืนนี้คิดว่าจะไม่มีกิจกรรมอะไร แต่น้องหมีปู Piyawan Khong-in ส่งภาพ Super Worm Moon มาให้ดูก็เลยนึกได้ว่าวันนี้แรม 1 ค่ำ เดือน 4 พระจันทร์สวย ควรค่าที่จะออกไปดู ว่าแล้วก็คว้ากล้อง อ้าว ... ลืมชาร์ตแบต เหลือแบตนิดเดียว รีบๆไปถ่ายรูปเสียก่อนดีกว่า
ส่วนชื่อ Worm Moon พระจันทร์ไส้เดือน เป็นชื่อเล่นของดวงจันทร์ที่เต็มดวงในเดือนมีนาคมค่ะ คือดวงจันทร์เต็มดวงแต่ละเดือนนี่เขามีชื่อเล่นนะคะ ชนเผ่าในอเมริกาได้ตั้งขึ้นตามลักษณะของเดือนต่างๆ มีครบทั้ง 12 เดือนเลยค่ะ มีเดือนหมาป่า เดือนข้าวโพด เดือนสตรอว์เบอร์รี่ ฯลฯ อะไรแบบนั้นค่ะ (ดูในรูปที่โพสต์) สำหรับเดือนนี้เป็น Super Worm Moon ตรงกับวันที่ 9 มีนาคม 2563 เวลา 1:48 P.M. EDT หรือ 0.48 น. ของวันที่ 10 มีนาคม บ้านเรา
พระจันทร์น้องหนอนของเรา ได้ชื่อแบบนี้เพราะเดือนมีนาคมเป็นช่วงที่เข้าสู่ฤดูใบไม้ผลิ บรรดาไส้เดือนตัวหนอนต่างๆก็จะออกมาบนดินได้แล้วหลังจากต้องอยู่ใต้ดินด้วยความหนาวเหน็บมาตลอดฤดูหนาว เป็นที่มาของ Worm Moon
ส่วนที่ขึ้นถึงระดับ Super Worm Moon เพราะปี 2563 นี้เป็นปีที่มี Supermoon 3 ครั้งคือ 9 มีนาคม 7 เมษายน และ 7 พฤษภาคม ซึ่งคำว่า Supermoon หมายถึงดวงจันทร์ที่มีขนาดใหญ่กว่าดวงจันทร์ปกติที่เราเห็นกันนิดนึง ส่วนเหตุผลที่ดวงจันทร์มีขนาดใหญ่ขึ้นนั้นมากจากการที่ดวงจันทร์อยู่ในตำแหน่งที่ใกล้โลกที่สุด์(ที่เรียกว่า "perigee") ในช่วงดวงจันทร์เต็มดวงพอดี โอ้ว...ชื่อเดือนนี้ช่างซับซ้อน
ยังมีเวลาอีกทั้งคืน ออกไปดูซุปเปอร์พระจันทร์ไส้เดือนกันค่ะ 
#Moon #Supermoon





ชื่อของวันเพ็ญเดือนต่างๆ ตั้งชื่อที่มีความหมายและบ่งบอกฤดูกาลนะคะ

ภาพและข้อมูลจาก https://www.almanac.com/content/full-moon-names




วันเพ็ญของปีนี้ค่ะ
ภาพและข้อมูลจาก https://imgur.com/gallery/bzVBC9z


Monday, February 10, 2020

#รำนกพิทิด... รู้จักนกพิทิดกันไหมคะ?

เมื่อวันเสาร์​ 9 ก.พ. 63 ที่งานให้ทานไฟ​วัดยางใหญ่​ มีการแสดงรำนกพิทิดจากคณะการแสดงจากกรุงชิงค่ะ​ น่าดูมาก​เพราะไม่เคยเห็นมาก่อน​เลย​ และท่ารำก็น่าสนใจมาก​ ตอนฟังชื่อการแสดงทีแรกก็งงๆ​ว่าคือนกอะไร​ ไม่เคยได้ยินชื่อ​ ทั้งๆที่ตัวเองก็เป็นคนดูนกด้วยนะคะเนี่ย
แต่ตอนที่มาค้นเรื่องนกในเน็ตทีหลังพบว่านกพิทิดพิที​ คือชื่อเรียกนกทึดทือของทางใต้(จริงๆหลายอย่างเวลาเขาบอกว่าเป็นคำใต้นี่เรางงนะ​เพราะเราก็คนใต้​ แต่บ้านเราไม่ได้เรียกแบบนั้นซักหน่อย)​ นกทึดทือเป็นนกตระกูลนกเค้าแมว​ ตากลมโต​ มีขนเหนือคิ้วยาวแผ่ขึ้นไปเหมือนเป็นหูสองข้าง​ ตัวโตซักฟุตกว่าๆ​ เห็นพี่ที่ไปดูนกตอนกลางคืนไปเจออยู่เรื่อยๆในอุทยานแห่งชาติที่กรุงชิงค่ะ​Piyapong Chotipuntu
ฟังๆดูจากเนื้อเพลงที่รำพบว่า​ การรำนกพิทิดเป็นการรำโทน​ มีมาตั้งแต่สมัยจอมพล​ป.พิบูลสงคราม(คงเป็นยุคการสร้างวัฒนธรรมไทย​ที่เคยอ่านในสี่แผ่นดินว่าให้คนใส่หมวก​ แก้ไขการเขียนคำไทย​ เปลี่ยนคำแทนชื่อตัว... ที่บ้านมีหนังสือที่​พิมพ์ด้วยคำสะกดแปลกๆในยุคนั้นเล่มนึง​ แต่อันนั้นไว้ไปเขียนอีกโพสต์ดีกว่าค่ะ)​การรำโทนนี้เป็นการจำลองการเกี้ยวพาราสีของนกตัวผู้ตัวเมีย​ เขาเรียกชื่อนกว่านก​ พิทิด​พิที​ ในการรำมีเครื่องดนตรีประกอบแค่สามชิ้นคือ​ ตะโพน ฉิ่ง​ และฉาบ​ การรำนี้มีหลายเพลง​ อย่างเช่น​ เพลงไหว้ครู​ เพลงป่าประ​ เพลงประวัติของการรำโทนนกพิทิด​ ฯลฯ​... ลองค้นในเน็ตดูก็เจอว่าตอนนี้ที่กรุงชิงให้ความสำคัญกับการรักษาวัฒนธรรมพื้นถิ่น​ มีการสอนรำในโรงเรียน​ และใช้แสดงในงานต่างๆเหมือนที่ได้เห็นที่วัดยางใหญ่นี้ค่ะ​ รู้สึกดีที่ได้ชมนะคะ
ลองถามน้องแม้วซึ่งเป็นคนท่าศาลาโดยกำเนิดว่ารู้จักเพลงนี้ไหม​ เขาบอกว่ารู้จัก​ เคยได้ยินตั้งแต่เด็กๆ​ แต่ตอนนี้ไม่ได้ยินมานานแล้ว​ แสดงว่าการแสดงนี้ก็กระจายลงจากแถบกรุงชิงลงมาถึงพื้นราบย่านท่าศาลาด้วย​ เพลงจะเป็นการร้องประมาณ.... "พิทิด​ พิทิด​ พิที ค่ำคืนนอนนี่แหละพี่ทีและพี่ทิด" .... "นกพิทิดเสียงดังครืดครอ" และนกพิทิดมีสองตัว​ ตัวผู้ตัวเมีย​ ตัวผู้จะรำแบบผู้ชายคือกระโดดไปมา​ ตัวเมียจะตีปีก​ ต้องบอกว่าเห็นการรำนี้แล้วชื่นชมจินตนาการมากๆค่ะ
ไปค้นข้อมูลมาอ่านเพิ่ม​ ลิงก์นี้เป็นงานวิจัยของทางม.ราชภัฏ​นคร ให้ข้อมูลดี มีประโยชน์มากค่ะ มีทั้งประวัติ​ และเนื้อเพลง​ น่าสนใจ​ https://issuu.com/korrakottonchamnian/docs/Krung ching
ส่วนนี่เป็นลิงก์วิดีโอของทางอาศรมวัฒนธรรม​ ม.​วลัยลักษณ์ เผยแพร่ไว้หลายปีแล้วเช่นกัน​ https://youtu.be/GqdB9uLBTxk
บันทึกไว้เพื่อจดจำเรื่องใกล้บ้านที่ควรสืบสานไว้



Tuesday, April 04, 2017

ตั้งเต หัวกะโหลก Hopscotch



สิ่งนี้เราเรียกกันว่าอะไรคะ?
สิ่งนี้ฝรั่งเรียกว่า Hopscotch แถวบ้านตอนเด็กๆเรียกว่าหัวกระโหลก เพราะกล่องสุดท้ายเราจะวาดเป็นรูปครึ่งวงกลม เล่นเกมนี้มาตั้งแต่เด็กๆ เป็นอีกเกมที่ถนัดมากเพราะเล่นง่ายดี คิดมาตลอดว่าเป็นเกมที่เล่นกันแต่ในบ้านเรา จริงๆเขาเล่นกันทั่วโลกเลยนะคะ มีหลากหลายรูปแบบด้วย ชื่อเรียกก็ต่างกัน คงมีการแพร่กระจายทางวัฒนธรรมกันไปมาผ่านเด็กน้อย :)
ไปเดินเจอมาในเมืองเล็กๆของฮอลแลนด์ อืมม์ ... เด็กๆที่ไหนก็ไม่ต่างกันนะคะ ได้ใช้กล้ามเนื้อใช้สมอง ใช้การกะระยะ ไม่ต้องมีของเล่นไฮเทคก็สนุกได้ค่ะ

Saturday, July 16, 2016

Digital Nomad ...คนรักการเที่ยวและทำ(งาน)ยุคดิจิตัล

ปัจจุบันมีไลฟ์สไตล์แบบหนึ่งที่เป็นที่นิยมกันคือการทำงานโดยไม่ต้องผูกติดกับออฟฟิศ ไม่ต้องทำงานประจำ ได้เดินทางไปยังที่เราชอบตลอดเวลา ทำงานคนเดียวหรืออาจจะเป็นกลุ่ม ทำงานโดยเน้นการติดต่อสื่อสารผ่านอินเทอร์เน็ต คนที่ทำงานแบบนี้มักเป็น freelance เจ้าของกิจการ start up หรือทำธุรกิจออนไลน์ที่ขาย digital content เช่น ขายภาพ เขียนโปรแกรม เขียนบล็อก ฯลฯ สถานที่ทำงานคือที่ใดก็ได้ที่สามารถติดต่อสื่อสารอินเทอร์เน็ตได้ เช่น ร้านกาแฟ  ห้องสมุด ออฟฟิศให้เช่า หรือแม้แต่ในที่พัก

นึกถึงบรรยากาศประมาณว่า วันหนึ่งเราตื่นขึ้นมาตอนเช้าในที่พักริมชายหาด ได้ใช้เวลาแบบไม่ต้องเร่งรีบ โต๊ะทำงานของเราอาจจะเป็นโต๊ะนั่งเล่นซักตัวริมทะเล มีกาแฟให้ดื่ม มีเสียงคลื่นเบาๆ ทำงานไปเท่าที่มีไฟอยากทำ เบื่อบรรยากาศแบบนี้ก็อาจจะย้ายที่ทำงานไปทำงานในเมืองตามร้านกาแฟ หรือถ้าต้องการออฟฟิศจริงๆก็ไปเช่าออฟฟิศตาม Coworking space ที่ในเมืองไทยตอนนี้มีการขยายตัวให้บริการขึ้นมาก  อยู่ริมทะเลซักพักอยากเปลี่ยนไปเที่ยวภูเขา ก็แค่เปลี่ยนที่พักแต่ยังทำงานได้ตามปกติ และถ้าอยากท่องเที่ยวเห็นโลกให้มาก ก็ย้ายที่ทำงานข้ามประเทศ อยู่ประเทศนี้สองสามเดือน อยู่อีกประเทศอีกสองสามเดือน เป็นต้น

แนวคิดแบบนี้มีมานานแล้ว มีคนทำตัวเป็น Digital Nomad อยู่จำนวนมากในโลกนี้ ปัจจุบันมีงานที่ทำในลักษณะออนไลน์มากขึ้นการแชร์ข้อมูลให้กัน มีถึงขนาดการจัดประชุมกัน เช่น DNX - Digital Nomad Conference จัดมาสองปีแล้วที่เบอร์ลินและกรุงเทพ ปีหน้านี้ ปี 2017 จะจัดที่โปรตุเกส

จริงๆทุกยุคสมัยคนที่ต้องทำงานและเดินทางมากๆก็มีมาโดยตลอด แต่ด้วยความก้าวหน้าของไอทียุคนี้ ทำให้โอกาสแบบนี้ขยายตัวเปิดโอกาสให้คนจำนวนมากทำตามความฝันของตัวเองได้นะคะ  ยุคนี้มีสมาร์ทโฟน มีอินเทอร์เน็ต มี social media มีบริการคลาวด์ มี VoIP ชีวิตเราติดต่อกันง่ายขึ้นทางดิจิตัล รู้จักแต่ตัวตน avatar .....แต่กลับน้อยลงในเชิงปฏิสัมพันธ์กับคนจริงๆ
===============================================================
เขียนบันทึกนี้เพราะเพิ่งอ่านบทความในบีบีซีที่พูดถึงการปรับตัวของคนที่เป็น Digital nomad  เมื่อเที่ยวจนอิ่มตัวและต้องการกลับมาลงหลักปักฐานบางครั้งก็ไม่ง่าย ถึงแม้จะเป็นการกลับบ้านก็ตามค่ะ
http://www.bbc.com/capital/story/20160706-the-problem-expats-find-with-returning-home


ป,ล, เห็นนักศึกษาของเราจำนวนหนึ่งทำตัวคล้าย Digital nomad คือ ไม่ค่อยมาเรียน พบเห็นข่าวคราวการท่องเที่ยวจากเฟสบุ๊กเสมอๆ  อืมม์ มันยังไม่ใช่รึเปล่าคะ เรียนจบก่อนค่อยเป็นก็ได้นะคะ.... J

Wednesday, June 01, 2016

ดาวอังคารใกล้โลก

31 ฤษภาคม 2559 คืนนี้คืนอังคารสีชมพู........ออกมาดูดาวกันค่ะ 






คืนนี้ดาวอังคารจะมองเห็นชัดมากนะคะ ตอนนี้อยู่ทางทิศตะวันออกสูงขึ้นมามากแล้ว จะเห็นไปตลอดคืนค่ะ ใครยังไม่ได้ออกมาดูดาวก็ยังมาดูทันนะคะ

ช่วงนี้ดาวอังคารเข้าใกล้โลกมากที่สุดในรอบ 11 ปี ถ้าออกไปดูตอนนี้ หันหน้าไปทิศตะวันออกเฉียงใต้นิดหน่อย ดาวอังคาร Mars จะเป็นดาวที่สว่างมากๆอยู่ด้านบน เป็นดาวที่แสงนิ่งๆไม่กระพริบนะคะ ใต้ลงมาจะเป็นกลุ่มดาวแมลงป่อง Scorpion เห็นเป็นแมลงป่องเต็มตัว สวยงามมากๆ ใกล้ๆหัวใจแมลงป่องจะเห็นดาวเสาร์ Saturn อยู่ทางซ้าย เป็นดาวสว่างไม่กระพริบแสงเช่นกัน เพราะเป็นดาวเคราะห์

ดาวอื่นๆที่น่าดูมากเพราะคืนนี้ฟ้าโปร่ง มองไปจากกลางฟ้าไปทางทิศตะวันตก จะมีดาวใหญ่ไม่กระพริบแสงอีกดวง ดวงนั้นคือ ดาวพฤหัสบดีค่ะ อยู่ในกลุ่มดาวสิงโต

มองไปทิศใต้ จะเห็นดาวสว่างมากสองดวงเหมือนเป็นเส้นชี้ไปสู่กลุ่มดาวชุดหนึ่งที่มองเห็นดาวสี่ดวงเรียงกันเป็นรูปไม้กางเขน นั่นคือกลุ่มดาวกางเขนใต้ Southern Cross ค่ะ สวยมากๆ ชัดมากด้วย


หันไปทิศเหนือ คนที่บ้านอยู่กลางทุ่งจะสามารถมองเห็นดาวเหนือได้อยู่ขึ้นจากขอบฟ้ามาหน่อยนึงค่ะ แต่ดาวที่เห็นชัดมากคือกลุ่มดาวหมีใหญ่ Big Dipper คนไทยเรียกว่า ดาวจระเข้ ตอนนี้ทำตัวเหมือนกลอนที่เคยท่องตอนเด็กๆเลยค่ะ เพราะตอนนี้จระเข้ "ศีรษะตกหันหางขึ้นกลางหาว" จริงๆด้วย :
ออกมาดูดาวกันเถอะ ‪#‎ดูดาวกันเถอะ‬

เกือบตีห้า ชะโงกมาดูท้องฟ้าอีกครั้ง จันทร์เสี้ยวคืนแรมกำลังขึ้นทางทิศตะวันออก
มองไปทิศตะวันตกดาวอังคารกำลังจะลับขอบฟ้า ดาวแมลงป่องกำลังชูหางขึ้นและหันหัวปักลงทางทิศตะวันตก ตามรูป

ถ้ามองทิศเหนือตอนนี้ดาวจระเข้ตกลับขอบฟ้าไปแล้ว จะมีกลุ่มดาวแคสซิโอเปียหรือกลุ่มดาวค้างคาวขึ้นมาแทนเพราะสองกลุ่มดาวนี้อยู่ตรงข้ามกัน กลุ่มหนึ่งขึ้นกลุ่มหนึ่งจะลงค่ะ เป็นกลุ่มดาวที่มองแล้วสามารถบอกทิศเหนือคร่าวๆได้จากการลากเส้นตรงผ่านจุดหลักๆของกลุ่มดาวค่ะ

Tuesday, May 31, 2016

Embrace of the Serpent หนังอีกเรื่องที่ไม่ควรพลาด

หนังเรื่องนี้เป็นหนังอีกเรื่องที่ควรค่าแก่การชมเป็นอย่างยิ่ง ใช้ชื่อภาษาไทยว่า จอมคนป่าอสรพิษ หรือในภาษาสเปนคือ El abrazo de la serpiente เป็นหนังโคลอมเบีย ออกฉายในปี 2015 กำกับโดย ผู้กำกับ Ciro Guerra หนังได้รางวัล Art Cinema Award จาก้ิเทศกาลหนังเมืองคานส์ และเทศกาลหนังที่อื่นๆ ได้รางวัลการันตีมามากมาย การถ่ายทำใช้ฟิล์ม 35 ม.ม. นำเสนอหนังขาวดำซึ่งทำให้รู้สึกว่าเรื่องราวย้อนยุค และทำให้ภาพออกมาดูงดงามมาก

เนื้อหาเป็นเรื่องราวของ การามากาเต (Karamakate) ผู้เหลือรอดคนสุดท้ายของชาวอเมซอนเผ่าหนึ่ง ผู้มีเหตุให้ต้องนำทางนักผจญภัยสองคนผู้เข้ามาในอเมซอนต่างกรรมต่างวาระ คนหนึ่งเป็นนักชาติพันธุ์วิทยาเยอรมันเดินทางมาในปี 1909 อีกคนหนึ่งเป็นนักพฤษศาสตร์ชาวอเมริกันเข้ามาในปี 1940 ทั้งสองกรณีเป็นการบุกเข้าไปในป่าลึกเพื่อค้นหาต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์ ยากรูนา โดยหนังตัดฉากกลับไปกลับมาระหว่างสองช่วงเวลาเล่าเรื่องราวของสิ่งที่พบเห็นระหว่างการเดินทาง

สิ่งที่ทำให้ผู้ชมรู้สึกร่วมได้อย่างมากคือความรู้สึกของคนพื้นเมืองที่ถูกนักล่าอาณานิคมเข้ามายึดครองและใช้แรงงานทาสเพื่อการทำสวนยาง อันเป็นสิ่งที่โลกต้องการมากในขณะนั้น การใช้ความก้าวหน้าของเทคโนโลยีสมัยใหม่ซึ่งเป็นสิ่งได้เปรียบของคนผิวขาวที่ทำให้คนพื้นเมืองไร้ทางสู้ การเข้ามาของผู้เผยแพร่ศาสนาชาวสเปนอันเข้มงวด ผู้เข้ามาด้วยความคิดว่าคนพื้นเมืองเป็นคนนอกรีต ป่าเถื่อน แต่ละฉากในหนังที่เข้าไปเกี่ยวข้องกับคนงานกรีดยาง นักบวชสเปน ชาวโคลัมเบียผู้เข้ามาครอบครอง แสดงให้เห็นความแตกต่างทางความคิดขั้นพื้นฐานของคนพื้นเมืองและคนผิวขาว เห็นความโหดร้ายที่ชาวพื้นเมืองถูกกระทำโดยไม่มีความสามารถที่จะตอบโต้

เรื่องนี้จัดได้ว่าเห็นหนังดีที่ให้ความคิดในแง่มุมต่างๆได้มาก สามารถมองได้หลายมุมมอง ทั้งในมุมมองของประวัติศาสตร์ ชาติพันธ์ุ ศาสนา ปรัชญา การรู้แจ้ง และเทคโนโลยีที่สร้างความได้เปรียบให้ผู้ถือครอง

เรื่องนี้ได้รับแรงบันดาลใจจากนักสำรวจอเมซอนตัวจริงสองคนคือ Theodor Koch-Grünberg และ Richard Evans Schultes

ความเห็นส่วนตัว:
ในมุมมองของคนที่อยู่ในวิถีไทย ชีวิตคนที่ห่างไกลความเจริญที่ถูกเอาเปรียบโดยคนที่มาจากเมืองเจริญกว่าไม่ใช่สิ่งแปลกสำหรับเรา พิธีกรรมความเชื่อต่างๆเทียบกับคนไทยก็ไม่ต่างกัน เราเองก็มีความเชื่อในลักษณะต่างๆที่สืบต่อกันมา สิ่งที่คนพื้นเมืองอเมซอนถูกกระทำ เป็นสิ่งที่คนพื้นเมืองในส่วนอื่นๆทั่วโลกถูกกระทำจากผู้ล่าอาณานิคมเช่นกัน
ยิ่งเมื่อลงไปถึงการเดินทางผ่านนิมิตแล้วกลับมาแทบจะทำให้เรามองเห็นภาพการรู้แจ้งทางศาสนาว่ามีลักษณะอย่างใด ดูหนังเรื่องนี้แล้ว เกือบจะนึกออกว่าการตรัสรู้แล้วรู้ทุกสิ่งทุกอย่างมันเป็นอย่างไร
คำพูดของตัวละครบางประโยคทำให้เรานึกถึงหลักธรรมชาติ ในขณะที่บางประโยคฟังแล้วทำให้นึกไปถึงกลศาสตร์ควอนตัมที่มองโลกและสิ่งที่เป็นไปในลักษณะที่ขัดกับความรู้สึกและความเข้าใจปกติของมนุษย์อย่างเราๆ เช่น คำถามว่าตลิ่งมีกี่ด้าน คำตอบของนักสำรวจคือ มีสองด้าน แต่ความเข้าใจของการามากาเตบอกว่ามีเป็นพันตลิ่งที่แตกต่างกัน
โดยสรุป ถ้าไม่ได้ดูถือว่าพลาดค่ะ

---------------------------------------
ปล.1 ไม่มีรูปประกอบโพสต์นี้ แต่จริงๆแล้วชอบโปสเตอร์ของหนังเรื่องนี้มาก ผู้วาดภาพโปสเตอร์ได้เขียนเล่าการวาดโปสเตอร์ของหนังเรื่องนี้ซึ่งใช้เวลาเพียง 24 ชั่วโมงเท่านั้น ลองตามไปอ่านดูในลิงก์ที่พันทิปนะคะ
http://pantip.com/topic/35136366

ป.ล. 2 ชื่อหนังมีที่มานะคะ Embrace of the serpent แปลได้ประมาณ อ้อมกอดของงู การโอบกอดของงู ซึ่งเมื่อเราได้รับการโอบกอดจากงูในตำนานผู้ลงมาจากทางช้างเผือกก็จะทำให้เราได้มองโลกจากอีกจุดเวลาและมุมมองที่ต่างไปค่ะ เหมือนที่ในหนังตอนท้ายที่อีวานได้รับประสบการณ์ใหม่ในการมองโลก ผู้กำกับให้สัมภาษณ์เรื่องตำนานไว้นะคะ
ในตำนานของอเมซอนเล่าขานกันมาว่า มีสิ่งที่มาจากทางช้างเผือกเดินทางมายังโลกด้วยงูยักษ์อนากอนดา พวกเขาลงมายังมหาสมุทรแล้วเดินทางสู่อเมซอน โดยแวะหยุดที่ชุมชนรายทางและได้ทิ้งผู้นำทางไว้เพื่อให้บอกเล่ากฏแห่งการอยู่อาศัยบนโลกนี้ ทำการเก็บเกี่ยวอย่างไร ตกปลาอย่างไรและล่าสัตว์อย่างไร จากนั้นพวกเขาก็รวมกลุ่มกันแล้วกลับไปสู่ทางช้างเผือก ทิ้งไว้แต่งูยักษ์อนากอนดาซึ่งได้กลายเป็นแม่น้ำ หนังที่หดตัวของงูยักษ์กลายเป็นน้ำตก
เขายังได้ฝากของขวัญสองสามอย่าง ทั้ง โคคา พืชศักดิ์สิทธิ์ ยาสูบซึ่งเป็นพืชศักดิ์สิทธิ์อีกชนิดหนึ่งและ yagé ซึ่งเปรียบเสมือน ayahuasca ซึ่งเป็นสิ่งที่ใช้เพื่อสื่อสารกับพวกเขาหากมีคำถามหรือข้อสงสัยเกี่ยวกับการอยู่ดำรงในโลก เมื่อใช้ yagé งูใหญ่จะลงมาจากทางช้างเผือกอีกครั้งและจะโอบกอดเราไว้ อ้อมกอดนั้นจะพาเราไปยังดินแดนอันไกลโพ้น ไปสู่จุดเริ่มต้นที่ซึ่งยังไม่มีสิ่งมีชีวิต ที่ซึ่งเรามองเห็นโลกในมุมมองที่ต่างออกไป

น้องกระดิ่งเงินกระดิ่งทอง ...ใครเลี้ยงบ้างคะ



สิ่งนี้คือน้องแมลงที่เชื่อกันว่าเป็นสัตว์มงคลค่ะ เลี้ยงไว้ให้โชคลาภ ทำมาค้าขึ้น ข่าวว่าในเมืองไทยนิยมเลี้ยงมาหลายปีแล้วเหมือนกัน ทำไมตัวเองไม่เคยเห็นก็ไม่ทราบ อาจจะไม่เคยสังเกต วันนี้ที่ได้เห็นเพราะไปซื้อเลนส์สายตาที่ร้านท็อปเจริญข้างตลาด แล้วก็ขอให้น้องที่ร้านช่วยดัดขาแว่นให้นิดนึงเพราะมันหลวมจะดัดเองก็กลัวจะหักคามือ
ระหว่างที่น้องเอาแว่นไปดัดขาให้ ตัวเองก็เหมือนคนตาบอด มองทุกอย่างเบลอๆเหมือนทำ photoshop เห็นอะไรก็ไม่รู้สีน้ำเงินๆ วางบนโต๊ะเตี้ยๆ คิดว่าเป็นของประดับก็เลยนั่งลงไปดูอย่างจริงจัง ปรากฏว่าสิ่งนั้นคือตัวแมลงกำลังเดินไปเดินมาบนกองข้าวตอกที่ใส่ขวดโหลไว้ มีดินทรายอยู่ชั้นล่างข้าวตอกอยู่ชั้นบน มีผ้าโปร่งสีน้ำเงินผูกปิดปากโหลไว้อีกที ก็เข้าใจไปว่าเป็นวิธีการดักแมลงอีกแบบ อยากรู้วิธีการก็ถามน้องเขาว่าสิ่งนี้คืออะไร ดักแมลงด้วยข้าวตอกนี่ไม่เคยเห็นมาก่อนเลย
น้องเขาเลยแก้ความเข้าใจให้ว่า นี่เป็นแมลงเลี้ยงเป็นตัวนำโชคลาภ ซื้อมาจากอินเทอร์เน็ตแค่สิบตัวแล้วก็ออกลูกออกหลานมากมาย เลี้ยงด้วยข้าวตอกรสจืด ส่วนที่เห็นเป็นดินทรายนั่นเป็นมูลของแมลงค่ะไม่ใช่ดินจริงๆ น้องๆพวกนี้โตเร็วมาก แล้วก็จะออกไข่ เป็นตัวหนอน แก่ตัวก็เป็นกระดิ่งเงินกระดิ่งทองแบบนี้ ถามน้องเขาว่าแล้วถ้ามีเยอะๆทำยังไง ก็แมลงอะนะคะ ยังไงก็แพร่พันธ์ุเร็ว วงจรชีวิตก็ไม่น่าจะยาว น้องเขาบอกว่าก็แจกๆให้ลูกค้าที่สนใจไปบ้าง น้องเขาใจดีจะให้แมลงมาเลี้ยงด้วยนะคะ แต่ไม่ค่อยถนัดเลี้ยงแมลงก็ให้คนที่เขาสนใจดีกว่า
กลับมาค้นเน็ตดู พบว่าแมลงชนิดนี้เป็นประเด็นคุยกันมาหลายปีแล้ว บางคนบอกว่ามันคือหนอนนก บางคนบอกว่าไม่ใช่ ไปดูอันนี้มาดูจะเข้าเค้า เขาบอกว่าเป็นแมลงที่มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Martianus dermestoides อยู่ในวงศ์ Tenebrionidae คนละตัวกับหนอนนกซึ่งคือ Tenebrio molitor ซึ่งแม้จะอยู่ในวงศ์เดียวกัน แต่หนอนนก มีตัวอ่อนและตัวเต็มวัยใหญ่กว่ากระดิ่งทองมาก อันนี้ไม่รู้จริงๆ ไม่ค้นเพิ่มด้วย เพราะปกติก็ไม่ได้สนิทสนมขอบพอกับน้องหนอนขนาดนั้น
ถามน้องที่ร้านว่าตั้งแต่ได้มา มีโชคลาภจริงๆเหรอ น้องเขาก็บอกว่าดีขึ้นจริง  แต่อยากจะบอกว่าน้องที่ร้านเป็นคนอัธยาศัยดีค่ะ พูดจาดี ให้ความช่วยเหลือดีมาก ต่อให้ไม่มีสิ่งนำโชค ชีวิตก็น่าจะดีนะคะ
ใครไม่มีโชคลาภเอาเลย รีบไปขอน้องกระดิ่งทองมาเลี้ยงด่วนเลยค่ะ ตนเป็นที่พึ่งแห่งตนไม่ไหวแล้ว ก็ให้น้องแมลงช่วยแล้วกัน

The incredible beauty of math

ปกติเวลาเล่นอินเตอร์เน็ตก็จะเปิดหาอะไรน่าดูบน You Tube ไปเรื่อยๆ ดูจนเสียใจว่าเราเกิดเร็วไปมั้ย เพราะหลายๆเรื่องที่เคยเรียนมาแต่มองภาพไม่ออก ไม่มีใครยกตัวอย่างการนำไปใช้ให้เห็น ไม่มีใครมีเวลามาอธิบายความเป็นมาของเรื่องนั้นๆ (อย่าบอกว่าทำไมไม่ถาม....ถามแล้วค่ะ...) มาสมัยนี้มันช่างง่ายดายที่จะหาคำอธิบาย มีคนมาอธิบายแบบเห็นภาพ มี animation ให้ดู ยกตัวอย่างเช่น วิชาคณิตศาสตร์ ตอนม. 1 จำได้ว่าชอบวิชาคณิตศาสตร์ที่สุด เพราะอะไรๆก็เข้าใจง่ายมาก ยกความดีทั้งหมดให้อาจารย์ผู้สอนที่แสนจะใจดี สนุกสนาน แต่เมื่อเรียนสูงขึ้นคณิตศาสตร์มีความยากมากขึ้น แต่ความสามารถในการทำความเข้าใจของเราไปไม่ทันความยากขนาดนั้น วิชาที่ชอบที่สุดจึงเปลี่ยนจากคณิตศาสตร์ไปเป็นเคมี ซึ่งก็กราบอาจารย์อีกว่าทำอะไรให้เข้าใจได้ง่ายมากๆ

ตอนนี้จะกราบ You Tube ก็กระไรนะคะที่นำอาจารย์ดีๆออนไลน์มาให้ได้ศึกษามากเหลือเกิน 

คลิปนี้เป็นการบรรยายของ Dr. Margot Gerritsen จาก Standford Univ เป็นอีกคนหนึ่งที่ติดตามดูบน You Tube มาเรื่อยๆ เพราะสามารถอธิบายเรื่องยากๆให้เห็นภาพได้แบบชัดเจน แน่นอนว่ามันมีความยากในรายละเอียด แต่การที่เรามองเห็นภาพรวมแบบนี้มันทำให้คณิตศาสตร์ดูสวยขึ้นมามากจริงๆ

ตัวอย่างเช่น ตอนท้ายๆของคลิปนี้พูดถึงการทำ Library of Congress Subject Headings (LCSH) Visualization ของการแคตตาล็อกหมวดหมู่หนังสือของห้องสมุดรัฐสภาอเมริกันเพื่อให้เข้าใจโครงสร้างทั้งหมด โดยการจัดข้อมูลของ Subject header ภาพความสัมพันธ์ที่ได้ออกมาดูน่าตื่นเต้นมากเพราะมีลักษณะคล้ายกาแลกซี่ โครงการนี้มีนำเสนอบนอินเทอร์เน็ตนะคะ เข้าไปดูได้ ข้อมูลที่เห็นเป็นการ แสดงความสัมพันธ์ของหัวเรื่องมากกว่าหนึ่งแสนหัวเรื่อง เราสามารถขยายภาพแล้วดูเฉพาะหัวเรื่องที่เราสนใจได้ มีบรรณารักษ์กี่คนคะที่เคยเห็นภาพการเชื่อมโยงของเนื้อหาที่เราจัดเก็บในห้องสมุดแบบเป็นรูปธรรมแบบนี้ จากภาพที่ได้สามารถนำไปวิเคราะห์ได้ว่าจุดใดที่มีการเชื่อมโยงน้อย ควรจะดำเนินการอย่างไรต่อไป เพราะยิ่งเชื่อมโยงมากเท่าไรการค้นหาสิ่งที่เราสนใจก็จะค้นได้ง่ายและมีให้ค้นมากขึ้นใช่ไหมคะ ศูนย์บรรณฯอยากได้ visualization แบบนี้ซักชุดไหมคะ

ไม่รักคณิตศาสตร์ไม่ได้แล้ว
https://www.youtube.com/watch?v=s6p864XVxeU

Thursday, April 28, 2016

Note for Play+Learn #1 (Einstein)

แนะนำคลิปวิดิโอให้น้องเพลินไปดูดีกว่า....

https://www.youtube.com/watch?v=1CYqBNgqJ1A

รื่องนี้ก็เป็นหนังน่าดูเรื่องนึง ที่อธิบายสมการของไอน์สไตน์ได้แบบเข้าใจง่าย พูดถึงชีวิตของไอน์สไตน์กับการค้นพบสมการ E= mc2 ของเขา เรื่องนี้วนเวียนกับสถานที่หลายแห่งในยุโรป(เผื่อหน่องน้องจะตามไปดูอีกครั้งเพื่อไปซาบซึ้งในรายละเอียด) มีตั้งแต่ที่ Bern, Munich, Zurich,Paris,London มีหลายที่ที่หน่องน้องเคยไปเนอะ

เรื่องนี้เล่าถึงการค้นพบสมการของไอน์สไตน์ โดยแยกไปดูตัวแปรแต่ละตัวว่ามีที่มาอย่างไร มีทั้งเรื่องของ ...

E Energy คือการทดลองของฟาราเดย์ที่พบความสัมพันธ์ของแม่เหล็กและไฟฟ้า (ปัจจุบันยังมีเลกเชอร์ที่ฟาราเดย์เซ็ตขึ้นตั้งแต่ปี 1825 คือ Christmas Lecture ของ Royal Institute หาดูได้ใน Youtube น่าสนใจมาก)

มีเรื่องของ M Mass คือการค้นพบกฏการทรงมวลของสสารของลาวัวซิเยร์(มีแลปแสดงอยู่ที่พิพิธภัณฑ์ art and craft ที่ปารีส ครั้งหน้าไปอย่าลืมแวะไปดู)

แล้ววกกลับมาที่เรื่องของ C Speed of light ก็เป็นการค้นพบของฟาราเดย์ที่ Maxwell นำไปต่อยอดจนกลายเป็นศาสตร์ Electromagnetic ที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับความเร็วแสง (Light is another form of electromagnetic wave)

ส่วนตัวสุดท้ายในสมการคือ 2 squared มาจากผลงานของเอมิลี หญิงสาวตระกุูลสูงผู้ได้รับการศึกษาสูงมากของฝรั่งเศส เธอได้รับการกล่าวถึงโดยวอลแตร์ว่าเป็น "a great man whose only fault was being a woman" (http://www.singingbluejay.blogspot.com/.../%E0%B8%A7%E0... ) เธอศึกษางานของนิวตัน งานของไลซ์นิชในส่วนที่เกี่ยวข้องกับ squared และงานของนักวิทยาศาสตร์ดัชต์ Willem 's Gravesande ที่พูดถึง kinetc energy การตกของบอลพิสูจน์ว่าแนวคิดของไลซ์นิชถูกต้อง

จากความรู้ของคนในอดีต ไอน์สไตน์ได้คิดในมุมมองใหม่ และได้สมการที่รวมทุกอย่างลงในรูปแบบง่ายๆ E=mc2

การพิสูจน์งานของไอน์สไตน์น่าจะกินเวลายาวนาน แต่เนื่องจากเกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 และในช่วงนั้นมีนักฟิสิกส์หญิงชื่อ Lise Meitner ผู้ค้นพบการเกิด nuclear fission ลองคิดซิว่าถ้าเราแยกอะตอมหนึ่งอะตอมออกจากกันเป็นสองส่วน พลังงานที่เกิดขึ้นจะมากมายแค่ไหน มันเป็นไปตามสมการของไอน์สไตน์นั่นเอง (คนนี้เก๋มากๆ มีธาตุชนิดใหม่ที่ได้รับการตั้งชื่อว่า meitnerium เป็นเกียรติแก่เธอเมื่อปี 1997 จะมีใครซักกี่คนในโลกมีธาตุเป็นของตัวเองแบบนั้น และเป็นคนที่ไอน์สไตน์เรียกว่า German Marie Curie)

หลังจากการค้นพบที่จะแยกอะตอมได้ นักฟิสิกส์ทั่วโลกก็สามารถหาวิธีการที่จะสร้างการแยกอะตอมด้วยวิธีการอื่น ด้วยธาตุอื่น และระเบิดปรมาณูก็ุถูกสร้างขึ้นด้วยความสำเร็จของการเกิดปฏิกิริยานิวเคลียร์นี้เอง

เรื่องนี้สนุกดีนะ เราเห็นว่านักวิทยาศาสตร์ที่มีชื่อเสียง บางคนก็รู้จักกันในรูปแบบต่างๆ เช่น ฟาราเดย์จะเป็นผู้ช่วยของเซอร์ฮัมฟรีย์ แต่ไม่ได้รับการยกย่อง ในขณะที่เมื่อแก่ตัวลง ฟาราเดย์เป็นเพื่อนต่างวัยกับแมกซเวลล์และดีกันมาก เอมิลีและวอลแตร์ก็มีความสัมพันธ์กัน ไอน์สไตน์และแมก แพลงค์ก็เป็นเพื่อนที่ดีต่อกัน ไมท์เนอร์ก็เคยเป็นผู้ช่วยของแพลงค์

Btw,ไอน์สไตน์ตายในปีที่ป้ามิลินท์เกิด ปี 1955 ค่ะ

Wednesday, April 06, 2016

Dog Tag....อันเนื่องมาจากซีรี่ส์เกาหลี

สิ่งนี้คือ Dog tag ค่ะ เป็นป้ายแขวนคอบอกข้อมูลบุคคล ใช้ในวงการทหาร โดยทหารจะห้อย dog tag นี้ไว้ประจำตัว ในซีรี่ส์เรื่อง The Descendants of the Sun มีฉากที่พระเอกต้องเปลี่ยนชุดทหารเป็นชุดดำเพื่อไปช่วยนางเอก พระเอกก็จะถอดสร้อยที่ห้อยป้าย dog tag (ที่มีอยู่สองชิ้น)ออกเพื่อไม่ให้ยืนยันตัวตนได้ หรือแม้แต่ตอนที่จ่าซอนำทีมทหารหน่วยรบพิเศษไปช่วยพระเอกก็ยังถอดแท็กนี้ฝากไว้ที่มยองจู จนเมื่อกลับมามยองจูก็สวมสร้อยคืนให้ ฟินเนอะ... คืนนี้รอดูต่อ...

การใช้งาน dog tag คือ ในยามสงครามหากมีทหารเสียชีวิตจะมีการนำแท็กอันหนึ่งไปแล้วทิ้งแท็กอีกอันไว้ที่บุคคลนั้น เป็นการยืนยันตัวตนค่ะ จะมีข้อมูล ชื่อ รหัสประจำตัว สังกัด หมู่เลือด ประมาณนั้น บางประเทศไม่ได้มีแต่แบบที่ห้อยคอมีแบบที่ติดกับรองเท้าด้วยข้างละอัน รวมติดตัวไปสี่อัน คือถ้าที่ห้อยคอหายไปสามารถนำแท็กอีกชุดมาใส่ไว้ในปากทหารที่เสียชีวิตเป้นการระบุตัวตนได้
และบางประเทศไม่ได้ห้อยแท็กสองอัน แต่จะห้อยแท็กอันเดียวที่สามารถหักครึ่งได้

ส่วนทหารไทย ข่าวว่าแต่ก่อนไม่มีเพราะมีข้อมูลบุคคลบนเสื้อผ้าหรือบัตรอยู่แล้ว แต่เคยเห็นคนมาบอกในกระทู้บนเน็ตว่าเดี๋ยวนี้ทหารไทยก็มีใช้เหมือนกัน อันนี้ไม่ทราบค่ะ ไม่ค่อยได้ใกล้ชิดทหาร แฮ่... ใครทราบบอกด้วย

และที่เรียกกันว่า dog tag เพราะมันหน้าตาเหมือนป้ายของน้องหมานะคะ smile emoticon

ส่วนตัวมี dog tag กับเขาหนึ่งอัน ทำไว้ตอนไปดู Air show ที่ Marine Corps Air Station El Toro ในงานจะมีทหารตั้งบู้ททำ Dog Tag ให้ด้วย อันละห้าเหรียญ ที่นั่นเป็นหน่วยนาวิกโยธินสหรัฐ เราเป็นประชาชนธรรมดา แท็กที่ได้ก็เลยมีข้อมูลของตัวเอง มีชื่อ หมายเลข Social security number กลุ่มเลือด ศาสนา แล้วเขาก็ใส่สังกัดให้เป็น USMC ด้วย เก๋ๆ เอามาใช้เป็นพวงกุญแจ เวลาทำกุญแจหายเขาจะได้ส่งคืนถูกคนค่ะ smile emoticon

Sunday, October 25, 2015

การทำแท้งเสรี

วันนี้อ่านข่าวจากเว็บ BBC ถึงเรื่องการสนับสนุนการทำแท้งและการไม่สนับสนุนการทำแท้งในอเมริกา อ่านแล้วเศร้ามากกับการที่มีผู้อยากให้มีทางเลือกในการทำแท้งเสรี

ส่วนตัวไม่สนับสนุนการทำแท้งเสรี คิดว่าด้วยกฏหมายที่มีอยู่ให้ทางเลือกกับผู้ที่มีปัญหากับการตั้งครรภ์ได้มากพอ หากต้องการมากกว่านั้นควรต้องมีการกลั่นกรองจากหลายๆฝ่าย เพราะการทำอะไรเสรีทำให้คนตัดสินใจแบบมักง่าย คิดให้ตัวเองหมดปัญหา โดยไม่คิดถึงลูกของตัวเอง คนเป็นแม่ปกติไม่คิดแบบนั้น

US abortion debate: Both sides speak

  • 3 hours ago
  •  



    Abortion is a highly contested issue in the United States, despite a 1973 Supreme Court decision legalising the procedure. Two women on both sides of the issue talked to the BBC.
State and federal opponents of abortion have returned their attention to Planned Parenthood, a healthcare non-profit group with 59 affiliates and 700 clinicsaround the US, some of which provide abortion services. 
The most recent controversy was touched off after an anti-abortion organisation called The Center for Medical Progress secretly recorded a Planned Parenthood official discussing how to obtain aborted foetal tissue for medical research.



In this July 28, 2015, file photo, Erica Canaut, center, cheers as she and other anti-abortion activists rally on the steps of the Texas Capitol in Austin, Texas,Image copyrightAP

Pro-life advocates say this proves Planned Parenthood is selling foetal parts for profit - which is illegal - although the tape does not show the official explicitly saying as much. The organisation said only 1% of their clinic offer tissue donation - not sales - as an option. But it eventually changed its policies so that no clinics could be reimbursed for their donations.
Most of the estimated $450m (£292m) in federal funding given to Planned Parenthood clinics comes in the form of reimbursements for health services like Pap smears. The clinics are blocked from using such funding for abortions.
Meanwhile in Texas, lawmakers have said they will cut all Medicaid payments to Planned Parenthood, alleging the clinics were "no longer capable of performing medical services in a professionally competent, safe, legal and ethical manner". On Thursday, the state investigators arrived at clinics in three Texas cities, ordering Planned Parenthood to turn over documents.



Planned Parenthood supporters rally for women's access to reproductive health care on National Pink Out Day at Los Angeles City Hall, 29 September 2015Image copyrightAP

The state was already embroiled in a lawsuit against legislation that effectively shut down many of the state's abortion clinics.
The BBC has spoken to two women about where they stand in the abortion debate - one woman who turned to Planned Parenthood for her own abortion, and another who organises one of the largest anti-abortion rallies in Washington, DC.

http://www.bbc.com/news/magazine-34611878