Showing posts with label สถานที่ในอดีต. Show all posts
Showing posts with label สถานที่ในอดีต. Show all posts

Thursday, January 28, 2021

#คลองแห่งพระนคร

 #คลองแห่งพระนคร




เมื่อวานซืนได้ถ่ายภาพเขตเมืองกรุงเทพมหานครจากร้าน Kheha มองเห็นแล้วก็สะดุดตาว่า เอ๊ะ! เขตพระนครของเรานี่จริงๆมีคลองล้อมอยู่ถึงสามชั้นเลยหรือ เพราะปกติเราจะมองไม่ค่อยเห็นคลอง แม้จะมองด้วย Google map ก็ต้องตั้งใจดูถึงจะเห็น แต่ในภาพแสดงออกเป็นคลองชัดเจนมากเป็นคลองสามคลองที่ขนานกันเป็นรูปโค้ง ไปค้นมาเพิ่มเติมเลยทำให้เรามองภาพคลองได้ง่ายขึ้นนะคะ
คลองชั้นที่ 1 คือ คลองคูเมืองเดิม เป็นคลองขุดรอบเกาะรัตนโกสินทร์ เมื่อรัชกาลที่ 1 ทรงย้ายราชธานีมาเป็นกรุงเทพมหานคร ได้ทรงโปรดให้ขุดคูเมืองขึ้นใหม่จากคลองคูเมืองเดิมที่เคยขุดไว้สมัยกรุงธนบุรี คลองนี้จะมีหลายชื่อตามสถานที่ที่คลองผ่าน ได้แก่ "คลองโรงไหมหลวง" "ปากคลองตลาด" "คลองหลอด" จนเมื่อถึงการสมโภชกรุงรัตนโกสินทร์ 200 ปี รัฐบาลจึงมีให้เรียกชื่อคลองให้ถูกต้องตามหลักฐานทางประวัติศาสตร์ว่า "คลองคูเมืองเดิม"

คลองชั้นที่ 2 คือ คลองรอบกรุง เป็นคลองขุดรอบพระนครชั้นกลางที่รัชกาลที่ 1 โปรดเกล้าฯให้ขุดขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2326 เมื่อครั้งย้ายเมืองหลวงจากกรุงธนบุรีมาอยู่ฝั่งพระนคร ด้วยฝั่งพระนครมีสภาพเป็นโค้งที่มีลำน้ำโอบอยู่ และมีคูเมืองเดิมตั้งแต่สมัยกรุงธนบุรีขุดเชื่อมสองฟากแม่น้ำ จึงทำให้เกิดเกาะรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ 1 ให้รื้อซากป้อมบางกอกเดิมกับกำแพงเมืองกรุงธนบุรี เพื่อขยายกำแพงและคูพระนครใหม่ให้กว้างออกไป คูพระนครใหม่นี้โปรดเกล้าฯ ให้ขุดขนานไปกับแนวคูเมืองเดิม เริ่มจากริมแม่น้ำตอนบางลำพู คลองนี้ก็มีหลายชื่อตามสถานที่ที่คลองผ่านเช่นกัน ได้แก่ "คลองบางลำพู" "คลองสะพานหัน" "คลองวัดเชิงเลน" และ "คลองโอ่งอ่าง"จนถึงโอกาสสมโภชกรุงรัตนโกสินทร์ พ.ศ. 2525 คณะรัฐมนตรีมีมติให้เรียกชื่อคลองนี้ให้ถูกต้องว่า "คลองรอบกรุง"
คลองชั้นที่ 3 คือ คลองผดุงกรุงเกษม เป็นคลองขุดรอบพระนครที่ขุดขึ้นในรัชสมัยรัชกาลที่ 4 เนื่องจากทรงเห็นว่าบ้านเมืองเจริญขึ้น ควรขยับขยายพระนครออกไป จึงขุดคลองพระนครออกไปอีกชั้นหนึ่ง โดยขุดถัดจากคลองรอบกรุงออกไปทางชานพระนคร เริ่มขุดจากปากคลองริมแม่น้ำเจ้าพระยาบริเวณวัดเทวราชกุญชร (วัดสมอแครง) ย่านเทเวศร์ มีแนวขนานไปกับคลองคูเมืองเดิม ผ่านย่านหัวลำโพง ตัดผ่านคลองมหานาคไปทะลุแม่น้ำเจ้าพระยาอีกด้านหนึ่งบริเวณวัดแก้วแจ่มฟ้า สี่พระยา ได้รับพระราชทานชื่อว่า "คลองผดุงกรุงเกษม" คลองนี้มีสะพานข้ามคลองที่มีชื่อคล้องจองกันด้วยนะคะ ได้แก่ สะพานเทเวศรนฤมิตร - สะพานวิศุกรรมนฤมาน - สะพานมัฆวานรังสรรค์ - สะพานเทวกรรมรังรักษ์ - และ สะพานจตุรภักตร์รังสฤษดิ์ หรือ "สะพานขาว"
ส่วนตัวนี่เห็น คลองชั้นที่ 1 บ่อยๆ เวลาไปแถวๆสนามหลวง แต่คลองรอบกรุงชั้นที่ 2 นี่มองยากนิดนึงทั้งๆที่ผ่านบ่อยเหมือนกัน ใครจะไปรู้ว่าคลองบางลำพูกับคลองโอ่งอ่างมันคือคลองเดียวกันนะคะ 🙂 ส่วนคลองชั้นที่ 3 นี่อเมซซิ่งมากที่สุดเพราะโรงเรียนที่เคยเรียนนี่อยู่ริมคลองผดุงฯเลยค่ะ แต่ไม่เคยมองภาพออกว่าคลองนี้มาจากเทเวศร์และไปจบที่สี่พระยา เชื่อมโยงเจ้าพระยาจากสองจุด จนเมื่อ 2-3 วันนี้ที่ได้ไปนั่งเรือด่วนเจ้าพระยาและไปล่องเรือคลองผดุงกรุงเกษมถึงได้มองเห็นภาพรวม ต้องมองด้วย Google map ถึงจะเห็นชัดค่ะ
อีกอย่างที่เพิ่งนึกถึงคือผังเมืองกรุงเทพมีส่วนคล้ายผังเมือง Amsterdam ค่ะ ที่นั่นจะมองชัดหน่อยเพราะเห็นจากแผนที่ชัดๆเลยว่ามีคลองโอบเมืองเป็นชั้นๆราวกับใยแมงมุม ชอบเมืองแบบนั้นเพราะไปไหนๆก็เห็นแต่คลอง และเขาก็จัดการน้ำได้ดี น้ำคลองสะอาดน่าเดินเล่นริมคลองไปเสียทุกคลอง บ้านเราก็น้ำดีขึ้นกว่าเมื่อก่อนมากๆ บางจุด เช่น คลองโอ่งอ่างก็ปรับโฉมหน้ามือเป็นหลังมือ คลองผดุงกรุงเกษมก็มีเรือล่องคลองที่ผ่านสถานที่สวยงามของบ้านเรา



ไปเที่ยวคลองเมืองกรุงกันบ้างก็ดีนะคะ

Tuesday, October 27, 2020

ตึกถล่มที่สี่แยกคอกวัวเมื่อปี พ.ศ. 2485

 ช่วงไม่กี่ปีก่อนคุณพ่อจะเสีย จะมีโอกาสถามเรื่องราวเก่าๆในชีวิตของคุณพ่อไว้มาก เรื่องหนึ่งที่คุณพ่อเล่าให้ฟังคือ คืนแรกที่เข้ากรุงเทพฯ ไปนอนที่วัดมหาธาตุ แล้วเกิดมีตึกถล่ม เสียงดังสนั่นมาถึงวัดมหาธาตุ เขาไปดูกันตอนเช้า น่ากลัวมากเพราะเป็นอาคารบนถนนราชดำเนิน

ฟังแล้วก็ข้องใจว่าแล้วตึกนั้นคือตึกอะไร  พอดีช่วงปี 2014 ติดตามอ่านเว็บเรือนไทย จะมีผู้รู้ชนิดรู้จริง เช่น ดร. วินิตา หรือ แก้วเก้า ผู้เป็นเข้าของเรือนใช้ชื่อว่า เทาชมพู เป็นผู้ตอบหลัก  มีคุณเพ็ญชมพู  ม.ล. ชัยนิมิตร นวรัตน ฯลฯ มาถกความรู้กันอย่างน่าตื่นใจ  ก็เลยถามเข้าไปเป็นกระทู้ เนื่องจากได้รับคำตอบที่ดีมากๆ ก็อยากจะนำมาเก็บไว้เป็นข้อมูลค่ะ


"เคยเกิดเหตุอาคารถล่มบริเวณอาคารริมถนนราชดำเนินกลางหรือไม่คะ

Singing Blue Jay อสุรผัด * ตอบ: 22

 เมื่อ 13 ก.พ. 14, 23:42

ได้เห็นการตอบแบบลงรายละเอียดของแต่ละท่านในเรือนไทย ก็เลยกล้าถามค่ะ ว่าในอดีตช่วงที่เพิ่งสร้างอาคารริมถนนราชดำเนินกลางเสร็จใหม่ๆเคยเกิดกรณีอาคารถล่มหรือไม่คะ

คุณพ่อของดิฉันเป็นคนต่างจังหวัดเข้าไปเรียนหนังสือที่กรุงเทพเมื่อประมาณเจ็ดสิบปีที่แล้ว เล่าว่า วันแรกที่ไปถึงไปพักที่วัดมหาธาตุ วันรุ่งขึ้นอาคารใหม่ก็ถล่ม เสียงดังสนั่นมาก ก็เลยไม่แน่ใจว่าเคยมีกรณีอย่างนี้หรือไม่ (ไม่แน่ใจเรื่องปี พ.ศ.ค่ะ น่าจะเป็นช่วงปี 248X เพราะขณะนี้คุณพ่ออายุ 88 ปี)

ขออนุญาตถามต่ออีกเรื่องด้วยนะคะ  คุณแม่สมัยสาวๆก็เข้าไปเรียนตัดเสื้อโดยมีที่พักอยู่ในโรงเรียนสอนตัดเสื้อแถวอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ที่เรียนคืออาคารมุมอนุสาวรีย์ด้านที่ตรงข้ามกับโรงเรียนสตรีวิทยา ตอนนี้เป็นอะไรก็ไม่ทราบค่ะ ดิฉันไม่ค่อยได้เข้ากรุงเทพ ต้องระบุแบบภาพที่จำได้ว่า มีอาคารภัตตาคารศรแดง  มีอาคารที่เคยเป็นที่ทำการบริษัทเมืองโบราณ  มีโรงเรียนสตรีวิทยา และก็มีอาคารที่คุณแม่ดิฉันพูดถึงนี่ละคะ อยากทราบว่าอาคารนั้นเป็นอาคารของใคร มีประวัติยังไงคะ

อารมณ์ถามเรื่องสมัยคุณพ่อคุณแม่นะคะ ต้องมาถามแถวนี้เพราะเวลาถามคุณพ่อก็ไม่ได้รายละเอียดมากนัก คุณแม่ก็ไม่อยู่ให้ถามแล้วค่ะ ขอบพระคุณล่วงหน้าค่ะ"


แล้วก็ได้คำตอบชนิดลงรายละเอียดอย่างวิเศษ

"เทาชมพู เจ้าเรือน หนุมาน ***** ตอบ: 32481 ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม เว็บไซต์

ความคิดเห็นที่ 1  เมื่อ 14 ก.พ. 14, 08:03

เคยมีตึกถล่มจริงค่ะ

เป็นตึกหลังเดิมตรงหัวมุมสี่แยกคอกวัว   อยู่มุมตรงข้ามคนละฝั่งกับตึกธนาคารออมสิน   เคยยุบตัวพังลงมาในสมัยสงครามโลกครั้งที่สอง ว่ากันว่าเป็นเพราะคอรัปชั่นกินอิฐกินหินกินทรายกินเหล็กกันในการก่อสร้าง  ทำให้ตึกทานน้ำหนักไม่พอจึงทรุดตัวพังลงมา

ตึกนี้ต่อมาได้รื้อและสร้างขึ้นใหม่เป็นสถานีวิทยุ ททท.ของบริษัทไทยโทรทัศน์ ต่อมาถูกประชาชนและนักศึกษาเผาในวันที่ 14 ตุลาคม 2516  จึงกลายเป็นที่ดินว่างๆ

หลายปีต่อมากลายเป็นที่ตั้งซุ้มขายสลากกินแบ่ง   ปัจจุบันคือที่ตั้งอนุสรณ์สถาน 14 ตุลา ค่ะ

ส่วนร.ร.สอนตัดเสื้อ ดิฉันไม่ทราบ  แต่จากที่คุณบรรยายมา น่าจะเป็นบริเวณร้านอาหารวิจิตร ในปัจจุบันละมังคะ

ต้องรอผู้รู้มาตอบค่ะ"

แล้วก็มีผู้รู้มาให้ข้อมูลอีกหลายท่านจึงทราบว่า

ตึกที่ถล่มนั้นเป็นที่ทำการของสถานีวิทยุ ท.ท.ท. บริษัทไทยโทรทัศน์ จากนั้นเป็นที่ทำการกตป. แล้วถูกเผาในวันที่ 14 ตุลาคม 2516 

"เพ็ญชมพู หนุมาน ******** ตอบ: 11420

ความคิดเห็นที่ 22  เมื่อ 18 ก.พ. 14, 08:46

คุณใหญ่ นภายน เล่าถึงเรื่องนี้ในบทความเรื่อง ถนนราชดำเนินในความทรงจำ

ย้อนลงไปอีกนิดก็ถึงสี่แยกคอกวัว ตอนนั้นยังไม่มีอนุสาวรีย์ ๑๔ ตุลา ตึกตรงนั้นปรากฏว่าพอสร้างแล้วพัง และพอพังแล้วก็สร้าง นั่นแหละมีตึกใหญ่เป็นห้างสรรพสินค้าของทางราชการ มีชื่อย่อว่า อ.จ.ส. ต่อมาชั้นบนของตึกนี้เป็นที่ตั้งของสถานีวิทยุ ท.ท.ท. ดำเนินงานโดยคุณจำนง รังสิกุล และคุณสมจิตร สิทธิไชย สมัยนั้นภาคบ่ายมีทายปัญหาและการบรรเลงดนตรีของคณะสุนทราภรณ์ ทุกเสาร์ – อาทิตย์

ตึกนี้มาถูกเผาเมื่อคราว ๑๔ ตุลาคม ๑๖ ราบเรียบไปตามระเบียบอีกแห่งหนึ่ง

อ.จ.ส. ย่อมาจากอะไรหนอ  ฮืม"


"NAVARAT.C หนุมาน ******** ตอบ: 11294

ความคิดเห็นที่ 23  เมื่อ 18 ก.พ. 14, 09:21
องค์การจัดซื้อและขายสินค้า

รูปแบบคือห้างสรรพสินค้าธรรมดาๆ ดำเนินการโดยข้าราชการเพื่อแข่งกับเอกชน ขายดิบขายดีเป็นเทน้ำเทท่า แต่ผลประกอบการขาดทุนยับเยิน ต้องเจ๊งไปในเวลาสั้นๆไม่กี่ปี"


"ลุงไก่ สุครีพ ****** ตอบ: 1281

ความคิดเห็นที่ 42  เมื่อ 20 ก.พ. 14, 20:50
อ้างจาก: เทาชมพู ที่  14 ก.พ. 14, 08:03
เคยมีตึกถล่มจริงค่ะ
เป็นตึกหลังเดิมตรงหัวมุมสี่แยกคอกวัว   อยู่มุมตรงข้ามคนละฝั่งกับตึกธนาคารออมสิน   เคยยุบตัวพังลงมาในสมัยสงครามโลกครั้งที่สอง ว่ากันว่าเป็นเพราะคอรัปชั่นกินอิฐกินหินกินทรายกินเหล็กกันในการก่อสร้าง  ทำให้ตึกทานน้ำหนักไม่พอจึงทรุดตัวพังลงมา
ตึกนี้ต่อมาได้รื้อและสร้างขึ้นใหม่เป็นสถานีวิทยุ ททท.ของบริษัทไทยโทรทัศน์ ต่อมาถูกประชาชนและนักศึกษาเผาในวันที่ 14 ตุลาคม 2516  จึงกลายเป็นที่ดินว่างๆ
หลายปีต่อมากลายเป็นที่ตั้งซุ้มขายสลากกินแบ่ง   ปัจจุบันคือที่ตั้งอนุสรณ์สถาน 14 ตุลา ค่ะ


เล่าเพิ่มเติมอีกหน่อย .. ผู้ใหญ่ที่ไม่ใช่กำนันเคยเล่าให้ฟังว่า แต่เดิมพื้นที่ตรงนี้เคยเป็นหนองน้ำ เมื่อสร้างตึกคงจะไม่ได้ถมดินและบดอัดให้แน่นเสียก่อน ตึกสมัยนั้นก็ไม่ได้ใช้เสาเข็มคอนกรีตยาวเหมือนสมัยนี้ ส่วนใหญ่จะใช้เสาเข็มไม้ยาวสักประมาณ ๔-๖ เมตร ตอกปูพรมลงไปตรงฐานเสาตึกและตามแนวคานคอดินของตึก คะเนตามประสบการณ์ว่าคงรับน้ำหนักของตึกได้ เมื่อเสาเข็มตอกจมอยู่ในดินอ่อนดินเลนไม่ใช่ดินแข็งเหมือนกับบนพื้นดินปกติ ก็ทำให้กลุ่มเสาเข็มไม่สามารถรับน้ำหนักได้

เมื่อก่อสร้างอาคารไปถึงจุดหนึ่งที่น้ำหนักของอาคารถ่ายลงเสาเข็มเกินกว่าที่เสาเข็มจะรับน้ำหนักได้ ตึกก็เลยพังลงมา .. ผู้ใหญ่เล่าว่าตึกยุบลงไปในดินทั้งหลัง ไม่ใช่ทลายล้มลงมาทางด้านข้าง ไม่ใช่การคอรัปชั่นกินหินกินปูนกินเหล็กครับ ส่วนเรื่องอาถรรพ์ของที่ตรงนี้นั้นไม่มีข้อมูลครับ"



ส่วนเรื่องโรงเรียนของคุณแม่ได้ข้อมูลจากการไปถามเพิ่มมาว่า

"Singing Blue Jay อสุรผัด* ตอบ: 22

ความคิดเห็นที่ 9  เมื่อ 14 ก.พ. 14, 14:33

ขอบคุณทุกท่านที่มาตอบให้นะคะ  เรื่องตึกถล่มหายข้องใจกันไป ภาษาใต้แถวนี้เรียกว่า "หวางไป" ค่ะ   ยิ้มกว้างๆ

ส่วนภาพที่ลุงไก่โพสต์ให้ดู ตัวเองไม่ทราบข้อมูลอะไรเลยค่ะ ไม่ทราบว่าเป็นอาคารหลังไหนแน่ เพียงแต่คุณแม่เคยบอกว่าอยู่หัวมุมพอดี และเป็นโรงเรียนที่มีที่พักให้นักเรียนต่างจังหวัดพักที่โรงเรียนได้ เคยถามคุณพ่อว่าชื่อโรงเรียนอะไรก็จำไม่ได้ บอกแต่ว่าสมัยนั้นย่านนั้นจะมีโรงเรียนสอนตัดเสื้อผ้าสอนทำผมหลายแห่ง มีที่มีชื่อเสียงแห่งหนึ่งชื่อ "ลีฟวิ่ง" แต่โรงเรียนนี้ไม่ใช่ลีฟวิ่งค่ะ

เคยเห็นรูปถ่ายที่คุณแม่กับเพื่อนๆไปเดินเล่นกันแถวอนุสาวรีย์แล้วก็นั่งถ่ายรูปกันเป็นกลุ่มบนลานอนุสาวรีย์ ตอนเห็นรูปครั้งแรกตอนเด็กๆก็ถามว่าแล้วเดินข้ามถนนไปได้ยังไงคะ เพราะสมัยเรารถวิ่งกันขวักไขว่แล้ว ยุคนั้นถนนโล่ง เดินกันสบาย เย็นๆก็ไปเดินเล่นกัน"

"Singing Blue Jay อสุรผัด * ตอบ: 22

ความคิดเห็นที่ 39  เมื่อ 20 ก.พ. 14, 18:13

อ้างจาก: Singing Blue Jay ที่  14 ก.พ. 14, 14:33

ขอบคุณทุกท่านที่มาตอบให้นะคะ  เรื่องตึกถล่มหายข้องใจกันไป ภาษาใต้แถวนี้เรียกว่า "หวางไป" ค่ะ   ยิ้มกว้างๆ

ส่วนภาพที่ลุงไก่โพสต์ให้ดู ตัวเองไม่ทราบข้อมูลอะไรเลยค่ะ ไม่ทราบว่าเป็นอาคารหลังไหนแน่ เพียงแต่คุณแม่เคยบอกว่าอยู่หัวมุมพอดี และเป็นโรงเรียนที่มีที่พักให้นักเรียนต่างจังหวัดพักที่โรงเรียนได้ เคยถามคุณพ่อว่าชื่อโรงเรียนอะไรก็จำไม่ได้ บอกแต่ว่าสมัยนั้นย่านนั้นจะมีโรงเรียนสอนตัดเสื้อผ้าสอนทำผมหลายแห่ง มีที่มีชื่อเสียงแห่งหนึ่งชื่อ "ลีฟวิ่ง" แต่โรงเรียนนี้ไม่ใช่ลีฟวิ่งค่ะ

เคยเห็นรูปถ่ายที่คุณแม่กับเพื่อนๆไปเดินเล่นกันแถวอนุสาวรีย์แล้วก็นั่งถ่ายรูปกันเป็นกลุ่มบนลานอนุสาวรีย์ ตอนเห็นรูปครั้งแรกตอนเด็กๆก็ถามว่าแล้วเดินข้ามถนนไปได้ยังไงคะ เพราะสมัยเรารถวิ่งกันขวักไขว่แล้ว ยุคนั้นถนนโล่ง เดินกันสบาย เย็นๆก็ไปเดินเล่นกัน

ขอกลับมาแจ้ง่ความคืบหน้าเกี่ยวกับโรงเรียนสอนตัดเสื้อที่ราชดำเนินทีได้ถามไว้นะคะ ข้องใจมากว่าคุณแม่เรียนที่ไหนแน่ ก็ได้พยายามสอบถามกลับไปที่คุณป้าพี่สาวของคุณแม่ ในที่สุดทราบว่าชื่อร้าน"เมธา"ค่ะ สมัยนั้นคงมีสาวๆมาเรียนกันมาก พี่สาวเล่าว่า เพื่อนรุ่นพี่คนหนึ่งของคุณแม่คือ คุณป้าสนุ่น เทียนทอง พี่สาวของคุณเสนาะ เทียนทอง ก็มาเรียนอยู่ด้วยกัน คุณแม่ได้ไปเยี่ยมที่อำเภอวัฒนานครก่อนจะเสียชีวิตอีกไม่กี่ปีต่อมาค่ะ โดยทั้งคู่ไม่ได้เจอกันมาประมาณหกสิบปี แต่ต่างคนต่างก็จำความหลังสมัยก่อนกันได้!

ส่วนร้าน Living ที่คุณพ่อเล่าให้ฟังว่าเป็นโรงเรียนสอนตัดเสื้อชื่อดังในอดีต ค้นได้ว่า อาจารย์ปกรณ์ วุฒิยางกูร "ครูสอนตัดเสื้อ" ระดับตำนานของเมืองไทย ได้ย้อนความหลังให้ฟัง คัดมาจากสกุลไทยออนไลน์ค่ะ

"ความรู้สึกอยากเรียนมันเกิดขึ้นมาเอง เหมือนคนอยากเป็นหมอก็อยากจะเป็น ผมอยากเป็นช่างเสื้อ ชอบออกแบบ ผมทำเสื้อผ้าเป็นตั้งแต่ ม.๓ เมื่อก่อนจะมีร้านหนึ่งชื่อร้าน Living เป็นโรงเรียนสอนตัดเสื้อของแม่ชีฝรั่งอยู่แถวบางขุนพรหม เป็นโรงเรียนสอนตัดเสื้อโรงเรียนแรกๆที่พวกแหม่มสอน ก็ไปขอเขาเรียน เขาก็ไม่รับ เพราะเราเป็นผู้ชาย เราก็ขอเขา ขอเรียนตอนเย็น จนเขาสงสารก็เลยสอนให้ สมัยนั้นสร้างแบบกันบนหนังสือพิมพ์บ้าง ไม่มีกระดาษสร้างแบบเหมือนสมัยนี้ แล้วก็สมัยก่อนไม่ค่อยมีคัตติ้ง ง่ายๆ แบบแส็คง่ายๆแล้วก็ค่อยๆพัฒนาขึ้นมาเรื่อยๆ แบบเสื้อเราก็ดูแบบจากต่างประเทศเป็นหลัก จากฮอลลีวู้ด ฝรั่งเศส ดีไซเนอร์ก็ไม่มี เพราะว่าพูดกันตามตรง คนไทยจะรับจากเมืองนอกทั้งนั้น ออกแบบให้ตาย เขาก็ต้องเอาแบบของนอกมาใช้"

http://www.yingthai-mag.com/?q=magazine/%E0%B8%9B%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%93%E0%B9%8C-%E0%B8%A7%E0%B8%B8%E0%B8%92%E0%B8%B4%E0%B8%A2%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B8%81%E0%B8%B9%E0%B8%A3

แนบรูปในกล่องเก็บภาพของที่บ้านค่ะ ไม่มั่นใจว่าเป็นรูปของคุณพ่อหรือคุณแม่ เพราะถ้าเป็นเพื่อนคุณแม่ก็จะมีแต่สาวๆอยู่กันเป็นกลุ่ม แต่ก็คงเป็นรูปสมัยนั้นค่ะ ยิ้ม"



และก็ไม่น่าเชื่อว่าแค่เห็นภาพถ่ายก็มีคนสามารถลงรายละเอียดต่อเรื่องของกระดาษอัดภาพได้อีก

" ลุงไก่ สุครีพ ****** ตอบ: 1281

ความคิดเห็นที่ 40  เมื่อ 20 ก.พ. 14, 19:51

ลักษณะของกระดาษอัดภาพแบบนี้ นิยมกันในช่วง พ.ศ. ๒๔๙๐-๒๕๐๐ ฟิลม์ถ่ายภาพจำได้ว่าเรียกขนาดฟิล์มเบอร์ ๑๒๐ ในยุคแรกฟิล์มไม่ได้อยู่ในกลักฟิล์ม แต่จะม้วนอยู่รอบแกนฟิล์มและจะมีกระดาษสีดำทาบมากับฟิล์ม การใส่ฟิล์มก้ต้องค่อยๆ คลายฟิล์มออกมา สอดปลายกระดาษเข้าแกนเปล่าอีกด้านหนึ่ง ปิดฝาหลังกล้องให้สนิทแล้วค่อยๆ หมุนแกนให้ฟิล์มเลื่อนไป

บนฝาหลังกล้องจะมีช่องเล็กๆ สำหรับมองตัวเลขลำดับภาพของฟิล์มบนหลังกระดาษห่อฟิล์ม โดยปกติฟิล์ม ๑ ม้วน จะจัดมาให้ถ่ายได้ ๑๒ ภาพพอดี พอถ่ายหมดม้วน ก็หมุนแกนด้านแรกกลับให้หมด ถอดฟิล์มไปส่งร้านให้ล้างและอัดภาพ .. บรรดาตากล้องมือใหม่มักไม่กล้าถอดฟิล์มเอง ก็จะเอากล้องไปที่ร้านช่วยถอดฟิล์มให้"


"POJA พาลี **** ตอบ: 298

ความคิดเห็นที่ 44  เมื่อ 22 ก.พ. 14, 21:14

ตอบอย่างไม่แน่ใจนะคะ

4 ด้านของอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ไล่จากด้านร้านศรแดง (เมธาวลัย ศรแดง) ตามเข็มนาฬิกาไปเป็นร้านขายหนังสือริมขอบฟ้า (เมืองโบราณ) ขึ้นไปเป็นร้านแมคโดนัลด์ แต่ก่อนเป็นบาร์ชื่อ อเล็กซานดร้า แห่งสุดท้ายซึ่งอยู่ตรงข้ามโรงเรียนสตรีวิทยา ซึ่งคุณ Singing Blue Jay เอ่ยถาม น่าจะเป็นตึกที่ปัจจุบันเป็นร้านอาหาร Side Walk ก่อนหน้าหลายปีเป็นร้านอาหารวิจิตรมาลี  ก่อนจะเป็นร้านอาหารเป็นร้านดอกไม้ ถ้าจะเป็นโรงเรียนเสริมสวยก่อนหน้านั้น ก็เป็นไปได้มากค่ะ


ส่วนอาคาร ศูนย์พณิชยกรรม (ศูนย์แสดงสินค้า)ของกรมพาณิชย์สัมพันธ์ ที่สี่แยกคอกวัวนั้น ปัจจุบันไม่ได้ใช้งานแล้ว ล้อมรั้วอยู่เฉย ๆ มาหลายปีแล้วค่ะ  ได้ข่าวว่าทาง กทม มีโครงการปรับปรุงเป็นห้องสมุดประชาชน  ซึ่งอาจจะเลยไปถึงอาคารกองสลากด้วย คือตึกทางด้านนั้นทั้งแถบ มาสุดตรงอาคารกรมประชาสัมพันธ์เก่าที่ถูกเผาไปตอน พฤษภา 35 ก็จะทำเป็นอนุสรณ์สถาน"


สรุปว่าได้ความรู้มาอีกมากจากความสงสัยเรื่องเก่าของคุณพ่อคุณแม่

สรุปได้ว่าคุณพ่อน่าจะเข้ากรุงเทพในปี พ.ศ. 2485 ส่วนคุณแม่น่าจะอยู่กรุงเทพช่วงแถวๆปี 2490 หรือเลยไปไม่กี่ปีแถวๆนั้น  เพราะคุณพ่อคุณแม่ไปเจอกัน  แต่งงาน  และมีลูกคนแรกในปี 2498 

เรื่องราวความหลังของครอบครัวก็เป็นสิ่งที่น่าสนใจ ผูกโยงถึงประวัติศาสตร์กันได้




Tuesday, March 04, 2014

โรงหนังในจังหวัดระนอง

เข้ามาบันทึกเรื่องของโรงหนังในจังหวัดระนอง ซึ่งปัจจุบันนี้เข้าใจว่าที่ตัวเมืองระนองไม่มีโรงหนังแม้แต่โรงเดียวทั้งๆที่ในอดีตเคยเฟื่องฟูมีโรงหนังในช่วงเวลาเดียวกันอยู่ถึงสี่โรง

โรงภาพยนต์สวัสดิ์ เห็นตั้งแต่เกิดจนเมื่อย้ายไปอยู่บ้านหลังอื่นเมื่อปี 2524 ก็ยังมีโรงหนังฉายอยู่ แต่หลังจากนั้นอีกหลายปีก็เลิกกิจการ ขายต่อให้ร้านอุ้ยกวง ทิ้งร้างไว้พักใหญ่แล้วกลายเป็นร้านขายของพวกเสื้อผ้ากางเกงวอร์มก่อนจะรื้อทิ้ง  เมื่อรื้อทิ้งไปบ้านเช่าหลังโรงหนังยังอยู่จนเมื่อประมาณ 2-3 ปีที่ผ่านมาก็รื้อออกด้วย

โรงภาพยนต์สักรินทร์รามา เห็นมาตั้งแต่เด็กเช่นกัน เป็นโรงหนังคู่กันมากับโรงหนังสวัสดิ์ อยู่ห่างกันแค่ร้อยเมตร ภายหลังเลิกกิจการไปแล้วกลายเป็นลานขายเสื้อผ้าเช่นกัน

โรงภาพยนต์พูนผล เป็นอีกโรงที่เก่าแก่มีมานาน ตั้งอยู่บนถนนท่าเมือง ภายหลังเลิกกิจการไปกลายเป็นร้านขายของเล่น

โรงภาพยนต์พฤตินันท์ เป็นโรงหนังที่ทันสมัยมากๆในยุคที่สร้างขึ้น เป็นตัวตึกโรงหนังที่มีขนาดใหญ่โอ่โถง มีลานจอดรถชั้นใต้ดิน รู้สึกใกล้ชิดกับโรงนี้เพราะมีบ้านเพื่อนแม่เดิมชื่อ พิทักษ์ค้าไม้ตั้งอยู่ข้างๆโรง เมื่อก่อนต้องไปบ้านนี้เป็นประจำ  และโรงพฤตินันท์เป็นโรงที่ใช้คนของโรงหนังสวัสดิ์ไปดูแลในช่วงต้น

โรงหนังสวัสดิ์เป็นโรงหนังใหญ่ มีสองชั้น ชั้นบนสามารถขึ้นบันไดจากหน้าโรงได้เลย จึงต้องมีคนเฝ้าประตูสองคน มองจากด้านหน้าจะมีป้ายชื่อหนังที่กำลังฉายวันนี้ติดเป็นตัวอักษรแขวนกับป้ายขาวอยู่สูงขึ้นไป  ส่วนป้ายโฆษณาหนังจะมีสองป้ายด้านซ้ายและขวา เป็นภาพเขียนขนาดใหญ่ถ่ายแบบจากโปสเตอร์ เมื่อหันหน้าเข้าโรงหนังด้ายซ้ายจะเป็นร้านกาแฟของโกอุ้ย ขวามือจะเป็นร้านขายข้าวต้มของโกฮวดที่ขายเฉพาะช่วงกลางคืน

ร้านโกอุ้ยจะเป็นที่พึ่งพาตลอดเวลาเพราะเป็นร้ากาแฟ ขายเหล้าและบุหรี่ด้วย จำได้ว่าลุงเคยบอกให้ไปซื้อเหล้าทีละ 1 กั๊ก แล้วก็ใส่ถุงมา บ้านนี้เป็นบ้านเก่า คลับคล้ายคลับคลาว่าในบ้านจะมีบ่อน้ำบาดาลด้วย ความจริงสนิทกับบ้านนี้เพราะเป็นเพื่อนบ้านและลูกสาวเรียนอยู่ชั้นเดียวกันเป็นเพื่อนกันตั้งแต่เด็ก อีกเรื่องที่จำได้คือหลังบ้านจะมีวงไพ่นกกระจอก ตั้งวงกันสนุกสนาน แปลกใจตัวเองที่เล่นไพ่นี้ไม่เป็นเพราะย่านนั้นมีวงไพ่เยอะมาก เด็กทุกคนเล่นไพ่เป็นแบบชำนาญกรีดไพ่กันสนุก  คิดว่าตัวเองคงเห็นไพ่นกกระจอกเป็นไพ่คนแก่ก็เลยไม่เคยสนใจวิธีเล่นเลย

บ้านโกฮวดจะเป็นอีกแบบ บ้านนี้เป็นร้านทำอาหารขายช่วงกลางคืน กลางวันจึงเป็นช่วงพักผ่อนของโกฮวด ปกติจะเห็นแกช่วงบ่ายทำกับข้าวมากมายหลายอย่าง จะมีกะละมังใหญ่มากต้มจับฉ่ายน่ากินมาก  แต่ของกินที่ชอบที่สุดคือหมูแดง บ้านนี้เป็นเพื่อนบ้านที่สนิทเช่นกันเพราะมีลูกหลานเยอะ ทั้งหญิงและชาย ลูกสาวคนเล็กบ้านนี้สวยมาก เป็นที่โปรดปรานของพี่ๆอย่างเรา  เข้าไปขลุกในบ้านนี้บ่อย สมัยนั้นเล่นฟันดาบแบบนิยายกำลังภายในกันทีเดียว เพราะดูหนังกันตลอดเวลา มารู้สึกเอาตอนโตว่าบ้านนี้ก็เป็นที่สอนทำกับข้าวชั้นดี  เห็นวิธีการเตรียมอาหารก็ที่นี่ วิธีการเฝาขาหมูด้วยเครื่องพ่นไฟแก๊สขนาดเล็ก

ลานหน้าโรงจะมีแผงกระจกตั้งขึ้นสองข้างหันเข้าหากัน ด้านล่างโล่งเดินลอดไปได้  เป็นแผงติดโปสเตอร์แนะนำโปรแกรมหนังสมัยก่อนจะมีคนมาตั้งแผงขายของพวกแหวน กำไลเป็นเพชรทองคริสตัลระยิบระยับ รู้สึกจะเป็นแขก ที่ขายตั๋วอยู่ทางขวามือ  ประตูอยู่ตรงกลางเปิดเป็นบานเฟี้ยมได้เวลาที่หนังเลิกคนจะได้ออกมาง่ายๆ ถัดจากประตูไปทางซ้ายจะมีเก้าอี้ติดผนังเป็นม้านั่ง ถัดไปก็เป็นบันไดขึ้นชั้นสองเป็นบันได้สีดำ ถัดจากบันไดก็เป็นทางเดินด้านข้าง มีประตูอีกสองบานที่เปิดให้คนดูออกมาเมื่อหนังเลิก ถัดจากประตูจะเป็นสโลปลาดชันลงไปที่หลังโรงหนัง เป็นที่เล่นสเก๊ตผาดโผนของเด็กๆในยุคนั้น ซ้ายมือของสโลปเป็นเนินดินรกร้าง กลับมาที่หน้าโรงหนังถ้าเดินไปทางขวาก็มีทางเดินลงไปหลังโรงหนังเหมือนกัน จะไปทะลุที่ห้องวาดป้ายหนัง จะมีป้ายขนาดใหญ่ที่กำลังวาดอยู่วางไว้ (คนวาดชื่อโกเกื้อ เป็นคนวาดรูปสวยโดยไม่ได้ไปเรียนจากโรงเรียนศิลปะที่ไหน ภายหลังได้ย้ายไปทำงานโรงหนังสักรินทร์ แล้วต่อไปก็ได้ไปเปิดร้านที่หาดใหญ่และได้วาดภาพพุทธประวัติเป็นภาพติดผนังภายในโบสถ์ที่วัดหูแร่สวยงามมาก)

ภายในโรงหนังเมื่อเดินเข้าไปจะชนกับผ้าม่านสีแดงหนาและหนักมาก ตอนเด็กๆเคยเล่นม้วนตัวให้ผ้าห่อตัวจนมิด แล้ววิ่งม้วนตัวไปอีกด้านให้ผ้าคลายออก ไม่รู้สนุกยังไงเหมือนกัน  เมื่อเดินเข้าไปจะมีห้องน้ำอยู่ทางซ้ายมือ มีแอ่งปูนสี่เหลี่ยมติดกระเบื้องเป็นที่เก็บน้ำ ไม่แน่ใจเรื่องจำนวนที่นั่งของที่นี่ แต่เข้าใจว่าจุได้หลายร้อยคน แถวที่นั่งจะเป็นเก้าอี้ไม้ติดกันเป็นพืดยาวสีดำ พนักจะพับอยู่ เมื่อนั่งลงก็จับพับลงมานั่ง ลุกขึ้นยืนเก้าอี้ก็จะดีดตัวกลับ เก้าอี้มีหลายแถวเข้าใจว่าตั้งแต่ ก-ฮ  แยกส่วนเป็นซ้ายขวาและมีแถวว่างแบ่งตอนอยู่ตรงกลางโรง เวทีใหญ่มาก ดนตรีลูกทุ่งขึ้นไปเล่นได้เต็มวง จอฉายยาวมากๆเข้าใจว่าเป็นจอฉาย 70 มม. หลังจอจะเป็นที่โล่งมีหลังคาคลุมแล้วจะมีบันไดลงไปที่บริเวณหลังโรงหนังได้ บริเวณด้านหลังจอเวลามีวงดนตรีลูกทุ่งมาเล่นจะแออัดมาก

ชั้นบนเมื่อเดินขึ้นไปเลี้ยวขวาจะมีแถวเก้าอี้นั่งเรียงรายน่าจะประมาณสิบกว่าแถว เดินขึ้นไปที่ขั้นบนสุดจะเดินไปที่บริเวณคุมเครื่องฉาย โดยห้องแรกที่เจอจะเป็นห้องนักพากษ์ มีนักพากษ์สองคนชายหญิงพากษ์คู่กัน ที่ค่อนข้างสนิทคือคู่ของ จักรพันธ์-ลือลักษณ์ จะได้เข้าไปนั่งฟังเขาพากษ์อยู่ในห้องทีเดียว ห้องถัดไปจะเป็นตัวเครื่องฉาย มีพี่คุมเครื่องอยู่คนหนึ่งคอยฉายหนัง เมื่อก่อนเป็นใครก็จำไม่ได้ แต่ช่วงที่อายุราวสิบขวบจะเป็นพี่บ้านใกล้กันชื่อพี่หร่อง

ส่วนตัวมีความผูกพันกับโรงหนังสวัสดิ์มากๆเพราะเป็นเด็กที่มีบ้านอยู่หลังโรงหนัง ซืึ่งจะมีสิทธิ์พิเศษคือได้ดูหนังฟรี ดูมาตั้งแต่เล็กจนโต แม่เล่าให้ฟังว่า เวลาโรงเรียนเลิกบ่ายสามโมงแทนที่จะเดินเข้าบ้าน กลับสวัสดีคุณแม่หนึ่งครั้ง วางกระเป๋าเข้าไปในบ้านแล้ววิ่งไปดูหนัง ซึ่งตอนนั้นหนังจะฉายไปได้สักพัก(หนังฉายตอนบ่ายสองโมง) จะไม่ได้ดูหนังช่วงแรก  ก็จะไปดูรอบค่ำแทนช่วงหนึ่งทุ่ม สรุปว่าได้ดูหนังจบเรื่องในวันเดียวกันแต่ดูตอนกลางจนจบเรื่องก่อน

ที่โรงหนังสวัสดิ์จะมีวงดนตรีลูกทุ่งมาเล่นเรื่อยๆ คงมีวงดังๆมากันหลายวง แต่ไม่รู้จักเลย เพราะไม่ชอบฟังเพลงลูกทุ่ง และบางวงการแสดงก็ไม่เหมาะสมที่เด็กจะดู ที่บ้านจะมีนักร้องแวะเวียนเข้ามาหลายคนเพราะจะมาขอเข้าห้องน้ำที่บ้าน เคยมีรูปผ่องศรี วรนุชถ่ายรูปที่หน้าบ้านตอนที่มาเปิดการแสดง

การเขียนป้ายหนังเป็นเรื่องสนุกไม่แพ้กัน ความที่สนิทกับพี่ที่เขียนป้ายก็จะไปนั่งดูพี่เขาเขียนรูปทีละนานๆ เห็นว่าเขาจะตีตารางบนโปสเตอร์ แล้วขยายสเกลไปตีตารางบนแผ่นป้าย ป้ายขนาดใหญ่มากเพราะต้องติดที่หน้าโรงจะได้เห็นแต่ไกล พี่เขาจะต้องนั่งร้านวาดรูป แต่ละป้ายที่ใช้เสร็จไม่ได้ทิ้ง แต่จะมีการทาสีทับแล้วเขียนรูปหนังเรื่องต่อไป โรงที่พี่เขาวาดรูปจะมีแผ่นป้ายวางผิงผนังซ้อนๆกัน  เมื่อวาดรูปเสร็จจะมีอีกงานที่พี่เขาต้องทำคือการขับรถแห่ เป็นรถโฆษณาโปรแกรมหนังที่เอาป้ายมาติดกับรถกระบะ เมื่อก่อนก็เป็นกระบะแบบรถนั่งของทางฝั่งอันดามันที่เป็นรถไม้ ระยะหลังเปลี่ยนเป็นรถกระบะธรรมดา



ขอเอาข้อมูลที่พูดถึงโรงหนังมาแปะ  จะได้พอจำวันเวลาได้บ้างว่ามีอะไรตอนไหนค่ะ
http://news.sanook.com/economic/4/economic_265303.php

" ''คมน์ ''ฉวยบิ๊กค้าปลีกบุกระนอง+ เปลี่ยนโฉมโรงหนังพฤตินันท์ดักลูกค้า ก่อนขาใหญ่เมเจอร์ยึด

โดย ฐานเศรษฐกิจ วัน พฤหัสบดี ที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2551 04:47 น.
ระนองระอุ คมน์ อรรฆเดช สบช่องหลังยักษ์ค้าปลีกข้ามชาติพาเหรดยึดระนอง เล็งซื้อที่เตรียมผุดโรงหนัง
ค่ายโคลีเซี่ยมฟิล์ม ด้านห้างเดอะฟอร์ทระนอง จัดทัพใหญ่ ซื้อที่ดินผุดโรงหนัง ดึงเมเจอร์เข้าร่วมทุน
นายกิตติวุฒิ ฝอยทอง เจ้าของกิจการก่อสร้างและผู้รับเหมาในเขตพื้นที่จังหวัดระนอง เปิดเผยกับ 
ฐานเศรษฐกิจว่า ตนได้รับการติดต่อจากคม อัครเดช เจ้าของค่ายหนังโคลีเซี่ยมฟิล์มให้หาที่ดิน
ในเขตพื้นที่เมืองระนอง หรือใกล้เคียงจำนวนไม่ต่ำกว่า 2 ไร่ เพื่อก่อสร้างโรงหนังมาตรฐานขนาดไม่เกิน 
100 ที่นั่ง

ปัจจุบันค่ายหนังโคลีเซียมฟิล์มของคุณคมน์ อรรฆเดช ได้เข้ามาเช่าโรงหนังพฤตินันท์ ซึ่งเป็นโรงหนัง
เก่าแก่ที่เหลืออยู่โรงเดียวในจังหวัดระนองมานาน แต่ด้วยสภาพความทรุดโทรม และระบบเสียงที่ล้าสมัย
ทำให้ไม่ได้รับความนิยม จึงทำให้ทางคุณคมน์ไม่ต้องการที่จะเช่าโรงหนังดังกล่าวอีกต่อไป

ประกอบกับขณะนี้ระนองกำลังจะเปลี่ยนโฉมหน้าครั้งใหญ่หลังจากที่มีห้างสรรพสินค้ายักษ์ใหญ่
อย่างเทสโก้ โลตัสเตรียมจะเปิดสาขาระนองในเดือน พ.ค.นี้ ซึ่งคาดว่าจะทำให้ผู้คนจากตัวเมืองรอบนอก
เดินทางเข้ามายังตัวเมืองชั้นในมากขึ้น จึงเป็นช่องว่างที่จะทำให้สามารถขยายกิจการใหม่ๆ 
อาทิโรงหนัง หรือร้านอาหารชื่อดังได้ จึงทำให้เกิดความเคลื่อนไหวของผู้ประกอบการและนักลงทุน
จากส่วนกลางเดินทางเข้ามาดูลู่ทางการลงทุนในระนองเป็นจำนวนมาก

นายกิตติวุฒิกล่าวต่อว่าขณะนี้ราคาที่ดินบริเวณย่านใจกลางเมืองระนองแพงมากถึงไร่ละ 32 ล้านบาท 
คงจะต้องหาที่ดินบริเวณใกล้เคียงห่างจากตัวเมืองไม่มาก แต่สามารถเดินทางได้อย่างสะดวก 
ซึ่งขณะนี้ตนกำลังเข้าไปเจรจาติดต่ออยู่ 1-2 แปลงแต่ยังไม่ได้มีการตกลงซื้อขาย ต้องรอให้ทางนายคมน์ 
เดินทางลงมาดูอีกครั้ง

ด้านนายนิสิต ญาณสังวรณ์ ผู้จัดการห้างสรรพสินค้าเดอะฟอร์ทระนอง กล่าวว่า การขยายสาขาเข้ามา
ของห้างค้าปลีกข้ามชาติ ทำให้ห้างสรรพสินค้าเดอะฟอร์ทจำเป็นจะต้องปรับปรุงครั้งใหญ่ ทั้งตัวสินค้า 
การจัดวางสินค้า รวมถึงสิ่งใหม่ๆ ที่จะเพิ่มเข้ามาเป็นตัวดึงดูดลูกค้า ซึ่งล่าสุดทางผู้บริหารได้ซื้อห้องแถว
เพิ่มอีก 2 ห้องซึ่งเป็นห้องแถวที่อยู่ติดกับห้างเดิมเพื่อที่จะก่อสร้างโรงหนังขนาดมินิ 50 ที่นั่ง 
จำนวน 2 โรง เพื่อที่จะดึงทางเมเจอร์เข้ามาร่วมทุน

ปัจจุบันระนองยังมีช่องว่างในส่วนนี้ เนื่องจากไม่มีโรงหนังมาตรฐาน โรงหนังที่มีก็อยู่ในสภาพเก่า 
และทรุดโทรมมากโดยขณะนี้ทางผู้บริหารของเรากำลังเจรจากับกลุ่มเมเจอร์ของตระกูลพูลวรลักษณ์ 
เพื่อให้เข้ามาร่วมทุนกับเราเปิดโรงหนังในเครือเมเจอร์ที่จังหวัดระนองซึ่งผมมั่นใจว่าจะได้รับการตอบรับ
เป็นอย่างดีแน่นอน

นางสุดาพร ยอดพินิจ ประธานหอการค้าจังหวัดระนอง กล่าวว่าว่า โฉมหน้าการค้าเมืองระนองกำลัง
จะเกิดการเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่ หลังกลุ่มทุนค้าปลีก ค้าส่งข้ามชาติ ทั้งเทสโก้ โลตัส และ แม็คโคร 
เตรียมที่จะขยายฐานธุรกิจเข้ามาเปิดสาขาใหม่ที่ระนอง ส่วนอีกสองรายที่กำลังดำเนินการที่จะขยาย
สาขาเข้ามาในเขตพื้นที่จังหวัดระนองคือแม็คโคร กับบิ๊กซี ผลจากที่ยักษ์ค้าปลีกข้ามชาติขยายสาขา
เข้ามาในพื้นที่ จะสามารถดึงดูดนักลงทุนให้ขยายฐานธุรกิจตามเข้ามาอีกเป็นจำนวนมาก 
ดังนั้นในช่วง 1-2 ปีนี้ คนระนองจะได้สัมผัสกับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอีกหลายด้าน

ตั้งแต่กลางปีนี้เป็นต้นไปการค้าในเขตพื้นที่ระนอง และชายแดนด้านจังหวัดระนอง-เกาะสองจะเปลี่ยน
โฉมหน้าไปโดยสิ้นเชิง กลุ่มพ่อค้าที่เคยผูกขาดการค้าชายแดน ก็จะมีคู่แข้งขันเพิ่มมากขึ้น 
อีกทั้งจะทำให้เกิดการข้ามฟากเข้ามาของประชาชนชาวพม่าซึ่งน่าจะส่งผลให้บรรยากาศการค้าขาย
คึกคักมากขึ้น นางสุดาพร กล่าวปิดท้าย"

===============================
ส่วนนี่เป็นประวัติของขุนสวัสดิ์ภักดี เจ้าของโรงภาพยนตร์สวัสดิ์ค่ะ

https://sites.google.com/site/khoonswatpakdi/

"ประวัติขุนสวัสดิ์ภักดี

ขุนสวัสดิ์ภักดี  นามเดิม ขอโผโล่ย เกิดเมื่อวันที่   กันยายน  พ.ศ. 2443    เกาะคนที  
ตำบลปากน้ำ  อำเภอเมือง จังหวัดระนอง เป็นบุตรนายเตี๋ย แซ่ขอ กับนางสุมะ  
มีพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน 4  คน  คือ
                                1.  นางจันทรา (เจี้ยนซา)     เชาวนจินดา  (มรณะ พ.ศ. 2512)  
                                2.  นายจิ้นฮ้อง   แซ่ขอ  (มรณะ พ.ศ. 2521)  
                                3. นายขอโผโล่ย (ขุนสวัสดิ์ภักดี)
                                4. นางโฉ่ย     แซ่ขอ  (มรณะ พ.ศ. 2496)                     
ในวัยเด็กบิดาของขุนสวัสดิ์ภักดีได้จ้างซินแสมาสอนลูก ๆ ที่บ้าน แต่ขุนสวัสดิ์ภักดีมักขออนุญาต
ซินแสไปทำงานเบ็ดเตล็ดแทน เพราะขุนสวัสดิ์ภักดีสนใจในด้านอุตสาหกรรม และการค้ามากกว่า
การนั่งเรียน
                โรงเลื่อยไม้เล็ก ๆ ที่บิดาของขุนสวัสดิ์ภักดีเป็นผู้ก่อตั้งขึ้น  ขุนสวัสดิ์ภักดีได้ใช้แรงกาย 
และสติปัญญาบวกกับความอุตสาหะวิริยะอันเป็นอุปนิสัยของขุนสวัสดิ์ภักดี สร้างตนเองจากธุรกิจเล็ก ๆ 
ขึ้นมา จนเป็นนักธุรกิจสำคัญผู้หนึ่งของจังหวัดระนอง
                ขุนสวัสดิ์ภักดีได้แต่งงานกับนางกิมเหลียง  เมื่อปี 2463 หลังจากนางกิมเหลียงได้
เสียชีวิตลงเมื่อ พ.ศ. 2482 และได้ทิ้งบุตรธิดาไว้ 5 คน  คนสุดท้องอายุได้ขวบเศษ ๆ    
จึงได้สมรสใหม่กับนางสาวฮัยซิน  เฮมบรี  ในปี พ.ศ. 2484  ขุนสวัสดิ์ภักดีมีบุตรธิดารวม 11 คน  คือ

                                1.  นางเพ็ญศรี                       หงษ์หยก
                                2.  นางเพลินพิศ                    พงษ์เพชร
                                3.  นายกิติรัตน์                       สวัสดิ์ภักดี
                                4.  นางสาวแจ่มใส                 สวัสดิ์ภักดี
                                5.  นางจิตต์มาลัย                    เดชา
                                6.  นายกิตติศักดิ์                     สวัสดิ์ภักดี  (เสียชีวิต)
                                7.  นายจรกิตติรักษ์                 สวัสดิ์ภักดี
                                8.  นางสาวมาริษา                   สวัสดิ์ภักดี
                                9.  นางสุมนา                           อรุณกิจ
                                10.  นางสาวไข่มุก                  สวัสดิ์ภักดี
                                11.  นางสาวจิตมาลี                สวัสดิ์ภักดี

ขุนสวัสดิ์ภักดีเป็นคนรูปร่างสูงใหญ่  มีสง่า  สุขภาพสมบูรณ์  อุปนิสัยเป็นคนพูดน้อย  สุขุม  
สุภาพ  ขยันขันแข็ง ทำงานสม่ำเสมอ  ไม่ถือตัว  ชอบความสะอาด และมีระเบียบ  
ใจคอโอบอ้อมอารีต่อคนทั่วไป  เห็นอกเห็นใจผู้อื่น  และมักจะช่วยเหลือทุกคนเมื่อมีโอกาส  
แม้โดยส่วนตัวจะสนใจในงานอาชีพมากกว่าการศึกษา  แต่ก็ได้พยายามส่งเสริมการศึกษาแก่
บุตรธิดาทุกคนเท่าที่จะสามารถ และยังได้สนับสนุนการศึกษาของตำบลปากน้ำ  
ขุนสวัสดิ์ภักดีป็นหัวเรี่ยวหัวแรงช่วยสร้างโรงเรียนหลังแรกที่ปากน้ำระนอง เนื่องจากเงิน
งบประมาณมีไม่พอ ขุนสวัสดิ์ภักดีจึงรับทำการก่อสร้างให้  โดยใช้เงินส่วนตัวจ้างช่างไม้ชาวจีน
สร้างจนสำเร็จ   เปิดใช้เป็นสถานที่เรียนได้ และได้รับเกียรติเป็นประธานของโรงเรียนนี้ด้วย

นอกจากนี้ยังได้ช่วยเหลือบาทหลวงที่เข้าไปทำการสอน และอบรมเด็กที่ระนอง 
ขุนสวัสดิ์ภักดีสนใจ และให้การต้อนรับอย่างดี  พร้อมทั้งสนับสนุนเมื่อบาทหลวงเสนอความคิด
ที่จะก่อตั้งโรงเรียนก็ดี  การสร้างวัดพระหฤทัยพระเยซูเจ้าก็ดี  ขุนสวัสดิ์ภักดีความร่วมมือ   
และช่วยเหลืออย่างดี    ดังที่ชาวระนองได้เห็น “โรงเรียนศรีอรุโณทัย”   ซึ่งตั้งอยู่ถนนท่าเมือง 
ปรากฎ ตราบจนปัจจุบันนี้


                                           

ขุนสวัสดิ์ภักดีได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็น      “ขุนสวัสดิ์ภักดี”    จากพระบาทสมเด็จ
พระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 7)  เมื่อครั้งพระองค์ท่านเสด็จประพาสจังหวัดระนอง  
ขุนสวัสดิ์ภักดีได้แสดงความจงรักภักดีต่อองค์พระมหากษัตริย์  โดยจัดถ้วยแก้วแทนตะเกียง
จุดตั้งเรียงรายไปตลอดทั้งสองฝั่งแม่น้ำตั้งแต่ปากน้ำจนถึงท่าด่าน  ซึ่งนับเป็นระยะทางประมาณ 
3 กิโลเมตร
ขุนสวัสดิ์ภักดีได้ประสบความสำเร็จจากการเป็นผู้ริเริ่มในหลายกิจการของจังหวัดระนอง  เช่น  
ได้สร้างโรงภาพยนต์ ซึ่งตั้งอยู่ที่ถนนเรืองราษฎร์ขึ้นเป็นแห่งแรกในจังหวัด  ให้ชื่อว่า 
“สวัสดิ์ภาพยนต์”  ขุนสวัสดิ์ภักดียังเป็นตัวแทนจำหน่ายบริษัทน้ำมันตราหอย 
(ซึ่งปัจจุบันคือ บริษัทเชลล์)  ขุนสวัสดิ์ภักดีได้ดำเนินกิจการมากว่า 40 ปี  สมัยที่ต้องอาศัย
แรงคนไปตวงน้ำมันเติมรถยนต์
ขุนสวัสดิ์ภักดีเป็นคนแรกที่ตั้งโรงงานล้างแร่ดีบุก และวุลเฟรมขึ้น    โดยรับล้างแร่ของ
บริษัทไซมิสทินฯ  ระนอง และบริษัทไซมิสทินฯ ตะกั่วป่า ขุนสวัสดิ์ภักดียังได้เป็นผู้ส่งไม้ฟืน
ให้แก่โรงไฟฟ้าบริษัทไซมิสทิน  ซึ่งมีเรือขุดแร่อยู่ถึง   7 ลำ     สมัยนั้นขุนสวัสดิ์ภักดี    
และเพื่อน ๆ ต้องใช้ม้า (ขี่โดยไม่มีอาน) เป็นพาหนะจากตลาดระนองไปที่ตำบลบางริ้น หงาว 
และท่าฉาง  เป็นระยะทางถึง 16  กิโลเมตร
ทางด้านการกุศล    ขุนสวัสดิ์ภักดีมักจะช่วยบริจาคทั้งทุนทรัพย์    และวัสดุ      
ทางด้านศาสนา ขุนสวัสดิ์ภักดีช่วยสร้างสะพานให้กับวัดอุปนันทาราม  เนื่องจากพระภิกษุ
ต้องเดินท่องน้ำข้ามสายน้ำ  นอกจากนี้ยังได้ช่วยวัดวาอารามต่างๆ  ที่ไปขอความช่วยเหลือ
เสมอ ๆ ทางด้านราชการ  ในด้านกิจกรรมส่วนรวม และส่วนตัว  ขุนสวัสดิ์ภักดีได้ยกที่ดินให้
แก่สถานีตำรวจที่ปากน้ำ  ได้ซื้อตัวบ้าน และก่อสร้างบ้านพักให้แก่ข้าราชการตำรวจ  
ช่วยสร้างสถานีตำรวจระนอง  เนื่องจากถูกระเบิดระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2  ได้สร้างบ่อน้ำ 
สะพาน ทำทางเดินให้ความสะดวกแก่ประชาชนในบริเวณบ้านปากน้ำ บ่อน้ำที่ใช้อยู่ใน
โรงเลื่อยของท่าน  นอกจากใช้ในกิจการของโรงงานแล้ว ยังให้ประชาชนตำบลปากน้ำ
ได้ใช้ดื่มทั่วกัน  ในขณะที่บ่อน้ำอื่น ๆ แห้งหมดในฤดูแล้ง  กับยังได้ให้หีบศพ โดยไม่คิดมูลค่า
แก่บุคคลที่ต้องการเป็นประจำ
ชีวิตลำเค็ญของขุนสวัสดิ์ภักดีระยะหนึ่งที่น่าจะนำมาเล่าสู่กันฟังคือ ใน พ.ศ. 2484  
หลังจากญี่ปุ่นเข้ายึดสถานีตำรวจระนองแล้ว ชนต่างชาติที่ทำงานอยู่กับบริษัทไซมิสทินฯ 
กลัวจะถูกจับ ได้พากันหลบหนีออกนอกประเทศไปหมด       และได้มอบงานให้ขุนสวัสดิ์ภักดี
เป็นผู้ดำเนินงานแทน  ขุนสวัสดิ์ภักดีก็รับบริหารกิจการไปด้วยดี จนรัฐบาลยื่นมือเข้ามา
ขุนสวัสดิ์ภักดีก็มอบงานให้ อยู่ต่อมาบ้านปากน้ำกลายเป็นจุดยุทธศาสตร์  ขุนสวัสดิ์ภักดีจึงนำ
ครอบครัวไปพักกับญาติพี่น้องที่เกาะคนทีชั่วคราว  แล้วย้ายต่อไปอยู่ที่ถนนดีบุก จังหวัดภูเก็ต  
หลังจากนั้นก็ได้ไปพักที่เหมืองเจ้าฟ้าของหลวงอนุภาษภูเก็ตการ ทั้งคุณหลวง คุณนาย
ได้ให้ความเอื้อเฟื้อเป็นอย่างดียิ่ง  ครั้นขุนสวัสดิ์ภักดีทราบว่าทางทหารญี่ปุ่นมีความประสงค์
จะมาจับตัว  ขุนสวัสดิ์ภักดีจึงเข้ามอบตัวกับทางเจ้าหน้าที่ไทย จนกระทั่งทางญี่ปุ่นขอนำตัวไป
สอบสวน แต่เจ้าหน้าที่ไทยยังไม่ยอมมอบตัวให้  ในที่สุดมีคำสั่งจากทางกรุงเทพฯ ให้มอบตัว
ขุนสวัสดิ์ภักดีไปกับญี่ปุ่น  เพราะขณะนั้นไทยได้เซ็นสัญญาเป็นพันธมิตร กับญี่ปุ่นแล้ว 
ขุนสวัสดิ์ภักดีถูกสอบสวนอย่างหนักตามวิธีการของญี่ปุ่นในสมัยนั้น  ผู้ที่ถูกจับไปคราวเดียวกันนี้
มีจำนวน 57 คน  แต่มีเพียง 3 คนเท่านั้นที่มีชีวิตรอดกลับมาได้  ขุนสวัสดิ์ภักดีอยู่ในความควบคุม
ของทหารญี่ปุ่นเป็นเวลานานถึง 9 เดือน
อาศัยที่ขุนสวัสดิ์ภักดีมั่นใจในความบริสุทธิ์ของตน  ที่สุดญี่ปุ่นแพ้สงครามท่านก็ได้รับการ
ปลดปล่อยกลับเป็นอิสระอีกครั้งหนึ่ง       ในครั้งนั้นกิจการได้รับความเสียหายเป็นส่วนมาก       
แต่ขุนสวัสดิ์ภักดีมีมานะอดทนก่อสร้างตนเองขึ้นมาใหม่โดยไม่ย่อท้อ ขุนสวัสดิ์ภักดีเคยเรียกร้อง
ค่าเสียหายในสงคราม แต่ไม่ได้รับเลย
ต่อจากนั้น ขุนสวัสดิ์ภักดีกลับมาอยู่บ้านเดิมที่ปากน้ำอีกหลายปี      ได้ไปอยู่เหมืองพรรั้ง
ชั่วระยะหนึ่ง       จึงมาอยู่บ้านซึ่งปัจจุบันเป็นที่ตั้งโรงเรียนศรีอรุโณทัยไปแล้ว  
หลังจากนั้นก็ย้ายไปอยู่หลังปั๊มเชลล์ในตลาดระนองใน พ.ศ. 2512 และอยู่ที่นั่นเป็นต้นมา
ขุนสวัสดิ์ภักดีเริ่มป่วยโรคตับ  เมื่อ 15 กันยายน 2514  ได้เข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาล
รามาธิบดีอยู่ประมาณ 2 เดือน จากนั้นได้ไปพักรักษาตัวอยู่ที่บ้านเซนต์หลุยส์     
ตลอดเวลาที่ป่วย ขุนสวัสดิ์ภักดีก็ยังสามารถบริหารงาน       คอยรับฟังรายงาน       
และสั่งงานด้วยตนเองเช่นปรกติ  ขุนสวัสดิ์ภักดีมีความอดทน  ยอมรับความเจ็บป่วย 
จนวาระสุดท้าย  ขุนสวัสดิ์ภักดีได้สิ้นใจอย่างสงบ ที่บ้าน 3/1 เซนต์หลุยส์ 2  
ถนนสาธรใต้  ยานนาวา  กรุงเทพฯ  ในวันอังคารที่ 23 พฤศจิกายน 2515 เวลา    14.00 น."