Thursday, January 28, 2021
#คลองแห่งพระนคร
Tuesday, October 27, 2020
ตึกถล่มที่สี่แยกคอกวัวเมื่อปี พ.ศ. 2485
ช่วงไม่กี่ปีก่อนคุณพ่อจะเสีย จะมีโอกาสถามเรื่องราวเก่าๆในชีวิตของคุณพ่อไว้มาก เรื่องหนึ่งที่คุณพ่อเล่าให้ฟังคือ คืนแรกที่เข้ากรุงเทพฯ ไปนอนที่วัดมหาธาตุ แล้วเกิดมีตึกถล่ม เสียงดังสนั่นมาถึงวัดมหาธาตุ เขาไปดูกันตอนเช้า น่ากลัวมากเพราะเป็นอาคารบนถนนราชดำเนิน
ฟังแล้วก็ข้องใจว่าแล้วตึกนั้นคือตึกอะไร พอดีช่วงปี 2014 ติดตามอ่านเว็บเรือนไทย จะมีผู้รู้ชนิดรู้จริง เช่น ดร. วินิตา หรือ แก้วเก้า ผู้เป็นเข้าของเรือนใช้ชื่อว่า เทาชมพู เป็นผู้ตอบหลัก มีคุณเพ็ญชมพู ม.ล. ชัยนิมิตร นวรัตน ฯลฯ มาถกความรู้กันอย่างน่าตื่นใจ ก็เลยถามเข้าไปเป็นกระทู้ เนื่องจากได้รับคำตอบที่ดีมากๆ ก็อยากจะนำมาเก็บไว้เป็นข้อมูลค่ะ
Singing Blue Jay อสุรผัด * ตอบ: 22
เมื่อ 13 ก.พ. 14, 23:42
ได้เห็นการตอบแบบลงรายละเอียดของแต่ละท่านในเรือนไทย ก็เลยกล้าถามค่ะ ว่าในอดีตช่วงที่เพิ่งสร้างอาคารริมถนนราชดำเนินกลางเสร็จใหม่ๆเคยเกิดกรณีอาคารถล่มหรือไม่คะ
คุณพ่อของดิฉันเป็นคนต่างจังหวัดเข้าไปเรียนหนังสือที่กรุงเทพเมื่อประมาณเจ็ดสิบปีที่แล้ว เล่าว่า วันแรกที่ไปถึงไปพักที่วัดมหาธาตุ วันรุ่งขึ้นอาคารใหม่ก็ถล่ม เสียงดังสนั่นมาก ก็เลยไม่แน่ใจว่าเคยมีกรณีอย่างนี้หรือไม่ (ไม่แน่ใจเรื่องปี พ.ศ.ค่ะ น่าจะเป็นช่วงปี 248X เพราะขณะนี้คุณพ่ออายุ 88 ปี)
ขออนุญาตถามต่ออีกเรื่องด้วยนะคะ คุณแม่สมัยสาวๆก็เข้าไปเรียนตัดเสื้อโดยมีที่พักอยู่ในโรงเรียนสอนตัดเสื้อแถวอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ที่เรียนคืออาคารมุมอนุสาวรีย์ด้านที่ตรงข้ามกับโรงเรียนสตรีวิทยา ตอนนี้เป็นอะไรก็ไม่ทราบค่ะ ดิฉันไม่ค่อยได้เข้ากรุงเทพ ต้องระบุแบบภาพที่จำได้ว่า มีอาคารภัตตาคารศรแดง มีอาคารที่เคยเป็นที่ทำการบริษัทเมืองโบราณ มีโรงเรียนสตรีวิทยา และก็มีอาคารที่คุณแม่ดิฉันพูดถึงนี่ละคะ อยากทราบว่าอาคารนั้นเป็นอาคารของใคร มีประวัติยังไงคะ
อารมณ์ถามเรื่องสมัยคุณพ่อคุณแม่นะคะ ต้องมาถามแถวนี้เพราะเวลาถามคุณพ่อก็ไม่ได้รายละเอียดมากนัก คุณแม่ก็ไม่อยู่ให้ถามแล้วค่ะ ขอบพระคุณล่วงหน้าค่ะ"
แล้วก็ได้คำตอบชนิดลงรายละเอียดอย่างวิเศษ
"เทาชมพู เจ้าเรือน หนุมาน ***** ตอบ: 32481 ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม เว็บไซต์
ความคิดเห็นที่ 1 เมื่อ 14 ก.พ. 14, 08:03
เคยมีตึกถล่มจริงค่ะ
เป็นตึกหลังเดิมตรงหัวมุมสี่แยกคอกวัว อยู่มุมตรงข้ามคนละฝั่งกับตึกธนาคารออมสิน เคยยุบตัวพังลงมาในสมัยสงครามโลกครั้งที่สอง ว่ากันว่าเป็นเพราะคอรัปชั่นกินอิฐกินหินกินทรายกินเหล็กกันในการก่อสร้าง ทำให้ตึกทานน้ำหนักไม่พอจึงทรุดตัวพังลงมา
ตึกนี้ต่อมาได้รื้อและสร้างขึ้นใหม่เป็นสถานีวิทยุ ททท.ของบริษัทไทยโทรทัศน์ ต่อมาถูกประชาชนและนักศึกษาเผาในวันที่ 14 ตุลาคม 2516 จึงกลายเป็นที่ดินว่างๆ
หลายปีต่อมากลายเป็นที่ตั้งซุ้มขายสลากกินแบ่ง ปัจจุบันคือที่ตั้งอนุสรณ์สถาน 14 ตุลา ค่ะ
ส่วนร.ร.สอนตัดเสื้อ ดิฉันไม่ทราบ แต่จากที่คุณบรรยายมา น่าจะเป็นบริเวณร้านอาหารวิจิตร ในปัจจุบันละมังคะ
ต้องรอผู้รู้มาตอบค่ะ"
แล้วก็มีผู้รู้มาให้ข้อมูลอีกหลายท่านจึงทราบว่า
ตึกที่ถล่มนั้นเป็นที่ทำการของสถานีวิทยุ ท.ท.ท. บริษัทไทยโทรทัศน์ จากนั้นเป็นที่ทำการกตป. แล้วถูกเผาในวันที่ 14 ตุลาคม 2516
"เพ็ญชมพู หนุมาน ******** ตอบ: 11420
ความคิดเห็นที่ 22 เมื่อ 18 ก.พ. 14, 08:46
คุณใหญ่ นภายน เล่าถึงเรื่องนี้ในบทความเรื่อง ถนนราชดำเนินในความทรงจำ
ย้อนลงไปอีกนิดก็ถึงสี่แยกคอกวัว ตอนนั้นยังไม่มีอนุสาวรีย์ ๑๔ ตุลา ตึกตรงนั้นปรากฏว่าพอสร้างแล้วพัง และพอพังแล้วก็สร้าง นั่นแหละมีตึกใหญ่เป็นห้างสรรพสินค้าของทางราชการ มีชื่อย่อว่า อ.จ.ส. ต่อมาชั้นบนของตึกนี้เป็นที่ตั้งของสถานีวิทยุ ท.ท.ท. ดำเนินงานโดยคุณจำนง รังสิกุล และคุณสมจิตร สิทธิไชย สมัยนั้นภาคบ่ายมีทายปัญหาและการบรรเลงดนตรีของคณะสุนทราภรณ์ ทุกเสาร์ – อาทิตย์
ตึกนี้มาถูกเผาเมื่อคราว ๑๔ ตุลาคม ๑๖ ราบเรียบไปตามระเบียบอีกแห่งหนึ่ง
อ.จ.ส. ย่อมาจากอะไรหนอ ฮืม"
ส่วนเรื่องโรงเรียนของคุณแม่ได้ข้อมูลจากการไปถามเพิ่มมาว่า
"Singing Blue Jay อสุรผัด* ตอบ: 22
ความคิดเห็นที่ 9 เมื่อ 14 ก.พ. 14, 14:33
ขอบคุณทุกท่านที่มาตอบให้นะคะ เรื่องตึกถล่มหายข้องใจกันไป ภาษาใต้แถวนี้เรียกว่า "หวางไป" ค่ะ ยิ้มกว้างๆ
ส่วนภาพที่ลุงไก่โพสต์ให้ดู ตัวเองไม่ทราบข้อมูลอะไรเลยค่ะ ไม่ทราบว่าเป็นอาคารหลังไหนแน่ เพียงแต่คุณแม่เคยบอกว่าอยู่หัวมุมพอดี และเป็นโรงเรียนที่มีที่พักให้นักเรียนต่างจังหวัดพักที่โรงเรียนได้ เคยถามคุณพ่อว่าชื่อโรงเรียนอะไรก็จำไม่ได้ บอกแต่ว่าสมัยนั้นย่านนั้นจะมีโรงเรียนสอนตัดเสื้อผ้าสอนทำผมหลายแห่ง มีที่มีชื่อเสียงแห่งหนึ่งชื่อ "ลีฟวิ่ง" แต่โรงเรียนนี้ไม่ใช่ลีฟวิ่งค่ะ
เคยเห็นรูปถ่ายที่คุณแม่กับเพื่อนๆไปเดินเล่นกันแถวอนุสาวรีย์แล้วก็นั่งถ่ายรูปกันเป็นกลุ่มบนลานอนุสาวรีย์ ตอนเห็นรูปครั้งแรกตอนเด็กๆก็ถามว่าแล้วเดินข้ามถนนไปได้ยังไงคะ เพราะสมัยเรารถวิ่งกันขวักไขว่แล้ว ยุคนั้นถนนโล่ง เดินกันสบาย เย็นๆก็ไปเดินเล่นกัน"
"Singing Blue Jay อสุรผัด * ตอบ: 22
ความคิดเห็นที่ 39 เมื่อ 20 ก.พ. 14, 18:13
อ้างจาก: Singing Blue Jay ที่ 14 ก.พ. 14, 14:33
ขอบคุณทุกท่านที่มาตอบให้นะคะ เรื่องตึกถล่มหายข้องใจกันไป ภาษาใต้แถวนี้เรียกว่า "หวางไป" ค่ะ ยิ้มกว้างๆ
ส่วนภาพที่ลุงไก่โพสต์ให้ดู ตัวเองไม่ทราบข้อมูลอะไรเลยค่ะ ไม่ทราบว่าเป็นอาคารหลังไหนแน่ เพียงแต่คุณแม่เคยบอกว่าอยู่หัวมุมพอดี และเป็นโรงเรียนที่มีที่พักให้นักเรียนต่างจังหวัดพักที่โรงเรียนได้ เคยถามคุณพ่อว่าชื่อโรงเรียนอะไรก็จำไม่ได้ บอกแต่ว่าสมัยนั้นย่านนั้นจะมีโรงเรียนสอนตัดเสื้อผ้าสอนทำผมหลายแห่ง มีที่มีชื่อเสียงแห่งหนึ่งชื่อ "ลีฟวิ่ง" แต่โรงเรียนนี้ไม่ใช่ลีฟวิ่งค่ะ
เคยเห็นรูปถ่ายที่คุณแม่กับเพื่อนๆไปเดินเล่นกันแถวอนุสาวรีย์แล้วก็นั่งถ่ายรูปกันเป็นกลุ่มบนลานอนุสาวรีย์ ตอนเห็นรูปครั้งแรกตอนเด็กๆก็ถามว่าแล้วเดินข้ามถนนไปได้ยังไงคะ เพราะสมัยเรารถวิ่งกันขวักไขว่แล้ว ยุคนั้นถนนโล่ง เดินกันสบาย เย็นๆก็ไปเดินเล่นกัน
ขอกลับมาแจ้ง่ความคืบหน้าเกี่ยวกับโรงเรียนสอนตัดเสื้อที่ราชดำเนินทีได้ถามไว้นะคะ ข้องใจมากว่าคุณแม่เรียนที่ไหนแน่ ก็ได้พยายามสอบถามกลับไปที่คุณป้าพี่สาวของคุณแม่ ในที่สุดทราบว่าชื่อร้าน"เมธา"ค่ะ สมัยนั้นคงมีสาวๆมาเรียนกันมาก พี่สาวเล่าว่า เพื่อนรุ่นพี่คนหนึ่งของคุณแม่คือ คุณป้าสนุ่น เทียนทอง พี่สาวของคุณเสนาะ เทียนทอง ก็มาเรียนอยู่ด้วยกัน คุณแม่ได้ไปเยี่ยมที่อำเภอวัฒนานครก่อนจะเสียชีวิตอีกไม่กี่ปีต่อมาค่ะ โดยทั้งคู่ไม่ได้เจอกันมาประมาณหกสิบปี แต่ต่างคนต่างก็จำความหลังสมัยก่อนกันได้!
ส่วนร้าน Living ที่คุณพ่อเล่าให้ฟังว่าเป็นโรงเรียนสอนตัดเสื้อชื่อดังในอดีต ค้นได้ว่า อาจารย์ปกรณ์ วุฒิยางกูร "ครูสอนตัดเสื้อ" ระดับตำนานของเมืองไทย ได้ย้อนความหลังให้ฟัง คัดมาจากสกุลไทยออนไลน์ค่ะ
"ความรู้สึกอยากเรียนมันเกิดขึ้นมาเอง เหมือนคนอยากเป็นหมอก็อยากจะเป็น ผมอยากเป็นช่างเสื้อ ชอบออกแบบ ผมทำเสื้อผ้าเป็นตั้งแต่ ม.๓ เมื่อก่อนจะมีร้านหนึ่งชื่อร้าน Living เป็นโรงเรียนสอนตัดเสื้อของแม่ชีฝรั่งอยู่แถวบางขุนพรหม เป็นโรงเรียนสอนตัดเสื้อโรงเรียนแรกๆที่พวกแหม่มสอน ก็ไปขอเขาเรียน เขาก็ไม่รับ เพราะเราเป็นผู้ชาย เราก็ขอเขา ขอเรียนตอนเย็น จนเขาสงสารก็เลยสอนให้ สมัยนั้นสร้างแบบกันบนหนังสือพิมพ์บ้าง ไม่มีกระดาษสร้างแบบเหมือนสมัยนี้ แล้วก็สมัยก่อนไม่ค่อยมีคัตติ้ง ง่ายๆ แบบแส็คง่ายๆแล้วก็ค่อยๆพัฒนาขึ้นมาเรื่อยๆ แบบเสื้อเราก็ดูแบบจากต่างประเทศเป็นหลัก จากฮอลลีวู้ด ฝรั่งเศส ดีไซเนอร์ก็ไม่มี เพราะว่าพูดกันตามตรง คนไทยจะรับจากเมืองนอกทั้งนั้น ออกแบบให้ตาย เขาก็ต้องเอาแบบของนอกมาใช้"
http://www.yingthai-mag.com/?q=magazine/%E0%B8%9B%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%93%E0%B9%8C-%E0%B8%A7%E0%B8%B8%E0%B8%92%E0%B8%B4%E0%B8%A2%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B8%81%E0%B8%B9%E0%B8%A3
แนบรูปในกล่องเก็บภาพของที่บ้านค่ะ ไม่มั่นใจว่าเป็นรูปของคุณพ่อหรือคุณแม่ เพราะถ้าเป็นเพื่อนคุณแม่ก็จะมีแต่สาวๆอยู่กันเป็นกลุ่ม แต่ก็คงเป็นรูปสมัยนั้นค่ะ ยิ้ม"
และก็ไม่น่าเชื่อว่าแค่เห็นภาพถ่ายก็มีคนสามารถลงรายละเอียดต่อเรื่องของกระดาษอัดภาพได้อีก
" ลุงไก่ สุครีพ ****** ตอบ: 1281
ความคิดเห็นที่ 40 เมื่อ 20 ก.พ. 14, 19:51
ลักษณะของกระดาษอัดภาพแบบนี้ นิยมกันในช่วง พ.ศ. ๒๔๙๐-๒๕๐๐ ฟิลม์ถ่ายภาพจำได้ว่าเรียกขนาดฟิล์มเบอร์ ๑๒๐ ในยุคแรกฟิล์มไม่ได้อยู่ในกลักฟิล์ม แต่จะม้วนอยู่รอบแกนฟิล์มและจะมีกระดาษสีดำทาบมากับฟิล์ม การใส่ฟิล์มก้ต้องค่อยๆ คลายฟิล์มออกมา สอดปลายกระดาษเข้าแกนเปล่าอีกด้านหนึ่ง ปิดฝาหลังกล้องให้สนิทแล้วค่อยๆ หมุนแกนให้ฟิล์มเลื่อนไป
บนฝาหลังกล้องจะมีช่องเล็กๆ สำหรับมองตัวเลขลำดับภาพของฟิล์มบนหลังกระดาษห่อฟิล์ม โดยปกติฟิล์ม ๑ ม้วน จะจัดมาให้ถ่ายได้ ๑๒ ภาพพอดี พอถ่ายหมดม้วน ก็หมุนแกนด้านแรกกลับให้หมด ถอดฟิล์มไปส่งร้านให้ล้างและอัดภาพ .. บรรดาตากล้องมือใหม่มักไม่กล้าถอดฟิล์มเอง ก็จะเอากล้องไปที่ร้านช่วยถอดฟิล์มให้"
"POJA พาลี **** ตอบ: 298
ความคิดเห็นที่ 44 เมื่อ 22 ก.พ. 14, 21:14
ตอบอย่างไม่แน่ใจนะคะ
4 ด้านของอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ไล่จากด้านร้านศรแดง (เมธาวลัย ศรแดง) ตามเข็มนาฬิกาไปเป็นร้านขายหนังสือริมขอบฟ้า (เมืองโบราณ) ขึ้นไปเป็นร้านแมคโดนัลด์ แต่ก่อนเป็นบาร์ชื่อ อเล็กซานดร้า แห่งสุดท้ายซึ่งอยู่ตรงข้ามโรงเรียนสตรีวิทยา ซึ่งคุณ Singing Blue Jay เอ่ยถาม น่าจะเป็นตึกที่ปัจจุบันเป็นร้านอาหาร Side Walk ก่อนหน้าหลายปีเป็นร้านอาหารวิจิตรมาลี ก่อนจะเป็นร้านอาหารเป็นร้านดอกไม้ ถ้าจะเป็นโรงเรียนเสริมสวยก่อนหน้านั้น ก็เป็นไปได้มากค่ะ
ส่วนอาคาร ศูนย์พณิชยกรรม (ศูนย์แสดงสินค้า)ของกรมพาณิชย์สัมพันธ์ ที่สี่แยกคอกวัวนั้น ปัจจุบันไม่ได้ใช้งานแล้ว ล้อมรั้วอยู่เฉย ๆ มาหลายปีแล้วค่ะ ได้ข่าวว่าทาง กทม มีโครงการปรับปรุงเป็นห้องสมุดประชาชน ซึ่งอาจจะเลยไปถึงอาคารกองสลากด้วย คือตึกทางด้านนั้นทั้งแถบ มาสุดตรงอาคารกรมประชาสัมพันธ์เก่าที่ถูกเผาไปตอน พฤษภา 35 ก็จะทำเป็นอนุสรณ์สถาน"
สรุปว่าได้ความรู้มาอีกมากจากความสงสัยเรื่องเก่าของคุณพ่อคุณแม่
สรุปได้ว่าคุณพ่อน่าจะเข้ากรุงเทพในปี พ.ศ. 2485 ส่วนคุณแม่น่าจะอยู่กรุงเทพช่วงแถวๆปี 2490 หรือเลยไปไม่กี่ปีแถวๆนั้น เพราะคุณพ่อคุณแม่ไปเจอกัน แต่งงาน และมีลูกคนแรกในปี 2498
เรื่องราวความหลังของครอบครัวก็เป็นสิ่งที่น่าสนใจ ผูกโยงถึงประวัติศาสตร์กันได้
Tuesday, March 04, 2014
โรงหนังในจังหวัดระนอง
โรงภาพยนต์สวัสดิ์ เห็นตั้งแต่เกิดจนเมื่อย้ายไปอยู่บ้านหลังอื่นเมื่อปี 2524 ก็ยังมีโรงหนังฉายอยู่ แต่หลังจากนั้นอีกหลายปีก็เลิกกิจการ ขายต่อให้ร้านอุ้ยกวง ทิ้งร้างไว้พักใหญ่แล้วกลายเป็นร้านขายของพวกเสื้อผ้ากางเกงวอร์มก่อนจะรื้อทิ้ง เมื่อรื้อทิ้งไปบ้านเช่าหลังโรงหนังยังอยู่จนเมื่อประมาณ 2-3 ปีที่ผ่านมาก็รื้อออกด้วย
โรงภาพยนต์สักรินทร์รามา เห็นมาตั้งแต่เด็กเช่นกัน เป็นโรงหนังคู่กันมากับโรงหนังสวัสดิ์ อยู่ห่างกันแค่ร้อยเมตร ภายหลังเลิกกิจการไปแล้วกลายเป็นลานขายเสื้อผ้าเช่นกัน
โรงภาพยนต์พูนผล เป็นอีกโรงที่เก่าแก่มีมานาน ตั้งอยู่บนถนนท่าเมือง ภายหลังเลิกกิจการไปกลายเป็นร้านขายของเล่น
โรงภาพยนต์พฤตินันท์ เป็นโรงหนังที่ทันสมัยมากๆในยุคที่สร้างขึ้น เป็นตัวตึกโรงหนังที่มีขนาดใหญ่โอ่โถง มีลานจอดรถชั้นใต้ดิน รู้สึกใกล้ชิดกับโรงนี้เพราะมีบ้านเพื่อนแม่เดิมชื่อ พิทักษ์ค้าไม้ตั้งอยู่ข้างๆโรง เมื่อก่อนต้องไปบ้านนี้เป็นประจำ และโรงพฤตินันท์เป็นโรงที่ใช้คนของโรงหนังสวัสดิ์ไปดูแลในช่วงต้น
โรงหนังสวัสดิ์เป็นโรงหนังใหญ่ มีสองชั้น ชั้นบนสามารถขึ้นบันไดจากหน้าโรงได้เลย จึงต้องมีคนเฝ้าประตูสองคน มองจากด้านหน้าจะมีป้ายชื่อหนังที่กำลังฉายวันนี้ติดเป็นตัวอักษรแขวนกับป้ายขาวอยู่สูงขึ้นไป ส่วนป้ายโฆษณาหนังจะมีสองป้ายด้านซ้ายและขวา เป็นภาพเขียนขนาดใหญ่ถ่ายแบบจากโปสเตอร์ เมื่อหันหน้าเข้าโรงหนังด้ายซ้ายจะเป็นร้านกาแฟของโกอุ้ย ขวามือจะเป็นร้านขายข้าวต้มของโกฮวดที่ขายเฉพาะช่วงกลางคืน
ร้านโกอุ้ยจะเป็นที่พึ่งพาตลอดเวลาเพราะเป็นร้ากาแฟ ขายเหล้าและบุหรี่ด้วย จำได้ว่าลุงเคยบอกให้ไปซื้อเหล้าทีละ 1 กั๊ก แล้วก็ใส่ถุงมา บ้านนี้เป็นบ้านเก่า คลับคล้ายคลับคลาว่าในบ้านจะมีบ่อน้ำบาดาลด้วย ความจริงสนิทกับบ้านนี้เพราะเป็นเพื่อนบ้านและลูกสาวเรียนอยู่ชั้นเดียวกันเป็นเพื่อนกันตั้งแต่เด็ก อีกเรื่องที่จำได้คือหลังบ้านจะมีวงไพ่นกกระจอก ตั้งวงกันสนุกสนาน แปลกใจตัวเองที่เล่นไพ่นี้ไม่เป็นเพราะย่านนั้นมีวงไพ่เยอะมาก เด็กทุกคนเล่นไพ่เป็นแบบชำนาญกรีดไพ่กันสนุก คิดว่าตัวเองคงเห็นไพ่นกกระจอกเป็นไพ่คนแก่ก็เลยไม่เคยสนใจวิธีเล่นเลย
บ้านโกฮวดจะเป็นอีกแบบ บ้านนี้เป็นร้านทำอาหารขายช่วงกลางคืน กลางวันจึงเป็นช่วงพักผ่อนของโกฮวด ปกติจะเห็นแกช่วงบ่ายทำกับข้าวมากมายหลายอย่าง จะมีกะละมังใหญ่มากต้มจับฉ่ายน่ากินมาก แต่ของกินที่ชอบที่สุดคือหมูแดง บ้านนี้เป็นเพื่อนบ้านที่สนิทเช่นกันเพราะมีลูกหลานเยอะ ทั้งหญิงและชาย ลูกสาวคนเล็กบ้านนี้สวยมาก เป็นที่โปรดปรานของพี่ๆอย่างเรา เข้าไปขลุกในบ้านนี้บ่อย สมัยนั้นเล่นฟันดาบแบบนิยายกำลังภายในกันทีเดียว เพราะดูหนังกันตลอดเวลา มารู้สึกเอาตอนโตว่าบ้านนี้ก็เป็นที่สอนทำกับข้าวชั้นดี เห็นวิธีการเตรียมอาหารก็ที่นี่ วิธีการเฝาขาหมูด้วยเครื่องพ่นไฟแก๊สขนาดเล็ก
ลานหน้าโรงจะมีแผงกระจกตั้งขึ้นสองข้างหันเข้าหากัน ด้านล่างโล่งเดินลอดไปได้ เป็นแผงติดโปสเตอร์แนะนำโปรแกรมหนังสมัยก่อนจะมีคนมาตั้งแผงขายของพวกแหวน กำไลเป็นเพชรทองคริสตัลระยิบระยับ รู้สึกจะเป็นแขก ที่ขายตั๋วอยู่ทางขวามือ ประตูอยู่ตรงกลางเปิดเป็นบานเฟี้ยมได้เวลาที่หนังเลิกคนจะได้ออกมาง่ายๆ ถัดจากประตูไปทางซ้ายจะมีเก้าอี้ติดผนังเป็นม้านั่ง ถัดไปก็เป็นบันไดขึ้นชั้นสองเป็นบันได้สีดำ ถัดจากบันไดก็เป็นทางเดินด้านข้าง มีประตูอีกสองบานที่เปิดให้คนดูออกมาเมื่อหนังเลิก ถัดจากประตูจะเป็นสโลปลาดชันลงไปที่หลังโรงหนัง เป็นที่เล่นสเก๊ตผาดโผนของเด็กๆในยุคนั้น ซ้ายมือของสโลปเป็นเนินดินรกร้าง กลับมาที่หน้าโรงหนังถ้าเดินไปทางขวาก็มีทางเดินลงไปหลังโรงหนังเหมือนกัน จะไปทะลุที่ห้องวาดป้ายหนัง จะมีป้ายขนาดใหญ่ที่กำลังวาดอยู่วางไว้ (คนวาดชื่อโกเกื้อ เป็นคนวาดรูปสวยโดยไม่ได้ไปเรียนจากโรงเรียนศิลปะที่ไหน ภายหลังได้ย้ายไปทำงานโรงหนังสักรินทร์ แล้วต่อไปก็ได้ไปเปิดร้านที่หาดใหญ่และได้วาดภาพพุทธประวัติเป็นภาพติดผนังภายในโบสถ์ที่วัดหูแร่สวยงามมาก)
ภายในโรงหนังเมื่อเดินเข้าไปจะชนกับผ้าม่านสีแดงหนาและหนักมาก ตอนเด็กๆเคยเล่นม้วนตัวให้ผ้าห่อตัวจนมิด แล้ววิ่งม้วนตัวไปอีกด้านให้ผ้าคลายออก ไม่รู้สนุกยังไงเหมือนกัน เมื่อเดินเข้าไปจะมีห้องน้ำอยู่ทางซ้ายมือ มีแอ่งปูนสี่เหลี่ยมติดกระเบื้องเป็นที่เก็บน้ำ ไม่แน่ใจเรื่องจำนวนที่นั่งของที่นี่ แต่เข้าใจว่าจุได้หลายร้อยคน แถวที่นั่งจะเป็นเก้าอี้ไม้ติดกันเป็นพืดยาวสีดำ พนักจะพับอยู่ เมื่อนั่งลงก็จับพับลงมานั่ง ลุกขึ้นยืนเก้าอี้ก็จะดีดตัวกลับ เก้าอี้มีหลายแถวเข้าใจว่าตั้งแต่ ก-ฮ แยกส่วนเป็นซ้ายขวาและมีแถวว่างแบ่งตอนอยู่ตรงกลางโรง เวทีใหญ่มาก ดนตรีลูกทุ่งขึ้นไปเล่นได้เต็มวง จอฉายยาวมากๆเข้าใจว่าเป็นจอฉาย 70 มม. หลังจอจะเป็นที่โล่งมีหลังคาคลุมแล้วจะมีบันไดลงไปที่บริเวณหลังโรงหนังได้ บริเวณด้านหลังจอเวลามีวงดนตรีลูกทุ่งมาเล่นจะแออัดมาก
ชั้นบนเมื่อเดินขึ้นไปเลี้ยวขวาจะมีแถวเก้าอี้นั่งเรียงรายน่าจะประมาณสิบกว่าแถว เดินขึ้นไปที่ขั้นบนสุดจะเดินไปที่บริเวณคุมเครื่องฉาย โดยห้องแรกที่เจอจะเป็นห้องนักพากษ์ มีนักพากษ์สองคนชายหญิงพากษ์คู่กัน ที่ค่อนข้างสนิทคือคู่ของ จักรพันธ์-ลือลักษณ์ จะได้เข้าไปนั่งฟังเขาพากษ์อยู่ในห้องทีเดียว ห้องถัดไปจะเป็นตัวเครื่องฉาย มีพี่คุมเครื่องอยู่คนหนึ่งคอยฉายหนัง เมื่อก่อนเป็นใครก็จำไม่ได้ แต่ช่วงที่อายุราวสิบขวบจะเป็นพี่บ้านใกล้กันชื่อพี่หร่อง
ส่วนตัวมีความผูกพันกับโรงหนังสวัสดิ์มากๆเพราะเป็นเด็กที่มีบ้านอยู่หลังโรงหนัง ซืึ่งจะมีสิทธิ์พิเศษคือได้ดูหนังฟรี ดูมาตั้งแต่เล็กจนโต แม่เล่าให้ฟังว่า เวลาโรงเรียนเลิกบ่ายสามโมงแทนที่จะเดินเข้าบ้าน กลับสวัสดีคุณแม่หนึ่งครั้ง วางกระเป๋าเข้าไปในบ้านแล้ววิ่งไปดูหนัง ซึ่งตอนนั้นหนังจะฉายไปได้สักพัก(หนังฉายตอนบ่ายสองโมง) จะไม่ได้ดูหนังช่วงแรก ก็จะไปดูรอบค่ำแทนช่วงหนึ่งทุ่ม สรุปว่าได้ดูหนังจบเรื่องในวันเดียวกันแต่ดูตอนกลางจนจบเรื่องก่อน
ที่โรงหนังสวัสดิ์จะมีวงดนตรีลูกทุ่งมาเล่นเรื่อยๆ คงมีวงดังๆมากันหลายวง แต่ไม่รู้จักเลย เพราะไม่ชอบฟังเพลงลูกทุ่ง และบางวงการแสดงก็ไม่เหมาะสมที่เด็กจะดู ที่บ้านจะมีนักร้องแวะเวียนเข้ามาหลายคนเพราะจะมาขอเข้าห้องน้ำที่บ้าน เคยมีรูปผ่องศรี วรนุชถ่ายรูปที่หน้าบ้านตอนที่มาเปิดการแสดง
การเขียนป้ายหนังเป็นเรื่องสนุกไม่แพ้กัน ความที่สนิทกับพี่ที่เขียนป้ายก็จะไปนั่งดูพี่เขาเขียนรูปทีละนานๆ เห็นว่าเขาจะตีตารางบนโปสเตอร์ แล้วขยายสเกลไปตีตารางบนแผ่นป้าย ป้ายขนาดใหญ่มากเพราะต้องติดที่หน้าโรงจะได้เห็นแต่ไกล พี่เขาจะต้องนั่งร้านวาดรูป แต่ละป้ายที่ใช้เสร็จไม่ได้ทิ้ง แต่จะมีการทาสีทับแล้วเขียนรูปหนังเรื่องต่อไป โรงที่พี่เขาวาดรูปจะมีแผ่นป้ายวางผิงผนังซ้อนๆกัน เมื่อวาดรูปเสร็จจะมีอีกงานที่พี่เขาต้องทำคือการขับรถแห่ เป็นรถโฆษณาโปรแกรมหนังที่เอาป้ายมาติดกับรถกระบะ เมื่อก่อนก็เป็นกระบะแบบรถนั่งของทางฝั่งอันดามันที่เป็นรถไม้ ระยะหลังเปลี่ยนเป็นรถกระบะธรรมดา
ขอเอาข้อมูลที่พูดถึงโรงหนังมาแปะ จะได้พอจำวันเวลาได้บ้างว่ามีอะไรตอนไหนค่ะ
http://news.sanook.com/economic/4/economic_265303.php
| ||
| โดย ฐานเศรษฐกิจ วัน พฤหัสบดี ที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2551 04:47 น. |



