Showing posts with label กิจกรรม อบรม สัมมนา. Show all posts
Showing posts with label กิจกรรม อบรม สัมมนา. Show all posts

Monday, March 22, 2010

การอบรมการป้องกันและระงับอัคคีภัย





-->
22 มีนาคม 2553
วันนี้ศูนย์บรรณสารจัดฝึกอบรมการป้องอันและระงับอัคคีภัยประจำปี เป็นการทบทวน หลังจากที่เราได้อบรมในวันที่ 16-17 กุมภาพันธ์ 2552 ได้รับเกียรติจากทีมงานฝ่ายป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยของเทศบาลนครศรีธรรมราช นำทีมโดยหัวหน้า เกียรติศักดิ์ เทวเดช และทีมครูฝึกอีก 3 คน ที่เคยมาเมื่อปีที่แล้ว วันนี้เป็นการอบรมวันเดียวเพราะถือว่าเป็นการทบทวน
คุณเกียรติศักดิ์เริ่มจากให้ความรู้เกี่ยวกับภาพรวม และบอกแผนการอบรมว่าช่วงบ่ายจะมีการซ้อมใช้เครื่องดับเพลิงและทำการอพยพหนีภัย (ปกติควรมีพนักงานได้รับการอบรมไม่ต่ำกว่า 40% วันนี้บุคลากรศูนย์ลงชื่อเข้าฟัง 33 คน )
ปัญหาหลักเมื่อเกิดอัคคีภัยคือ ความร้อน กลุ่มควันและพฤติกรรมของคน
หลักในการจัดการคือ 1. หลักการป้องกัน 2. การระงับอัคคีภัย
โดยในการป้องกันจะมีการดำเนินการ 3 ช่วงคือ
1. ก่อนเกิดเหตุ ทำโดยการจัดฝึกอบรม การตรวจตรา การรณรงค์ป้องกันอัคคีภัย
2. ขณะเกิดเหตุ ดำเนินการดับเพลิง การอพยพหนี การบรรเทาทุกข์
3. หลังเกิดเหตุ ต้องมีการปฏิรูปฟื้นฟู
แผนการจัดการด้านอัคคีภัย มีคำคล้องจองให้จำคือ ให้ความรู้ ดูเครื่องมือ ฝึกปรือแผน
และได้ให้ดูตัวอย่างของอุปกรณ์แบบต่างๆในการแจ้งเหตุ สปริงเกอร์ ไฟ alarm
***************************************************************
ครูฝึกสงัด ได้ให้ความรู้ต่อในเรื่องวิธีการดับไฟ โดยสอนให้รู้จักถังดับเพลิงสีต่างๆ
ในการฝึกวิธีการจับเครื่องดับเพลิง
ดึง ปลด กด ส่าย

พวกเราสองสามคนได้ลองฝึกกับถังดับเพลิง(ชนิดไม่มีน้ำยาดับเพลิง)
ถังดับเพลิงจะทำงานได้ดีภายในหนึ่งปี หรือยอมให้ได้ถึงสองปีสำหรับถังใหม่ ถังที่ใช้มานานยังใช้ได้แต่ไม่ดีเท่า ให้ไปอัดน้ำยาใหม่ถ้าไม่ได้ใช้หลายปี เช่น ห้าปี ถังที่เกินสิบปีควรเปลี่ยนไปแต่หมายถึงถังที่เคยอัดน้ำยาเรื่อยๆ ระวังเรื่องสนิม
การบำรุงรักษาให้ตรวจดูความเรียบร้อยของถัง ระวังการอุดตัน

การใช้สายยางดับเพลิง
ครูฝึกอิทธิเดช ได้ให้ความเห็นเกี่ยวกับพื้นที่ทำงานบางส่วนของเราที่ควรปรับปรุงเช่น ห้อง theater ให้ติดอักษรสีแดงเรืองแสง ของเราไม่เรืองแสง
การค้นหาผู้ประสบภัยที่นี่ล่อแหลม ไม่มีทางออกฉุกเฉิน ยังไม่มีแผนที่การหนีไฟ
ครูฝึกสอนให้ผู้เชือกและวิธีการใช้เชือกในการหนีไฟ

เราได้ลองฝึกการอพยพกันจริงๆ ปีนี้มีการโรยตัวลงมาจากชั้นสองด้วย ตื่นเต้นมาก เสร็จแล้วยังไปฝึกการใช้สายน้ำดับเพลิง และทดลองใช้ถังดับเพลิงกับไฟที่ลุกจริงๆ สนุกสนานปนเสียวกันเลยทีเดียว

สรุปว่าได้รับการอบรมต่อเนื่องเป็นปีที่สอง ก็ดีใจที่เราได้ทำงานต่อเนื่องแบบนี้

Monday, February 05, 2007

สำรับความรู้...จัดความรู้มาเป็นสำรับ...ประดับสมอง

ช่วงนี้มีกิจกรรมใหม่ให้ทำคือการเป็นผู้จัดรายการวิทยุของวิทยุชุมชน ตั้งชื่อรายการว่า สำรับความรู้ จริงๆจะให้ชื่อว่า หมรับความรู้ แต่เกรงใจตัวเองว่าจะออกเสียงผิดๆถูกๆ ไม่ชับอย่างของแท้ ก็เลยต้องเปลี่ยนชื่อ.... :-)

รายการออกอากาศวันแรก วันที่ 14 ธันวาคม 2549 ประเดิมรายการด้วยเนื้อหาเรื่อง "ความรู้และกระบวนการเรียนรู้" จากนั้นก็ออกอากาศเรื่อยมาทุกวันพฤหัสบดี เวลา 18:00 - 18:30 น.ทาง FM 100.75 MHz . ในฐานะคนจัดรายการใหม่ก็รู้สึกดีที่ได้มีโอกาสทำอะไรใหม่ๆ ได้ความรู้มาก เพราะต้องค้นข้อมูลมากเหลือเกิน ตอนนี้ความรู้อัดแน่นจนตัวจะแตกอยู่แล้ว

จนถึงวันนี้เพิ่งทำรายการได้ 8 ครั้ง มีแขกมาร่วมคุยในรายการหลายคน อาศัย น้องๆใกล้ตัว เล่นง่ายมาก อยู่ๆจะมาจัดรายการก็คงไม่ใช่ จากที่ได้มีส่วนร่วมมา การตั้งวิทยุชุมชนเป็นสิ่งที่เป็นไปได้สำหรับชุมชน และจะได้ประโยชน์มากถ้าชุมชนมีส่วนร่วม ของที่นี่ชุมชนรายรอบให้ความร่วมมือดีมาก ทำให้สถานีดำเนินการไปได้ โดยที่ไม่มีรายได้เพราะเราไม่มีการโฆษณา แต่ได้รับการสนับสนุนจากมหาวิทยาลัย ก็ไม่แน่ใจในการดำเนินการต่อไปว่าจะเป็นอย่างไร แต่เท่าที่ทำอยู่จะรู้สึกดีว่าเป็นการจัดรายการเพื่อคนฟังโดยไม่คิดหาผลประโยชน์ใดๆ ก่อนจะจัดรายการมีการประชุมกันหลายครั้ง ทั้งประชุมกลุ่มย่อยในพื้นที่ซึ่งฉันยังไม่มีส่วนร่วมในขณะนั้น แล้วมีการฝึกอบรมการจัดรายการโดยอาจารย์นิเทศศาสตร์ของเรา น้องเพชร อาจารย์วรรณรัตน์ และได้รับการอบรมด้านการใช้อุปกรณ์จากบริษัทที่เราซื้อเครื่องเขามา มีประชุมจัดทำผังรายการ ประชุมเตรียมการเปิดสถานี ของเราเปิดอย่างเป็นทางการวันที่ 12 ธันวาคม 2549

ฉันแอบดีใจเล็กๆที่ได้เป็นเสียงแรกของการเปิดสถานีเพราะเป็นผู้ดำเนินรายการรายการแรกที่คุยกับคณะทำงานถึงความเป็นมาของสถานี ก่อนจะตัดเข้าสู่รายการถ่ายทอดสดพิธีเปิด มีคนมาร่วมงานกันมากพอควร ของที่ระลึกคือกระเป๋าใส่มือถือชนิดคล้องคอ ผลิตภัณฑ์คีรีวง

วันแรกของการจัดการรายการ ขนาดเป็นคนที่คุ้นกับอุปกรณ์และการพูดก็ยังไม่ค่อยแน่ใจว่าจะพูดออกมาเป็นยังไง เลยต้องใช้วิธีเขียนสคริปต์แบบละเอียด ชนิดมีคำลงท้าย มีคำอุทานใส่ไว้เสร็จสรรพ และก็อ่านเอา แต่ต้องมีฝีมือหรือจริงๆคือฝีปากในการอ่านให้เหมือนพูด เพราะคนที่ฟังเขาบอกว่าเนียนดีมากทั้งๆที่อ่านจากกระดาษตลอดเวลา (โอ้ว... เบื้องหลังการถ่ายทำ) เพลงที่ใช้ก็ต้องเลือกให้เข้ากับเนื้อหาที่นำมาพูด เรื่องนี้ค่อนข้างถนัดและชอบเพราะชอบฟังเพลงอยู่แล้ว การเลือกเพลงให้เข้ากับเรื่องเป็นสิ่งสนุกสนานอย่างหนึ่ง ข้อเสียมีอยู่ที่ว่า รายการนี้เป็นรายการประจำทุกสัปดาห์ จะโดดหรือจะหายไปเฉยๆไม่ได้ เป็นภาระอยู่พอควร ที่แรกคิดว่าจะทำรายการเทป ปัญหาคือไม่สามารถเตรียมเรื่องได้ทันเพื่อมาอัดเทป และถ้าจะอัดเทปซึ่งต้องเป็นช่วงเช้าเท่านั้นเพราะรายการทางสถานีจะเริ่มเวลาเที่ยง เราจะต้องทำการปิดการออกอากาศเพื่อใช้ห้องอัด ฉันเคยไปอัดเทปครั้งหนึ่ง ก็ต้องประกาศกับผู้ฟังว่าทางสถานีจะทำการปรับสัญญาณ นักศึกษาที่คุมเครื่องบอกว่าเราปรับกันบ่อย ปรับทุกทีที่มีการอัดเทป... เท่าที่ทำมาได้อัดเสียงการจัดรายการไว้ทุกครั้ง จะได้เก็บเป็นข้อมูลของตัวเอง มีความสุขไปอีกแบบ จะทำได้ยาวนานแค่ไหนก็เป็นเรื่องที่ต้องรอดูกันไป

Wednesday, August 23, 2006

การประเมินคุณภาพสถานศึกษาระดับอุดมศึกษารอบที่ 2


ความที่เป็นผู้ประเมินภายนอกของสมศ.อยู่ในปัจจุบัน ส่วนตัวก็มีความสนใจกับการประเมินคุณภาพการศึกษาเป็นทุนอยู่แล้ว แต่สถานภาพเป็นผู้ประเมินถึงแม้จะปวดหัวอยู่บ้างก็ยังนับว่าทำงานง่ายเพราะเป็นการไปดูสภาพจริง ขอแต่ให้ละเอียด ยุติธรรมและใช้วิจารณญานการประเมินก็จะออกมาในแบบที่ทุกคนยอมรับผลการประเมินได้

วันนี้สถานภาพกลับกันเพราะมหาวิทยาลัยที่สังกัดอยู่กำลังจะถูกประเมิน อีกทั้งตัวเองก็อยู่ในคณะกรรมการประเมินคุณภาพการศึกษาของสำนักวิชา มีงานต้องเตรียมเยอะแยะจนรู้ซึ้งว่าเวลาที่ถูกประเมินมีสภาพอย่างไร

โดยหลักการประเมินทั่วไปไม่แตกต่างกันมากระหว่างการประเมินระดับการศึกษาพื้นฐานและอุดมศึกษา ต่างแต่เกณฑ์การประเมิน แต่สิ่งที่เห็นชัดถึงความแตกต่างคือการมีส่วนร่วมในการประเมิน ถ้าเป็นระดับโรงเรียนการประเมินลักษณะนี้เป็นสิ่งที่ทุกคนรับทราบ และต้องเตรียมการ ในขณะที่ระดับอุดมศึกษา(เท่าที่เห็นการปฏิบัติงานจริงที่นี่)จะมีเฉพาะคณะกรรมการที่เกี่ยวข้องเป็นผู้เตรียม คนอื่นๆแทบจะไม่รู้ว่ามีการทำอะไรกันอยู่ ซึ่งโดยส่วนตัวเห็นว่าควรให้ข้อมูลและขอความมีส่วนร่วมจากทุกคนมากกว่านี้

สมศ.จะมาประเมินมหาวิทยาลัยช่วงวันที่ 4-6 กันยายน 2549 แต่ละสำนักวิชาต้องเตรียมการให้เสร็จออกมาเป็นรูปเล่มเอกสารการประเมินในวันที่ 23 สิงหาคม 2549(ซึ่งก็คือวันนี้ แต่ยังเห็นว่าส่วนใหญ่ยังทำงานกันอยู่ คิดในแง่ดีว่าจะเสร็จภายในวันนี้ก่อนเที่ยงคืน)

ที่นี่มีการจัดเตรียมข้อมูลโดยจัดทำรายงานประจำปีเพื่อการประกันคุณภาพการศึกษาภายในของปีการศึกษา 2547 และปีการศึกษา 2548 ( เพราะได้รับการประเมินรอบแรกไปเมื่อปี 2546) แบ่งการประเมินออกเป็นองค์ประกอบต่างๆ 9 องค์ประกอบ คือ
องค์ประกอบที่ 1 ปรัชญา ปณิธาน พันธกิจ วัตถุประสงค์ และแผนงาน
องค์ประกอบที่ 2 การบริหารหลักสูตรและการเรียนการสอน
องค์ประกอบที่ 3 กิจกรรมพัฒนานักศึกษา
องค์ประกอบที่ 4 การวิจัยและงานสร้างสรรค์
องค์ประกอบที่ 5 การบริการวิชาการแก่สังคม
องค์ประกอบที่ 6 การทำนุบำรุงศิลปะและวัฒนธรรม
องค์ประกอบที่ 7 การบริหารจัดการ และพัฒนาองค์การ
องค์ประกอบที่ 8 ศักยภาพด้านการเงินและงบประมาณ
องค์ประกอบที่ 9 ระบบและกลไกประกันคุณภาพ
ในขณะที่ สมศ.จะมาประเมินด้วยมาตรฐาน 7 มาตรฐานคือ
1. มาตรฐานด้านคุณภาพบัณฑิต
2. มาตรฐานด้านงานวิจัยและสร้างสรรค์
3. มาตรฐานด้านการบริการวิชาการ
4. มาตรฐานด้านการทำนุบำรุงศิลปะและวัฒนธรรม
5. มาตรฐานด้านการพัฒนาสถาบันและบุคลากร
6. มาตรฐานด้านหลักสูตรและการเรียนการสอน
7. มาตรฐานด้านการประกันคุณภาพ

ถ้าเปรียบเทียบกับการประเมินคุณภาพการศึกษาระดับโรงเรียน มาตรฐานที่แตกต่างกันนี้เป็นลักษณะเดียวกับที่โรงเรียนต้องทำตามมาตรฐานสปฐ. 18 มาตรฐาน ในขณะที่สมศ.จะประเมินด้วยมาตรฐานจำนวน 14 มาตรฐาน ที่ส่วนใหญ่คล้ายกันแต่ก็มีบางส่วนที่ต่างกัน และพบว่าถ้าโรงเรียนที่เตรียมพร้อมจริงๆจะต้องเตรียมข้อมูลทั้ง 2 แบบ ซึ่งถ้าเตรียมการดีก็ไม่มีปัญหาเพราะตัวบ่งชี้มีส่วนคล้าย แต่ถ้าไม่เตรียมไว้ก็จะเจอปัญหากับตัวที่ไม่เหมือนว่าต้องมาควานหาหลักฐานกันในวันประเมิน

สำหรับที่นี่ก็ยังห่วงอยู่ว่าในเมื่อผู้เตรียมจัดเตรียมตามแบบมาตรฐานหนึ่งแต่มาถูกประเมินด้วยมาตรฐานอีกลักษณะหนึ่ง ถ้าไม่เตรียมข้อมูลไว้ก่อนก็จะยุ่งยากพอควร หรืออีกนัยหนึ่งคือต้องเตรียมทำการประเมินมากมาย บางองค์ประกอบต้องใช้ข้อมูลลงรายละเอียดมาก เสียเวลาในการจัดหาโดยไม่ได้ใช้เพื่อการปหระเมินของสมศ. (แต่ก็เข้าใจเช่นกันว่าการประเมินนี้เป็นลักษณะการประกันคุณภาพภายในซึ่งต้องให้ สมศ.เห็นด้วยว่าเรามีการประกันคุณภาพอย่างไร แต่เราสามารถใช้มาตรฐานเดียวกับสมศ.ได้ จะลดข้อยุ่งยากลงได้มาก)

ต้องขออธิบายเพิ่มเติมด้วยว่าการประเมินรอบที่ 2 มีความสำคัญเพราะเป็นการประเมินออกมาว่าได้รับการรับรองมาตรฐานหรือไม่ คือผลจะออกมาว่าได้หรือไม่ได้ เพราะฉะนั้นสถานศึกษาแต่ละแห่งต้องทำสุดความสามารถเพื่อให้ได้รับการรับรอง ลองคิดสภาพโรงเรียนหนึ่งที่ไม่ผ่านการรับรองคุณภาพว่าจะมีผลกระทบอย่างไร ทั้งภาพพจน์ ความเชื่อถือ ขวัญและกำลังใจในการทำงาน (ช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมาที่มีการประเมินรอบสอง มีโรงเรียนหลายแห่งที่ไม่ยอมรับผลการประเมินของผู้ประเมินภายนอก เป็นเรื่องเป็นราวกันใหญ่โต)

ระดับอุดมศึกษาก็เป็นเช่นเดียวกันคือต้องได้รับการประเมินเพื่อรับรองมาตรฐาน แต่ความที่มหาวิทยาลัยแต่ละแห่งมีจุดเน้นของพันธกิจที่ต่างกันจึงมีการแบ่งว่าเป็นกลุ่มสถาบันแบบไหนใน 4 กลุ่มนี้คือ

1. กลุ่มสถาบันเน้นการผลิตบัณฑิตและวิจัย
2. กลุ่มสถาบันเน้นการผลิตบัณฑิตและพัฒนาสังคม
3. กลุ่มสถาบันเน้นการผลิตบัณฑิตและพัฒนาศิลปะและวัฒนธรรม
4. กลุ่มสถาบันเน้นการผลิตบัณฑิต

ซึ่งมีข้อแตกต่างกันในการกำหนดค่าน้ำหนักเพื่อการประเมินในด้านต่างๆ 4 ด้าน ของที่นี่เลือกเป็นกลุ่มสถาบันแบบที่ 2 คือ กลุ่มสถาบันเน้นการผลิตบัณฑิตและพัฒนาสังคม โดยให้ค่าคะแนน 4 ด้านเป็น ด้านคุณภาพบัณฑิต 35 คะแนน ด้านงานวิจัยและสร้างสรรค์ 25 คะแนน ด้านบริการวิชาการ 30 คะแนน และด้านทำนุบำรุงศิลปะและวัฒนธรรม 10 คะแนน


รอดูผลกันวันที่ 6 กันยายน 2549 ก็แล้วกัน

Tuesday, May 16, 2006

การประเมินคุณภาพภายนอกเพื่อการรับรองมาตรฐาน

การประเมินคุณภาพภายนอกเพื่อการรับรองมาตรฐานหรือเรียกกันง่ายๆว่า การประเมินภายนอกรอบสอง เป็นการประเมินสำหรับโรงเรียนที่ผ่านการประเมินคุณภาพภายนอกครั้งที่หนึ่งมาแล้ว สิ่งที่ต่างจากการประเมินครั้งแรกคือ การประเมินรอบนี้เป็นการประเมินผลออกมาว่าได้คุณภาพตามมาตรฐาน สมศ.หรือไม่ จึงเป็นการประเมินที่ค่อนข้างเป็นที่หนักใจของทุกฝ่ายทั้งฝ่ายโรงเรียนและผู้ประเมิน

บันทึกชุดนี้เป็นบันทึกเตือนความจำถึงประสบการณ์ประเมินโรงเรียนรอบที่ 2 ของตัวเองในฐานะผู้ประเมินภายนอก รอบนี้ได้ประเมิน 2 โรงเรียน(ทั้งทีมมี 4 คน ประเมินทั้งหมด 3 โรงเรียน โดยแบ่งกันว่าใครจะสามารถไปประเมินโรงเรียนใดได้บ้าง บางโรงต้องไปทุกคนเพราะเป็นโรงเรียนขนาดกลางต้องไป 4 คน ส่วนอีก 2 โรงไปโรงเรียนละ 3 คนได้) โรงเรียนแรกช่วงวันที่ 1 - 3 กุมภาพันธ์ 2549 อีกโรงเรียนหนึ่งประเมินในช่วงวันที่ 1 - 3 มีนาคม 2549 เป็นที่น่ายินดีที่ผ่านมาตรฐานทั้ง 2 โรงเรียน

โรงเรียนแรกค่อนข้างจะหาทางเข้ายาก เพราะเราเลือกเข้าอีกเส้นทางหนึ่งจึงเป็นทางลูกรังเสียหลายกิโล (แต่ถึงแม้จะใช้เส้นทางปกติก็จะมีระยะทางประมาณ 6 กิโลเมตรจากถนนใหญ่ และเป็นลูกรังเสีย 2 กิโล) ทีมงานของเรามี 3 คนซึ่งโชคดีที่เป็นผู้ร่วมงานในที่ทำงานเดียวกันและแต่ละคนไม่เรื่องมากสักเท่าไร เมื่อเราไปถึงโรงเรียนประมาณ 9 โมงนิดๆ ทางโรงเรียนไม่ทราบว่าเราจะไปเพราะเราได้รับการกำชับมาว่าไม่ให้บอกล่วงหน้า เป็นแนวคิดจากการประชุมของสมศ.โดยตรง ผู้บริหารโรงเรียนค่อนข้างอึดอัดอย่างเห็นได้ชัด และพูดออกมาคำหนึ่งว่า มาอย่างนี้ก็ไม่ใช่กัลยาณมิตรอย่างที่แนวทางการประเมินควรเป็น โดยส่วนตัวเห็นด้วยกับผ.อ.โรงเรียนเพราะในการประเมินควรให้โอกาสผู้ถูกประเมินได้เตรียมตัว และให้เกิดความรู้สึกที่ดีต่อการประเมิน การทำงานจึงจะเป็นไปอย่างราบรื่นและเป็นจริง ตัวเองจึงได้โทรศัพท์กลับไปที่บริษัท ได้รับคำยืนยันว่าการมาแบบนี้เป็นสิ่งที่สมศ.กำหนด จึงชี้แจงกับทางโรงเรียนและขอประเมิน ทางโรงเรียนได้จัดให้เราอยู่ในห้องประชุมเอนกประสงค์ซึ่งมีสภาพดีมากเป็นห้องแอร์(ซึ่งเราพยายามไม่ใช้) ใช้เป็นทั้งห้องประชุม ห้องสอนดนตรีไทย ห้องแสดงแผนภูมิต่างๆ
เราเริ่มต้นโดยการขอประชุมผู้บริหารและครูเพื่อชี้แจงวิธีดำเนินการ และแจ้งให้ทราบว่าเราต้องการเอกสารใด ต้องการพบสัมภาษณ์ใคร และจะเข้าไปดูสภาพจริงของการเรียนการสอน จากนั้นเราก็ออกไปดูสภาพการเรียนการสอนจริง ในการประเมินทีมเราได้แบ่งมาตรฐานกันประเมินคือคนที่หนึ่งประเมินการศึกษาปฐมวัย 10 มาตรฐาน(ไม่ต้องประเมินด้านผู้บริหารยกเว้นมาตรฐานที่ 12) อีกคนประเมินมาตรฐานด้านผู้บริหาร 5 มาตรฐาน ด้านครู 2 มาตรฐาน ส่วนอีกคนประเมินมาตรฐานด้านผู้เรียนทั้งหมด 7 มาตรฐาน โดยครั้งนี้ตัวเองรับหน้าที่เป็นหัวหน้าทีมประเมินจึงเป็นผู้ที่จะอ่านรายงานและแก้ไขอีกหน้าที่หนึ่งด้วย

โรงเรียนนี้เปิดสอนตั้งแต่ชั้นอนุบาล 1 ถึงชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 มีครู 10 คน นักเรียน จำนวน 180 คน นับว่าเป็นโรงเรียนขนาดเล็ก แต่มีประสิทธิภาพการสอนดี เราใช้เวลาช่วงเช้าในการดูโรงเรียนจนทั่ว ได้คุยกับครูผู้สอนเก็บข้อมูลระหว่างการเดิน ดูห้องสมุด ดูห้องปฏิบัติการ ดูสนามออกกำลังกาย โดยแต่ละคนก็จะดูตามมาตรฐานของตนเอง บรรยากาศในการประเมินดีขึ้นเรื่อยๆเพราะทางโรงเรียนให้ความร่วมมือดีมาก ผ.อ. เข้าใจและให้ความร่วมมือ ครูผู้สอนให้ข้อมูลตรงไปตรงมา นักเรียนก็สามารถพูดคุยกับเราได้โดยไม่กระดากอาย ช่วงเช้าหลังจากการเดินดูโรงเรียน เราใช้เวลากับเอกสารซึ่งที่นี่มีมากสมกับที่ผ.อ.เคยได้ตำแหน่งผู้บริหารดีเด่น จนเที่ยงทางโรงเรียนเลี้ยงข้าวกลางวัน ซึ่งเราก็ได้บอกว่าทางสมศ.ไม่ต้องการให้เรารบกวนโรงเรียนที่ประเมิน แต่ก็เข้าใจทางโรงเรียนเพราะธรรมเนียมไทย ใครมาก็ต้อนรับ ไม่ได้ถือเป็นบุญคุณที่ต้องลำบากใจแต่อย่างใด อีกอย่างที่นี่ค่อนข้างไกล ถ้าออกไปหาอะไรกินข้างนอกจะเสียเวลามาก ตามปกติที่ทำมาเราจะกินข้าวที่โรงเรียนแล้วในวันสุดท้ายจะหาหนังสือมอบให้ห้องสมุดเป็นของตอบแทนเล็กๆน้อยๆ

เรากินข้าวร่วมกับครูทั้งโรงเรียนในห้องรับรองเล็กๆ ทางโรงเรียนต้อนรับอย่างดี อาหารอร่อย ช่วงบ่ายก็ทำงานเอกสารต่อ ผสมไปกับการเดินไปหาหลักฐานเพิ่มเติมจากการสัมภาษณ์ครู นักเรียน และ ผ.อ. เราทำงานจนเวลาประมาณ 4 โมง ก็เดินทางกลับ ระหว่างขับรถกลับก็คุยกันในทีม วางแผนการว่าวันพรุ่งนี้จะทำอะไรต่อ เรากลับมาที่ทำงานและแวะคุยกันครู่หนึ่งก่อนแยกย้ายกันกลับบ้าน

วันที่สองของการประเมิน เราไปถึงโรงเรียนแต่เช้า ดูสภาพก่อนเข้าเรียน ประทับใจกับการแบ่งหน้าที่ดูแลโรงเรียนของนักเรียนซึ่งที่นี่มีการแบ่งเป็นเครือข่ายตามพื้นที่บ้านของนักเรียน นักเรียนรุ่นพี่จะดูแลรุ่นน้อง ครูที่ดูแลเครือข่ายจะไปเยี่ยมบ้าน ผู้ปกครองในเครือข่ายจะช่วยดูแลลูกหลาน นักเรียนจะดูแลโรงเรียนในเขตที่ตนเองรับผิดชอบ มีการตรวจงานโดยครูประจำเครือข่าย และมีการรายงานผลหน้าเสาธงทุกวัน เด็กที่นี่พื้นฐานจิตใจดีมากมีระเบียบวินัยสูงเห็นได้ชัดจากความประพฤติ วิธีการไหว้ การทำตามที่ครูสั่งถึงแม้ครูจะไม่ได้อยู่เช่น นักเรียนพาไปที่ห้องสมุด นักเรียนชั้นประถมจะเข้าไปในห้องสมุด แต่นักเรียนอนุบาลจะยืนออกันหน้าห้องสมุด เมื่อถามว่าทำไมไม่เข้ามา หนูๆจะบอกว่าคุณครูไม่ให้เข้าห้องสมุดถ้าครูไม่มาด้วย มีตัวอย่างของเด็กๆอีกหลายอย่างที่ทำให้เห็นว่าโรงเรียนนี้ได้สร้างแรงจูงใจที่ดีในการให้เด็กอยากเรียน คิดถึงเรื่องเด็กโต๋ขึ้นมาทันทีตอนที่เด็กบอกว่าถ้าทำตัวดี ผ.อ.จะพาขึ้นรถหกล้อของผ.อ.และพานักเรียนไปเที่ยวซึ่งจริงๆคือการเรียนนอกสถานที่

ตลอดเช้ายังคงเป็นการหาข้อมูลเอกสาร เดินไปยืนยันข้อมูลจากแหล่งต่างๆ ตอนเที่ยงกินข้าว ช่วงบ่ายพบกับผู้ปกครองและคณะกรรมการสถานศึกษา พวกเรายิงคำถามตามมาตรฐานที่ดูแล ผลตอบรับของโรงเรียนนี้ดีมาก เห็นชัดว่าชุมชนสัมพันธ์แข็งแรงมาก หมดวันที่สอง เราได้คุยกันระหว่างกลับบ้าน ก็พอจะมองเห็นผลการประเมินที่ต้องแจ้งให้โรงเรียนออกมาคร่าวๆแล้ว

วันที่ 3 เราใช้เวลาช่วงเช้าในการเขียนเอกสาร และรวบรวมข้อมูลออกมาให้อยู่ในรูปแบบที่จะแจ้งผลประเมินให้โรงเรียนทราบด้วยวาจา ทีแรกค่อนข้างลำบากใจเพราะผลการประเมินฝั่งปฐมวัยออกมาไม่ดีเท่าที่ควร แต่ก็ถือว่าเราต้องยึดตามข้อเท็จจริงที่ปรากฏ

ในการประเมินจะแยกกันระหว่างการศึกษาปฐมวัยและประถมและมัธยมศึกษา ที่นี่ในส่วนการศึกษาปฐมวัยได้มาตรฐานคุณภาพ สมศ. จำนวน 10 มาตรฐาน ไม่ได้มาตรฐานคุณภาพ สมศ. จำนวน 4 มาตรฐาน ( คือ มาตรฐานที่ ๘ ครูมีคุณวุฒิ/ความรู้ ความสามารถตรงกับงานที่รับผิดชอบ และมีครูเพียงพอ มาตรฐานที่ ๑๒ สถานศึกษามีการจัดกิจกรรมและการเรียนการสอนโดยเน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ มาตรฐานที่ ๔ ผู้เรียนมีความสามารถในการคิดวิเคราะห์ คิดสังเคราะห์ มีวิจารณญาณ มีความคิดสร้างสรรค์ คิดไตร่ตรองและมีวิสัยทัศน์ และ มาตรฐานที่ ๖ ผู้เรียนมีทักษะในการแสวงหาความรู้ด้วยตนเอง รักการเรียนรู้ และพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง ) ในส่วนประถมศึกษาได้มาตรฐานคุณภาพ สมศ. จำนวน ๑๓ มาตรฐาน ไม่ได้มาตรฐานคุณภาพ สมศ. จำนวน 1 มาตรฐาน คือ มาตรฐานที่ ๕ ผู้เรียนมีความรู้และทักษะที่จำเป็นตามหลักสูตร

ในการแจ้งผลการประเมิน เราเชิญผู้บริหารและครูเข้าฟัง (ทั้งนี้ผู้ปกครองและคณะกรรมการสถานศึกษาจะฟังด้วยก็ได้ เราก็เชิญ แต่มักจะไม่มีคนเข้ามา) เราแจ้งผลโดยการที่หัวหน้าทีม(ในที่นี้คือตัวเอง) กล่าวขอบคุณที่ทางโรงเรียนให้ความร่วมมือในการหาข้อมูล เราเล่าวิธีการหาข้อมูลของเราในโรงเรียน และเกณฑ์ในการจัดว่าได้มาตรฐานโดยการอิงเกณฑ์และอิงสถานศึกษาซึ่งต่างจากเกณฑ์ในการประเมินรอบแรก ครั้งนี้โรงเรียนที่ผ่านมาตรฐานจะต้องมีมาตรฐานที่ผ่านไม่ต่ำกว่า 11 มาตรฐาน และไม่มีมาตรฐานใดอยู่ในระดับปรับปรุง การแจ้งผลเราแบ่งตามมาตรฐาน เริ่มจากของประถมศึกษา ด้านผู้บริหาร มาตรฐานใดผ่าน มาตรฐานใดไม่ผ่าน ต่อด้วยด้านครู และผู้เรียน จากนั้นแจ้งผลของการศึกษาปฐมวัย เมื่อแจ้งผลแล้ว เราเปิดโอกาสให้ซักถามและทักท้วง เนื่องจากทีมเราได้ชี้แจงในขณะที่เราทำงานค่อนข้างชัดเจนว่าสิ่งไหนดี สิ่งไหนที่ทางโรงเรียนยังขาด จึงไม่มีข้อสงสัยในผลที่ออกมา จากนั้นเราบอกว่ากระบวนการต่อไปเราจะทำรายงานส่งบริษัทแล้วบริษัทจะส่งมาให้ทางโรงเรียนตรวจ หากมีข้อทักท้วงก็ยังทำได้ หากทางโรงเรียนยอมรับรายงานการประเมิน รายงานจะถูกส่งไปที่สมศ.ต่อไป หลังจากที่เราพูดจบ ทางโรงเรียนก็กล่าวขอบคุณ ซึ่งพวกเรารู้สึกดีมากเพราะ ผ.อ.บอกว่า ถึงแม้เราจะเริ่มต้นมาอย่างไม่ค่อยจะเป็นกัลยาณมิตรแต่ในการทำงานของเราพวกเราทุกคนทำตัวเป็นกัลยาณมิตร พวกเราเองก็ดีใจที่เราทำงานอย่างโปร่งใสและอธิบายได้ รวมถึงโชคดีที่ผลการประเมินออกมาแล้วเป็นที่ยอมรับของทุกคน

แล้วการประเมินโรงเรียนแรกก็จบลงอย่างเรียบร้อย
( จากอัธยาศัยอันดีของ ผ.อ. ครูและนักเรียน รู้สึกประทับใจมาก เมื่อสิ้นสุดการประเมิน ตัวเองจึงสมัครสมาชิกอุปถัมป์นิตยสาร Update ให้ทางห้องสมุดโรงเรียน (แต่ไม่ได้แจ้งทางโรงเรียนว่าสมัครไว้ให้ คิดวาไม่น่าจะมีปัญหาอะไร) หวังว่าคงเป็นประโยชน์ต่อเด็กๆบ้าง)

โรงเรียนที่สองของทีม ตัวเองไม่ได้ร่วมประเมิน มีน้องในทีมประเมินคนหนึ่งผ่าตัดไส้ติ่งช่วงนั้นพอดี ขาดคนประเมินหนึ่งคน ผู้ประเมินผู้ใหญ่ของบริษัทท่านหนึ่งได้มาช่วยประเมิน ผลการประเมินไม่เป็นที่ยอมรับของโรงเรียน ถึงขนาดต้องชี้แจงกันนานตลอดบ่ายถึง 5 โมงเย็น และหัวหน้าทีมต้องบอกว่าขอกลับมาดูก่อน จึงได้กลับออกมา เราก็ต้องทำรายงานตามผลการประเมินที่ทำ เข้าใจว่าทางโรงเรียนคงไม่ยอมรับผลการประเมินชุดนี้

โรงเรียนที่สามของทีม ที่เป็นโรงเรียนที่สองของตัวเองในการประเมิน เป็นโรงเรียนอยู่ใกล้ทะเล ใกล้ที่ทำงานด้วย แต่ยังคงพึ่งอาหารกลางวันที่โรงเรียนอยู่ดี เพราะธรรมเนียมคนไทยเหมือนเคย โรงเรียนนี้ นักเรียนเป็นมุสลิม 98% เป็นโรงเรียนขนาดกลาง สอนตั้งแต่อนุบาลถึง ป.6 มีครู ๓๑ คน นักเรียน ๗๐๙ คน ทางโรงเรียนรู้ตัวอยู่แล้วว่าเราจะเข้าไปประเมิน บรรยากาศการประเมินเป็นไปฉันมิตร โรงเรียนได้มาตรฐานทั้งการศึกษาปฐมวัยและประถมศึกษา ในช่วงการประเมินนี้เราได้ข่าวว่า สมศ. มีประกาศให้ปรับเปลี่ยนเกณฑ์ของมาตรฐานที่ 8 และในมาตรฐานที่ 5 ยังไม่ต้องแจ้งผลเพราะจะรอผลการสอบมาตรฐานชาติที่จัดสอบในเดือนกุมภาพันธ์ เราก็ดำเนินการตามนั้น การประเมินโรงเรียนนี้ก็ผ่านไปด้วยดีอีกโรงเรียนหนึ่ง

งานที่ตามมาคือการจัดทำรายงาน ซึ่งกลุ่มเราใช้เวลานานมาก กว่าจะได้ส่งฉบับจริงก็จวนเจียนกำหนดจนถึงต้นเดือนเมษายน นับว่าตัวเองทำงานช้ากว่าที่เคยเป็นอย่างมาก พอจะหาข้อสรุปได้ว่า ครั้งนี้เป็นการทำงานของคนที่อยู่ในองค์กรเดียวกัน การขอเลื่อนจึงทำได้โดยไม่ละอายแก่ใจมากนักเพราะสนิทกัน และเมื่อใครบอกว่ายุ่ง เราก็จะมองเห็นภาพ เพราะรู้วิธีการทำงานในองค์กรอย่างดีจึงมีข้อแก้ตัวให้กันเสมอ ถ้าเป็นคนที่ไม่สนิทกันมากการทำงานจะต้องเร่งรีบกว่านี้เพราะเราจะเกรงใจผู้ร่วมทีม ปัญหาอีกอย่างคือทีมงานเราเป็นคนใหม่ทุกคนยกเว้นตัวเองซึ่งมรประสบการณ์มากกว่าเล็กน้อย รูปแบบการเขียนแต่ละคนจะเขียนตามความเข้าใจของผู้เขียน แล้วเกิดไม่แน่ใจว่าเขียนแบบนี้จะดีหรือไม่ ก็คอยกันไปคอยกันมา จนในที่สุดเราวาง template ของรายงานไว้ การเขียนก็ง่ายขึ้น

ผู้พิมพ์งานก็สำคัญ งานนี้เราให้น้องที่ทำงานคนหนึ่งช่วยพิมพ์ น้องคนนี้จะพิมพ์งานของสมศ.บ่อยจนรู้งาน ถึงขนาดสามารถช่วย edit ได้ด้วย ทำให้งานง่ายขึ้นมาก

ค่าใช้จ่ายที่เกิดระหว่างการทำงาน แต่ละคนจะจดส่วนที่จ่ายไปแล้วมาหารเฉลี่ยกันทีหลังในส่วนที่เกินจากการลงขันเบื้องต้น(คนละ 500 บาท)

การประเมินรอบนี้ของบริษัทมีบางกลุ่มที่ส่งไม่ทัน ก็จะถูกสมศ.ปรับ ซึ่งตัวเองก็ไม่ทราบว่าจะถูกปรับเท่าไร แต่เมื่อตอนที่เข้าบริษัทใหม่ๆ ทราบว่า การที่ถูกปรับเป็นสาเหตุที่ทำให้บริษัทไม่ได้อยู่ในกลุ่มบริษัทที่สมศ.ยกขึ้นมาเป็นบริษัทผู้ประเมินระดับดี ก็น่าเสียดายไม่น้อย

Wednesday, March 23, 2005

ผู้ประเมินภายนอกของ สมศ.

ในฐานะคนที่อยู่ในวงการศึกษาระดับอุดมศึกษา ถ้าพูดถึงสมศ.สัก 4 เดือนที่แล้ว ยังคงส่ายหัวบอกว่าไม่รู้จัก ตอนนี้รู้จัก สมศ. เป็นอย่างดี ถึงเพิ่งจะรู้ตัวว่าน่าอายที่ไม่เคยรู้เรื่องนี้มาก่อนทั้งๆที่มีความสำคัญกับการปฏิรูปการศึกษาของเมืองไทยเป็นอย่างมาก

สมศ. เป็นชื่อย่อของ สำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา มีฐานะเป็นองค์การมหาชน ถูกจัดตั้งขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาเกณฑ์และวิธีการประเมินคุณภาพภายนอก และทำการประเมินผลการจัดการศึกษาเพื่อให้มีการตรวจสอบคุณภาพของสถานศึกษา โดยคำนึงถึงความมุ่งหมาย หลักการ และแนวทางการจัดการศึกษาในแต่ละระดับตามที่กำหนดไว้ในกฏหมายว่าด้วยการศึกษาแห่งชาติ โดยให้มีการประเมินคุณภาพภายนอกของสถานศึกษาทุกแห่งอย่างน้อยหนึ่งครั้งในทุกห้าปี นับตั้งแต่การประเมินครั้งสุดท้าย และเสนอผลการประเมินต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและสาธารณชน

พูดแบบง่ายๆคือ ตั้งแต่มีพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๒ ซึ่งมีแนวคิดในการปฏิรูปการเรียนรู้ มีปัญหาขึ้นมาว่าทำอย่างไรจึงจะประเมินคุณภาพของสถานศึกษาได้ว่าให้ความสำคัญกับเรื่องคุณภาพการเรียนการสอนจริง วิธีแก้ปัญหาคือจัดตั้งหน่วยงานมาคอยดูแลประเมินผล สมศ.ถูกจัดตั้งขึ้นมาด้วยเหตุผลนี้

โรงเรียนในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานมีอยู่สามหมื่นกว่าโรงเรียน สมศ.ไม่สามารถทำการประเมินผลได้ทั่วถึงและทันเวลาโดยการทำงานเพียงองค์กรเดียว จึงยอมให้มีผู้ประเมินภายนอกที่ต้องผ่านการอบรมและสอบผ่านได้เป็นผู้ประเมินภายนอก โดยต้องสังกัดหน่วยประเมินใดหน่วยหนึ่งเป็นผู้ประเมินแทน แม้แต่ในขณะนี้ (23 มีนาคม 2548) ได้ข่าวว่ายังเหลือโรงเรียนที่ยังไม่ได้ทำการประเมินอีกประมาณหมื่นโรงเรียน งานนี้คงต้องรีบกันมากว่าจะทำได้ทันเวลาหรือไม่

ได้เข้าไปมีส่วนร่วมเริ่มจากความสนใจในกระบวนการเรียนรู้ และในที่ทำงานเป็นหน่วยฝึกอบรมผู้ประเมินด้วย ทีแรกขอเข้าไปสังเกตการณ์เป็นผู้ช่วยของวิทยากรพี่เลี้ยง วันแรกที่เข้าร่วม ทราบว่าทาง สมศ. ยอมให้สมัครเพิ่มในวันนั้นได้ ก็สมัครเข้าร่วมทันที ได้หมายเลข 099 เป็นคนสุดท้ายของรุ่น และเข้าไปร่วมกลุ่มกับกลุ่ม 7 ซึ่งมีสมาชิกอยู่ทั้งหมด 11 คน การฝึกอบรมใช้เวลา 7 วันเต็มตั้งแต่วันที่ 14-20 มกราคม 2548 ฟังการบรรยายทั้งวัน 3 วัน และมีการสอบข้อสอบปรนัย 1 ชุด หลังจากนั้นไปลงพื้นที่จริง ทางกลุ่มไปที่โรงเรียนท้าวราษฎร์สงเคราะห์ ไปสังเกตการณ์และหาข้อมูล 3 วันเต็ม อีกวันหนึ่งมาทำการสรุปและเขียนรายงาน และสอบข้อเขียนตอนเย็น ใจพะวักพะวน จะสอบก็อยากอ่านหนังสือแต่ก็กลัวจะเขียนรายงานไม่ทัน ดูๆแล้วเหมือนจะเขียนไม่ทันกันทุกกลุ่ม ต้องทำต่อกันอีกวันหนึ่ง มีกำหนดการส่งภายในวันศุกร์ที่ 21 มกราคม ทำกันเต็มที่ งานนี้เห็นน้ำใจกันชัดเจนว่าใครทุ่มเทกับงานแค่ไหน โชคดีที่ในกลุ่มช่วยเหลือกันดี คนที่มีธุระไม่สามารถอยู่ได้จริงๆก็มีคนช่วยเหลือจนงานสำเร็จออกมาได้ เป็นการอบรมที่เครียดพอดู

อบรมเสร็จรอลุ้นกันอีกว่าจะสอบผ่านหรือไม่ มีการปลอบใจจากคณะวิทยากรว่าถ้าสอบไม่ผ่านเขาให้ไปสอบแก้ตัวที่จุฬาฯ ก็เลยมีการแซวกันเป็นที่รื่นเริงว่างานต่อไปไปเจอกันที่จุฬาฯ ผลการสอบมาประกาศในวันที่ 17 มีนาคม 2548 รุ่นนี้ทั้งหมด 99 คน สอบผ่าน 44 คน และมีรายชื่อให้ไปสอบเทียบอีก 29 คน กลุ่มของเราสอบผ่าน 3 คน และไปสอบเทียบ 3 คน นับแล้วประสบผลสำเร็จประมาณ 50 กว่าเปอร์เซนต์

หลังจากสอบผ่าน ต้องนำตัวไปเข้าสังกัดของหน่วยประเมินใดหน่วยหนึ่ง ได้ตามพี่ในกลุ่มไปเข้าสังกัดบริษัทในจังหวัด ทางบริษัทจะดำเนินการขอบัตรประจำตัวให้ จากนั้นจะมีการปฐมนิเทศ แล้วจึงออกไปทำการประเมินสถานศึกษา (ต้องหมายเหตุว่าการไปทำการประเมิน ต้องได้รับการอนุญาตจากต้นสังกัดเป็นลายลักษณ์อักษร เพราะถือว่าการออกไปประเมินเป็นสิ่งที่ควรทำเพื่อช่วยเรื่องการศึกษา  แต่ต่อๆมาเนื่องจากงานนี้มีรายได้เป็นตัวเงินด้วย และการออกไปทำงานต้องลางานปกติไป จึงไม่รับทำบ่อยนัก เต็มที่ก็จะทำประมาณสองโรงเรียนต่อภาคการศึกษา และในที่สุดเมื่อถึงช่วงต้องต่ออายุใบอนุญาตก็เลยไม่ต่ออีกต่อไป)

งานนี้เป็นงานที่น่าสนุกและเป็นประโยชน์กับการศึกษาไทย อยากเห็นสถานศึกษามีคุณภาพ ผลิตนักเรียนที่มีความสามารถ เมื่อเข้าสู่ระดับอุดมศึกษา เราจะได้ช่วยกันส่งเสริมให้มีคนดีๆออกมาช่วยกันต่อไปในอนาคต