Showing posts with label ภาพยนตร์. Show all posts
Showing posts with label ภาพยนตร์. Show all posts

Tuesday, May 31, 2016

Embrace of the Serpent หนังอีกเรื่องที่ไม่ควรพลาด

หนังเรื่องนี้เป็นหนังอีกเรื่องที่ควรค่าแก่การชมเป็นอย่างยิ่ง ใช้ชื่อภาษาไทยว่า จอมคนป่าอสรพิษ หรือในภาษาสเปนคือ El abrazo de la serpiente เป็นหนังโคลอมเบีย ออกฉายในปี 2015 กำกับโดย ผู้กำกับ Ciro Guerra หนังได้รางวัล Art Cinema Award จาก้ิเทศกาลหนังเมืองคานส์ และเทศกาลหนังที่อื่นๆ ได้รางวัลการันตีมามากมาย การถ่ายทำใช้ฟิล์ม 35 ม.ม. นำเสนอหนังขาวดำซึ่งทำให้รู้สึกว่าเรื่องราวย้อนยุค และทำให้ภาพออกมาดูงดงามมาก

เนื้อหาเป็นเรื่องราวของ การามากาเต (Karamakate) ผู้เหลือรอดคนสุดท้ายของชาวอเมซอนเผ่าหนึ่ง ผู้มีเหตุให้ต้องนำทางนักผจญภัยสองคนผู้เข้ามาในอเมซอนต่างกรรมต่างวาระ คนหนึ่งเป็นนักชาติพันธุ์วิทยาเยอรมันเดินทางมาในปี 1909 อีกคนหนึ่งเป็นนักพฤษศาสตร์ชาวอเมริกันเข้ามาในปี 1940 ทั้งสองกรณีเป็นการบุกเข้าไปในป่าลึกเพื่อค้นหาต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์ ยากรูนา โดยหนังตัดฉากกลับไปกลับมาระหว่างสองช่วงเวลาเล่าเรื่องราวของสิ่งที่พบเห็นระหว่างการเดินทาง

สิ่งที่ทำให้ผู้ชมรู้สึกร่วมได้อย่างมากคือความรู้สึกของคนพื้นเมืองที่ถูกนักล่าอาณานิคมเข้ามายึดครองและใช้แรงงานทาสเพื่อการทำสวนยาง อันเป็นสิ่งที่โลกต้องการมากในขณะนั้น การใช้ความก้าวหน้าของเทคโนโลยีสมัยใหม่ซึ่งเป็นสิ่งได้เปรียบของคนผิวขาวที่ทำให้คนพื้นเมืองไร้ทางสู้ การเข้ามาของผู้เผยแพร่ศาสนาชาวสเปนอันเข้มงวด ผู้เข้ามาด้วยความคิดว่าคนพื้นเมืองเป็นคนนอกรีต ป่าเถื่อน แต่ละฉากในหนังที่เข้าไปเกี่ยวข้องกับคนงานกรีดยาง นักบวชสเปน ชาวโคลัมเบียผู้เข้ามาครอบครอง แสดงให้เห็นความแตกต่างทางความคิดขั้นพื้นฐานของคนพื้นเมืองและคนผิวขาว เห็นความโหดร้ายที่ชาวพื้นเมืองถูกกระทำโดยไม่มีความสามารถที่จะตอบโต้

เรื่องนี้จัดได้ว่าเห็นหนังดีที่ให้ความคิดในแง่มุมต่างๆได้มาก สามารถมองได้หลายมุมมอง ทั้งในมุมมองของประวัติศาสตร์ ชาติพันธ์ุ ศาสนา ปรัชญา การรู้แจ้ง และเทคโนโลยีที่สร้างความได้เปรียบให้ผู้ถือครอง

เรื่องนี้ได้รับแรงบันดาลใจจากนักสำรวจอเมซอนตัวจริงสองคนคือ Theodor Koch-Grünberg และ Richard Evans Schultes

ความเห็นส่วนตัว:
ในมุมมองของคนที่อยู่ในวิถีไทย ชีวิตคนที่ห่างไกลความเจริญที่ถูกเอาเปรียบโดยคนที่มาจากเมืองเจริญกว่าไม่ใช่สิ่งแปลกสำหรับเรา พิธีกรรมความเชื่อต่างๆเทียบกับคนไทยก็ไม่ต่างกัน เราเองก็มีความเชื่อในลักษณะต่างๆที่สืบต่อกันมา สิ่งที่คนพื้นเมืองอเมซอนถูกกระทำ เป็นสิ่งที่คนพื้นเมืองในส่วนอื่นๆทั่วโลกถูกกระทำจากผู้ล่าอาณานิคมเช่นกัน
ยิ่งเมื่อลงไปถึงการเดินทางผ่านนิมิตแล้วกลับมาแทบจะทำให้เรามองเห็นภาพการรู้แจ้งทางศาสนาว่ามีลักษณะอย่างใด ดูหนังเรื่องนี้แล้ว เกือบจะนึกออกว่าการตรัสรู้แล้วรู้ทุกสิ่งทุกอย่างมันเป็นอย่างไร
คำพูดของตัวละครบางประโยคทำให้เรานึกถึงหลักธรรมชาติ ในขณะที่บางประโยคฟังแล้วทำให้นึกไปถึงกลศาสตร์ควอนตัมที่มองโลกและสิ่งที่เป็นไปในลักษณะที่ขัดกับความรู้สึกและความเข้าใจปกติของมนุษย์อย่างเราๆ เช่น คำถามว่าตลิ่งมีกี่ด้าน คำตอบของนักสำรวจคือ มีสองด้าน แต่ความเข้าใจของการามากาเตบอกว่ามีเป็นพันตลิ่งที่แตกต่างกัน
โดยสรุป ถ้าไม่ได้ดูถือว่าพลาดค่ะ

---------------------------------------
ปล.1 ไม่มีรูปประกอบโพสต์นี้ แต่จริงๆแล้วชอบโปสเตอร์ของหนังเรื่องนี้มาก ผู้วาดภาพโปสเตอร์ได้เขียนเล่าการวาดโปสเตอร์ของหนังเรื่องนี้ซึ่งใช้เวลาเพียง 24 ชั่วโมงเท่านั้น ลองตามไปอ่านดูในลิงก์ที่พันทิปนะคะ
http://pantip.com/topic/35136366

ป.ล. 2 ชื่อหนังมีที่มานะคะ Embrace of the serpent แปลได้ประมาณ อ้อมกอดของงู การโอบกอดของงู ซึ่งเมื่อเราได้รับการโอบกอดจากงูในตำนานผู้ลงมาจากทางช้างเผือกก็จะทำให้เราได้มองโลกจากอีกจุดเวลาและมุมมองที่ต่างไปค่ะ เหมือนที่ในหนังตอนท้ายที่อีวานได้รับประสบการณ์ใหม่ในการมองโลก ผู้กำกับให้สัมภาษณ์เรื่องตำนานไว้นะคะ
ในตำนานของอเมซอนเล่าขานกันมาว่า มีสิ่งที่มาจากทางช้างเผือกเดินทางมายังโลกด้วยงูยักษ์อนากอนดา พวกเขาลงมายังมหาสมุทรแล้วเดินทางสู่อเมซอน โดยแวะหยุดที่ชุมชนรายทางและได้ทิ้งผู้นำทางไว้เพื่อให้บอกเล่ากฏแห่งการอยู่อาศัยบนโลกนี้ ทำการเก็บเกี่ยวอย่างไร ตกปลาอย่างไรและล่าสัตว์อย่างไร จากนั้นพวกเขาก็รวมกลุ่มกันแล้วกลับไปสู่ทางช้างเผือก ทิ้งไว้แต่งูยักษ์อนากอนดาซึ่งได้กลายเป็นแม่น้ำ หนังที่หดตัวของงูยักษ์กลายเป็นน้ำตก
เขายังได้ฝากของขวัญสองสามอย่าง ทั้ง โคคา พืชศักดิ์สิทธิ์ ยาสูบซึ่งเป็นพืชศักดิ์สิทธิ์อีกชนิดหนึ่งและ yagé ซึ่งเปรียบเสมือน ayahuasca ซึ่งเป็นสิ่งที่ใช้เพื่อสื่อสารกับพวกเขาหากมีคำถามหรือข้อสงสัยเกี่ยวกับการอยู่ดำรงในโลก เมื่อใช้ yagé งูใหญ่จะลงมาจากทางช้างเผือกอีกครั้งและจะโอบกอดเราไว้ อ้อมกอดนั้นจะพาเราไปยังดินแดนอันไกลโพ้น ไปสู่จุดเริ่มต้นที่ซึ่งยังไม่มีสิ่งมีชีวิต ที่ซึ่งเรามองเห็นโลกในมุมมองที่ต่างออกไป

Friday, November 28, 2014

ต่างสี ต่างศักดิ์?


สองสามวันมานี้ติดตามข่าวการจลาจลในเมืองเฟอร์กูสัน เรื่องราวที่เกิดจากรอยแผลแห่งความแตกต่างของสีผิวมนุษย์ มองแบบคนนอก เข้าใจว่าอเมริกาเป็นดินแดนแห่งความเท่าเทียม  แต่ก็มีบางมุมที่ยังเห็นความไม่เท่าเทียมอยู่นั่นเอง....

มาดูหนังเกี่ยวกับความแตกต่างของสีผิวคนเมื่อสองสามร้อยปีก่อนกันดีกว่าค่ะ....(Spoiled)

เมื่อสองเดือนก่อนได้ดูหนังอังกฤษเรื่อง Belle เป็นหนังพีเรียดย้อนไปถึงปลายศตวรรษที่ 18  เรื่องราวของเบลล์ เด็กหญิงลูกครึ่งผิวสีเกิดจากพ่อที่เป็นทหารเรืออังกฤษกับแม่ที่เป็นทาสแอฟริกันใน West Indies  พ่อของเบลล์รับตัวเบลล์ไปอยู่ที่อังกฤษหลังจากที่แม่เธอเสียชีวิต โดยนำไปฝากไว้กับครอบครัวลุงของพ่อ ซึ่งเป็นเอิร์ลแห่งแมนสฟิลด์ และเป็นหัวหน้าคณะลูกขุนด้วย ครอบครัวนี้เป็นครอบครัวผู้ดีมีตระกูลอาศัยอยู่ที่ Kenwood House นอกเมืองลอนดอน เบลล์ได้รับการเลี้ยงดูอย่างดีคู่กันกับญาติของเธอชื่อ อลิซาเบธ ที่มาอาศัยกับครอบครัวนี้หลังจากที่แม่เสียชีวิตและพ่อก็แต่งงานใหม่ 

เมื่อพ่อของเบลล์ เสียชีวิตลง ได้มอบมรดกไว้ให้เบลล์แต่พ่อของอลิซาเบธไม่ให้มรดกใดกับเธอ  ซึ่งในยุคนั้นการแต่งงานของตระกูลใหญ่มักจะดูเรื่องมรดกที่ติดตัวมาของฝ่ายหญิงด้วย ทำให้อลิซาเบธได้รับความสนใจน้อยกว่าทั้งที่เธอเป็นสุภาพสตรีผิวขาวในขณะที่เบลล์เป็นสุภาพสตรีผิวสี และจากการได้ออกงานสังคมทำให้มีชายหนุ่มจากตระกูลเก่าเข้ามาติดพันหญิงสาวคู่นี้ ในที่สุดเบลล์หมั้นกับโอลิเวอร์ ในขณะที่พี่ชายของโอลิเวอร์สนใจอลิซาเบธแต่หยุดการติดต่อทันทีเมื่อทราบว่าเธอไม่มีมรดกติดตัว

พระเอกของเรื่องชื่อจอห์น เป็นคนหัวก้าวหน้า มาฝึกงานกฏหมายกับลอร์ดแมนสฟิลด์ โดยในปี  1783 มีคดีดังคือ  Gregson v. Gilbert เป็นเรื่องของการเรียกเงินประกันสำหรับทาสที่ถูกฆ่าตายโดยการโยนทิ้งออกไปจากเรือค้าทาส (เหตุการณ์นี้เป็นที่รู้จักในชื่อ  Zong massacre เป็นเหตุการณ์หนึ่งที่นำไปสู่การเลิกทาสในอังกฤษในเวลาต่อมา)  ต่อมาจอห์นเกิดโต้เถียงกับลอร์ดแมนลฟิลด์เกี่ยวกับคดีและถูกสั่งห้ามไม่ให้พบกับเบลล์  เบลล์ชอบพอกับจอห์นและได้ลอบไปพบจอห์นเพื่อช่วยนำเอกสารสำคัญไปให้  ลอร์ดแมนสฟิลด์ทราบเรื่องที่เบลล์ไปพบจอห์น จึงตามไปในขณะที่ทั้งคู่นัดพบกัน จนในที่สุดจอห์นสารภาพว่ารักเบลล์ต่อหน้าท่านลอร์ด  ต่อจากนั้นเบลล์ถอนหมั้นโอลิเวอร์ 

เรื่องมาเข้มข้นตอนท้ายเมื่อลอร์ดแมนสฟิลด์ได้พิจารณาคดีเรื่องทาสที่ตายโดยการถูกจับโยนทิ้งทะเล ซึ่งบริษัทค้าทาสเรียกเงินจากบริษัทประกันโดยอ้างว่าบนเรือมีน้ำดื่มไม่เพียงพอ การฆ่าทาสไปจำนวนหนึ่งเพื่อช่วยคนส่วนใหญ่นับว่าเป็นสิ่งถูกกฎหมาย และบริษัทประกันน่าจะจ่ายค่าประกันให้ ซึ่งบริษัทประกันปฏิเสธการจ่ายเงิน เรื่องจึงมาถึงศาล  แต่จากการไต่สวนพบความจริงว่าเรือค้าทาสลำนั้นแล่นเรือหลงทาง  บรรทุกทาสมาแออัดมากเกินจนมีทาสป่วยหลายคน นำไปขายก็จะไม่ได้ราคา โยนทิ้งน้ำแล้วรับเงินประกันจะคุ้มกว่า เพราะถ้าทาสไปตายเมื่อเรือถึงฝั่งก็จะไม่ได้เงิน  คดีนี้จบลงที่บริษัทประกันไม่ต้องจ่ายเงินให้บริษัทค้าทาส และเรื่องนี้จบแบบแฮปปี้เอนดิ้งหลังจากที่ลอร์ดแมนสฟิลด์ยอมให้เบลล์คบกับจอห์นและให้ความช่วยเหลือจอห์นให้ได้เป็นนักกฏหมายสมความตั้งใจ

มีประโยคหนึ่งที่น่าสนใจในหนังคือตอนที่นางเอกถามลอร์ดแมนสฟิลด์ว่า ทำไมเธอถึงสูงศักดิ์เกินกว่าที่จะกินอาหารร่วมกับคนใช้ แต่ไม่สูงศักดิ์เพียงพอที่จะกินอาหารร่วมกับครอบครัวของเธอ ....

หนังเรื่องนี้สร้างจากเรื่องจริงของ  Dido Elizabeth Belle โดยได้แรงบันดาลใจจากการที่เห็นรูปวาดรูปนี้ ซึ่งน่าแปลกใจที่เห็นสุภาพสตรีผิวดำแต่งกายเช่นเดียวกับสุภาพสตรีผิวขาว และได้อยู่ร่วมภาพเดียวกันในอิริยาบทเช่นนี้ รูปนี้ปัจจุบันอยู่ที่ Scone Palace ใน  Perthshire, Scotland  อยากเห็นรูปนี้เหมือนกันค่ะ เป็นภาพที่มีชีวิตชีวามาก เป็นอีกภาพหนึ่งที่เห็นปุ๊บก็รักเลย  :)

ค้นรายละเอียดเพิ่มเติมได้จาก
http://en.wikipedia.org/wiki/Zong_massacre      การสังหารหมู่บนเรือ Zong
http://en.wikipedia.org/wiki/Middle_Passage  เส้นทางสามเหลี่ยมการค้าทาสจากยุโรปไปรับทาสจากแอฟริกาเพื่อนำไปขายในทวีปอเมริกา  
https://www.youtube.com/watch?v=9Qx90wdRD2I Belle Official Trailer

1 มีนาคม 2562
เพิ่งได้ดูรายการ Fake or Fortune  S07E04 A Double Whodunnit 02, September   https://www.youtube.com/watch?v=9luqXA5RHiw&list=PLzcBkB4D0BrdOFOKlAVPgm_YLVUnHSSw_&index=2  เขาไปที่ Scone Palace ด้วย  (เพิ่งรู้ว่าอ่านว่า สกูน  :) ) ep. นี้เขาจะพิสูจน์ว่ารูปวาดในโพสต์นี้เป็นฝีมือใครค่ะ  น่าสนใจมาก  จากการพิสูจน์เทียบการใช้สีของภาพ พิสูจน์ได้ว่าผู้วาดภาพนี้คือศิลปินชื่อ David Martin  
ที่น่าสนใจอีกเรื่องหนึ่งคือ ใน ep. นี้มีการพูดถึง Reform club อยู่ตรงข้ามกับ office ของ art dealer พิธีกรรายการนี้ ดูแล้วคิดถึงสโมสรปฏิรูปในหนังสือแปดสิบวันรอบโลกเลยทีเดียวค่ะ

Wednesday, March 12, 2014

Amelie ชอบทั้งหนังและเพลง

คงไม่พูดถึงหนังเรื่องนี้ไม่ได้ เพราะเป็นอีกเรื่องที่ชอบมาก เดิมไม่ยอมดูเรื่องนี้มานานหลายปี รู้สึกไม่อยากดู  แต่ในปี 2013 จะไปเที่ยวปารีสก็เลยเอามาดูเสียหน่อย ปรากฏว่าชอบมากๆ  จนเมื่อไปถึงปารีสก็ไปตามรอยเอมิลีกันที่ย่านมองมาร์ต ไปกินกาแฟที่ร้านกาแฟที่เอมิลีทำงานด้วย เป็นร้านที่มีอยู่จริงๆ และที่ร้านก็แขวนรูปเอมิลีให้แฟนๆได้มาปลื้มกันด้วย

เอมิลี่เป็นหนังน่ารัก ที่แนะนำให้ดูนะคะ ดูแล้วอารมณ์ดี อยากทำเรื่องดีๆ และเพลงก็น่ารักมากๆค่ะ

Audrey Tautou นางเอกที่เล่นเป็นคนเดียวกับที่เล่นเรื่อง Da Vinci Code สองเรื่องนี้เล่นคาแรกเตอร์คนละขั้วกันเลยทีเดียว


เอมิลีนัดให้พระเอกไปเดินวนอยู่ย่านโบสถ์ Sacre Coeur มองจากลานโบสถ์จะเห็นวิวเมืองปารีสแบบนี้ค่ะ 


ในร้านกาแฟที่นางเอกทำงานในเรื่อง มีรูปเอมิลีมาติดจริงๆ ก็จะมีคนมากินกาแฟที่นี่เพื่อถ่ายรูปร้านนี้ พวกเราก็ด้วยค่ะ



มองจากข้างนอก ร้านแบบนี้เลยค่ะ ชื่อร้านกาแฟกังหันสองโรง Cafe des 2 moulins 

อยู่ไม่ไกลจากร้านมูแรงรูจอันโด่งดังด้วยค่ะ แค่เดินลงไปตามถนนทางซ้ายมือของรูป ไม่ใช่ซอยในรูปนะคะ เดินข้ามทางม้าลายนั่นไปก่อน ลงไปไม่นาน เจอทางแยก เป็นลานรถเมโทรด้วย มองไปทางขวาก็เจอมูแรงรูจแล้วค่ะ



Soundtrack ของหนังเรื่องนี้น่ารักมากๆ แต่งโดย Yann Tiersen ชอบดนตรีและบรรยากาศของเพลง  ปารีสมากๆ 

เนื้อเรื่องเอมิลีเดี๋ยวค่อยมาเล่านะ

==========================================

บางทีการนึกถึงอะไรนิดเดียวมันก็ต่อเนื่องกันไปได้ไกล อยู่ๆก็นึกถึงหนังเรื่อง Amelie ก็เลยเปิดเข้าไปคลิก Soundtrack ของหนัง แล้วก็เจอว่านางเอกเรื่องนี้ตัวจริงเป็นดาราดังของฝรั่งเศสชื่อ Audrey Tautou มีลิงก์เห็นว่าเธอเล่นโฆษณาเรื่องหนึ่งเมื่อปี 2011 เป็นโฆษณาของ Channel No.5 มีฉากบนรถไฟอารมณ์ Orient Express วิ่งจากปารีสไปอีสตันบูล(แต่ในโฆษณาเห็นเป็นรถไฟสาย Venice-Simplon Orient Express)

https://www.youtube.com/watch?v=LroD5882jx4

เป็นโฆษณาที่สวยมาก  ตามไปดู Behind the scene ก็น่าสนใจ https://www.youtube.com/watch?v=F7e_UErTP1g


Monday, March 03, 2014

Sleepless in Seattle






Sleepless in Seattle เป็นหนังอีกเรื่องหนึ่งที่ชอบมากๆ ได้ดูในโรงและรู้สึกประทับใจ  เมื่อเวลาผ่านไปหลายปี จำเนื้อเรื่องไม่ได้ จำได้แค่ว่าชอบเรื่องนี้ และเรื่องนี้มีฉากบนตึกเอ็มไพร์สเตท หนังเป็นเรื่องในปี 1993 จนถึงวันนี้ 3/3/2014 ได้มาดูหนังจนจบเรื่องอีกครั้ง ประทับใจกว่าเดิม เพราะได้รู้เรื่องเล็กๆน้อยๆที่เกี่ยวกับหนังเพิ่มขึ้น เช่น หนังเรื่องนี้ได้ใช้หนังเรื่อง An Affair to remember มาเป็นตัวผูกเนื้อเรื่องตั้งแต่ต้นจนจบ

มาดูเรื่องย่อของหนังเรื่อง Sleepless in Seattle ก่อน เริ่มเรื่องที่พระเอก แซมและลูกชาย โจนา เสียภรรยาของพระเอกไป ทำให้ทั้งคู่เศร้ามาก  แต่แซมเศร้ามากกว่า ถึงขนาดเปลี่ยนที่ทำงานจากเดิมไปอยู่ที่ Seattle และยังคงไม่ลืมภรรยา จนถึงคืนคริสมาสต์ ลูกชายโทรไปที่รายการวิทยุแห่งหนึ่ง เพื่อขอพรให้พ่อได้มีภรรยาใหม่เสียทีจะได้ไม่เศร้าอีกต่อไป ผู้จัดรายการขอคุยกับแซม และกล่อมจนเขาได้เล่าความในใจออกมา  นางเอก แอนนี่ ซึ่งก็มีแฟนอยู่แล้วชื่อวอลเตอร์ คืนนั้นได้ฟังรายการที่แซมพูดรู้สึกประทับใจมาก

หลังจากนั้น แซมได้รับจดหมายมากมายจากคนที่สนใจเขาจากการฟังรายการ  แอนนี่เองก็สนใจมากได้เขียนจดหมายไปหานัดพบบนยอดตึกเอ็มไพร์สเตทในคืนวันวาเลนไทน์ ซึ่งเป็นการนัดตามเนื้อเรื่องในหนังเรื่อง An Affair to remember

เรื่องราวดำเนินต่อไปให้เห็นว่าแซมพยายามนัดสาวคนใหม่ชื่อวิคตอเรีย แต่โจนาสไม่ชอบเพราะได้อ่านจดหมายของแอนนี่แล้วรู้สึกชอบจึงพยายามเชียร์ให้แซมไปตามนัด  แต่แซมไม่สนใจ  ส่วนแอนนี้ก็พบว่าการอยู่กับวอลเตอร์ไม่ใช่สิ่งที่เธอต้องการจริงๆ

โจนาซื้อตั๋วเครื่องบินออนไลน์และบินไปนิวยอร์กเพื่อไปหาแอนนี่ตามนัด  แซมรีบบินตามไปเพื่อไปรับตัวกลับ แอนนี่กำลังฉลองวาเลนไทน์กับวอลเตอร์ แล้วในที่สุดโจนารออยู่บนตึกจนค่ำ  แซมจึงได้ไปพบ และแอนนี่ขอเลิกกับวอลเตอร์เพื่อมาตามนัด

ฉากจบจึงเป็นฉากที่แอนนี่ตามขึ้นไปบนตึก แต่เป็นช่วงเวลาที่แซมและโจนาลงไปแล้ว  แอนนี่เดินบริเวณจุดชมวิวและพบกระเป๋าของโจนาที่ลืมไว้  ฉากพบกันของแซมและแอนนี้จึงเป็นการพบบนยอดตึกตามที่ตั้งใจเพราะสองพ่อลูกกลับมาเอากระเป๋า และขาลงจึงได้จูงมือแอนนี่กลับลงไปด้วย  จบแบบแฮบปี้เอนดิ้ง

ภาพจาก http://www.ldrmagazine.com/wp-content/uploads/2013/10/sleepless_in_seattleheader.jpg
http://www.nattimartin.com/wp-content/uploads/2009/12/Sleepless-in-Seattle-Last-Lot-024.jpg
http://www.lib.berkeley.edu/MRC/Instruction/Romantic%20comedy/bso_-_sleepless_in_seattle-front.jpg

16 พฤศจิกายน 2557
มา update ว่า เดือนที่แล้วไปอเมริกา  ได้ไปขึ้นทั้งตึกเอมไพร์สเตทและผ่านที่ Union Lake ที่ Seattle เสียดายที่ไม่ได้ไปเดินดูบ้านที่ทะเลสาปของพระเอก แต่ก็ดีใจมากแล้วที่ได้ไปตามรอย Sleepless in Seattle อีกครั้ง

Saturday, February 02, 2013

Before....Sunrise..Sunset...and Midnight



ตั้งใจจะพูดถึงภาพยนต์เรื่อง Before Sunrise, Before Sunset และ Before Midnight

เพราะกำลังจะมีทริปไปปารีสเดือนพฤษภาคมนี้ ก็ค้นหาหนังที่มีฉากในปารีสมาดูเป็นการใหญ่ ดู Paris Je tiame , Midnight in Paris แล้วก็ดู Before Sunset


ดู Before Sunset แล้วก็ต้องย้อนไปดู Before Sunrise ไม่น่าเชื่อว่าหนังจะคงเรื่องราวสืบเนื่องมาตามเวลาจริง จากเรื่องแรก  Before Sunrise ในปี 1995  หนังเรื่อง Before Sunset มาจับเรื่องราวหลังจากนั้นอีกเก้าปีคือปี 2004  และในปี 2013 นี้กำลังจะมีหนังภาคถัดไปคือ Before Midnight  ไม่น่าเชื่อจริงๆ 18 ปี !!!


หนังเรื่องนี้เป็นหนังที่ชอบมาก  โรแมนติกสุดๆ  เป็นหนังที่เน้นบทสนทนาเป็นอย่างมาก แต่ก็ดึงดูดใจเป็นอย่างมากเช่นกัน มีฉากที่อยู่ในความทรงจำหลายฉาก  และมีอีกหลายฉากที่อยากให้ชีวิตเราได้มีโอกาสทำแบบนั้น ^_^


เดี๋ยวค่อยมาเพิ่มเติม.... book mark ไว้ก่อนว่าอยากคุยเรื่องนี้  :)

Before Sunrise เป็นหนังปี 1995 เรื่องของหนุ่มสาวที่พบกันบนรถไฟยูเรลจากบูดาเปสต์ไปเวียนนาในวันที่ 16 มิถุนายน ปี 1994  เจสซี่เป็นหนุ่มอเมริกันเพิ่งเลิกกับแฟนและกำลังจะบินกลับบ้านจากเวียนนา นางเอก เซลีน กำลังจะกลับไปเรียนที่ปารีสหลังจากมาเยี่ยมครอบครัว เจสซี่ชวนเซลีนให้ลงรถไฟที่เวียนนา โดยมีเวลาแค่วันเดียวเพราะวันรุ่งขึ้นเจสซี่จะบินกลับอเมริกา  สองคนก็ได้เที่ยวไปในเวียนนา  ค่อยๆเรียนรู้ซึ่งกันและกันจากการพูดคุย (เรื่องนี้บทพูดเยอะมากจริงๆ) เป็นอะไรที่ดรแมนติก  เรื่องจบลงที่สถานีรถไฟวันรุ่งขึ้น นางเอกขึ้นรถไฟไปปารีสโดยทั้งคู่สัญญาว่าจะกลับมาเจอกันที่เดิมในอีก 6 เดือนข้างหน้า  

แล้วเวลาก็ผ่านไป...... 9 ปี

Before Sunset เริ่มเรื่องจากพระเอก(เจสซี่)ที่หลังจากเวลาผ่านไป 9 ปีจากที่พบกับนางเอก(เซลีน) ได้เขียนหนังสือชื่อ This Time เล่าเรื่องราวหนึ่งคืนที่ชายหนุ่มพบกับหญิงสาวในยุโรป หนังสือเล่มนี้กลายเป็นหนังสือขายดี เจสซี่มาโปรโมตหนังสือที่ปารีสที่ร้าน Shakespeare and Company (ตั้งใจว่าถ้าได้ไปปารีสจะไม่พลาดร้านนี้ด้วยประการทั้งปวง) ในระหว่างการให้สัมภาษณ์ เขาหันไปเห็นว่าเซลีนเข้ามายืนฟังอยู่ เงียบๆ เขาตื่นเต้นมากและพยายามปลีกตัวหลังการสัมภาษณ์เพื่อออกมาหาเซลีนที่ยืนคอยอยู่หน้าร้าน ฉากนี้ประทับใจมากเมื่อคิดถึงคนที่ไม่ได้พบกันถึงเก้าปีทั้งๆที่มีความรู้สึกดีๆให้กัน


เจสซี่มีเวลาไม่มากนักก่อนจะเดินทางไปสนามบินเพื่อบินกลับนิวยอร์ก เขานัดหมายเวลาให้รถรอรับ โดยตัวเขาจะใช้เวลาเกือบสองชั่วโมงนี้กับเซลีน การพูดคุยกันพร้อมๆกับการเดินท่องเมืองดูจะเป็นรูปแบบของคู่นี้ที่โรแมนติกและทำให้รู้จักกันลึกซึ้งทั้งๆที่มีเวลาด้วยกันน้อยนิด


เดาซิว่าชีวิตของคู่นี้เป็นยังไงต่อ ต้องต่อที่่ Before Midnight ค่ะ  :)


ส่วนการตามรอยหนัง Before Sunset ใน Paris ก็ได้ไปสมความตั้งใจคือ ไปตั้งต้นจากโบสถ์นอร์ตเตอดาม เดินข้ามแม่น้ำและข้ามถนนมาก็เจอร้าน Shakespeare and Company เป็นร้านที่มีคนคึกคักทีเดียวถึงจะไม่ได้แน่นมาก หน้าร้านมีกะบะขายหนังสือมือสอง มีโต๊ะเก้าอี้ชุดนึงที่นั่งคุยกันได้ วันนั้นเห็นมีสาวคนหนึ่งนั่งคุยกับสาวอีกสองคน คงคุยกันเกี่ยวกับร้านนี้เพราะดูคนหนึ่งท่าทางเหมือนเป็นคนของร้าน  ข้างในดูแคบเพราะหนังสือเยอะมาก เป็นหนังสือภาษาอังกฤษแยกตามหมวดหมู่ ชั้นบนมีมุมเด็ก บรรยากาศอบอุ่น  แต่ไม่ได้ถ่ายรูปข้างใน ออกจะเกรงใจ ได้ซื้อหนังสือมาเล่มหนึ่งเป็นบทหนัง Before Sunrise และ Before Sunset สองเรื่องในเล่มเดียว และซื้อถุงผ้าของร้านมาอีกใบหนึ่งเป็นที่ระลึก



จากนั้นก็เดินไปข้างๆร้าน มีถนนเส้นเล็กๆที่พระเอกนางเอกเดินคุยกันไป



พอเดินสุดซอยคู่นั้นเขาก็เลี้ยวซ้ายเข้าถนนเล็กๆเส้นนี้ rue Galande ค่ะ เป็นถนนเล็กๆน่ารักมาก


สิงหาคม 2556


มาบันทึกเพิ่มเติมว่าได้ดู Before Midnight แล้ว เนื้อเรื่องของตอนนี้เป็นชีวิตครอบครัวที่มักจะมีปัญหาได้เสมอ แต่ถ้าได้คุยเปิดใจกันก็จะสามารถหาทางแก้ไขได้เช่นกัน  เรื่องนี้มีฉากที่ประเทศกรีซ พระเอกไปส่งลูกชายที่เกิดกับภรรยาเก่ากลับไปอเมริกาจากที่ได้มาพักผ่อนอยู่หลายสัปดาห์ เมื่อกลับไปที่พักซึ่งเป็นบ้านของเพื่อนพระเอก ก็จะมีฉากแบบฉบับของ Before.... ทั้งหลายคือการคุยกัน ทั้งเรื่องความหลังเมื่อพบกัน เรื่องราวในชีวิต การเขียนหนังสือของเจสซี่ ...  จนเมื่อคู่นี้ได้ไปพักค้างคืนที่โรงแรมที่เพื่อนมอบให้เป็นของขวัญ ตอนเดินไปโรงแรมก็ยังดีๆกัน มาเป็นจุดแตกหักเมื่อนางเอกรู้สึกแย่ที่พระเอกพยายามให้ย้ายไปอยู่อเมริกาเพื่อจะได้ใกล้ลูกชายที่พระเอกรู้สึกว่าตัวเองดูแลลูกน้อยไป  นางเอกโกรธมากก็มีการระเบิดอารมณ์ใส่กัน  แต่ในที่สุดก็เป็นตามแบบฉบับคือ ใจเย็นลงและยอมรับกันได้ในที่สุด


ต้องบอกว่าพระเอกนางเอกคู่นี้เป็นไปตามวัยจริงๆ ดูเรื่องนี้จบแล้วย้อนไปดู Before Sunrise เห็นเซลีนกับเจสซี่ตอนหนุ่มสาว  คนละเรื่องกันเลย  แถมรู้สึกอินเหมือนคู่นี้มีชีวิตครอบครัวด้วยกันจริงๆเสียด้วย


สรุปว่าเป็นหนังที่ชอบ ถึงแม้จะไม่มากเท่าสองภาคแรกค่ะ



Sunday, April 25, 2010

The Red Violin หนังดี...แต่ทำไมเพิ่งได้ดูก็ไม่รู้

วันนี้ดูหนังเรื่อง The Red Violin ไวโอลินเลือด ของ Francois Girard เป็นหนังที่ได้รางวัล Best Music by John Corigliano ในการชิง Academy award เป็นหนังปี 1998( และฉันก็เพิ่งได้ดูในปี 2010 เนี่ยนะ) ทีแรกก็เฉยๆ หยิบมาดูคิดว่าเป็นหนังลึกลับด้วยซ้ำ แต่อ่านคำบรรยายภาษาไทยด้านหลังเขียนว่า นี่คือหนังสำหรับคนรักดนตรี และเมื่อดูจบแล้วก็รู้สึกดีจริงๆด้วย ไม่ได้ถึงกับตื้นตันน้ำตาไหลแต่รู้สึกอยากติดตามอยากรู้เรื่องต่อเนื่อง

พล็อตเรื่องเกี่ยวกับไวโอลินตัวหนึ่งถูกสร้างโดยช่างทำไวโอลินชาวอิตาลีเมื่อสามศตวรรษที่แล้วในปี ค.ศ.1681 เพื่อเตรียมให้กับลูกที่กำลังจะคลอดของเขา โชคร้ายที่ภรรยาของเขาเสียชีวิตระหว่างคลอด ไวโอลินตัวนี้จึงไม่ได้เป็นไปตามความประสงค์ของผู้สร้าง เวลาผ่านไปไวโอลินตัวนี้ถูกบริจาคให้โบสถ์ที่เลี้ยงเด็กกำพร้าในออสเตรีย มีเด็กหลายคนได้เล่นต่อๆกันมา จนมีเด็กอัจฉริยะคนหนึ่งได้เล่น และมีนักดนตรีที่เห็นแววพาไปที่เวียนนาเพื่อแสดงให้เจ้าชายคัดเลือกสำหรับร่วมในการเดินทางไปรัสเซียของพระองค์ โชคร้ายอีกครั้งที่เด็กคนนี้เสียชีวิตต่อหน้าพระพักตร์ด้วยความเครียดและเดิมเป็นโรคหัวใจอยู่แล้ว ไวโอลินถูกฝังพร้อมศพ 

แต่มีหัวขโมยได้มาขุดหลุมศพนำไวโอลินไป ครั้งนี้ไวโอลินตัวนั้นถูกเล่นต่อๆกันในกลุ่มยิปซีเร่ร่อน จนเมื่อมาถึงอังกฤษ เจ้าของที่ดินที่ยิปซีมาพักซึ่งเป็นนักไวโอลินที่มีสไตล์เฉพาะตัวในสมัยนั้นได้เห็นและนำไวโอลินนี้ไปใช้ในการแสดงของเขา การแสดงของเขาต้องมาจากแรงบันดาลใจที่เกิดจากหญิงสาวคนหนึ่ง ซึ่งเธอเองเป็นนักประพันธ์ที่ต้องการแรงบันดาลใจในการเขียนเช่นกัน เธอจึงเดินทางไปรัสเซีย และกลับมาพบว่าเขาหาแรงบันดาลใจจากหญิงอื่นเมื่อไม่มีเธอ เธอยิงไวโอลินตัวนั้นเสียหาย แล้วจากไป เขาฆ่าตัวตายในที่สุดเพราะสูญเสียแรงบันดาลใจและอ่อนแอเพราะฝิ่น 

ไวโอลินถูกนำข้ามน้ำข้ามทะเลไปถึงเมืองจีนที่เซี่ยงไฮ้โดยคนรับใช้ชาวจีนของเขาที่กลับwxเมืองจีนและนำไวโอลินตัวนั้นไปขายในร้ายขายของเก่า ไวโอลินถูกขายต่อให้แม่ลูกชาวจีนคู่หนึ่ง ลูกสาวเมื่อเติบโตขึ้นตกอยู่ในช่วงปฏิวัติการปกครองของจีน เครื่องดนตรีตะวันตกจะถูกทำลาย ไวโอลินถูกมอบให้อาจารย์สอนดนตรีผู้เก็บเครื่องดนตรีหลบซ่อนการทำลายของเรดการ์ดจนสิ้นสุดยุคประธานเหมา ในที่สุดรัฐบาลจีนได้มอบคอลเลกชั่นเครื่องดนตรีเหล่านี้กลับมาสู่ประเทศตะวันตก จนเข้าสู่การประมูลในเมืองมอลทรีลออลในแคนาดา ฉากการประมูลเป็นฉากนำเรื่องจากนั้นหนังตัดเรื่องไปมาระหว่างแต่ละช่วงเวลาเดินทางของไวโอลิน ซึ่งตัดภาพได้เรียบรื่นดีมาก 

แล้วเรื่องมาเฉลยกันตอนจบว่าช่างทำไวโอลินได้นำเลือดของภรรยาผู้เสียชีวิตมาทาสีไวโอลินโดยใช้แปรงที่ทำจากผมของเธอ ชื่อเรื่องภาษาไทยที่ตั้งชื่อว่า ไวโอลินเลือด จึงสื่อเนื้อหาส่วนนี้เข้าไปด้วย

โดยส่วนตัวชอบเรื่องนี้ทั้งฉากที่สวยงาม ดนตรีประกอบนั้นยอดเยี่ยม ฟังแล้วอยากเล่นไวโอลินตาม เนื้อเรื่องแต่ละช่วงแสดงให้เห็นยุคสมัยที่เปลี่ยนไปและลักษณะของภูมิภาคที่ต่างกัน

เกี่ยวกับไวโอลิน จะเห็นว่าเรื่องเริ่มที่ Cremona ซึ่งเป็นเมืองอยู่ทางเหนือของอิตาลี นับเป็นศูนย์กลางการผลิตเครื่องดนตรีโดยเฉพาะไวโอลินตระกูลต่างๆ ได้แก่ Amati, Guarneri และ Stradivari ( ในเรื่องใช้ชื่อ Nicolò Bussotti เป็นช่ทำไวโอลิน) เรื่องนี้ว่ากันว่าได้รับแรงบันดาลใจจากไวโอลินของ Stradivarius ที่ชื่อ The Red Mendelssohn สร้างในปี ค.ศ.1721 ปัจจุบันเป็นของนักไวโอลินชื่อ Elizabeth Pitcairn ผู้ได้ไวโอลินตัวนี้เป็นของขวัญวันเกิดซึ่งมีมูลค่าสูงถึง 1.7 ล้านเหรียญจากการประมูลกับคริสตี้ที่ลอนดอน ชื่อ "The Red Mendelssohn"มาจากแถบสีแดงบนต้านขวาบนของตัวไวโอลินซึ่งไม่มีใครทราบที่มาของแถบนั้นเช่นกัน

มีนิยายอีกเรื่องหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับไวโอลินของสตราดิวาเรียสคือเรื่อง Antonietta เขียนโดย John Hersey ในปี 1991 Antonietta เป็นทั้งชื่อนิยายและเป็นชื่อของไวโอลินของ Stradivarius ที่สร้างในปี 1699 ในช่วงที่เขาเสียภรรยาและได้ตกหลุมรักกับสาวน้อยคนหนึ่งชื่อ Antonia
Links
1. http://www.youtube.com/watch?v=mHfgRgyxQoA&feature=related เพลงในเรื่องตอนที่ Weiss เสียชีวิตแล้วไวโอลินไปอยู่กับยิปซี
2. http://www.youtube.com/watch?v=2K5q89S_ELg Red Violin Suite with the KCO
A clip of Elizabeth Pitcairn performing The Red Violin Suite for solo violin, strings, harp and percussion by John Corgliano at the World Financial Center Winter Garden in New York City with the Knickerbocker Chamber Orchestra of New York, conducted by music director Gary S. Fagin. 11/17/09

Thursday, August 12, 2004

Angles & Demons : ความสนุกสนานบนข้อเท็จจริง

(ต่อจาก Angles & Demons : เรื่องย่อ ) ด้วยพล็อตเรื่องที่ว่ามา หนังสือเรื่องนี้กลับมีเนื้อหาที่อัดแน่นด้วยข้อมูลต่างๆจนคนอ่านเองไม่แน่ใจว่าควรจะเชิ่อว่าเป็นเรื่องจริงหรือไม่เพราะมันสมจริงมาก หมายเหตุผู้เขียนระบุว่าผลงานศิลปะ อุโมงค์และสถาปัตยกรรมทั้งหมดที่อ้างถึงในกรุงโรมรวม(ทั้งตำแหน่งที่ตั้ง) เป็นข้อเท็จจริงทั้งสิ้น กลุ่มภราดรอิลลูมิเนติก็เป็นข้อเท็จจริงเช่นกัน หนังสือเล่มนี้ให้ภาพแผนที่กรุงโรมและนครวาติกันมาประกอบเรื่อง เห็นแล้วก็ได้แต่บอกกับตัวเองว่าสักวันหนึ่งจะต้องไปเดินตามรอยสถานที่เหล่านี้เพื่อพิสูจน์ความจริง ( หนังสือรหัสลับดาวินซี มาในแนวเดียวนี้เหมือนกัน อัดแน่นด้วยข้อเท็จจริงในเนื้อหาและสถานที่ตั้ง จนผู้อ่านบางคนอาจเกิดความฝันลอยๆว่าสักวันน่าจะไปตามรอยดาวินซีที่ปารีสกับอังกฤษบ้าง) สิ่งที่รู้สึกอีกอย่างหนึ่งหลังจากอ่านหนังสือเล่มนี้คือ อยากอ่านฉบับภาษาอังกฤษเหลือเกิน เพราะบทสนทนามีการเล่นคำอยู่หลายครั้ง การเล่นคำบางเรื่องต้องขอบคุณผู้แปลที่มีหมายเหตุและระบุคำภาษาอังกฤษมาด้วยทำให้ตามความหมายของคำได้ แถมบางคำที่เขาใช้โดยส่วนตัวก็ไม่เข้าใจการเล่นคำนั้นๆ (คาดว่าถ้าอ่านฉบับภาษาอังกฤษคงต้องมีฉบับแปลอ่านควบคู่ในบางตอน) อย่างเช่น การเล่นคำ NO GUT, NO GLORY ที่เป็นลายพิมพ์บนเสื้อคนในเซิร์นคนหนึ่ง ที่อาจแปลว่า “ไร้กึ๋นก็ไร้เกียรติ” แต่สำหรับที่เซิร์น GUT คือ General Unified Theory (ทฤษฎีเอกภาพที่สมบูรณ์) เป็นการเล่นคำที่เก๋มากเล่นทั้งศัพท์ปกติล้อเลียนทฤษฎีทางวิทยาศาสตร์ หรืออย่างการเอากระดาษแปะบนเสาต้นหนึ่งแล้วเขียนว่า “เสาต้นนี้เป็นไอออนิก” ไออนนิกสำหรับนักเรียนศิลปะคือรูปแบบของเสาทรงกรีกแบบหนึ่ง พระเอกจึงบอกว่าเสาต้นนี้ไม่ใช่ทรงไอออนิก เป็นทรงดอริกต่างหาก แต่สำหรับคนทางวิทยาศาสตร์ย่อมเข้าใจเสมอว่าไอออนิกคือการที่มีไอออนอยู่ ซึ่งหมายความว่าเสาต้นนั้นมีอนุภาคประจุไฟฟ้าอยู่นั่นเอง เรื่องที่น่าสนใจเกี่ยวกับศาสตร์สัญลักษณ์ในเรื่องนี้ก็มีมากมาย เช่น แอมบิแกรม - คำว่า illuminati สามารถเขียนในรูปสมมาตรหรือแอมบิแกรม แอมบิหมายถึง ทั้งสอง หมายถึงอ่านได้ทั้งสองด้าน กลับหัวกลับหางได้ ตัวอย่างรูปสมมาตรที่พบเห็นทั่วไปได้แก่ ตราสวัสดิกะ หยินหยาง ดวงดาราแห่งยิว กากบาทธรรมดา เป็นต้น ในเว็บเพจหน้าหนึ่งในเว็บไซต์ของแดน บราวน์ จะมีลิงก์ไปที่เรื่องนี้ http://www.danbrown.com/secrets/ambigram.html เรื่องนี้มีการเหน็บแนมชาวอเมริกันในเรื่องหลงตัวเองอย่างน่าสนุก เช่น พระเอกชาวอเมริกันของเราข้องใจว่าทำไมผู้ติดต่อจากเซิร์นจึงสามารถหาข้อมูลเบอร์โทรศัพท์ของเขาได้จากการค้นเว็บ ทั้งๆที่เขาไม่ได้ใส่เบอร์โทรศัพท์ติดต่อไว้ในเว็บเพจ “ฟังเหมือนห้องทดลองของคุณรู้เรื่องเว็บมากนักงั้นแหละ” “ก็สมควรอยู่” ชายคนนั้นตอบกลับ “เราเป็นผู้คิดค้นมันขึ้นมาเอง” ฟังดูแปลกแต่เป็นความจริงที่คนทั่วไปมักคิดว่า WWW ถูกคิดค้นโดยคนอเมริกัน(เพราะปัจจุบัน W3C ซึ่งเป็นองค์กรดูแลด้านเว็บมีสำนักงานอยู่ในอเมริกา) จริงๆแล้ว WWW ถูกคิดค้นโดยเซอร์ ทิม เบอร์เนอร์ส ลี ชาวอังกฤษในขณะที่ทำงานอยู่ที่เซิร์น การเหน็บแนมอีกเรื่องที่น่าสนใจคือการที่ทฤษฎีบิ๊กแบงค์ถูกเข้าใจว่าเป๋นการนำเสนอโดยEdwin Powell Hubble นักดาราศาสตร์ชาวอเมริกัน พระเอกของเราก็เข้าใจเช่นนั้น เมื่อวิตโตเรียนางเอกสาวนักฟิสิกส์ชีวสัมพันธ์กล่าวว่า คริสตจักรคาทอลิกเป็นผู้นำเสนอทฤษฎีบิ๊กแบงค์ โดยนักบวชคาทอลิกชาวเบลเยี่ยมชื่อ Goerges Edouard Lematre ในปี 1927 แลงดอนก็อดไม่ได้ที่จะแย้งจนผู้อำนวยการของเซิร์นในเรื่องอดไม่ได้พูดว่า "เอาอีกแล้วซี ความเย่อหยิ่งทางวิทยาศาสตร์ของชาวอเมริกันนี่ ฮับเบิลตีพิมพ์เรื่องนี้เมื่อปี 1929 สองปีหลังจากเลอแมตร์" ความจริงถ้าเราลองอ่านหนังสือหลายๆเล่มก็จะพบว่าฮับเบิลเป็นเพียงผู้ยืนยันสมมติฐานนั้น นอกจากนี้ยังมีข้อมูลต่างๆที่น่าสนใจอีก เช่น ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับกลุ่ม องค์กรที่น่าสนใจ illuminati และ Mason CERN วาติกัน ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับสถาปัตยกรรม ผลงานศิลปะในเรื่อง Santa Maria Del อืมม์..post ก่อนล่ะ ไว้ค่อยมา update แล้วกันนะ

Angles & Demons : เรื่องย่อ

วันนี้ขอแซงเรื่องนกมาเป็นหนังสือที่ชอบมากเรื่องล่าสุด เพิ่งตะลุยอ่านจนจบเมื่อเช้านี้เอง หลังจากอ่านมาค่อนคืน อ่านจบด้วยความทึ่งในไอเดียคนแต่ง และก็บอกตัวเองว่า ไม่ได้แล้วต้องบันทึกไว้หน่อยว่าหนังสือเล่มนี้พิเศษตรงไหน Angles & Demons เป็นหนังสือขายดีของ Dan Brown ที่ถูกจั่วหัวว่าเป็น Unputdowntable Mystery อีกเรื่องหนึ่ง ภาคภาษาไทยใช้ชื่อว่า “เทวากับซาตาน” แปลโดย อรดี สุวรรณโกมล และอนุรักษ์ นครินทร์ พิมพ์ครั้งแรก กรกฎาคม 2547 โดยแพรวสำนักพิมพ์ เป็นหนังสือในเครืออมรินทร์ หนา 601 หน้า ราคา 345 บาท ปกสีแดง มีชื่อเรื่องเป็นอักษรเขียนแบบโบราณในลักษณะที่พยายามทำให้เป็นทรงสมมาตร มีอักษรจางๆคำว่า illuminati เขียนในลักษณะแอมบิแกรม ภาพฉากหลังเป็นภาพตัดต่อปฏิมากรรมเห็นเป็นรูปคนหรือเทวทูตกำลังถือไม้คทาแปะอยู่ที่มุมปกทั้ง 4 ด้าน หนังสือเล่มนี้เป็นเรื่องแรกในซีรี่ส์ที่มีพระเอกชื่อ โรเบิร์ต แลงดอน ผู้เป็นศาสตราจารย์ด้านศาสตร์สัญลักษณ์แห่งมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด แต่ในบ้านเราได้อ่านเรื่องนี้เป็นเล่มที่สองต่อจาก “รหัสลับดาวินซี” (The Da Vincci Code) นัยว่าเรื่องรหัสลับดาวินซีโด่งดังกว่า ความจริงยังมีหนังสือนวนิยายแนวลึกลับแบบนี้ของ แดน บราวน์อีก 2 เล่มคือ Deception Point และ Digital Fortress รายละเอียดหาอ่านเพิ่มเติมได้ใน http://www.danbrown.com/novels/index.html ในความเห็นส่วนตัว ชอบเรื่อง Angles & Demons มากกว่า The Da Vincci Code อาจเป็นเพราะเพิ่งอ่านจบยังมีความประทับใจอยู่อย่างมากหรืออาจเป็นเพราะไบแอสส่วนตัวที่ชอบเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับหน่วยงานทำงานด้านวิทยาศาสตร์อย่างเซิร์นและองค์กรใหญ่ยักษ์อย่างคริสตจักร และเรื่องราวส่วนใหญ่ดำเนินเรื่องในกรุงโรมและวาติกันเปรียบเทียบกับ The Da Vincci Code ที่เป็นเรื่องราวส่วนใหญ่ดำเนินเรื่องในปารีสและอังกฤษ แต่ทั้งสองเรื่องสะเทือนแนวคิดในศาสนาคริสต์อย่างน่าตื่นเต้น เนื้อเรื่องโดยย่อของ Angles & Demons มีอยู่ว่า พระเอกของเรื่องคือ ศาตราจารย์หนุ่มโรเบิร์ต แลงดอน นักวิชาการด้านศาสตร์สัญลักษณ์จากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด บอสตัน อเมริกา ถูกตามตัวให้ไปช่วยแก้ปัญหาฆาตกรรมที่เกิดขึ้นที่เซิร์น ศูนย์วิจัยนิวเคลียร์ฟิสิกส์ที่เจนีวา สวิสเซอร์แลนด์ เหยื่อฆาตกรรมเป็นอัจฉริยะนักวิจัย ถูกฆ่าและนาบไฟประทับตรา Illuminati บนหน้าอก จุดประสงค์การฆ่าเพื่อขโมยปฏิสสารอำนาจทำลายล้างสูงที่เพิ่งถูกค้นพบ ปฏิสสารนั้นถูกพบว่าไปวางซ่อนไว้มุมหนึ่งในมหาวิหารเซนต์ปีเตอร์ นครวาติกัน โดยมองเห็นจากกล้องวงจรปิดแต่ไม่สามารถหาตำแหน่งของกล้องได้ เงื่อนเวลาคือการที่ปฏิสสารนั้นถูกตั้งเวลาป้องกันการระเบิดไว้เพียง 24 ชั่วโมงถ้าถูกนำออกจากที่เก็บ นางเอกเป็นลูกสาวของเหยื่อฆาตกรรมและเป็นผู้มีส่วนในการคิดค้นปฏิสสารนั้น พระเอกและนางเอกร่วมกันเดินทางไปที่วาติกันและเผชิญสถานการณ์ที่คริตจักรกำลังปั่นปวนเพราะสันตะปาปาเพิ่งถูกฆาตกรรมเมื่อสิบห้าวันที่แล้วและในวันนั้นเป็นวันที่มีพิธีคัดสรรสันตะปาปาองค์ใหม่ หากปฏิสสารเกิดระเบิดขึ้นมา วาติกันจะถูกทำลาย การก่อการร้ายครั้งนี้เป็นการทำงานของกลุ่มอิลลูมิเนติ (Illuminati) กลุ่มนักวิทยาศาสตร์ฝั่งตรงข้ามคริสตจักรที่มีประวัติถูกคริสตจักรทำลายล้างไปเมื่อหลายศตวรรษก่อน ครั้งนี้เป็นปฏิบัติการล้างแค้นคริสตจักร กลุ่มอิลลูมิเนติจับตัวพระคาร์ดินัลตัวเก็งสันตะปาปาองค์ใหม่ไปเป็นเหยื่อการล้างแค้น 4 รูป โดยมีการระบุเวลาและสถานที่ที่จะทำการฆ่า เรื่องราวดำเนินไปในการไล่ล่าเพื่อหยุดยั้งฆาตกรรมนั้นแต่ปมปัญหาคือสถานที่ที่ถูกระบุมาเป็นเพียงคำพูดไม่เจาะจงพระเอกต้องอาศัยความสามารถในการวิเคราะห์ตีความแล้วติดตามไปยังสถานที่เหล่านั้น เรื่องราวตื่นเต้นขึ้นเป็นลำดับ จนมาถึงไคลแมกซ์ในตอนสุดท้ายที่จบเรื่องได้อย่างหักมุมและสวยงาม