Showing posts with label ภาพวาด. Show all posts
Showing posts with label ภาพวาด. Show all posts

Wednesday, March 08, 2017

Mini Monet






วันนี้ดูสารคดีของ BBC The Making of a Master เป็นเรื่องของศิลปินอัจฉริยะชื่อ 

KIERON WILLIAMSON ผู้ได้รับการขนานนามว่า Mini Monet น่าสนใจที่ได้เห็นผลงานภาพสวยๆของศิลปินที่มีความสามารถวาดภาพได้ขนาดนี้ตั้งแต่อายุยังน้อย เป็น Progidy ตัวจริง

ในการแสดงภาพครั้งที่ 2 ของเขาในปี 2009 ภาพวาดถูกซื้อทั้งหมดภายในเวลา 14 นาที ด้วยมูลค่า £18,200 สำหรับ ภาพ 16 ภาพ และในการแสดงภาพครั้งถัดมาในเดือนกรกฏาคม 2010 ภาพทั้งหมดถูกขายไได้ภายใน 30 นาทีด้วยมูลค่า £150,000 

ในวิกิพีเดีย ให้ข้อมูลว่า ในปี 2013 เมื่อเขาอายุ 10 ขวบ เขาสามารถทำเงินได้  £1,500,000 จากภาพวาดของเขา BBC ได้ทำสารคดีเกี่ยวกับเรื่องนี้ชื่อว่า "Art prodigy poses 'ethical nightmare' for parents"

ได้ลองตามไปดูงานของเขาแล้ว ภาพสวยมากสมกับเป็น Mini Monet จริงๆ น่าดีใจที่โลกมีศิลปินที่โดดเด่นขึ้นมาแบบนี้ เขาอาจจะมีชื่อเสียงข้ามศตวรรษเหมือนศิลปินผู้โด่งดังในอดีต
  
"In August 2009, 19 of my paintings made their first public appearance and the rest, as they say, is history!"

BBC The Making of a Master https://www.youtube.com/watch?v=St5ciUhjRCQ 

ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ http://www.kieronwilliamson.com/

Friday, March 03, 2017

Dutch art :Pieter Bruegel

 เมื่อได้ดูสารคดีที่เกี่ยวกับผลงานศิลปะมากขึ้น พบว่ามีงานของศิลปินหลายคนที่เราชื่นชอบ  บางชิ้นมีโอกาสได้เห็น แต่บางชิ้นก็ไม่เคยเห็นเลย ส่วนตัวชอบบางภาพที่เห็นด้วยความรู้สึกของตัวเอง ไม่ได้สนใจว่าเป็นภาพของเรื่องใดหรือสื่อความหมายใด  ในขณะที่บางภาพอาจจะไม่ชอบ ไม่รู้สึกอะไรพิเศษแต่เมื่อได้ฟังการวิจารณ์ภาพ การชี้จุดให้เห็นคุณค่าของงาน เมื่อมองตามก็พบว่าเป็นงานที่มีความน่าสนใจมากๆ


ตัวอย่างเช่น งานของ โบรเกิล Pieter Bruegel ศิลปินดัตช์(เบลเยี่ยมในปัจจุบัน) งานของเขาจะเป็นภาพชีวิตคนธรรมดา คนทำงาน และมีในส่วนของการแสดงถึงบาป ศาสนา แง่ร้ายในชีวิต บางภาพลงรายละเอียดบุคคลรายคนจำนวนมาก  งานของเขาได้รับอิทธิพลจาก Hieronymus Borsch และงานของเขาก็เป็นที่ชื่นชอบของศิลปินรุ่นหลัง เช่น แรมบรันด์ เป็นต้น  ผลงานภาพที่เป็นซีรี่ส์ของชีวิตคนในแต่ละเดือนซึ่งมีเหลืออยู่ในปัจจุบันจำนวน 5 ภาพ มีรายละเอียดที่น่าสนใจมาก เช่น  เดือนกุมภาพันธ์ The hunters in the snow  มีบรรยากาศภาพที่ดูแตกต่างกันเองจากชีวิตคนบนเขา ล่าสัตว์ ทำงาน แต่เมื่อมองไปอีกด้านหนึ่งของภาพ เป็นภาพผู้คนกำลังเล่นหรือทำกิจกรรมต่างๆบนทะเลสาบที่เป็นน้ำแข็ง

ภาพ The Peasant Wedding  ภาพนี้เมื่อมองทีแรกดูไม่ออกว่าเป็นงานเลี้ยงอะไร เพราะจุดสนใจอยู่ที่คนกำลังคอนแคร่อาหารมาเลี้ยงคน  แต่ในภาพมีเจ้าสาว มีพ่อเจ้าสาว มีคนนั่งกินอาหารบนโต๊ะ  มีเด็กกินอาหารอยู่บนพื้น ซึ่งทำให้เรามองเห็นชีวิตของคนในศตวรรษที่ 16  เช่น ในภาพเราจะไม่แน่ใจว่ามีเจ้าบ่าวอยู่หรือไม่ เพราะบางคนบอกว่าในวัฒนธรรมเฟลมมิชยุคนั้น  เจ้าบ่าวจะไม่มาร่วมในงานเลี้ยงฉลอง บางคนบอกว่าเจ้าบ่าวคือชายสวมหมวกแดงในภาพ ก็แล้วแต่หลักฐานและความเชื่อที่เขาคาดการณ์กัน

Pieter_Bruegel_the_Elder_-_Peasant_Wedding_-_Google_Art_Project_2.jpg

อีกรูปที่น่าสนใจคือ Netherlandish Proverbs (Dutch: Nederlandse Spreekwoorden; also called Flemish Proverbs, The Blue Cloak or The Topsy Turvy World) เพราะในรูปจะวาดภาพสุภาษิตไว้ ประมาณ 112 สุภาษิต นี่ถ้าไม่มีใครชี้ให้เห็น เราจะรู้ไหมคะ




ยังมีข้อมูลอีกมากแต่ยังไม่ได้ค้นเป็นเรื่องเป็นราว ไว้ค้นแล้วค่อยมาอัพเดทนะคะ  :)

Thursday, November 24, 2016

Art and Science....Turbulent flow in Van Gogh paintings

(เขียนเมื่อ 13 ธันวาคม 2558 เขียนไว้นานแล้วใน FB เอามาเก็บไว้แถวนี้เพราะมีเนื้อหาน่าสนใจค่ะ)



สองสัปดาห์ที่แล้วไปกินข้าวที่ Beach Walk กับพี่หญิง ได้ไปดูรูป Starry Night ของแวนโกะที่ได้มอบไว้ให้ที่นี่ ได้ถ่ายรูปไว้ให้ กลับมาก็ไม่ได้คิดอะไรมาก เพราะปกติไม่ได้ชอบงานของแวนโกะเท่าไร คือส่วนตัวชอบอิมเพรสชั่นนิสต์ แต่งานของแวนโกะจะเป็น Post Impressionist การแสดงของภาพมีความเคลื่อนไหวสูงกว่า หม่นกว่า แต่ก็ต้องรู้จักกันตามท้องเรื่องอะนะคะ

วันนี้เปิดดูสารคดีใน You Tube พบแอนิเมชั่นของ Ted Ed นำเสนอว่า The Starry night ของแวนโกะ สามารถแสดงรูปแบบความปั่นป่วนของของไหล( Fluid turbulence) ได้ตามหลักวิทยาศาสตร์ ซึ่งเป็นสิ่งที่ปกติมนุษย์จะมองไม่เห็น (ปกติเราจะเรียนเรื่อง Turbulence เช่น ไอที่พ่นจากเครื่องบิน หรือ eddy current ของการไหลของของเหลว แล้วทำการคำนวณทางคณิตศาสตร์เพื่อจะควบคุมการทำงานของการเกิดการไหลแบบปั่นป่วนเหล่านั้น เช่น การควบคุมการไหลของของไหลในท่อให้ช้าเร็วเพื่อให้เกิดการปั่นป่วนของของไหลมากน้อยต่างกัน เอาไปใช้ประโยชน์ในการให้ความร้อนแก่ของไหลอย่างทั่วถึง เป็นต้น )

แต่แวนโกะและศิลปินอิมเพรสชั่นนิสต์คนอื่นๆใช้วิธีการเขียนภาพต่างจากศิลปินยุคก่อนโดยการจับการเคลื่อนไหวของแสง คือเล่นกับความส่องสว่าง (luminance) ภาพสไตล์อิมเพรสชั่นนิสต์จึงออกมาคล้ายจะมีการเคลื่อนไหว เป็นสิ่งที่จับอารมณ์ ณ ขณะนั้น

ในภาพ Starry Night แวนโกะได้วาดให้เห็นการเคลื่อนไหวที่หมุนวนเป็นวง นักวิจัยได้ทำการวิจัยภาพโดยทำการดิจิไตล์ภาพดูทีละพิกเซลแล้วพบว่าแวนโกะวาดภาพการเคลื่อนไหวในภาพได้ใกล้เคียงกับการอธิบายด้วยคณิตศาสตร์ ซึ่งเป็นเรื่องเหลือเชื่อมากที่เขาสามารถแสดงการเคลื่อนไหวของแสงออกมาได้เช่นนั้น และเป็นเฉพาะภาพที่เขาวาดเมื่อตกอยู่ในภาวะจิตสับสนเท่านั้น เพราะเมื่อลองเปรียบเทียบกับภาพที่เขาวาดตอนที่จิตใจสงบนิ่ง เช่น ภาพเหมือนของตนเองที่สูบไปค์ ภาพนั้นมีควันที่พ่นลอยเป็นวง แต่ไม่มีรูปแบบใกล้เคียงกับหลักการทางวิทยาศาสตร์ หรือแม้แต่ภาพ Scream ของ Edvard Munch ซึ่งมีลักษณะของ Turbulence เช่นกัน ก็ไม่พบรูปแบบการเคลื่อนไหวตามหลักการนี้แต่อย่างใด

วารสาร Nature ได้เขียนบทความเกี่ยวกับเรื่องนี้ไว้ด้วยว่า หลักการที่อธิบายความสัมพันธ์ของความเร็วของการไหลและอัตราแรงต้าน ได้ถูกคิดขึ้นโดยนักวิจัยชาวรัสเซีย Andrei Kolmogorov ช่วงทศวรรษ 1940s ความสัมพันธ์นี้เรียกว่า Kolmogorov scaling สิ่งที่พบในงานของแวนโกะคือภาพแสดงการเคลื่อนไหวที่ถูกต้องตามหลักการนี้นั่นเอง และเป็นเพียงคนเดียวที่พบว่าสามารถวาดภาพได้ตรงตามทฤษฎีนี้สามารถตรวจสอบได้จากภาพต่างๆ เช่น The Starry Night, Road with Cypress and Star และ Wheat Field with Crows ( ทั้งนี้ไม่ได้หมายความว่าศิลปินคนอื่นวาดภาพไม่ตรงตามความเป็นจริงนะคะ เพียงแต่ไม่ตรงกับทฤษฎีที่นักวิจัยเขาศึกษาเท่านั้น เพราะยังมีงานของศิลปิน เช่น Jackson Pollock ซึ่งมีรูปแบบ fractal patterns นั่นเอาไว้เป็นอีกเรื่องแล้วกัน ไม่อยากบอกว่างานของ Pollock ก็ไม่ค่อยชอบเหมือนกัน ไม่มีอารมณ์ศิลป์แนวนี้เลยนะเรา)
ถ้าจะดูเพิ่ม เวอร์ชั่นง่าย ตามไปดูแอนิเมชั่นใน YouTube ลิงก์นี้นะคะ
ถ้าจะเอาชนิดมีคำอธิบายละเอียดขึ้นอีกนิดแต่ยังเข้าใจง่ายก็ลิงก์นี้ค่ะ บทความในวารสารเนเจอร์
http://www.nature.com/n…/2006/060703/full/news060703-17.html
ลิงก์ของ Museum of Modern Art http://www.moma.org/…/vincent-van-gogh-the-starry-night-1889
และถ้าจะอ่านเวอร์ชั่นงานวิชาการให้ตามไปค้นงานปี 2006 เรื่องนี้ค่ะ http://arxiv.org/abs/physics/0606246

Friday, November 28, 2014

ต่างสี ต่างศักดิ์?


สองสามวันมานี้ติดตามข่าวการจลาจลในเมืองเฟอร์กูสัน เรื่องราวที่เกิดจากรอยแผลแห่งความแตกต่างของสีผิวมนุษย์ มองแบบคนนอก เข้าใจว่าอเมริกาเป็นดินแดนแห่งความเท่าเทียม  แต่ก็มีบางมุมที่ยังเห็นความไม่เท่าเทียมอยู่นั่นเอง....

มาดูหนังเกี่ยวกับความแตกต่างของสีผิวคนเมื่อสองสามร้อยปีก่อนกันดีกว่าค่ะ....(Spoiled)

เมื่อสองเดือนก่อนได้ดูหนังอังกฤษเรื่อง Belle เป็นหนังพีเรียดย้อนไปถึงปลายศตวรรษที่ 18  เรื่องราวของเบลล์ เด็กหญิงลูกครึ่งผิวสีเกิดจากพ่อที่เป็นทหารเรืออังกฤษกับแม่ที่เป็นทาสแอฟริกันใน West Indies  พ่อของเบลล์รับตัวเบลล์ไปอยู่ที่อังกฤษหลังจากที่แม่เธอเสียชีวิต โดยนำไปฝากไว้กับครอบครัวลุงของพ่อ ซึ่งเป็นเอิร์ลแห่งแมนสฟิลด์ และเป็นหัวหน้าคณะลูกขุนด้วย ครอบครัวนี้เป็นครอบครัวผู้ดีมีตระกูลอาศัยอยู่ที่ Kenwood House นอกเมืองลอนดอน เบลล์ได้รับการเลี้ยงดูอย่างดีคู่กันกับญาติของเธอชื่อ อลิซาเบธ ที่มาอาศัยกับครอบครัวนี้หลังจากที่แม่เสียชีวิตและพ่อก็แต่งงานใหม่ 

เมื่อพ่อของเบลล์ เสียชีวิตลง ได้มอบมรดกไว้ให้เบลล์แต่พ่อของอลิซาเบธไม่ให้มรดกใดกับเธอ  ซึ่งในยุคนั้นการแต่งงานของตระกูลใหญ่มักจะดูเรื่องมรดกที่ติดตัวมาของฝ่ายหญิงด้วย ทำให้อลิซาเบธได้รับความสนใจน้อยกว่าทั้งที่เธอเป็นสุภาพสตรีผิวขาวในขณะที่เบลล์เป็นสุภาพสตรีผิวสี และจากการได้ออกงานสังคมทำให้มีชายหนุ่มจากตระกูลเก่าเข้ามาติดพันหญิงสาวคู่นี้ ในที่สุดเบลล์หมั้นกับโอลิเวอร์ ในขณะที่พี่ชายของโอลิเวอร์สนใจอลิซาเบธแต่หยุดการติดต่อทันทีเมื่อทราบว่าเธอไม่มีมรดกติดตัว

พระเอกของเรื่องชื่อจอห์น เป็นคนหัวก้าวหน้า มาฝึกงานกฏหมายกับลอร์ดแมนสฟิลด์ โดยในปี  1783 มีคดีดังคือ  Gregson v. Gilbert เป็นเรื่องของการเรียกเงินประกันสำหรับทาสที่ถูกฆ่าตายโดยการโยนทิ้งออกไปจากเรือค้าทาส (เหตุการณ์นี้เป็นที่รู้จักในชื่อ  Zong massacre เป็นเหตุการณ์หนึ่งที่นำไปสู่การเลิกทาสในอังกฤษในเวลาต่อมา)  ต่อมาจอห์นเกิดโต้เถียงกับลอร์ดแมนลฟิลด์เกี่ยวกับคดีและถูกสั่งห้ามไม่ให้พบกับเบลล์  เบลล์ชอบพอกับจอห์นและได้ลอบไปพบจอห์นเพื่อช่วยนำเอกสารสำคัญไปให้  ลอร์ดแมนสฟิลด์ทราบเรื่องที่เบลล์ไปพบจอห์น จึงตามไปในขณะที่ทั้งคู่นัดพบกัน จนในที่สุดจอห์นสารภาพว่ารักเบลล์ต่อหน้าท่านลอร์ด  ต่อจากนั้นเบลล์ถอนหมั้นโอลิเวอร์ 

เรื่องมาเข้มข้นตอนท้ายเมื่อลอร์ดแมนสฟิลด์ได้พิจารณาคดีเรื่องทาสที่ตายโดยการถูกจับโยนทิ้งทะเล ซึ่งบริษัทค้าทาสเรียกเงินจากบริษัทประกันโดยอ้างว่าบนเรือมีน้ำดื่มไม่เพียงพอ การฆ่าทาสไปจำนวนหนึ่งเพื่อช่วยคนส่วนใหญ่นับว่าเป็นสิ่งถูกกฎหมาย และบริษัทประกันน่าจะจ่ายค่าประกันให้ ซึ่งบริษัทประกันปฏิเสธการจ่ายเงิน เรื่องจึงมาถึงศาล  แต่จากการไต่สวนพบความจริงว่าเรือค้าทาสลำนั้นแล่นเรือหลงทาง  บรรทุกทาสมาแออัดมากเกินจนมีทาสป่วยหลายคน นำไปขายก็จะไม่ได้ราคา โยนทิ้งน้ำแล้วรับเงินประกันจะคุ้มกว่า เพราะถ้าทาสไปตายเมื่อเรือถึงฝั่งก็จะไม่ได้เงิน  คดีนี้จบลงที่บริษัทประกันไม่ต้องจ่ายเงินให้บริษัทค้าทาส และเรื่องนี้จบแบบแฮปปี้เอนดิ้งหลังจากที่ลอร์ดแมนสฟิลด์ยอมให้เบลล์คบกับจอห์นและให้ความช่วยเหลือจอห์นให้ได้เป็นนักกฏหมายสมความตั้งใจ

มีประโยคหนึ่งที่น่าสนใจในหนังคือตอนที่นางเอกถามลอร์ดแมนสฟิลด์ว่า ทำไมเธอถึงสูงศักดิ์เกินกว่าที่จะกินอาหารร่วมกับคนใช้ แต่ไม่สูงศักดิ์เพียงพอที่จะกินอาหารร่วมกับครอบครัวของเธอ ....

หนังเรื่องนี้สร้างจากเรื่องจริงของ  Dido Elizabeth Belle โดยได้แรงบันดาลใจจากการที่เห็นรูปวาดรูปนี้ ซึ่งน่าแปลกใจที่เห็นสุภาพสตรีผิวดำแต่งกายเช่นเดียวกับสุภาพสตรีผิวขาว และได้อยู่ร่วมภาพเดียวกันในอิริยาบทเช่นนี้ รูปนี้ปัจจุบันอยู่ที่ Scone Palace ใน  Perthshire, Scotland  อยากเห็นรูปนี้เหมือนกันค่ะ เป็นภาพที่มีชีวิตชีวามาก เป็นอีกภาพหนึ่งที่เห็นปุ๊บก็รักเลย  :)

ค้นรายละเอียดเพิ่มเติมได้จาก
http://en.wikipedia.org/wiki/Zong_massacre      การสังหารหมู่บนเรือ Zong
http://en.wikipedia.org/wiki/Middle_Passage  เส้นทางสามเหลี่ยมการค้าทาสจากยุโรปไปรับทาสจากแอฟริกาเพื่อนำไปขายในทวีปอเมริกา  
https://www.youtube.com/watch?v=9Qx90wdRD2I Belle Official Trailer

1 มีนาคม 2562
เพิ่งได้ดูรายการ Fake or Fortune  S07E04 A Double Whodunnit 02, September   https://www.youtube.com/watch?v=9luqXA5RHiw&list=PLzcBkB4D0BrdOFOKlAVPgm_YLVUnHSSw_&index=2  เขาไปที่ Scone Palace ด้วย  (เพิ่งรู้ว่าอ่านว่า สกูน  :) ) ep. นี้เขาจะพิสูจน์ว่ารูปวาดในโพสต์นี้เป็นฝีมือใครค่ะ  น่าสนใจมาก  จากการพิสูจน์เทียบการใช้สีของภาพ พิสูจน์ได้ว่าผู้วาดภาพนี้คือศิลปินชื่อ David Martin  
ที่น่าสนใจอีกเรื่องหนึ่งคือ ใน ep. นี้มีการพูดถึง Reform club อยู่ตรงข้ามกับ office ของ art dealer พิธีกรรายการนี้ ดูแล้วคิดถึงสโมสรปฏิรูปในหนังสือแปดสิบวันรอบโลกเลยทีเดียวค่ะ

Tuesday, March 04, 2014

สารคดีที่น่าดู

ความต่อเนื่องของสารดคีที่ดู บางครั้งมันก็ต่อเนื่องกันมาค่ะ  เช่น


 Landscape with the Fall of IcarusRoyal Museums of Fine Arts of Belgium, now seen as a good early copy of Bruegel's original




(http://en.wikipedia.org/wiki/Landscape_with_the_Fall_of_Icarus)



ในขณะที่กำลังดูสารคดี  The High Art Of The Low Countries BBC Documentary Episode 2 Of 3 ซึ่งเป็นสารคดีเกี่ยวกับงานศิลป์ในประเทศต่ำ (เบลเยี่ยม เนเธอร์แลนด์) มีงานชิ้นหนึ่งพูดถึงงานที่แสดงในเบลเยี่ยมเป็นภาพการตกลงมาของอิคารัส    http://www.youtube.com/watch?v=WnQVlw9MulY   

ต้องเล่าเรื่องว่า อิคารัส (Icarus)เป็นเด็กที่อยู่กับพ่อที่ชื่อ Daedarus บนเกาะครีตซึ่งเป็นบริเวณที่เขาถูกคุมขัง ด้วยความพยายามที่จะหนีออกจากเกาะ  พ่อเขาก็ได้ทำปีกขนาดใหญ่ที่สามารถรับน้ำหนักคนได้ ทั้งสองคนก็บินออกจากเกาะไปได้  แต่เนื่องจากปีกนั้นถูกเชื่อมต่อด้วยขี้ผึ้ง ถ้าถูกความร้อนมากๆจะละลาย  พ่อก็เตือนไม่ให้อิคารัสบินสูงเกินไป อิคารัสไม่เชื่อ เมื่อบินสูงมากถูกแสงอาทิตย์ละลายขี้ผึ้งจนปีกหลุด อิคารัสก็จึงตกลงในทะเล  และก็มีทะเลที่มีชื่อเหมือนอิคารัสด้วยคือ Icarian sea เรื่องของอิคารัสจึงเป็นอุทาหรณ์ในเรื่อง failed ambitious
ในภาพบริเวณมุมล่างทางขวาจะเห็นอิคารัสหล่นลงไปในน้ำเห็นแต่ขา และดูเหมือนไม่มีใครเห็นหรือสนใจ 

เรื่องราวเดียวกันนี้ได้ถูกเขียนเป็นภาพออกมาหลายเวอร์ชั่น  บางภาพก็จะเห็น Daedarus บินอยู่  บางภาพก็จะเห็นตัวอิคารัสที่ปีกกำลังหลุดออกมา



"Landscape with The Fall of Icarus", ca. 1590-95, oil on wood (63 by 90 centimetres (25 in × 35 in)), Circle of P.Bruegel the Elder,Museum van Buuren, Brussels, Belgium.



This related work by Joos de Momperincludes the ploughman and angler, but Icarus is still in flight, with wax drops falling.

ซึ่งภาพนี้กลายเป็นคำเปรียบเทียบเวลาที่พูดถึงการเกิดอะไรร้ายแรงโดยที่ไม่มีใครสนใจ  หนึ่งในการใช้คำเช่นนั้นได้แก่ การกระโดดจากสะพานเพื่อฆ่าตัวตาย ก็จะโยงไปถึงสารคดีเรื่อง The Bridge(2006) เป็นสารคดีเกี่ยวกับการฆ่าตัวตายบนสะพานโกลเด้นบริดจ์ http://www.youtube.com/watch?v=WnQVlw9MulY  

Wednesday, October 02, 2013

Inspiration

Inspiration บางครั้งงานของใครบางคนก็เป็นแรงบันดาลใจให้อีกหลายคน...





ส่วนตัวแล้วประทับใจภาพนี้ที่สุดในพิพิธภัณฑ์ลูฟร์ เมื่อหันไปเห็นภาพนี้ รู้สึกถึงความเศร้าโศรก ความรัก การพลัดพราก โดยไม่รู้มาก่อนด้วยว่าเป็นภาพที่เกี่ยวกับเรื่องอะไร นั่งดูอยู่นาน ชอบมากๆ ซื้อโปสการ์ดกลับมาชื่นชมอีกต่างหาก

ภาพนี้ชื่อ The burial of Atala เป็นภาพเขียนแสดงเรื่องราวของสาวน้อยคริสเตียนเลือดผสมคนหนึ่งชื่อ Atala ผู้ซึ่งสาบานไว้ว่าจะถือพรหมจรรย์ แต่เมื่อเธอพบคนรักซึ่งเป็นหนุ่มอินเดียนแดงเผ่า Natchez. เธอจึงเลือกที่จะกินยาพิษฆ่าตัวตายเพื่อไม่ให้ผิดคำสาบาน

ภาพนี้วาดโดยศิลปินชาวฝรั่งเศส Anne-Louis Girodet ผู้ซึ่งได้แรงบันดาลใจจากงานเขียนของ Francois-René de Chateaubriand เรื่อง Atala ซึ่งก็ได้แรงบันดาลใจในการเขียนเรื่องนี้จากการเดินทางไปอเมริกาอีกต่อหนึ่ง งานของเขาได้รับการแปลหลายภาษาและเป็นแรงบันดาลใจในการวาดภาพของศิลปินคนอื่นที่วาดภาพฉากนี้เช่นเดียวกัน เช่นงาน Ultimos momentos de Atala by Luis Monroy. และ Death of Atala ของ Rodolpho Amoedo

นี่ถ้าวาดรูปเก่งๆจะวาดมั่งนะคะเนี่ย ชอบจังเลย...




Atala เขากินยาพิษฆ่าตัวตายค่ะ โดยไม่บอกมิชชั่นนารี Père Aubry ผู้ชายหนวดยาวคนนั้น  


 เขาก็เลยคิดว่าเธอป่วยเฉยๆ เมื่อ Chactas คนรักของเธอมา เธอก็บอกความจริง แต่ก็ช่วย


ชีวิตไม่ทันแล้ว ซึ่งมิชชั่นนารีได้บอกว่าทางศาสนาคริสต์ก็ยอมให้ถอนคำปฏิญานได้( พระ


หรือแม่ชีที่ได้ทำ renunciation of vows เพื่อออกไปแต่งงานก็เคยมี) Atala ไม่น่าจะต้องกิน


ยาพิษค่ะ เศร้าเนอะ...



==========================================




ส่วนงานชิ้นนี้ชื่อ The spirit of eternal rest. เป็นผลงานของโรแดงค่ะ ตั้งอยู่ในสวนที่พิพิธภัณฑ์โรแดง โดมข้างหลังคือ แองวาลิด ที่ฝังศพนโปเลียน ไปเที่ยวพิพิธภัณฑ์โรแดงแล้วได้ภาพนี้มา ไม่ได้ตั้งใจแปลผลงานท่านโรแดงเป็นอื่นเลยจริงจริ๊ง



=======================================
รูปปั้นชุดนี้อยู่ในลูฟร์ค่ะ  ดูแล้วอารมณ์ดี


เห็นได้ชัดว่าน้องเป็นเด็กโหด

ส่วนคุณลุงคุณป้าคู่นี้ยืนขนาบทางเดิน แลดูไหว้แบบเสียไม่ได้นะคะ






================================================

ที่เป็นแรงบันดาลใจตลอดมาคงหนีไม่พ้น Da Vinci