Showing posts with label การเรียนการสอน. Show all posts
Showing posts with label การเรียนการสอน. Show all posts

Tuesday, May 31, 2016

The incredible beauty of math

ปกติเวลาเล่นอินเตอร์เน็ตก็จะเปิดหาอะไรน่าดูบน You Tube ไปเรื่อยๆ ดูจนเสียใจว่าเราเกิดเร็วไปมั้ย เพราะหลายๆเรื่องที่เคยเรียนมาแต่มองภาพไม่ออก ไม่มีใครยกตัวอย่างการนำไปใช้ให้เห็น ไม่มีใครมีเวลามาอธิบายความเป็นมาของเรื่องนั้นๆ (อย่าบอกว่าทำไมไม่ถาม....ถามแล้วค่ะ...) มาสมัยนี้มันช่างง่ายดายที่จะหาคำอธิบาย มีคนมาอธิบายแบบเห็นภาพ มี animation ให้ดู ยกตัวอย่างเช่น วิชาคณิตศาสตร์ ตอนม. 1 จำได้ว่าชอบวิชาคณิตศาสตร์ที่สุด เพราะอะไรๆก็เข้าใจง่ายมาก ยกความดีทั้งหมดให้อาจารย์ผู้สอนที่แสนจะใจดี สนุกสนาน แต่เมื่อเรียนสูงขึ้นคณิตศาสตร์มีความยากมากขึ้น แต่ความสามารถในการทำความเข้าใจของเราไปไม่ทันความยากขนาดนั้น วิชาที่ชอบที่สุดจึงเปลี่ยนจากคณิตศาสตร์ไปเป็นเคมี ซึ่งก็กราบอาจารย์อีกว่าทำอะไรให้เข้าใจได้ง่ายมากๆ

ตอนนี้จะกราบ You Tube ก็กระไรนะคะที่นำอาจารย์ดีๆออนไลน์มาให้ได้ศึกษามากเหลือเกิน 

คลิปนี้เป็นการบรรยายของ Dr. Margot Gerritsen จาก Standford Univ เป็นอีกคนหนึ่งที่ติดตามดูบน You Tube มาเรื่อยๆ เพราะสามารถอธิบายเรื่องยากๆให้เห็นภาพได้แบบชัดเจน แน่นอนว่ามันมีความยากในรายละเอียด แต่การที่เรามองเห็นภาพรวมแบบนี้มันทำให้คณิตศาสตร์ดูสวยขึ้นมามากจริงๆ

ตัวอย่างเช่น ตอนท้ายๆของคลิปนี้พูดถึงการทำ Library of Congress Subject Headings (LCSH) Visualization ของการแคตตาล็อกหมวดหมู่หนังสือของห้องสมุดรัฐสภาอเมริกันเพื่อให้เข้าใจโครงสร้างทั้งหมด โดยการจัดข้อมูลของ Subject header ภาพความสัมพันธ์ที่ได้ออกมาดูน่าตื่นเต้นมากเพราะมีลักษณะคล้ายกาแลกซี่ โครงการนี้มีนำเสนอบนอินเทอร์เน็ตนะคะ เข้าไปดูได้ ข้อมูลที่เห็นเป็นการ แสดงความสัมพันธ์ของหัวเรื่องมากกว่าหนึ่งแสนหัวเรื่อง เราสามารถขยายภาพแล้วดูเฉพาะหัวเรื่องที่เราสนใจได้ มีบรรณารักษ์กี่คนคะที่เคยเห็นภาพการเชื่อมโยงของเนื้อหาที่เราจัดเก็บในห้องสมุดแบบเป็นรูปธรรมแบบนี้ จากภาพที่ได้สามารถนำไปวิเคราะห์ได้ว่าจุดใดที่มีการเชื่อมโยงน้อย ควรจะดำเนินการอย่างไรต่อไป เพราะยิ่งเชื่อมโยงมากเท่าไรการค้นหาสิ่งที่เราสนใจก็จะค้นได้ง่ายและมีให้ค้นมากขึ้นใช่ไหมคะ ศูนย์บรรณฯอยากได้ visualization แบบนี้ซักชุดไหมคะ

ไม่รักคณิตศาสตร์ไม่ได้แล้ว
https://www.youtube.com/watch?v=s6p864XVxeU

Monday, May 25, 2015

ว่าด้วยแคลคูลัส

แคลคูลัสเป็นวิชาที่ไม่ชอบเสมอมา ตั้งแต่เริ่มเรียน จำได้ว่าเคยถามอาจารย์ว่าเราเรียนไปทำไม อาจารย์บอกว่าก็ไม่รู้เหมือนกัน มันไม่ได้เชิญชวนให้เรียนเลยนะคะ

ตอนปีหนึ่งต้องเรียนวิชานี้ เข้าห้องมาเจอทฤษฎีบท เจอการใช้สูตร พิสูจน์สูตร...เพื่อ?
เพิ่งมารู้สึกว่าแคลคูลัสมีการใช้ประโยชน์ ตอนเรียนป.โทไปแล้ว ถึงทราบว่ามันมีการคำนวณโดยใช้แคลคูลัสจึงจะแก้ปัญหาได้ในบางเรื่อง ซึ่งคณิตศาสตร์แขนงอื่นตอบไม่ได้  แต่ก็เป็นเรื่องไกลตัว ไม่สนใจอีก

จนยุคที่ทุกสิ่งทุกอย่างหาได้บน YoiuTube พบว่า การอธิบายเรื่องแคลคูลัสให้เข้าใจว่ามันคืออะไร เกี่ยวข้องกับคณิตศาสตร์สาขาอื่นยังไง เอาไปใช้ยังไง มันอธิบายได้นี่นา...สนุกด้วยที่ได้เรียนรู้....แล้วหลายสิบปีก่อนที่ฉันเรียน ทำไมถึงไม่ชอบล่ะ  มันต้องมีอะไริดปกติในการเรียนการสอนแน่

ส่วนตัวคิดว่า คนที่ได้ใช้แคลคูลัสเพื่อการทำงานจริงก็มี แต่อาจารย์คนที่มาสอนแคลคูลัสอาจไม่เคยใช้งานจริง ไม่รู้ว่าการใช้งานประยุกต์ลักษณะใด อธิบายให้เป็น real world ไม่ได้ จึงอธิบายตามหนังสือ ซึ่งย่นย่อเป็นภาษาคณิตศาสตร์มาก

อธิบายแบบในคลิปพวกนี้ แล้วนักเรียนเข้าใจง่ายกว่ามั้ย  :(

https://www.youtube.com/watch?v=ObPg3ki9GOI The Birth of Calculus(1986)  ในคลิปนี้น่าสนใจที่อธิบายแนวคิดของนิวตันว่าสนใจการหาแนวเส้นสัมฝัสของวงกลมที่แตะเส้นโค้งที่สนใจ ก่อนหน้านั้นมีแนวคิดการหาเส้นสัมผัสมาแล้ว แต่ไม่ถูกต้อง นิวตันมองในเรื่องของ velocity เข้ามาประกอบทำให้สามารถหาเส้นสัมผัส(Tangent) ได้  ในขณะที่ไลป์นิซสนใจเรื่องเดียวกัน แต่แนวคิดเขาจะมาทางใช้เครื่องจักรในการคำนวณ และเมื่อต้องการคำนวณพื้นที่ใต้เส้นโค้ง จะใช้วิธีการสร้างสี่เหลี่ยมเล็กซอยย่อยมากที่สุด เพื่อให้ค่าที่คำนวณได้ใกล้เคียงที่สุด (แบบนี้เคยเรียน เข้าใจวิธีคิด แต่ไม่เข้าใจว่าจำทำไปทำไม  ถ้าในห้องเรียนมีการยกตัวอย่างการนำไปใช้ จะทำให้เข้าใจขึ้นอีกมาก หมายถึงยกตัวอย่างในชีวิตจริงนะคะ ไม่ใช่บอกว่าเอาไว้หาพื้นที่ใต้กราฟไง  แล้วหาไปทำอะไรละคะ  ยกตัวอย่างแบบคนเรามีพื้นที่โค้งไปโค้งมาแล้วจะหาจำนวนพื้นที่ที่เป็นของเราอะไรแบบนี้จะเข้าใจกว่านะคะ)
จากคลิปนี้ก็เพิ่งรู้ว่าเครื่องหมายอินทิกรัลมีใช้ครั้งแรกก็โดยไลป์นิซนี่ละค่ะ

https://www.youtube.com/watch?v=UcWsDwg1XwM ฺ  Big Picture of Calculus  อาจารย์จาก MIT มองว่าแคลคูลัสเป็นความสัมพันธ์ของฟังก์ชั่นสองฟังก์ชั่น เช่น  Distance and Speed, Height and Slope  เป็นต้น  แต่ถ้า speed/slope เป็นค่าคงที่ กรณีนี้เราไม่ต้องใช้แคลคูลัส ใช้แต่พีชคณิตก็พอแล้ว  แคลคูลัสจะมาเกี่ยวข้องเมือ  speed/slope ไม่่เป็นค่าคงที่

คลิปนี้ก็อธิบายดีมากค่ะ https://www.youtube.com/watch?v=INFoNeC1eBA อธิบายเห็นภาพว่าเรานำแคลคูลัสมาช่วยได้ยังไง ร่วมกับพีชคณิตและตรีโกณ เพิ่งเห็นการแยกแคลคูลัสเป็นสองส่วนคือ  curves and slopes และ areas, volume เราถึงต้องเรียนเรื่องอนุพันธ์(derivatives) และอินทิกรัล(Integrals) ชอบที่เวลาเขาอธิบายจะบอกว่า nothing fancy about that ฟังแล้วมีกำลังใจว่ามันไม่ใช่เรื่องยากนะ แคลคูลัสมีอยู่ทุกหนทุกแห่ง เช่น เราจะหาความเร็วของรพไฟเหาะได้ยังไง(differential) หรือ เราจะคำนวณพื้นที่ผืนผ้าที่เอามาเย็บบอลลูนได้ยังไง(Integrals) เป็นต้น



Wednesday, October 30, 2013

กล้วยไม้มีดอกช้า..ฉันใด

"กล้วยไม้มีดอกช้า ฉันใด 
การศึกษาเป็นไป เช่นนั้น
แต่ดอกออกคราวไร งามเด่น 
งานสั่งสอนปลูกปั้น เสร็จแล้วแสนงาม"

(คุรุบุปผชาติ -  นิพนธ์โดย ศ.มล.ปิ่น มาลากุล "กล้วยไม้มีดอกช้า ฉันใด...การศึกษาเป็นไป เช่นนั้น...แต่ดอกออกคราวไร งามเด่น...งานสั่งสอนปลูกปั้น เสร็จแล้ว แสนงาม...หยดน้ำที่พร่างพรม ดูดซับเข้ากิ่งใบ ทีละน้อยซึมเข้าไปเนิ่นช้า...ความรู้ก็เช่นกัน หมั่นทบทวนศึกษา ไม่เว้นว่างตำราเหมือนดั่งน้ำ...ห่างน้ำก็แห้งกรัง แช่น้ำก็เน่าพัง กล้วยไม้จึงเปรียบดังคำสอนใจ...เมื่อถึงวันที่กล้วยไม้ออกดอก งดงามดั่งดวงตะวัน...หยดน้ำที่พร่างพรมทุกวัน ได้รังสรรค์เป็นดอกกล้วยไม้...")

บทกลอนข้างบนเป็นของหม่อมหลวงปิ่น มาลากุล กล่าวถึงการศึกษา แต่ที่ยกมานี้เป็นชื่อของหนังสืออนุสรณ์ในงานศพของ ดร.ทิพย์วัลย์ สุทิน

ดร.ทิพย์วัลย์ สุทินเป็นอาจารย์สำนักวิชาศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ เสียชีวิตคืนวันที่ 24 ตุลาคม 2556 คืนเดียวกับที่พระสังฆราชสิ้นพระชนม์ (เป็นวันคล้ายวันเกิดของ ม.ล. ปิ่น มาลากุลด้วยเช่นกัน) แต่ไม่ทราบเวลาที่แน่นอนด้วยมาพบร่างผู้เสียชีวิตตอนเช้าวันที่ 25 ตุลาคม 2556 (ไม่แน่ใจว่ามรณบัตรเขียนไว้เป็นเวลาใด ะไปสอบถามมาอีกครั้ง)

อาจารย์เป็นผู้ทำงานด้านการศึกษาอย่างทุ่มเท เป็นคนที่มีคนรักเคารพมากมาย เมื่ออาจารย์สิ้นลงจึงมีคนที่มีความทรงจำดีๆกับอาจารย์บันทึกเรื่องราวต่างๆ ในโพสต์นี้อยากจะลงรายละเอียดในเรื่องที่อาจารย์ดำเนินการเกี่ยวกับการศึกษา

ในส่วนที่อาจารย์เกี่ยวข้องมีเยอะมากจะมาขยายประเด็นอีกครั้ง ในที่นี้ขอใส่หัวข้อไว้ก่อนว่ามีเรื่องของการสร้างระบบการดูแลนักศึกษา ระบบหอพักนักศึกษา ระบบการประเมินบุคลากรในสถาบันการศึกษา การเรียนการสอนแลล PBL การเรียนการสอนเชิงรุก มาตรฐานวิชาศึกษาทั่วไป



TBC

Thursday, April 29, 2010

ภาพรวมการจัดการเรียนการสอนแบบ PBL ที่ มวล

ได้รับมอบหมายให้เขียนเรื่องนี้ตั้งแต่เดือนที่แล้วสำหรับลงในจุลสาร PBL ลืมทุกที วันนี่ฤกษ์งามยามดี และถูกทวงแล้ว ...


PBL ในมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์(มวล.)ได้หยั่งรากมาลึกพอสมควรตลอดเวลาหลายปีที่ผ่านมาที่มีการดำเนินการของคณาจารย์ผู้ให้ความสำคัญกับกระบวนการเรียนการสอนลักษณะนี้ หลายสำนักวิชาได้นำ PBL เข้าไปใช้ในการเรียนการสอน มีทั้งเต็มรูปแบบ และใช้เพียงบางส่วนในรายวิชา ความสำเร็จในการดำเนินการจะแตกต่างกันไปตามธรรมชาติรายวิชา ลักษณะการบูรณาการรายวิชา และธรรมชาติของผู้เรียน

ผู้สอนแต่ละท่านมีเหตุผลในการนำกระบวนการเรียนการสอนแบบ PBL มาใช้ในรายวิชาที่แตกต่างกัน บางท่านเห็นถึงสภาพการพบปัญหาในชีวิตจริงที่ไม่มีการแยกสาขาความรู้ แต่เราต้องใช้ความรู้รอบด้านที่มีนำมาประมวลเพื่อการแก้ปัญหานั้นๆ เราจึงควรสอนในลักษณะที่ให้เห็นปัญหาแล้วแก้ไข บางท่านก็เห็นความจำเป็นในการปรับรูปแบบการเรียนรู้ให้มีความหลากหลายเพื่อให้นักศึกษาสามารถเรียนรู้ได้ดีขึ้น บางท่านเห็นเป็นวิธีการสอนที่ได้ผลเพราะนักศึกษาจะเรียนรู้ด้วยตนเองซึ่งความรู้ที่ได้จะฝังลึกและมีความเข้าใจมากกว่าการฟังการบรรยาย

รูปแบบการจัดการเรียนการสอนแบบ PBL ใน มวล.มีหลากหลายขึ้นกับแต่ละสำนักวิชาว่ามีการใช้ PBL มากน้อยเพียงใด สำนักวิชาที่ใช้ PBL อย่างโดดเด่น เช่นสำนักวิชาแพทยศาสตร์ สำนักวิชาสหเวชศาสตร์ และสำนักวิชาพยาบาลศาสตร์ แต่ทุกสำนักวิชามีโอกาสให้นักศึกษาใช้กระบวนการของ PBL ได้หากให้นักศึกษาลงเรียนรายวิชาศึกษาทั่วไปที่เรียนแบบ PBL ในที่นี้ขอกล่าวถึงรายวิชากลุ่มศึกษาทั่วไปสองรายวิชาคือ รายวิชาภาษาอังกฤษ 2 และมนุษย์กับสังคม ซึ่งได้มีโอกาสได้ร่วมเป็น Facilitator สองรายวิชานี้เป็นวิชาที่ใช้ PBL เต็มรูปแบบตลอดภาคการศึกษา มีการจัดการเรียนการสอนกลุ่มย่อยสัปดาห์ละ 2 คาบ โดยใช้ 7 ขั้นตอนของกระบวนการ PBL คาบแรกเป็นการเรียนรู้ขั้นตอนที่ 1-5 จะได้โจทย์ว่านักศึกษาจะเรียนรู้เรื่องใด คาบที่สองเป็นการนำเสนอความรู้ที่ได้ไปศึกษามา พบว่าด้วยธรรมชาติของวิชาและธรรมชาติของผู้เรียนมีผล เช่น รายวิชาภาษาอังกฤษเป็นวิชาที่ยากสำหรับคนที่ไม่ชอบและไม่สามารถใช้ภาษาอังกฤษได้ บางคนจะไม่มีความพยายามที่จะค้นคว้า หรือต้องการค้นคว้าแต่ไม่มีความสามารถที่จะเข้าใจสิ่งที่ค้นมาเพราะมีอุปสรรคด้านภาษา รายวิชามนุษย์กับสังคม ผู้เรียนบางกลุ่มศึกษาในหลักสูตรที่เกี่ยวข้องกับเนื้อหาวิชานี้ ก็จะให้ความสนใจและอภิปรายได้มาก เพราะเป็นเรื่องใกล้ตัว

หากจะแสดงความคิดเห็นส่วนตัวต่อการเรียนการสอนแบบ PBL ขอเรียนว่าเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่งเพราะเป็นการเรียนรู้ที่เห็นได้ชัดว่าผู้เรียนได้ใช้ศักยภาพในการเรียนรู้ของตนเองจริงๆ หากได้รับการฝึกฝนในการเรียนรู้ลักษณะนี้ต่อไป ผู้เรียนจะเป็นคนใฝ่รู้ยิ่งขึ้นและสามารถหาความรู้ด้วยตนเองได้ ไม่ต้องตามน้ำหรือคิดตามผู้อื่นด้วยความไม่รู้อีกต่อไป

การเรียนการสอนใดๆย่อมต้องมีอุปสรรคขึ้นกับว่าเราจะสามารถจัดการกับอุปสรรคนั้นได้ดีเพียงใด การจัดการเรียนการสอนแบบ PBL ในมวล.ก็เป็นเช่นเดียวกัน เราพบปัญหาว่าการเรียนลักษณะนี้ต้องแบ่งกลุ่มผู้เรียนเป็นกลุ่มเล็ก จึงใช้บุคลากรผู้สอนจำนวนมากกว่าการสอนบรรยายปกติ ต้องใช้ห้องจำนวนมากซึ่งเป็นปัญหาเพราะห้องเรียนมีจำกัด ต้องมีอุปกรณ์สื่อโสตฯ ประจำห้อง ซึ่งต้องจัดหาให้ตามความเหมาะสม นักศึกษาต้องใช้เวลาในการค้นคว้ามาก มักจะได้ยินจากนักศึกษาว่างานหนัก เวลาไม่พอ แหล่งค้นคว้าต้องมีเพียงพอ เช่นการค้นหนังสือในห้องสมุด หรือการค้นคว้าด้วยอินเทอร์เน็ตซึ่งต้องการระบบเครือข่ายของมหาวิทยาลัยที่เสถียรและรวดเร็วในการหาข้อมูล รวมถึงทัศนคติของนักศึกษาต่อรายวิชาและลักษณะการเรียนการสอนแบบนี้ซึ่งบางคนเห็นว่าต้องศึกษาเพิ่มด้วยตนเองมากมายแทนที่จะเป็นการรับข้อมูลจาการบรรยายอย่างที่คุ้นเคย มวล. ทราบปัญหาเหล่านี้และดำเนินการแก้ไขอย่างต่อเนื่อง กล่าวได้ว่าเราได้รับการสนับสนุนในเรื่องนี้เป็นอย่างดี

ท้ายสุด เราได้รับคำถามเสมอว่าผู้เรียนมีความเปลี่ยนแปลงหรือไม่เมื่อมาเรียนแบบ PBL เราพบกระบวนการเรียนการสอนอย่างชัดเจนว่านักศึกษามีวิธีการเรียนรู้ที่ดีขึ้น มีทักษะในการอภิปรายสื่อสารที่ดีขึ้น แต่ต้องยอมรับว่าการเปลี่ยนแปลงจะไม่ได้เป็นแบบก้าวกระโดด คนที่มีพื้นฐานใฝ่รู้จะยิ่งมีโอกาสมากขึ้นในการหาความรู้ด้วยตนเอง คนที่มีความกระตือรือร้นน้อยจะได้ซึมซับจากการบวนการกลุ่มและปรับตนเองให้มีความใฝ่รู้มากขึ้น แต่โดยรวมจะเห็นการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้นเสมอ นั่นเป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่ PBL ในมวล.จะยังคงมีความเข้มแข็งอีกต่อไป

Monday, April 26, 2010

โปรแกรมสถาปนาองค์ความรู้ทาง วิทยาศาสตร์ (คุยซายน์) ... น่าสนใจทีเดียว

วันนี้มีคณาจารย์จากคณะวิทยาการสารสนเทศ มหาวิทยาลัยบูรพา มาให้ข้อมูลเกี่ยวกับ KuiSci ซึ่งเป็นโปรแกรมที่พัฒนาขึ้นเพื่อเป็นการเชื่อมต่อฐานข้อมูลนักวิจัย

"โปรแกรมสถาปนาองค์ความรู้ทาง วิทยาศาสตร์ (คุยซายน์)
เป็นซอฟต์แวร์เพื่อสังคมของนักวิจัยในสาขานักวิทยาศาสตร์และ เทคโนโลยี โปรแกรมถูกใช้เพื่อสนับสนุนการทำงานร่วมกันในชุมชน ในลักษณะของการแลกเปลี่ยน ความรู้อย่างสร้างสรรค์ ทั้งนี้ จะอาศัยอินเทอร์เน็ตเป็นเวทีที่จะทำงานร่วมกัน ระหว่าง ผู้เสนองานที่เสนอปัญหาจากเข้าสู่ระบบเพื่อให้นักวิจัย หาคำตอบของ ปัญหาเหล่านั้น "

http://www.thaisocial.net

การทำงานของโปรแกรมมี flow ตั้งแต่ผู้เสนองานระบุว่ามีงานใด ผู้รับงานจะเสนอโครงการไปให้พิจารณา โครงการนั้นจะถูกส่งไปให้ผู้เชี่ยวชาญประเมิน ผลการประเมินจะถูกแจังให้ทราบ ผู้ได้รับการอนุมัติโครงการจะได้รับการแจ้งกลับ ผู้รับงานจะทำโครงการวิจัยต่อไป เป็นการ match ผู้เสนองานและผู้รับงานที่ดีจะทำให้ข่าวคราวการวิจัยไปถึงผู้ที่สามารถทำงานวิจัยนั้นได้ทั่วถึง

สถานะทั้งหมดมีหลายสถานะ สามารถดูสถานะได้โดยการนำเมาส์ไปวางบน icon สถานะ

โดยภาพรวมเป็นระบบที่ใช้งานง่ายพอควรและน่าจะเป็นประโยชน์มากหากทุกที่ให้ความร่วมมือและเชื่อมต่อฐานข้อมูลของแต่ละสถาบัน แต่ทั้งนี้จะใช้ได้กับทุนภายใน เพราะทุนภายนอกเราไม่มีสิทธิ์อนุมัติ เพราะฉะนั้นระบบนี้อาจจะไม่ครอบคลุมทั้งหมด ยังคงต้องดูรายละเอียดต่อไป
งานนี้เป็นการทำงานของกลุ่มวิจัยปฏิบัติการสองแห่งของมหาวิทยาลัยบูรพา คือกลุ่มวิจัยสารสนเทศสาสตร์ และกลุ่มวิจัยระบบปฏิบัตการ





Wednesday, May 23, 2007

รับน้อง..ประเพณีของปัญญาชนที่ไม่ยอมใช้ปัญญาที่มี

ที่นี่ก็มีการรับน้อง ปีนี้คิดว่าจะดำเนินไปด้วยปี กลับกลายเป็นว่ามีเหตุที่ไม่น่าจะเกิดเอาดื้อๆ เสียดายกับสิ่งที่ต้องเสียไปในเหตุการณ์นี้จริงๆ

21 พฤษภาคม ตอน 8 โมงเช้า ที่ที่นักศึกษาชั้นปีที่ 1 ควรอยู่คือ ศาสนสถานตามศาสนาของตนเองซึ่งรุ่นพี่ได้เตรียมการไว้ไห้ไปทำศาสนกิจ ซึ่งจะเป็นสถานที่ในเมือง จะมีผู้หลักผู้ใหญ่ในเมืองมาแสดงความยินดีกับนักศึกษาปีนี้ มีของจัดเตรียมไว้ให้ รถที่รอรับก็เตรียมพร้อม แต่นักศึกษายังรวมตัวกันอยู่ที่บริเวณหน้าหอพัก!!!

เกิดอะไรขึ้น ความรับผิดชอบต่อส่วนรวมหายไปไหน? อยากจะถามคำถามนี้เสียจริงๆ แต่ก็รู้ว่าจะไม่ได้คำตอบที่แสดงให้เห็นว่ามีสำนึกต่อความเสียหายที่ก่อไว้ แต่จะเป็นคำตัดพ้อต่อการกีดกั้นเสรีภาพในการรับน้อง

ทำไมปัญญาชนถึงไม่ยอมใช้ปัญญา หรือที่เราคิดว่าเขาเป็นปัญญาชนมันไม่ใช่?

ได้รับโทรศัพท์จากนักศึกษาคนหนึ่งที่อยู่ในกลุ่มคณะทำงานจัดกิจกรรมรับน้อง โทรมาถามว่ารู้สถานการณ์ที่นักศึกษาปี 1 ไม่ได้ไปศาสนกิจหรือเปล่า ตอบว่าไม่รู้ เพิ่งตื่นตอนได้รับโทรศัพท์นี่เอง เขาบอกว่ากำลังมีการประชุมกันที่อาคารบริหาร ก็บอกเขาว่าจะตามไป

ตอนที่เข้าไปในที่ประชุม มีกรรมการองค์การนักศึกษา เข้าประชุมร่วมกับส่วนกิจการนักศึกษา มีที่ปรึกษากลุ่มสัมพันธ์เข้าประชุมด้วย เขาคุยกันมาพักใหญ่แล้ว ได้ฟังข้อมูลว่านักศึกษาปีสองได้มีการประชุมกลุ่มสัมพันธ์กันเนื่องจากเมื่อคืนมีเรื่องที่นักศึกษาปี 1 ของกลุ่ม 10 ลงมาจากหอเพื่อขอให้พี่ๆช่วยซ้อมเชียร์ให้ พี่ๆบอกว่าน้องลงมาเองไม่ได้บังคับให้ลงมา ในขณะที่ทางส่วนกิจการนักศึกษาก็บอกว่างั้นก็ต้องให้ปี 2 บอกให้น้องปี 1กลับหอไปเพราะขัดกับกติกาที่ตกลงเรื่องกิจกรรมรับน้องไว้เพียง 2 ทุ่ม นอกจากเรื่องนี้ทราบว่านักศึกษาปี 2 ได้ข่าวว่าจะมีการยุบกลุ่มบางกลุ่ม (ซึ่งไม่เป็นจริงตามนั้น) และคงมีเรื่องอื่นๆประกอบอีก แต่ข้อสรุปคือนักศึกษาปี 2 ขอยื่นข้อเรียกร้อง 3 ข้อ ข้อที่ 1 คือขยายเวลาการรับน้องจาก 2 ทุ่มเป็น 4 ทุ่ม ข้อที่ 2 คือการขอยกเลิกการใช้บัตรเหลืองและบัตรสีฟ้าที่จัดให้สำหรับนักศึกษาที่นำนันทนาการและดูแลกิจกรรมรับน้อง นักศึกษาขอให้อนุญาตให้นักศึกษารุ่นพี่คนอื่นๆเข้ามามีส่วนร่วมได้โดยไม่มีข้อจำกัด และข้อที่ 3 ขอให้กิจกรรม Walk Rally สามารถดำเนินกิจกรรมได้เหมือนการรับน้องครั้งก่อนๆโดยไม่ต้องถูกจำกัดว่าจะดุหรือบังคับน้องไม่ได้เลยเหมือนที่กำลังถูกจำกัดในกติกาปีนี้

อธิการบดีไม่ได้เข้าประชุมเพราะติดภารกิจที่อื่น แต่รองอธิการบดีฝ่ายกิจการนักศึกษา (ผ.ศ. ดร. มารวย) ได้นำข้อตัดสินจากอธิการบดีมาแจ้งให้ที่ประชุมทราบว่า ไม่ตกลงทุกข้อเสนอที่เรียกร้องมา และกิจกรรมรับน้องโดยเฉพาะวันนี้ซึ่งเป็นกิจกรรมนำนักศึกษาไปร่วมศาสนกิจ ให้ประกาศแก่นักศึกษาที่จะเข้าร่วมกิจกรรมทุกคนให้ขึ้นรถภายใน 10 นาฬิกา ถ้าไม่ให้ความร่วมมือก็ถือว่าไม่ยุติกิจกรรม

หลังการประชุม ฉันไปที่บ้านกลุ่มสัมพันธ์ และพบว่านักศึกษาไปอยู่กันที่หน้าหอ 5 แบ่งกันเป็นบ้านๆเป็นระเบียบ นักศึกษาปี 1 อยู่ในชุดนักศึกษาเรียบร้อย ฉันลองถามดูว่าจะไปร่วมกิจกรรมหรือไม่ นักศึกษาปี 1ตอบเป็นเสียงเดียวกันว่า "ไม่ไป" ฉันถามต่อว่าทราบเหตุผลหรือเปล่าว่าทำไมเราถึงควรจะไม่ไป นักศึกษาตอบว่า "ไม่ทราบ ไม่ไปเพราะพี่ไม่ให้ไป" คำพูดเหล่านี้เป็นคำที่ฉันได้ยินเองกับหู แล้วจะไม่ให้เสียใจกับการตัดสินใจที่ไม่ใช้ปัญญาแบบนี้ได้อย่างไร

นักศึกษาปี 2 เข้าใจหรือไม่ว่ากิจกรรมรับน้องจัดขึ้นเพื่ออะไร การที่ดำเนินกิจกรรมไปโดยไม่เคารพกติกาและไม่นึกถึงผลที่จะตามมา ถามว่าความรับผิดชอบอยู่ที่ไหน

นักศึกษาชั้นปีที่ 1 ทั้งชั้นปีไม่มีโอกาสไปร่วมกิจกรรมศาสนกิจในปีนี้ เป็นปี 1 รุ่นแรกที่ขาดโอกาส โดยที่ตัวเองไม่รู้อิโหน่อิเหน่อะไร

ค่าใช้จ่ายในการติดต่อรถเข้าเมือง 35 คัน แสน-สองแสนบาท ละลายไปเฉยๆโดยไม่มีอะไรกลับมา เสียเวลาคนขับรถแถมยังอาจจะโดนดูถูกซ้ำว่าวางแผนกันเป็นแค่นี้นะหรือ เช่ารถมารอเฉยๆ ไม่มีใครได้ใช้ประโยชน์ เงินภาษีของใครที่จ่ายไป

กิจกรรมลงชุมชนของวันรุ่งขึ้นต้องถูกระงับโดยปริยายเพราะไม่มีใครแน่ใจว่าพรุ่งนี้จะดำเนินการอย่างไร กิจกรรมดีอย่างนี้ ปี 1 ไม่มีโอกาสได้สัมผัสอีกแล้ว

ที่เสียหายมากที่สุดคือภาพลักษณ์ของมหาวิทยาลัย ที่ต้องไปขอโทษผู้ใหญ่ในเมืองทั้งภาคราชการที่เตรียมการเพื่อต้อนรับนักศึกษาปี 1 เข้าเมือง ท่านเจ้าอาวาสวัดพระมหาธาตุที่ได้ขออนุญาตนำนักศึกษาไปแห่ผ้าขึ้นธาตุในวัด ทั้งๆที่ช่วงนี้ทางวัดเนืองแน่นไปด้วยคนจากทุกสารทิศเข้ามาจัดพิธีบวงสรวงจตุคามรามเทพ การที่นักศึกษาเข้าไปดำเนินศาสนกิจที่นั่น ทำให้วัดยิ่งแออัดเข้าไปใหญ่ แต่ทุกฝ่ายก็ยอม เพื่อให้กิจกรรมสำหรับปี 1 ได้มีความทรงจำที่งดงาม ภาพลักษณ์ของมหาวิทยาลัยที่เสียหายไปจากความต้องการรับน้องแบบเก่าๆ ที่เคยเห็นมาโดยไม่คำนึงถึงว่าวิธีรับน้องที่ดีควรเป็นอย่างไร

มหาวิทยาลัยอื่นเปลี่ยนรูปแบบกันไปนานแล้ว ที่นี่ยังรับน้องแบบโบราณ แล้วยังคิดว่าตัวเองรับน้องในแบบสำหรับคนรุ่นใหม่ ฉันคุยในกลุ่มสัมพันธ์ว่าการรับน้องแบบที่เขาอยากทำมันเป็นสิ่งที่ผิดไปจากติกาที่เขาตกลงกันไว้ นักศึกษาถามกลับมาว่า ไม่คิดว่านักศึกษาปัจจุบันมีความแตกต่างจากสมัยก่อนหรือครับ อนาถใจจนพูดไม่ออก บอกเขาว่าการรับน้องมันก็ไม่ผิดแผกแตกต่างกันมากหรอกตั้งแต่สมัยก่อนมาถึงสมัยนี้ ในแก่นแท้มันไม่ต่าง พูดได้แค่นั่นเพราะเหนื่อยใจเกินจะอธิบายต่อว่า สิ่งที่ต่างคือกิจกรรมที่จะสร้างสรรค์ได้อย่างไร มีความคิดมากก็มีกิจกรรมที่มีความหมาย งดงาม ความคิดน้อยๆก็มีแต่กิจกรรมใช้แรง มีแค่สันทนาการ แล้วบอกว่าเคยรับน้องกันมาอย่างนี้ พี่น้องรักกันดี กิจกรรมที่เขาทำอยู่ตอนนี้เป็นกิจกรรมที่เคยเห็นมาตั้งแต่ 10ปีก่อนที่ตัวฉันเองจะอยู่ปี 1 มาถึงรุ่นฉัน กิจกรรมเริ่มเปลี่ยนให้รุนแรงน้อยลง ใช้ความใส่ใจของพี่ๆน้องเข้ามา พี่น้องก็รักกันดีเหมือนกัน

ปีนี้มหาวิทยาลัยต่างๆมีกิจกรรมรับน้องสร้างสรรค์มากมาย ม.ทักษิณได้รับรางวัลในการเสนอวิธีการรับน้องที่สร้างสรรค์โดยการนำน้องเข้าชุมชน ซึ่งของเราก็ทำ แต่รูปแบบอาจจะนำเสนอไม่ชัดเจนเท่า บางมหาวิทยาลัยจัดนักศึกษาไปบำเพ็ญสาธารณประโยชน์ร่วมกัน ฯลฯ ที่นี่เป็นอะไร.... เสนอขอให้รับน้องจัดกิจกรรมสันทนาการนานขึ้น? มีอะไรที่แสดงให้เห็นถึงความใส่ใจต่อสังคมหรือชุมชนบ้างไหม?

กิจกรรมต่อจากนั้น ให้สำนักวิชาเข้ามาดูแลในช่วงบ่าย ทางสำนักวิชาต้องย้ายกิจกรรมที่เคยกำหนดไว้วันอื่นมาเป็นวันนี้ ก็เรียกตัวกันในทันที มาพบกับนักศึกษาปี 1

บ่ายสามโมงครึ่งวันเดียวกัน มีการประชุมที่ห้องประชุมศูนย์คอมพิวเตอร์ เพื่อหาแนวทางจัดกิจกรรมรับน้องต่อ โดยจะให้ทางสำนักวิชาเข้ามารับดำเนินกิจกรรม มีแผรงานออกมาเรียบร้อย แต่มีแนวคิดเสนอมาว่าน่าจะให้โอกาสนักศึกษาปี 2 ให้แก้ตัวเพื่อปี 1 ทำกิจกรรมที่ดีเพื่อน้อง ไม่ได้มีคนเห็นด้วยกับแนวคิดนี้ทุกคน แต่ทุกคนก็บอกว่า จะลองก็ได้ ขอสรุปจึงให้ที่ปรึกษากลุ่มทุกกลุ่มเข้าไปคุยในกลุ่ม แล้วให้มารวมกลุ่มตอน 6 โมงครึ่งเพื่อกำหนดว่าจะทำอย่างไรต่อ

6โมงครึ่ง กลับไปประชุม กลุ่มที่ฉันไปคุยยังอยากจะรับน้อง แต่ทั้งนี้ก็คุยกันแล้วว่าการตัดสินใจเป็นเรื่องที่ทุกกลุ่มต้องเห็นร่วมกัน กลุ่มหนึ่งกลุ่มใดไม่ทำ ทั้งหมดก็จะไม่ทำ ในการประชุมรวมที่อาคารกิจกรรม เราคุยกันหลายความคิด เพราะบางกลุ่มก็ไม่ตัดสินใจ ในที่สุดสรุปว่าให้นำประธานกลุ่มของทุกกลุ่มไปคุยกันที่สำนักงานส่วนกิจการนักศึกษา เพราะช่วงนั้นน้กศึกษาปี 1 จะต้องเข้าหอประชุมใหญ่เพื่อฟังคำชี้แจงเรื่องทุน (ประธานกลุ่มบางคนยังทำท่ารีรอว่าจะไม่ไปคุย เห็นได้ชัดว่าไม่ไว้ใจส่วนกิจการ ซึ่งก็เป็นลักษระเดยวกัยกับอีกฝ่าย) ในที่ประชุม รองอธิการบดีฝ่ายกิจการนักศึกษาได้ชี้ให้เห็นถึงความเสียหายที่เกิดขึ้นแล้วให้คุยแสดงความคิดเห็นกัน จนสุดท้ายยอมกันที่เวลา ให้ใช้เวลารับน้องจาก 3โมงครึ่งจนถึง 3 ทุ่ม แต่ข้ออื่นๆไม่ตกลง ในเวลาเดียวกันที่กำลังมีการประชุม ได้ข่าวว่านักศึกษาปี 1 (ยกเว้นนักศึกษาสำนักวิชาเภสัชศาสตร์ซึ่งเป็นรุ่นแรกไม่มีรุ่นพี่ ยังคอยกันในห้องประชุม ซึ่งฉันถือว่าเป็นการตัดสินใจที่มีเหตุผล และกล้าหาญ) ถูกพี่ๆเรียกตัวให้ลงจากห้องประชุมไปที่หน้าอาคาร ฉันไม่เห็นภาพนี้เพราะยังคงอยู่ในที่ประชุม
ในที่ประชุมมีอาจารย์ท่านหนึ่งที่เป็นศิษย์เก่าจากที่นี่ด้วย ได้ให้ความเห็นสั้นๆแต่ได้รับความชื่นชมมากว่า ตัวอาจารย์ยึดถือเรื่องกติกามาตลอด ในการทำเรื่องใดๆ เราต้องเล่นตามกติกา ในเมื่อกติกานี้มาจากการตกลงร่วมกันแล้วทำไมจึงไม่นับถือกติกานั้น สิ่งที่ควรทำคือการบริหารจัดการให้ได้ตากติกานั้นต่างหาก (จุดนี้มีนักศึกษาแสดงความเห็นเช่นกันว่า กติกาควรมีความยืดหยุ่นถ้ามันทำให้การดำเนินการทำไม่ได้ดี เช่น ได้ใช้เวลาจนถึง 2 ทุ่มมาแล้ว รู้ว่าไม่พอจึงอยากขอเป็น 4 ทุ่ม)

หลังจากนั้นพี่ๆน้องๆก็เข้าบ้าน มีการรับขวัญกันพอควร อย่างเช่นในกลุ่มที่ฉันไปดูอยู่มีการทำขนมโคเลี้ยงน้อง และต้มข้าวต้มเลียงน้อง ซึ่งเกินเวลาแน่นอน นักศึกษาก็มาปรึกษา ก็เลยบอกว่าทำไปเถอะแต่พยายามควบคุมเวลา แล้วเราไปแจ้งส่วนกิจการนักศึกษาไว้ให้ทราบว่านักศึกาได้มาขออนุญาตไม่ได้ทำอะไรพละการเกินข้อตกลง

วันรุ่งขึ้นยกเว้นช่วงกิจกรรมลงชุมชน นอกนั้นก็เป็นไปตามกิจกรรมเดิมที่กำหนด แต่ถ้าถามความเห็นส่วนตัวคงต้องบอกว่าผิดหวังมากกับการจัดกิจกรรมรับน้องในปีนี้





Wednesday, April 25, 2007

ดูงาน PBL ที่สิงคโปร์

ที่มหาวิทยาลัยมีการจัดไปดูงานที่สิงคโปร์ช่วงวันที่ 18-20 เมษายน 2550 สำหรับทีมทำงานและตัวแทนจากสำนักวิชา ทีแรกก็เฉยๆเพราะไปสิงคโปร์ก็ไม่มีอะไรให้ตื่นเต้นอีกแล้ว แต่พอคิดว่าถ้าสำนักจะทำ PBL ยังไงก็หนีไม่พ้นที่จะต้องเป็นคนทำด้วยคนหนึ่ง แล้วก็ได้ฟังรายชื่อผู้ร่วมทริป แถมได้ข่าวว่ามีละคร The Phantom of the opera มาเล่นที่สิงคโปร์ รู้สึกว่าน่าสนใจขึ้นมาทันที

ในที่สุดก็หาทีมได้รวมทั้งหมด 4 คน ที่จะร่วมชะตากรรมกันต่อว่าเมื่อเสร็จสิ้นการดูงานเราจะอยู่ต่ออีก 2 วัน เสาร์ อาทิตย์ เพื่อจะเที่ยว Jurong Bird Park กับ Botanic Garden และเราก็หาสมาชิกที่ไปดู The Phantom ด้วยกันได้ทั้งหมด 6 คน รอบ 2ทุ่ม วันที่ 18 เมษายน

แพลนกันเสร็จสรรพล่วงหน้าเพื่อจะพบว่า passport หมดอายุ ก็ต้องรีบไปทำใหม่ในทันที ไปทำ passport วันที่ 2 เมษายน โชคดีมากที่เขาเพิ่งเปิดที่ทำหนังสือเดินทางจุดใหม่ที่ศาลาประชาคมสุราษฎร์ ออกจากนครตั้งแต่เช้า ถึงสุราษฎร์ 7 โมงกว่า เข้าไปรอเป็นคิวที่ 2 พอเขาเปิดให้ทำปุ๊บก็ได้ทำเลย เดี๋ยวนี้ทำง่ายมากต้องการแค่บัตรประจำตัวประชาชนอย่างเดียว และก็นิ้วมือด้วยเพราะเขาใช้สแกนลายนิ้วมือเอา ใช้เวลาทำแค่ 15 นาทีก็ออกมาได้ ให้เขาส่ง passport ไปที่ทำงาน จะใช้เวลาประมาณ 7 วัน จริงๆด้วย เพราะได้รับวันที่ 9 เมษายน พอดี ต้องโน้ตไว้ด้วยว่าน้องๆที่ให้บริการส่วนใหญ่เป็นหญิงสาวรุ่นใหม่ น่ารัก พูดเพราะ มนุษย์สัมพันธ์ดีมาก ดีใจที่หน่วยงานราชการมีพนักงานดีๆแบบนี้

ออกเดินทางจากมหาวิทยาลัยด้วยรถตู้ตั้งแต่ 4โมงครึ่ง ไปถึงสนามบินหาดใหญ่ ประมาณ 2 ทุ่ม เราเดินทางกับ Tiger airline เที่ยวบิน TR139 ไปถึงสิงคโปร์ประมาณ เที่ยงคืน(เวลาที่สิงคโปร์เร็วกว่าเมืองไทย 1 ชั่วโมง) เข้าพักที่โรงแรม RELC International Hotel


สมาชิกที่ดูงานทั้งหมด 29 คน เขาจัดให้ไป 4 ที่ วันแรก(วันที่18) ไปที่ NUS(National University of Singapore) ไป Medical school ของเขามีการใช้ PBLในการเรียนประมาณ 20% ตอนบ่ายไปที่ Republic Polytechnic แต่ไปพบกับทีมงานของ Republic of Singapore Air force วันที่ 2 ไปชม Temasek Polytechnic ที่นี่จัดสถานที่สวยมาก สวยกว่าทุกแห่งที่ได้ไป การต้อนรับก็เยี่ยมมาก เป็นมืออาชีพทุกคน ตอนบ่ายเขาปล่อยให้ว่าง ก็ได้ไปเที่ยวแทน วันที่ 3 ไป Republic polytechnic ที่นี่ประทับใจกับห้องสมุดที่ใช้แนวคิดว่า ห้องสมุดจริงๆแล้วไม่จำเป็นต้องเงียบ แต่เป็น "living room with the book shelves" เห็นแล้วอึ้งไปเลย ได้เข้าไปดูการเรียนการสอนในห้องจริงๆด้วย ถึงได้รู้ว่าเขาทำได้จริง มีประสิทธิภาพเสียด้วย

ข้อที่น่าสังเกตจากการไปดูงานคือว่า PBL เป็นแนวคิดที่ปฏิบัติได้จริงและมีการใช้งานอยู่อย่างมีประสิทธิภาพในปัจจุบัน น่าที่จะนำมาใช้ให้มากขึ้น แต่ก็เห็นได้ชัดว่าการนำมาใช้ต้องมีสิ่งสนับสนุนมาก สิงคโปร์เหมือนลูกคนรวย ทำอะไรเงินไม่เป็นปัญหา เด็กทุกคนใช้ notebook เด็กไทยจะมีกันขนาดนั้นหรือเปล่า อีกอย่างคือความตั้งใจของผู้ปฏิบัติ ประทับใจความเป็น teamwork ของแต่ละคนที่ทำงาน ในที่ประชุม เขาสามารถส่งลูกกันไปมาได้โดยแต่ละคนรับลูกกันได้ แสดงว่าเขาทำจริง และรู้จริง ออกจะอิจฉานิดๆ

เขาให้จับกลุ่มทำรายงานสำหรับแต่ละแห่ง เนื่องจากวันที่เขาประชุมเตรียมงาน ไม่ได้ไปเข้าประชุม ชื่อก็เลยปรากฏหราว่าเขาสั่งมาให้เป็น chair ของกลุ่มที่ทำรายงานของ Temasek Polytechnic ดีว่าสมาชิกกลุ่มเป็นประเภทมือโปรกันทั้งนั้น ....:-)

คืนวันที่ 20 ประชาชนร่วมทริปก็กลับเมืองไทยกันตามกำหนดการ เหลืออยู่ 4 หน่อที่อยากเที่ยวต่อ....เรื่องราวเอาไว้เป็นอีกหัวข้อนึงก็แล้วกันนะ

Tuesday, May 09, 2006

การสอบโอเน็ต เอเน็ต

ปีนี้(2549) เป็นปีที่นักเรียนชั้นม.6 ต้องใช้วิธีการสอบเข้ามหาวิทยาลัยแบบใหม่โดยทำการสอบโอเน็ต เอเน็ต

ใครๆก็งงกับการสอบระบบนี้เพราะมีปัญหามากมายเหลือเกิน ตั้งแต่การสมัครสอบที่ต้องสมัครออนไลน์ ในการสอบมีปัญหาเรื่องที่นั่งสอบ เลขประจำตัวไม่ตรงกับสถานที่สอบฯลฯ จนถึงในการบอกผลสอบก็ผิดพลาดจนต้องมีการตวจเช็คซ้ำ 3 รอบ คะแนนที่ได้ไม่มีใครแน่ใจว่าถูกต้องแน่นอนเพราะขาดความเชื่อถือในกระบวนการตั้งแต่ต้น

คำถามที่ถามกันมากได้แก่ การสอบระบบนี้เป็นอย่างไร ทำไมต้องใช้ระบบนี้แทนระบบเอนทรานซ์แบบเดิม ถ้าเทียบกับที่อื่นๆมีการสอบในลักษณะนี้ที่ไหน หรือไม่
ข้อมูลเกี่ยวกับการสอบมีระบุใน http://ntthailand.mymaindata.com/ ดังนี้

"การวัดและประเมินผลการเรียนปีการศึกษา 2548
สถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (องค์การมหาชน)เป็นองค์กรของรัฐทำหน้าที่จัดระบบการทดสอบ พัฒนาแบบทดสอบเพื่อวัดและประเมินมาตรฐานการศึกษาด้านผู้เรียนบริการสอบ วัดความรู้ความสามารถ พัฒนาบุคลากรด้านการวัดและประเมินผล และเป็นศูนย์กลางความร่วมมือด้านการทดสอบทางการศึกษาในระดับชาติและระดับนานาชาติ
สถาบันฯมีภารกิจหลักในการทดสอบมาตรฐานการจัดการศึกษาด้านผู้เรียนระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานโดยการทดสอบผลการเรียนรู้รวบยอดระดับชาติซึ่งเป็นการวัดผลของกระบวนการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน อันก่อให้เกิดการเรียนรู้ที่สะสมระยะยาวในตัวผู้เรียน เพื่อนำผลการวัดไปใช้ในการเปรียบเทียบ บ่งชี้ ประเมินและกำหนดนโยบายการศึกษา
โดยทดสอบนักเรียน 4 ช่วงชั้น ดังนี้
ช่วงชั้นที่ 1 (ป.1 - ป.3)
ช่วงชั้นที่ 2 (ป.4 - ป.6)
ช่วงชั้นที่ 3 (ม.1 - ม.3)
และช่วงชั้นที่ 4 (ม.4 - ม.6)
ในปีการศึกษา 2548 สถาบันทดสอบจะดำเนินการประเมินให้กบช่วงชั้นที่ 4 ก่อน เนื่องจากมหาวิทยาลัยต้องการใช้ผลการทดสอบเป็นองค์ประกอบหนึ่งในการรับบุคคลเข้าศึกษาในสถาบันอุดมศึกษา ในระบบกลางการรับนิสิตนักศึกษา สถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติจะพัฒนาเครื่องมือเพื่อใช้วัดและประเมินผลมาตรฐานการจัดการศึกษาด้านผูเรียน ในช่วงชั้นที่ 4 ใน 2 ระดับ คือ
1. แบบทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติขั้นพื้นฐาน(O - NET)
2. แบบทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติขั้นสูง (A - NET)

การสอบ O - NET (Ordinary National Educational Test)
O - NET คือ แบบสอบทางการศึกษาแห่งชาติขั้นพื้นฐาน เป็นการวัดผลการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน สำหรับในช่วงชั้นที่ 4 จัดสอบ 5 กลุ่มสาระการเรียนรู้ ได้แก่ 1 ภาษาไทย 2 คณิตศาสตร์ 3 วิทยาศาสตร์ 4 สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม 5 ภาษาค่างประเทศ (ภาษาอังกฤษ)

ลักษณะข้อสอบและการประเมินผล O - NET ประกอบด้วย 
1. แบบทดสอบจะมีทั้งปรนัย และอัตนัย ในอัตราส่วนระหว่าง 80% - 90% : 10% - 20% ข้อสอบแบบปรนัยจะเป็นข้อสอบแบบ 4 ตัวเลือก สำหรับข้อสอบอัตนัยจะเป็นข้อสอบแบบเขียนคำตอบสั้นๆ (Short Answer) 
2. เวลาในการทำข้อสอบวิชาละ 2 ชั่วโมง 
3. ข้อสอบแต่ละข้อ คะแนนอาจจะไม่เท่ากันขึ้นอยู่กับความยากง่ายของข้อสอบ 
4. ข้อสอบครอบคลุมสาระและทักษะสำคัญของ 5 กลุ่มสาระการเรียนรู้ การสอบเป็นบริการของรัฐให้แก่นักเรียนทุกคนโดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใด ๆ

การสอบ A - NET (Advanced National Educational Test) 
A - NET คือ แบบสอบทางการศึกษาแห่งชาติขั้นสูง เป็นการวัดความรู้และ ความคิดวิเคราะห์ ซึ่งจะเป็นการวัดความรู้เชิง สังเคราะห์ โดยเน้นทักษะการคิดมากกว่า O-NET ประกอบด้วย 
1 ภาษาไทย 2 
2 คณิตศาสตร์ 2 
3 วิทยาศาสตร์ 2 
4 สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม 2 
5 ภาษาอังกฤษ 2

ลักษณะข้อสอบและการประเมินผล A - NET ประกอบด้วย 
1. แบบทดสอบจะมีทั้งปรนัย และอัตนัย ในอัตราส่วนระหว่าง 60% - 80% : 40% - 20% ข้อสอบแบบปรนัยจะเป็นข้อสอบแบบ 4 ตัวเลือก สำหรับข้อสอบอัตนัยจะเป็นข้อสอบแบบเขียนคำตอบสั้นๆ (Short Answer) 
2. เวลาในการทำข้อสอบวิชาละ 2 ชั่วโมง ยกเว้นวิชาวิทยาศาสตร์ ประกอบด้วยเนื้อหาด้าน เคมี ฟิสิกส์ ชีววิทยา อยู่ในฉบับเดียวกัน ที่ใช้เวลาในการสอบ 3 ชั่วโมง และจะแสดงผลการทดสอบทั้งรวมและแยก 
3.ข้อสอบแต่ละข้อ คะแนนอาจจะไม่เท่ากันขึ้นอยู่กับความยากง่ายของข้อสอบ
วิธีการคิดคะแนน 1. เมื่อมีการตรวจกระดาษคำตอบมีวิธีการวิเคราะห์ข้อสอบทุกข้อเพื่อหาคุณภาพขอข้อสอบ ถ้าข้อสอบข้อใดไม่มีคุณภาพตามเกณฑ์ ไม่สามารถวัดหรือจำแนกได้ ข้อสอบข้อนั้นจะไม่นำมาคิดคะแนน ดังนั้นคะแนนที่ได้จะเป็นคะแนนสอบที่ได้มาจากข้อสอบที่มีคุณภาพทุกข้อ 2 คะแนนผลการสอบจะแปลงคะแนนเป็นคะแนนมาตรฐานรายวิชา

กำหนดการสอบประมวลความรู้ ช่วงชั้นที่ 4ประจำปีการศึกษา 2548 

สอบ O-NET วันเสาร์ที่25 - วันอาทิตย์ที่ 26 กุมภาพันธ์ 2549 
สอบ A-NET วันอังคารที่ 28 กุมภาพันธ์ - วันพุธที่ 1 มีนาคม 2549"


แต่ผลการสอบก็ไม่เป็นที่ลงตัวเสียที แม้แต่ในวันนี้ (16 พฤษภาคม 2549) นักเรียนยังลุ้นระทึกกันว่าจะสามารถประกาศผล admission ได้ภายในวันนี้หรือไม่ นับว่าเป็นการสอบเข้ามหาวิทยาลัยที่มีปัญหามากที่สุดเท่าที่เคยจัดสอบมา