Showing posts with label นักเขียน. Show all posts
Showing posts with label นักเขียน. Show all posts

Tuesday, October 22, 2013

Emilie and Voltaire

ตั้งใจจะค้นเรื่องของวอลแตร์มาอ่าน เพราะมีร้านกาแฟชื่อวอลแตร์เปิดอยู่ที่ซอยข้างห้างโอเชียนนคร ได้ยินว่าเป็นร้านน่ารัก มีการสอนศิลปะชั้นบน และเจ้าของปลาบปลื้มวอลแตร์มากจนนำมาตั้งเป็นชื่อร้าน

จริงๆแล้วรู้จักวอลแตร์แค่ชื่อ จำได้ว่าแต่งหนังสือเรื่องกองดิดส์ แต่ไม่คิดจะอ่าน เพราะเคยอ่านเรื่องย่อแล้วรู้สึกว่าไม่ใช่แนวที่ชอบ นอกเหนือจากนั้นก็รู้ว่าเป็นนักปรัชญาอะไรทำนองนั้น

มาเปิดวิกิพีเดียอ่านประวัติดู อ่านไปก็ทึ่งไปว่าวอลแตร์ดูจะมีอิทธิพลทางความคิดต่อคนมากมายทีเดียว และความสามารถของเขาดูจะไม่ใช่โดดเด่นแค่การเสนอแนวคิดเกี่ยวกับการเมืองการปกครอง แต่กลับมีบทบาททางด้านวิทยาศาสตร์ ฟิสิกส์ อภิปรัชญา การเขียนหนังสือ บทกวี บทความ ฯลฯ แต่ที่ทำให้คนนึกถึงวอลแตร์น่าจะเป็นการที่เขาวิพากษ์วิจารณ์สังคม ระบบการปกครองในสมัยนั้นโดยใช้หลักเหตุผล โจมตีความเชื่องมงาย แนวคิดของเขาส่งผลมากต่อการลุกฮือของประชาชนในการปฏิวัติฝรั่งเศส

งานของเขาได้แก่ (คัดจากวิกิพีเดีย, นำมาลิสต์รายการไว้เผื่อจะหาอ่านในอนาคต)  :)
Philosophical works
  • Letters concerning the English nation (London, 1733) (French version entitled Lettres philosophiques sur les Anglais, Rouen, 1734), revised as Letters on the English (circa 1778)
  • Le Mondain (1736)
  • Sept Discours en Vers sur l'Homme (1738)
  • Traité sur la tolérance (1763)
  • Ce qui plaît aux dames (1764)
  • La Princesse de Babylone (1768)
Plays
  • Irène
  • L'Orphelin de la Chine (1755)
Historical
  • The Age of Louis XIV (1751)
  • The Age of Louis XV (1746–1752)
  • Annals of the Empire – Charlemagne, A.D. 742 – Henry VII 1313, Vol. I (1754)
  • Annals of the Empire – Louis of Bavaria, 1315 to Ferdinand II 1631 Vol. II (1754)
  • Essay on the Manners of Nations (or 'Universal History') (1756)
  • History of the Russian Empire Under Peter the Great (Vol. I 1759; Vol. II 1763)
  • History of the Parliament of Paris (1769)[66]

ค่อนข้างประหลาดใจที่พบว่าเขาทำงานด้านวิทยาศาสตร์ด้วย โดยเฉพาะในช่วงที่เขาต้องออกจากฝรั่งเศสไปอยู่ที่อังกฤษเป็นเวลาสามปี เขาได้แนวคิดจากอังกฤษมามากโดยเฉพาะแนวคิดของนิวตันเรื่อง Optics และแรงโน้มถ่วง และในเวลาต่อมาได้ศึกษาเรื่องนี้ร่วมกับเพื่อนหญิงของเขา เอมิลี่ 

วอลแตร์ได้เข้าร่วมในพิธีศพของนิวตัน ได้มีส่วนในการเรียกร้องให้เขาได้รับการนำไปอยู่ที่ Westminster Abbey และได้เขียนหนังสือเกี่ยวกับนิวตัน รวมทั้งเป็นคนกระพือเรื่องเล่าที่ว่านิวตันได้คิดเรื่องแรงโน้มถ่วงเพราะถูกแอปเปิ้ลหล่นใส่หัว

วอลแตร์ไม่ใช่ชื่อจริงของเขา ชื่อจริงคือ François-Marie Arouet  ชื่อวอลแตร์เป็น anagram ของคำว่า  "AROVET LI," ซึ่งเป็นชื่อในภาษาละตินของนามสกุลของเขา (Arouet)  ส่วนอักษรย่อมาจากคำว่า "le jeune" ("the young")

เมื่อเสียชีวิตวอลแตร์ได้รับการทำพิธีแบบรีบร้อนก่อนคำสั่งประกาศห้ามการทำพิธีของเขาจะถูกประกาศออกมา เพราะยามมีชีวิตไม่ได้ญาติดีกับคริสตจักรเท่าไรนัก เขาจึงได้รับการปฏิเสธที่จะให้ทำพิธีในโบสถ์ แต่เพื่อนของเขาก็ได้จัดการให้ได้ทัน  เขาเสียชีวิตวันที่ 30 พฤษภาคม 1778 และในที่สุดหลังจากนั้นอีกสิบกว่าปีวันที่ 11 กรกฎาคม 1791 ร่างของเขาได้ถูกนำไปไว้ที่ Pantheon ที่ฝังศพบุคคลสำคัญของฝรั่งเศส(ได้ไปเยี่ยมชม Pantheon เมื่อเดือนพฤษภาคม 2013 และได้เห็นที่ฝังศพของวอลแตร์ด้วย โดดเด่นกว่าของคนอื่นมากเพราะถูกนำมาอยู่ด้านหน้าและมีรูปปั้นด้วย)



What is tolerance? it is the consequence of humanity. We are all formed of frailty and error; let us pardon reciprocally each other's folly-that is the first law of nature." ("Tolerance", ibid)


อ่านแล้วก็ตามลิงก์ต่อไปดูข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้อง เพราะคุ้นๆกับชื่อ
Emilie du Châtelet ที่ทำงานร่วมกับวอลแตร์ ยิ่งค้นเรื่องของเธอยิ่งพบว่าน่าสนใจมาก แทบจะมากกว่าตัววอลแตร์เองด้วยซ้ำเมื่อคิดว่าเธอเป็นผู้หญิงในยุคนั้นที่ได้รับการศึกษาด้านวิทยาศาสตร์ระดับสูง มีทักษะและพื้นความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ดีกว่าวอลแตร์ เธอรู้ภาษาละติน อิตาเลียน กรีก เยอรมัน ตั้งแต่อายุสิบสองปี มีความสามารถในการเต้นรำ เล่นฮาร์ปซิคอร์ด และเล่นละครสมัครเล่น และเคยใช้ความสามารถทางคณิตศาสตร์ในการพนันเพื่อหาเงินมาซื้อหนังสืออ่าน

เธอเป็นผู้แปลหนังสือ Principia ของนิวตันจากภาษาละตินเป็นภาษา
ฝรั่งเศส ซึ่งยังคงถือว่าเป็นต้นฉบับฝรั่งเศสฉบับที่สมบูรณ์ที่สุด

เธอได้รับการกล่าวถึงโดยวอลแตร์ว่าเป็น "a great man whose only fault was being a woman"

ในชีวิตครอบครัวกลับเป็นว่าเธอต้องแต่งงานตั้งแต่อายุน้อยกับขุนนางชั้นสูงตามแบบฉบับผู้ดีสมัยก่อน แต่เธอก็มีความสัมพันธ์กับคนอื่นอีกหลายคน ที่เป็นที่รู้จักที่สุดคือวอลแตร์ โดยได้ใช้ช่วงเวลาที่อยู่ร่วมกันในการศึกษางานที่สำคัญหลายชิ้น

เธอเสียชีวิตเมื่ออายุได้ 42 ปี หลังการคลอดบุตรคนที่สี่ที่เกิดจากความสัมพันธ์กับคนรักอีกคนหนึ่ง

(ในประวัติของเธอกล่าวว่าเธอเกิดที่ย่านตุยเลอรี่ส์ ในปารีสใน Townhouse ขนาดใหญ่ใกล้สวน น่าเสียดายที่อ่านเรื่องนี้หลังจากกลับมาจากปารีสแล้ว ไม่อย่างนั้นคงจะต้องตามไปดูซักนิด นับว่าเป็นผู้หญิงที่เป็นฮีโร่ได้อีกคน)

แหล่งข้อมูล

Friday, September 27, 2013

นิยายชีวิตในวังสระปทุม



เมื่อวานซืนซื้อหนังสือมาเล่มหนึ่ง เรื่อง "นิยายชีวิตในวังสระปทุม" เพราะเปิดดูแล้วมีเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยที่น่าสนใจมากๆ ดูชื่อผู้แต่งคือ แพทย์หญิงระทวย (จักรพันธ์) วีระแกล้ว ก็ไม่ได้สะดุดใจอะไร เปิดอ่านไปได้หน่อยนึงถึงทราบว่าคุณหมอเคยไปทำงานอยู่ที่ระนอง คุ้นๆขึ้นมาทันทีว่าตอนเด็กๆเคยเห็นคลินิกของคุณหมอรวิและคุณหมอระทวย แต่จำไม่ได้ว่าที่ไหน โทรไปถามคุณพี่สาวก็คุ้นๆ ถามคุณพ่อก็คุ้นๆ แต่ไม่มีใครจำรายละเอียดที่ชัดเจนอะไรได้เลย เง้อ... ชีวิตคุณหมอออกจะน่าสนใจ... เป็นหนังสือน่าอ่านอีกเล่มที่ทำให้รำลึกถึงเรื่องดีๆเมื่อหลายสิบปีก่อนค่ะ  คุณพี่สาวบอกว่าเผลอๆคุณหมอเป็นคนทำคลอดพวกเรานะ  :)

Saturday, March 03, 2012

จดหมายถึงเพื่อน...กนกพงศ์ สงสมพันธ์

สัปดาห์ที่แล้วและสัปดาห์นี้ ได้อ่านหนังสือหลายเล่ม แต่อยากพูดถึงหนังสือ "จดหมายถึงเพื่อน" เพราะปกติก็อ่านหนังสือของคุณกนกพงศ์บ้างมาตั้งแต่ "แผ่นดินอื่น" ที่ได้รางวัลซีไรต์ ชายหนุ่มที่บ้านก็ชอบหนังสือของคุณกนกพงศ์ ที่บ้านก็เลยมีวางไว้หลายเล่ม

โดนส่วนตัวไม่ค่อยอ่านหนังสือของคุณกนกพงศ์ หนึ่งคือไม่ค่อยอ่านเรื่องสั้นเพราะเรื่องมันสั้น อ่านแล้วจบเร็วเกิน และมีพล็อตเดียว ไม่มีอะไรซับซ้อน อีกอย่างความที่โทนเรื่อง เนื้อหา ฉากในเรื่องมักเป็นสิ่งที่ฉันเองก็รับทราบมาตลอดเป็นปกติ ความที่เป็นคนรุ่นราวคราวเดียวกัน พื้นฐานคล้ายกัน คือเป็นคนใต้ ไม่ว่าจะเป็นสถานที่ที่เขาเขียนถึง ฉันก็รู้จัก มีประสบการณ์กับสภาพชีวิตลักษณะนั้นโดยตรง และไม่เห็นเป็นเรื่องแปลกอะไร สำนวนการเขียนสละสลวย แต่ก็เป็นสิ่งที่คาดหวังจากคนเขียนหนังสืออยู่แล้ว

สิ่งที่เขาอธิบายมาจากความคิดของเขาซึ่งฉันก็ไม่ได้เห็นว่ามันเป็นสิ่งที่คนอื่นจะต้องคิดแบบเดียวกัน เขาอธิบายความคิดตัวเองออกมาได้ดี แต่ฉันก็ไม่ได้เห็นความลุ่มลึกของความคิดหรืออะไรมากนัก ไม่ได้สร้างจินตนาการอะไรที่แปลกใหม่ 

แต่หนังสือ จดหมายถึงเพื่อน กลับเป็นเรื่องฉันชอบ เพราะมันเป็นการเล่าเรื่องชีวิตประจำวันง่ายๆ เหมือนเพื่อนเล่าสู่กันฟัง มีคนในเรื่องที่ฉันรู้จักจริงๆ การอ่านสิ่งที่คนจริงๆคิดโดยไม่ใช่นิยาย ก็เลยสนุกสนานดี โดยเฉพาะตอนที่พูดถึงหมอฟันและภรรยานายกเทศมนตรี (ซึ่งเป็นรุ่นพี่ของฉันทั้งสองคน) ที่อ่านแล้วก็ อืมม์ ใช่จริงๆ

แปลกที่เมื่ออ่านหนังสือเล่มนี้ไปแล้ว เมื่อวานนี้ก็ได้หนังสือของคุณอุรุดา โควินท์ เรื่องครัวสีแดง น่ารัก สนุกสนานดี ตกลงก็เลยได้อ่านหนังสือที่ผู้เขียนเกี่ยวข้องกันโดยมิได้นัดหมาย

22 ตุลาคม 2556

หยิบหนังสือเล่มนี้มาอ่านอีกครั้ง เพราะมีคนพูดถึงคุณกนกพงศ์ และมีรูป "พินัยกรรม" โพสต์มาให้ดูกันบน FB ก็เลยอยากอ่านว่าเคยรู้สึกกับการเขียนของคุณกนกพงศ์อย่างไร

ทีแรกจะมาเปิดหน้าสองหน้าเฉพาะส่วนที่มีคนในเรื่องที่ฉันรู้จัก ปรากฏว่าหาหน้าที่ว่าไม่เจอก็เลยเปิดอ่านมาใหม่ตั้งแต่หน้าแรก พบว่าอย่างหนึ่งที่ฉันรู้สึกสนุกกับหนังสือเล่มนี้เป็นเพราะเขาเล่าถึงคนที่ฉันรู้จัก ซึ่งตอนนี้ฉันรู้จักคนที่เขาพูดถึงมากขึ้น รู้ชื่อเสียงเรียงนามและก็นึกออกด้วยว่าอารมณ์ในเรื่องเป็นยังไง  :) อ่านไปด้วยความสนุกสนาน และรีบพับมุมหนังสือไว้ ต่อไปกลับมาค้นเฉพาะเรื่องอีกจะได้หาได้ง่ายๆ

แต่ก็ต้องโน้ตไว้ว่าในเล่มนี้เขาพูดถึงหนังสือหลายเล่มทั้งไทยและเทศ บางเล่มฉันก็เคยอ่านแต่ไม่ได้รู้สึกเหมือนที่เขาบรรยายในหนังสือเล่มนี้เลย บางเรื่องที่เขาชอบฉันก็ไม่ชอบ บางเรื่องที่เขาวิจารณ์ฉันก็มองว่าเฉยๆ  อืมม์  คนเราคิดไม่เหมือนกันจริงๆนะ คนละสไตล์ คนละประสบการณ์ชีวิต