Wednesday, April 30, 2014

ไปเที่ยววังน้ำเขียวกันเถอะ

ไม่กี่ปีมานี้ วังน้ำเขียวกลายเป็นแหล่งที่พักผ่อนสุดฮิตไปอย่างไม่น่าเชื่อ  และไม่น่าเชื่อกว่านั้นที่ไม่เคยได้ไปเลย เป็นไปได้ยังไง

สัปดาห์ที่แล้วมีการดูงานที่กนุงเทพและที่โคราช ถือโอกาสค้างคืนที่เดอบัววัลเลย์ วังน้ำเขียว ที่พักสงบสบายสมกับที่ฮิตกัน

เช้าขึ้นมาได้ไปเที่ยวผาชมตะวัน ผาเก็บตะวัน วังน้ำเขียวฟาร์ม นี่ถ้ามีเวลามากกว่านี้คงได้เที่ยวมากกว่านี้ แอบเสียดาย











Saturday, April 19, 2014

บทเรียนของธนาคารออมสิน

วันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2557 ได้เกิดปรากฏการณ์ประชาชนทั่วประเทศทุกจังหวัดแห่กันไปถอนเงินจากธนาคารออมสิน โดยมียอดถอนเงินประมาณ 30,000 ล้านบาทในขณะที่มียอดเงินฝากประมาณ 10,000 ล้านบาท 
วันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2557 ยังคงมีการถอนเงินอย่างต่อเนื่องโดยในวันที่สองมียอดถอนเงินประมาณ 4 หมื่นล้านบาท
วันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2557 การถอนเงินยังดำเนินการต่อเป็นวันที่ 3

สาเหตุของเหตุการณ์นี้มาจากการที่ธนาคารออมสินได้อนุมัติเงินกู้ระหว่างธนาคารรัฐ (อินเตอร์แบงก์) ให้แก่ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) และมีข่าวว่า ธ.ก.ส.จะนำไปใช้จ่ายชาวนาในโครงการรับจำนำข้าว จำนวน 5,000 ล้านบาท ซึ่งเงินจำนวนนี้ ธ.ก.ส.จะนำไปให้ชาวนากู้เงิน แต่การที่ธนาคารออมสินให้เงินธ.ก.ส. เหมือนกันเป็นการสนับสนุนให้รัฐบาลจ่ายเงินให้ชาวนาโดยวิธีการนำเงินของธนาคารไปให้ชาวนากู้แทนที่จะไปขายข้าวเพื่อนำเงินมาให้ชาวนาอย่างตรงไปตรงมา ซึ่งธนาคารไม่ควรเข้าไปโอบอุ้มรัฐบาลที่โกงเงินจำนำข้าวของชาวนาในลักษณะนี้

การที่ธนาคารออมสินให้เงินกู้ไป มีสิทธิ์ที่จะไม่ได้เงินกลับมา ผู้ฝากเงินกับธนาคารส่วนหนึ่งเห็นว่าเป็นความเสี่ยงที่ธนาคารบริหารเงินผิดพลาด จึงรีบมาถอนเงิน ในขณะที่มีผู้ฝากจำนวนมากที่ไม่ได้มีเหตุผลเรื่องความเสี่ยงในการสูญหายของเงิน แต่มีความเห็นว่าธนาคารดูถูกลูกค้าโดยการบริหารงานในรูปแบบที่ประชาชนรับไม่ได้

หลังจากการถอนเงินจำนวนมหาศาลในวันที่ 17 กุมภาพันธ์ คณะกรรมการธนาคารออมสินประชุมร่วมกับสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจธนาคารออมสิน ได้ข้อสรุป 3 ข้อ คือ 

1.คณะกรรมการให้ยกเลิกการเปิดวงเงินกู้(เครดิตไลน์) ในการกู้ระหว่างธนาคาร (อินเตอร์แบงก์) จำนวน 2 หมื่นล้านบาทให้แก่ ธ.ก.ส. 
2. ธนาคารออมสินขอเรียกเงินกู้ที่ได้อนุมัติไปแล้วจำนวน5,000 ล้านบาท คืนจาก ธ.ก.ส. โดยเร็วที่สุด คาดว่า จะมีหนังสือถึง ธ.ก.ส. ในวันพรุ่งนี้ (19 ก.พ.) 
3. ธนาคารออมสิน ขอให้ ธ.ก.ส. ชี้แจงว่า การขอกู้ผ่านอินเตอร์แบงก์ในครั้งนี้ เป็นการกู้เสริมสภาพคล่องหรือเพื่อวัตถุประสงค์อื่นเนื่องจากก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 7 ม.ค. 57 ธ.ก.ส.ได้ทำหนังสือถึงธนาคารออมสินเพื่อขอกู้เงินเสริมสภาพคล่อง ซึ่งธนาคารมีหนังสือฉบับนั้นเป็นหลักฐาน พร้อมทั้งมีการบันทึกการหารือทางโทรศัพท์ไว้ด้วย

ในวันที่ 18 ก.พ. หลังจากการชี้แจงคณะกรรมาธิการ การเงิน การคลัง การธนาคาร วุฒิสภา นายวรวิทย์ ชัยลิมปมนตรี ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน เดินทางกลับไปยังธนาคารออมสิน สำนักงานใหญ่เรียกประชุมบอร์ดและพนักงานธนาคาร ทั้งนี้ แม้นายวรวิทย์จะชี้แจงถึงการปล่อยกู้แก่พนักงานแล้ว แต่พนักงานธนาคารออมสินต่างไม่ยอมรับเหตุผลและยืนยันว่าปัญหาดังกล่าวเป็นการตัดสินใจของผู้บริหารและบอร์ด ในเมื่อสร้างความเสียหายให้แก่ธนาคาร ก็ต้องมีผู้รับผิดชอบ และไม่อยากให้คนภายนอกมองว่าเป็นธนาคารออมสินเป็นธนาคารเสื้อแดง




http://bit.ly/1ckLQAs
 http://bit.ly/1jzXadG

Friday, April 18, 2014

เดินป่า

กำลังพยายามทบทวนว่าตัวเองได้เคยเดินป่ากับเขาจริงๆสักกี่ครั้ง แต่ละครั้งมีประสบการณ์อย่างไร
ุ่
ย้อยหลังไปไกลสุด ตอนเด็กๆ ช่วง ม.ต้น โรงเรียนพาไปเข้าค่ายเนตรนารีที่โรงเรียนบ้านพรรั้ง กลางคืนมีการออกไปเดินรอบค่ายมีด่านต่างๆ เช่นเดินข้ามน้ำ เดินบนสะพานเชือก กว่าจะกลับมาค่ายก็เหนื่อย แต่เข้าใจว่าไม่ได้อันตรายอะไร เขาคงเซฟไว้ประมาณหนึ่ง พอวันรุ่งขึ้นเป็นวันเดินทางไกลขึ้นเขาด้านหลังโรงเรียน เดินไปจามทางขึ้นเขาไปเรื่อยๆ ตอนนั้นคงเหนื่อยน่าดู แต่กลับมาดูพื้นที่ทีหลังก็รู้สึกว่าไม่ได้หนักหนาอะไร จำได้ว่าข้าวเที่ยงเป็นข้าวกับปลากระป๋องและไข่ต้ม นั่งดูวิวจากบนเขา พื้นที่นั่งเป็นหินบริเวณกว้าง เป็นทริปที่ชอบทริปหนึ่ง


ทริปเดินป่าถัดไปเป็นทริปขึ้นภูกระดึงตอน ม.ุ6ไปกับเพื่อนๆโรงเรียนช่วงเดือนตุลาคม มีอาจารย์ผู้ชายที่สอนกีฬาพาไป  เรานั่งระไปลงที่ผานกเค้าแล้วเริ่มเดินขึ้นเขา  จุดแรกที่พักคือซำแฮ่ก  แฮ่กจริงๆ กว่าจะเดินขึ้นถึงหลังแปที่เป็นบริเวณพื้นราบบนเขาก็ตกบ่าย เราได้พักที่บ้านพักหยาดน้ำค้างรึอะไรซักอย่างชื่อแบบนี้  อากาศหนาวมาก ข้างบนมีร้านค้า มีเต้นท์นอนเรียงเป็นแถว มีความรู้สึกว่าคนมาก แต่ถ้าเทียบกับสมัยนี้คงถือว่าน้อย  จำได้ว่าเดินเกาะกลุ่มกันเวลาไปดูดวงอาทิตย์ตกที่ผาหมากดูก  ตอนเช้าก็ไปดูดวงอาทิตย์ขึ้นที่ผานกแอ่น  บนภูกระดึงมีขุดชมวิวที่ทุกคนต้องไปถ่ายรูปกับชะง่อนผาและต้นสน รูปออกมาจะสวยมาก  แต่ตอนเดินไปถ่ายรูปก็เสียวเหมือนกัน  ทริปนั้นเป็นทริปที่ได้เพื่อนใหม่มาด้วยชื่อ พี่เป็ด

ทริปต่อมาเป็นทริปเขาหลวง เดือนเมษายน 2000 เหตุที่ไปเพราะมาอยู่ที่นครศรีธรรมราชก็สมควรไปขึ้นเขาที่สูงที่สุดของภาคใต้ โชคดีที่มีทีมจะขึ้นไปก็ขอตามเขาไปด้วย ทริปนี้มีประมาณสิบกว่าคนรวมสมาชิกวลันลักษณ์กับโรงพยาบาลท่าศาลา มีหนุ่ยธีรพันธ์นำทีมไป  เพื่อนๆที่ไปด้วยมี อ. โอ๊บ พี่ต่าย หลานพี่ต่าย พี่เอ จิตติมา น้อง อภิรยา ฉิมศูนย์บรรณ เป็นต้น ขาขึ้นเริ่มตอนเย็น ไปแวะกินข้าวที่ศาลาแถวน้ำตกวังไม้ปัก  แล้วเดินขึ้นเขาไปค้างที่ขนำสุดท้าย ออกเดินทางประมาณหนึ่งทุ่ม ประมาณสองทุ่มเศษก็ได้พักนอน ตอนเช้า ลุกขึ้น กินอาหารเช้าเสร็จก็เดินขึ้นเขา  กว่าจะถึงยอดเขาก็เย็นๆ กลางคืนนอนเต๊นท์คิดว่าจะหนาวมาก แต่ก็ไม่หนาว  ตอนเช้าตื่นขึ้นมา ถ้าจะดูวิวต้องปีนต้นไม้ขึ้นไปดู ขากลับน่ากลัวกว่าขาขึ้น เพราะทางชัน เดินจนขาแพลง โชคดีว่ามีน้องอภิรยาเป็นอาจารย์พยาบาลก็ช่วยพันหัวเข่าให้ ต้องใช้ไม้เท้าเดิน ยิ่งช่วงผ่านน้ำตกยิ่งน่ากลัว ตอนจาขึ้นมามองไม่เห็นทาง เดินตามเขาเรื่อยๆ แต่ขาลงมองเห็นว่าทางน่ากลัว ถ้าพลาดมีเจ็บ ก็เลยต้องระวังมาก ช่วงสองกิโลสุดท้าย รถมอเตอร์ไซต์ขึ้นไปรับได้ ไม่งั้นคงอาการปนักกว่านี้  ลงมาแล้วเมื่อยตัวไปอีกอาทิตย์นึง


ทริปน้ำตกกรุงชิง จำไม่ได้ว่าไปช่วงปีไหน แต่น่าจะประมาณ 2541-2544 เป็นความพยายามที่จะไปให้ถึงน้ำตกหนานแสนห่าที่อยู่ในแบงค์พัน รถจะเข้าไปได้ถึงที่ทำการอุทยาน จากนั้นจะมีเทรลทางเดินซิเมนต์ไปสองกิโล ถัดจากนั้นอีกสองกิโลจะเป็นทางดิน ไปถึงบริเวณน้ำตก ตัวน้ำตกจะอยู่ด้านล่าง ต้องปีนลงไปอีก มีลวดสลิงให้เหนี่ยวตัวเดินลงไป  น้ำตกสวยสมที่ตั้งใจที่มา  ได้เล่นน้ำตกพอหายเหนื่อยแล้วก็กลับมาเหนื่อยต่ออีกชั่วโมงกว่าเพื่อเดินกลับ ที่กรุงชิงจะเป็นเส้นทางเดินป่าที่มาเดินบ่อยที่สุด มีไม้ใบไม่ดอก ให้ดูระหว่างทาง เช่นเคยไปเดินดูกล้วยไม้กินซาก  ดูกล้วยไม้วิลาสินี ดูดอกเอื้องพร้าว ดอกกระทือ ดอกปุด ฯลฯ  เป็นป่าที่สมบูรณ์ดี  แต่เหตุผลหลักที่ไปมักจะเป็นการไปดูนก มีนกดีๆมากทีเดียว เช่น นกปากกบพันธ์ชวา นกปากกว้างเล็ก นกเขียวปากงุ้ม นกเขนน้ำคิ้วขาว ฯลฯ

ทริปทุ่งใหญ่นเรศวร

ทริปดอยอินทนนท์ เดินแอ่งแม่กา แล้วไปเดิน กิ่วแม่ปาน

ทริปเขานัน

ทริปเขารามโรม

ทริปแก่งกระจาน เข้าบ้านกร่าง

ทริปเขานอจู้จี้ เทรล C, D สระมรกต

เยอะเนอะ ว่างๆค่อยมาใส่ข้อมูลเพิ่ม ทีละนิดๆ


สมุดบันทึกการดูนก

สองสามวันก่อนเจอสมุดบันทึกการดูนกของตัวเองที่เริ่มเขียนตั้งแต่ปลายปีปี 2545 มาหยุดบันทึกประมาณปี 2551 เพราะไม่ได้มีทริปเดินป่าดูนกเป็นประจำเหมือนเมื่อก่อนแล้ว


ในบันทึกระบุว่ามีนกที่ได้ดู 235 ชนิด (ไม่รวมนกที่ดูในออสเตรเลียอีก 62 ชนิดที่มีสมุดบันทึกต่างหาก) แหล่งดูนกที่ไปมีตั้งแต่ทุ่งใหญ่นเรศวร แก่งกระจาน  ดอยอินทนนท์ เขานอจู้จี้กระบี่ ทะเลน้อยพัทลุง ศูนย์วิจัยป่าชายเลนระนอง วัดเฉลิมพระเกียรติ กทม. แต่เนื่องจากอยู่ในพื้นที่นครศรีธรรมราช แหล่งดูนกประจำจะอยู่ที่กรุงชิง เขานัน

นกทั้งหลายที่ดู ต้องตามคนที่เขา iden เก่งๆ เพราะส่วนตัวบางครั้งไม่สามารถ iden ได้ทันที และนกจะขยับตัวบินอยู่บ่อยๆ ดูยาก นอกจากนกที่คุ้นๆ นอกนั้นต้องอาศัยคนชั้ชวนให้ดู  :)

Bird Guild  ที่ใช้ก็เป็นเล่มของ Craig Ronson " A field guide to the Bird of Thailand" เพราะช่วงที่ซื้อหนังสือ (Nov 2002) หนังสือของหมอบุญส่งไม่มีวางขาย และมีปัญหาเรื่องลิขสิทธิ์จึงไม่มีการพิมพ์ซ้ำ  จากนั้นก็ได้ซื้อเล่มของหมอบุญส่ง และหลังจากนั้นต่อมาอีกระยะหนึ่ง หนังสือของหมอบุญส่งจึงมีวางขายทั่วไปอีกครั้ง





เวลาดูนกก็จะวงในหนังสือเอาไว้แบบนี้ ถ้าดูได้จนหมดหน้าหนึ่งก็เรียกว่าได้ปิดเพจไป :)

Selfie on Earth Day, April 22

22 เมษายน 2557 นี้ ใครชอบถ่ายรูป Selfie มาถ่ายรูปเล่นกันเถอะ! ภายใต้โครงการ "Earth Right Now"

นาซาเชิญชวนทุกคนมาฉลองวันคุ้มครองโลก(Earth Day)วันที่ 22 เมษายน โดยการออกไปถ่ายภาพจากแถวๆบ้านเรา จะเป็นวิวภูเขา แม่น้ำ ทะเล อะไรก็ได้ค่ะ แล้วบอกว่าเราอยู่ที่ไหน โดยจะเขียนบนทราย วางเรียงก้อนหิน หรือแม้แต่จะเขียนบนกระดาษ นาซาก็มี template ที่พิมพ์ออกมาถ่ายรูปประกอบฉากได้





ถ่ายรูปแล้วส่งเข้า Social Media ที่ใดที่หนึ่งในห้าแห่งนี้ Twitter, Instagram, Facebook, Google+ และ Flickr โดยใส่แฮชแท็กว่า "#GlobalSelfie"

นาซาจะตามดูรูปเหล่านี้แล้วนำไปประกอบเป็นภาพปะต่อจะกลายเป็น unique mosaic of the Blue Marble และวิดิโอในเดือนพฤษภาคมค่ะ

อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมในลิงก์ http://www.nasa.gov/content/goddard/globalselfie/#.U09WllWSw41
ปกตินาซาถ่ายรูปโลกจากอวกาศ แต่คราวนี้จะสร้างภาพของโลกจากภาพถ่ายที่ถ่ายบนโลกค่ะ

This satellite data helps NASA scientists piece together a clear picture of our planet from a scientific viewpoint.
On this Earth Day, we wanted to create a different picture of our planet -- a crowd-sourced collection of snapshots of the people of Earth that we could use to create one unique mosaic of the Blue Marble.
So, come April 22, take a second to step outside and join us in celebrating our home planet.

ว่าจะไปถ่ายรูปริมทะเลสาบหน้ามอ ให้เห็นวิวเขาหลวงเป็นแบคกราวด์ ใครจะไปกันบ้างเอ่ย ขา Selfie ทั้งหลายไม่ควรพลาดนะคะ

Tuesday, April 15, 2014

A tetrad of lunar eclipses


http://www.space.com/25250-a-tetrad-of-lunar-eclipses-starts-in-april-video.html

วันนี้จะมาแจ้งว่าเป็นวันที่มีจันทรุปราคาเต็มดวงค่ะ แต่ไม่เห็นในเมืองไทยเพราะจะเกิดขึ้นช่วงกลางวันประมาณเที่ยงๆ

จันทรุปราคาครั้งนี้เป็นแบบ Tetrad คำว่า Tetrad หมายถึงการที่เกิดจันทรุปราคาแบบเต็มดวงสี่ครั้งซ้อน ต่อเนื่อง โดยครั้งนี้จะเป็นครั้งแรก อีกสามครั้งจะเกิดขึ้นภายในสองปีนี้โดยไม่มีจันทรุปราคาแบบบางส่วน หรือแบบเงามัวมาคั่น เพราะปกติเรามีโอกาสเห็นดวงจันทร์โดนบังแค่บางส่วน โดยไม่โดนบังทั้งหมด แต่นี่เป็นดวงจันทร์ที่ถูกเต็มดวงติดต่อกันสี่ครั้ง ถึงใช้คำนี้ค่ะ

ปีนี้ทั้งปีจะเกิดอุปราคา 4 ครั้ง

1. จันทรุปราคาเต็มดวง 15 เมษายน 2557 (ไม่เห็นในเมืองไทย)
2. สุริยุปราคาวงแหวน 29 เมษายน 2557 (ไม่เห็นในเมืองไทย)
3. จันทรุปราคาเต็มดวง 8 ตุลาคม 2557 (เห็นได้ในเมืองไทย แต่จะเป็นเวลาประมาณ 18.00 น.ช่วงที่ดวงจันทร์เริ่มขึ้นในเมืองไทย ต้องตั้งใจดูกันนิดนึงค่ะ  )
4. สุริยุปราคาบางส่วน 24 ตุลาคม 2557 (ไม่เห็นในเมืองไทย)

รายละเอียดอ่านในลิงก์นี้นะคะhttp://thaiastro.nectec.or.th/skyevnt/eclipses/2014eclipses.html

ถ้าจะตามดู Webcast ถ่ายทอดสดก็ดูที่ลิงก์นี้ค่ะ http://www.space.com/19195-night-sky-planets-asteroids-webcasts.html

ส่วนลิงก์นี้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับคำว่า Tetrad แนวตริสตศาสนา เพิ่งรู้เหมือนกันhttp://pattamarot.blogspot.com/2014/04/tetrad.html

และถ้าอยากรู้เรื่องแบบมีรายละเอียดจริงๆต้องไปลิงก์นี้ค่ะhttp://eclipse.gsfc.nasa.gov/OH/OH2014.html
===================================
จันทรุปราคาเต็มดวง 15 เมษายน 2557

อุปราคาครั้งแรกของปีเป็นจันทรุปราคาเต็มดวง เกิดขึ้นในเวลากลางวันของวันอังคารที่ 15 เมษายน ตามเวลาประเทศไทย จันทร์เพ็ญอยู่ด้านกลางคืนของโลก เราจึงไม่สามารถสังเกตได้ พื้นที่บนโลกที่เห็นจันทรุปราคาครั้งนี้คืออเมริกาเหนือ อเมริกาใต้ มหาสมุทรแอตแลนติก บางส่วนทางด้านตะวันตกของยุโรปและแอฟริกา ญี่ปุ่น ด้านตะวันออกของออสเตรเลีย และมหาสมุทรแปซิฟิก ดวงจันทร์ปรากฏอยู่ใกล้ดาวรวงข้าวในกลุ่มดาวหญิงสาว และจะเห็นดาวอังคารสุกสว่างอยู่ห่างดวงจันทร์ประมาณ 10 องศา

ขั้นตอนการเกิดจันทรุปราคา 15 เมษายน 2557

ดวงจันทร์เริ่มเข้าสู่เงามัวของโลก 11:53:37
เริ่มเกิดจันทรุปราคาบางส่วน 12:58:19
เริ่มเกิดจันทรุปราคาเต็มดวง 14:06:46
กึ่งกลางของปรากฏการณ์ 14:45:39
สิ้นสุดจันทรุปราคาเต็มดวง 15:24:35
สิ้นสุดจันทรุปราคาบางส่วน 16:33:03
ดวงจันทร์พ้นจากเงามัวของโลก 17:37:36
จันทรุปราคาครั้งนี้นับเป็นครั้งที่ 56 ใน 74 ครั้ง ของซารอสที่ 122 ซึ่งดำเนินอยู่ระหว่าง ค.ศ. 1022-2338 ประกอบด้วยจันทรุปราคาเงามัว 22 ครั้ง บางส่วน 8 ครั้ง เต็มดวง 28 ครั้ง บางส่วน 7 ครั้ง และเงามัว 9 ครั้ง ตามลำดับ จันทรุปราคาเต็มดวงครั้งที่นานที่สุดของชุดซารอสนี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 11 ตุลาคม ค.ศ. 1707 นาน 1 ชั่วโมง 40.1 นาที

Thursday, April 10, 2014

Crash of the Century

ช่วงนี้ติดตามข่าว MH 370 อยู่เป็นเดือน  น่าประหลาดใจมากที่อยู่ๆเครื่องบินทั้งลำหายไปโดยไม่มีร่องรอยได้  แถมในเมืองไทยมีเรื่องนักเรียนนายร้อยตำรวจฝึกกระโดร่มแล้วร่มไม่กาง เสียชีวิตไปสองคนในการฝึกบินครั้งแรกเมื่อปลายเดือนมีนาคม ช่วงนี้ก็จะสนใจเรื่องอุบัติเหตุของเครื่องบิน เข้าไปค้น Youtube ดูเรื่อง 9/11 แล้วลิงก์ก็ต่อๆไปจนได้ดูเรื่องนี้ค่ะ "Crash of the Century"  http://www.youtube.com/watch?v=Na_ciq5h4nQ เป็นเหตุการณ์เครื่องบิน KLM และ PAN AM ชนกันกลางรันเวย์ของสนามบิน Tenerife airport ที่หมู่เกาะคานารี ประเทศสเปนเมื่อวันที่ 27 มีนาคม  ค.ศ. 1977



ที่เรียกว่า Crash of the Century เป็นเพราะมีคนเสียชีวิตมากถึง 583 คน เป็นเหตุการณ์ที่มีผู้เสียชีวิตมากที่สุดในประวัติศาสตร์การบิน ตามไปดู list ได้ที่นี่ http://en.wikipedia.org/wiki/List_of_aircraft_accidents_and_incidents_resulting_in_at_least_50_fatalities

มีคำถามว่าการชนกันครั้งนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร  เครื่องบินสองลำชนกันบนรันเวย์เดียวกันในขณะที่กำลังจะ take off ทำไมเครื่องที่จะบินขึ้นไม่รอให้รันเวย์ว่าง  ทำไมเครื่องที่ค้างบนรันเวย์ไม่หลบออกไป? คำตอบของเหตุการณ์นี้ไิด้รับการตรวจสอบจากผู้เชี่ยวชาญจากสามประเทศที่เกี่ยวข้องคือ เนเธอร์แลนด์ อเมริกา และสเปน รวมถึงผู้เชียวชาญจากสองสายการบินนั้นด้วย พบว่าเกิดจากหลายๆเหตุการณ์ที่ประจวบเหมาะเกิดขึ้นพร้อมกัน

ลำดับเหตุการณ์ เริ่มจาก
1. มีเหตุการณ์วางระเบิดที่สนามบิน Gran Canaria Airport อันเป็นสนามบินที่เครื่องบินทั้งสองลำนี้จะต้องไปลงจอด สนามบินต้องปิดทำให้เครื่องบินสองลำนี้และอีกมากต้องไปลงจอดที่สนามบิน Los Rodeos Airport (Tenerife North Airport) ซึ่งเป็นสนามบินเล็ก มี runway เดียว เครื่องบินจำนวนมากต้องลงจอดเรียงกัน แล้วรอจนกว่าสนามบินที่ Gran Canaria Airport เปิดจึงจะบินไปที่จุดหมายได้



2. หมอกเริ่มก่อตัว ทำให้ทัศนวิสัยในการมองเห็นไม่ดี และหมอกจัดขึ้นเรื่อยๆ  

3. เมื่อสนามบิน Gran Canaria Airport เปิดขึ้นอีกครั้ง KLM Flight 4805 และ Pan Am Flight 1736 ได้รับอนุญาตให้เตรียมบิน  KLM เคลื่อนไปบนรันเวย์ก่อน โดย PAN AM เคลื่อนที่ตามบนรันเวย์เดียวกัน ตามคำแนะนำของหอควบคุมการบิน เครื่อง KLM เมื่อไปจนสุดรันเวย์จะต้องหมุนกลับหลังหันเพื่อรอการ take off ในขณะที่ PAN AM จะต้องออกจากรันเวย์นั้นโดยขับหลบออกไปที่ทางแยกที่ 3 เพื่อไปวิ่งบนทางขนาน โดยได้รับคำแนะนำว่า "The third one, sir; one, two, three; third, third one"  จากสภาพอากาศที่หมอกลงจัด เครื่องบินทั้งสองลำมองไม่เห็นกัน หอควบคุมการบินมองไม่เห็นเครื่องบินทั้งสอง สนามบินไม่มีเรดาร์ที่จะทำให้หอควบคุมการบินมองเห็นตำแหน่งของเครื่องบิน  การติดต่อทางวิทยุจึงเป็นการติดต่อเดียวที่ทำได้



4. สภาพรันเวย์จริง ทางแยกที่ 4 (C4) เป็นทางออกเดียวที่มีเส้นทางเฉียงออกประมาณ 45 องศา ในขณะที่ทางแยกที่ 1 เป็นทางตรงหักออก 90 องศา และทางแยกที่ 2 และ 3 เป็นทางเฉียงออกสำหรับเครื่องที่หันหัวจากอีกฝั่งเลี้ยวออกซึ่งจะเป็นทางเฉียงออกจากฝั่งตรงข้ามแต่เป็นประมาณ 148 องศาจากทิศทางที่ PAN AM กำลังขับไปจึงไม่สามารถขับเข้าไปได้จนกว่าจะถึงทางออกที่ 4   เครื่องบิน PAN AM ไม่สามารถมองเห็นเส้นทางบนรันเวย์ได้ เพราะหมอกลงจัด และจากการติดต่อกับหอควบคุมการบิน ได้คำแนะนำว่าให้ออกที่ทางออกที่ 3 (Third taxiway) 

5. เครื่องบิน KLM ไปสุดรันเวย์ กลับลำ เตรียมพร้อม take off และได้ติดต่อหอควบคุมการบินเพื่อให้ clear runway  เกิดความเข้าใจผิดในการสื่อสาร กัปตันของ KLM นำเครื่อง Take off  เพราะเข้าใจว่ารันเวย์เคลียร์แล้ว ในขณะที่เครื่อง PAN AM ยังไม่ได้เลี้ยวออกจากรันเวย์ เครื่อง KLM พยายามบินขึ้นแต่ไม่พ้นจึงชนเข้ากับเครื่อง PAN AM บริเวณใกล้ทางแยกที่ 4





6. ผู้โดยสาร 234 คน กัปตันและลูกเรืออีก 14 คนของ KLM เสียชัวิตทั้งหมด ผู้โดยสาร 326 คน(จาก 380 คน) ลูกเรืออีก 9 คน(จาก 16 คน)ของ Pan Am เสียชีวิต รวมผู้เสียชีวิตทั้งหมด 583 คน มีผู้รอดชีวิตจากเครื่อง PAN AM  61คน รวมถึงกัปตันและวิศวกรประจำเครื่อง

สาเหตุจาการสอบสวนระบุว่าเกิดจาก  "misinterpretations and false assumptions"
"Captain Veldhuyzen van Zanten นำเครื่อง takeoff โดยไม่ได้รับ takeoff clearance ซึ่งเหตุผลน่าจะเป็นเพราะต้องการจะบินขึ้นให้เร็วที่สุดเพื่อจะให้ทำตามกฏของ KLM's duty-time regulations และก่อนที่สภาพอากาศจะแย่ลงไปกว่านี้
ปัจจัยอื่นๆได้แก่
  • หมอกลงจัดทำให้ทัศนวิสัยไม่ดี หอควบคุมและเครื่องบินทั้งสองลำมองไม่เห็นซึ่งกันและกัน
  • การรับส่งวิทยุเกิดสัญญาณรบกวน ไม่ได้ยินข้อความที่ติดต่อกันครบถ้วน
ปัจจัยอื่นที่นำมาพิจารณาแต่ไม่ได้เป็นปัจจัยหลัก ได้แก่ 
  • การใช้คำที่กำกวมไม่เป็นมาตรฐานโดย ผู้ช่วยนักบิน  KLM  ("We're at take off") และการตอบจาก Tenerife control tower ("OK").
  • เครื่อง Pan Am aircraft ไม่ได้ออกที่ทางแยกที่ 3 ( C-3)
  • สนามบินถูกบีบให้รองรับเครื่องบินจำนวนมาก ทำให้เกิด  disruption จากการใช้งานปกติของ taxiways.[36]"

แปลจาก http://en.wikipedia.org/wiki/Tenerife_airport_disaster 

ดูเรื่องนี้จบก็ได้ดูต่ออีกหลายกรณีเลยค่ะ  หลายเคสเป็นเรื่องที่ไม่น่าเชื่อทีเดียว บันทึกเรื่องที่ชอบทั้งวิธีแก้ปัญหาและวิธีการในการตรวจสอบอุบัติเหตุไว้ข้างล่างนี้นะคะ

==========================================================
June 12, 1972 American Airlines Flight 96 บินจากสนามบินดีทรอยท์ไปที่บัฟฟาโล เกิดประตูช่องเก็บสินค้าหลุดเนื่องจากการออกแบบไม่ดี ประตูสามารถปิดได้โดยที่ไม่ได้ล็อคจริง จึงทำให้เกิดช่องโหว่บริเวณท้ายเครื่อง ข้าวของถูกดูดออกไปทางช่องโหว่ กัปตันสามารถนำเครื่องลงที่ดีทรอยท์ได้อย่างปลอดภัย   https://www.youtube.com/watch?v=6ZU9OHKK2Og 
==============================================================
29 ธันวาคม 1972, Eastern Air Lines Flight 401 บินจาก NY ไปที่ Miami International Airport เครื่องบินตกลงในอุทยาน Everglades ที่เป็นพื้นที่ชุ่มน้ำ สาเหตุเกิดจากการที่ไฟสัญญาณบอกสถานะการล็อคล้อเครื่องบินเพื่อการลงจอดไม่ขึ้น ในระหว่างที่แก้ปัญหา ระบบ Autopilot ที่เซ็ตความสูงไว้ที่ 2000 ฟิต ถูกปิดลงโดยไม่ตั้งใจ ทำให้เครื่องบินลดระดับลงโดยไม่มีใครสังเกตและตกลงในที่สุด มีผู้เสียชีวิต 101 คน และรอดชีวิต 75 คน  หลังจากนั้นมีข่าวผู้เห็นผู้ตายจากเหตุการณ์มาปรากฎตัวและเป็นที่สนใจจนมีหนังสือเกี่ยวกับเรื่องนี้ออกมา  

======================================================================


3 March 1974  Turkish Airlines Flight 981  บินจาก Istanbul Yesilköy Airport ไป London Heathrow Airport โดยแวะที่  Orly Airport ปารีส เกิดปัญหาลักษณะเดียวกับ American Airlines Flight 96 คือประตูช่องเก็บสินค้าไม่ล็อคตามที่ควร เป็นปัญหาของ McDonnell Douglas DC-10 ที่ไม่ได้แก้ไข เหตุการณ์นี้ถูกเรียกว่า Ermenonville air disaster ตามชื่อป่าที่เครื่องบินตก ทุกคนบนเครื่องเสียชีวิต จำนวน 346 คน

=======================================================================

23 กรกฎาคม 1983 "Gimli Glider" อุบัติเหตุครั้งนี้เป็นเที่ยวบินของ Air Canada Flight 143 บินจาก Montreal ไป Edmonton เกิดน้ำมันหมดระหว่างทางที่ความสูง 41,000 feet (12,000 m) สาเหตุเนื่องจากการคำนวณปริมาณน้ำมันผิดพลาดเพราะความสับสนในการใช้หน่วยปริมาณน้ำมันเป็น metric แทนหน่วย imperial ทำให้มีน้ำมันน้อยกว่าที่ควรไปครึ่งหนึ่ง  แต่เนื่องจากนักบินมีความชำนาญในการเล่นเครื่องร่อน จึงได้อาศัยเทคนิคการร่อนลงจอดที่ Gimli Industrial Park Airport ที่ Gimli, Manitoba  เที่ยวบินนี้จึงได้ชื่อเล่นว่า Gimli Glider
  http://www.youtube.com/watch?v=8w5LqlTwbhs

==========================================================

21 ธันวาคม 1988  "Lockerbie Disaster" Pan Am flight 103 บินจาก London ไป New York และถูกวางระเบิด เครื่องตกลงที่ Lockerbie มีผู้เสียชีวิตทั้งหมด 270 คน (รวม 11 คนที่เป็นอยู่ในหมู่บ้าน)

==========================================================
3 September 1989  Varig Flight 254 was a Boeing 737-241 เครื่องบินถูกตั้งทิศทางผิดเพราะตั้งองศาการบินเป็น 270 องศาทั้งๆที่ทิศทางจริงคือ 27 องศา 
https://www.youtube.com/watch?v=zOnafLpIPyk

=========================================================
10 June 1990  British Airways Flight 5390 อุบัติเหตุครั้งนี้ประหลาดมากๆ เพราะเป็นกรณีที่หน้าต่างในคอคพิทหลุดปลิวออกไปและตัวกัปตันถูกดึงออกไปติดอยู่ด้านข้างเครื่องบิน ดีที่มี belt รัดไว้และมีลูกเรือมาช่วยดึงตัวไว้ co-pilot เป็นผู้นำเครื่องบินลงจอดที่สนามบินเซาธ์แฮมตันโดยไม่มีผู้เสียชีวิต แต่การขับเครื่องบินในสภาพที่หน้าต่างหลุด กระจกมัว ลมตีเข้ามาด้วยความเร็วสูงที่ความสูง 17,400 ฟิตเป็นเหตุการณ์ที่ไม่ธรรมดา    เครื่องบินบินจาก Birmingham Airport ประเทศอังกฤษไปที่สนามบิน Málaga Airport ในสเปน สิ่งที่น่าประหลาดใจคือ กัปตัน Tim Lancaster ไปอยู่นอกเครื่องบินที่มีกระแสลม 345 mph wind ที่อุณหภูมิ -17 C / 1.4 F แต่เมื่อได้รับการช่วยเหลือ ก็สามารถรอดชีวิตมาได้ และได้กลับมาบินอีกครั้งในห้าเดือนถัดมา

https://www.youtube.com/watch?v=BXEKM4C3beg

================================================
23 มีนาคม 1994, Aeroflot Flight 593 "kid in the cockpit"กัปตันให้ลูกสาวและลูกชายเข้าไปลองคอนโทรลเครื่อง เด็กผู้ชายทำให้เครื่องออโต้ไพล็อตหยุดทำงาน โดยมีตัวเตือนเพียงแต่สัญญาณไฟที่ไม่ได้มีใครสนใจ เพราะชิยกับระบบเสียงเตือนเหมือนเครื่องบินรุ่นเก่าที่คุ้นเคย  เคสนี้ส่วนตัวถือว่ากัปตันจาดความรับผิดชอบที่สุด เคสนี้เครื่องตกที่ไซบีเรีย มีผู้เสียชีวิต 75 คน http://www.youtube.com/watch?v=U1vrQgodVDU

==========================================================

2 กรกฎาคม 1994  USAirs  1016 บินระหว่าง  Columbia, South Carolina, and Charlotte, North Carolina เครื่องบินพบว่ามีกลุ่มฝนก่อนถึงสนามบิน แต่จากการติดต่อ ATC ไม่ได้รับคำเตือนว่าเป็นฝนตกหนักจึงได้รับคำแนะนำให้บินเลี่ยงกลุ่มเมฆ แล้วค่อยขับเอียงเข้ามาที่เส้นทางรันเวย์เมื่อใกล้ถึงจุด landing แต่เมื่อขับมาถึงจริงปรากฏว่าฝนตกหนักต้องใช้ที่ปัดน้ำฝน  นักบินจึงยกเลิกการ landing แล้วจะเชิดหัวเพื่อบินขึ้น  แต่เวลานั้นเกิดไมโครเบิร์สที่สนามบิน  ตามหลักต้องเร่งเครื่องให้สุดและยกหัวขึ้น ซึ่งนักบินเองก็ได้คุยกันตั้งแต่ก่อน landing แล้ว  แต่เมื่อถึงเวลาจริงนักบินกลับกดหัวเครื่องบินลง จนในที่สุดเครื่องก็ตกลงบริเวณห่างรัยเวย์ไป 800 เมตร ใกล้บ้านคน NTSB ได้มาตรวจและในที่สุดพบว่า การบอกสภาพอากาศจาก จนท.ผู้ดูแลสภาพอากาศไปยัง ATC มีช่วงเวลา 2 นาที ซึ่ง 2 นาทีนั้นเป็นช่วงที่เครื่องบินบินลงพอดีจึงไม่ทราบสถานการณ์ฝนตกว่ารุนแรงมาก และเมื่อยกเลิกการบินนักบินเกิดอาการหลงสภาพการบิน (spatial disorientation) จึงทำการกดหัวเครื่องบินลง ทั้งๆที่ควรยกหัวขึ้น โดยเมื่อได้ซักถามในภายหลังทั้งนักบินและผู้ช่วยนักบินไม่สามารถจดจำได้ว่าในช่วงนั้นทำอะไรลงไป  สรุปว่ามี 4 ปัจจัยคือ 1. นักบินตัดสินใจจะ landing ในสภาพอากาศที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดไมโครเบิร์ส 2. มีการแจ้งเตือน wind shear ที่ล่าช้าทำให้นักบินขาดการตระหนักรู้ในสถานการณ์ 3. นักบินใช้ท่าทางบินที่ไม่เหมาะสมในขณะที่บินในกระแสลมกดลง และ 4. ข่าวอากาศที่ล่าช้าทำให้ จนท ATC ที่สนามบินไม่ได้แจ้งสภาพอากาศรุนแรงที่สนามบิน  ผลจากเหตุการณ์นี้ทำให้เกิดการปรับปรุงวิธีการส่งข้อมูลสภาพอากาศให้รวดเร็วยิ่งขึ้น และจากความก้าวหน้าของเทคโนโลยี เรดาร์สมัยใหม่แจ้งเตือนสภาพอากาศให้เห็นชัดเจนจากหน้าจอ ATC สามารถคำนวณไมโครเบิร์สและ Wind shear ได้แม่นยำ
เที่ยวบินนี้มีคนบนเครื่อง 57 คน เป็นลูกเรือ 5 คน  มีผู้เสียชีวิต 37 คน รอดชีวิต 20 คน รวมถึงนักบินทั้ง 2 คน เนื่องจากเครื่องบินส่วนหัวแยกชิ้นส่วนออกไปตอนที่เครื่องตก

==========================================================

 23 พฤศจิกายน  1996, Ethiopian Airlines Flight 961 กรณีนี้เป็น "Ocean Landing" บินจาก Addis Ababa to Nairobi on a Bombay–Addis Ababa–Nairobi–Brazzaville–Lagos–Abidjan และถูกไฮแจ็คจากผู้โดยสารสามคนที่ต้องการให้บินไปที่ออสเตรเลีย แต่เนื่องจากเครื่องบินไม่ได้เติมน้ำมันสำหรับเส้นทางที่ไกลกว่าเส้นทางปกติ เครื่องบินจึงตกลงกลางมหาสมุทรอินเดียใกล้ๆเกาะ Comoros มีผู้เสียชีวิต 125 คน รอดชีวิต 50 คน  http://www.youtube.com/watch?v=JmKI1wj353E

==========================================================
10 มกราคม 2000, Crossair flight 498 บินจากซูริคไปเดรสเดน มีผู้โดยสาร 7 คน พนักงาน 3 คน เครื่องบินตกลงกระแทกพื้นอบ่างแรงจนไฟลุกท่วมหลังจากบินได้ไม่ถึงสองนาที

ครั้งนี้พบว่าเป็นอุบัติเหตุที่เกิดจากความผิดพลาดในการแปล ตั้งแต่อาจแปลผลหน้าจอตรงข้ามสิ่งที่เป็น เพราะนักบินเป็นชาวรัสเซีย ระบบการฝึกจะใช้หน้าจอ artificial horizon ที่ background อยู่นิ่งๆแต่กราฟิกการบังคับคันบังคับระดับเป็นตัวเลื่อนซ้ายขวา ในขณะที่หน้าจออเมริกัน จะเห็นว่า background เป็นตัวเปลี่ยนทิศทาง แต่คันบังคับจะอยู่นิ่งๆ  ในการอ่านหน้าจอเมื่อต้องการสั่งให้เลี้ยวซ้าย สำหรับนักบินรัสเซีย(ที่อาจจะใช้ยาระงับประสาทที่พบในกระเป๋าเดินทาง) อาจทำการเลี้ยวขวา แล้วเมื่อมองหน้าจอ(เครื่องบินอเมริกัน)เห็นในลักษณะคล้ายกันกับหน้าจอเลี้ยวซ้าย(เครื่องบินรัสเซีย)ได้  จึงเข้าใจผิดว่าตัวเองทำการเลี้ยวซ้ายตามคำแนะนำของหอบังคับการบิน  แต่จริงๆแล้วขณะนั้นเครื่องบินกลับเลี้ยวขวาอย่างมากจนเสียการบังคับและตกลงมา

http://www.youtube.com/watch?v=lyawGVCesA0

==========================================================
24 สิงหาคม 2001 เกิดกรณี Fly on Empty เครื่องบินบินโดยน้ำมันหมดถังเมื่ออยู่กลางอากาศและกลางมหาสมุทรแอตแลนติก กรณีนี้เกิดจากเกิดน้ำมันรั่วเนื่องจากมีการเช็คเครื่องบินเพื่อบำรุงรักษา 5 วันก่อนบินและได้ใส่อุปกรณ์ที่ไม่ถูกต้องตามแบบเข้าไปในเครื่อง ทำให้เกิดการรั่วของน้ำมัน เที่ยวบินนี้คือ Air Transat Flight 236 บินจากโตรอรโตไปลิสบอน เป็นเครื่อง Airbus A330-243  Captain Robert Piché, ซึ่งก็เป็นผู้มีประสบการณ์ในการร่อนเครื่องบิน ได้นำเครื่องลงที่สนามบินเกาะอะซอเรส คนบนเครื่องทั้งหมด 306 คน (ผู้โดยสาร 293 คนและลูกเรือ 13 คน)ปลอดภัย  กรณีนี้คล้ายกับ "Gimli Glider" เมื่อปี 1983 มาก

==========================================================
9 สิงหาคม 2007 Air Moorea Flight 1121 เครื่องตกระหว่างเดินทางไฟล์สั้นๆแค่ 7 นาทีจากสนามบิน Moorea ไปที่ Tahiti's Faa'a International Airport ผู้โดยสาร 19 คนและนักบิน 1 คน เสียชีวิตทั้งหมด ประทับใจกับการทำงานของทีมสอบสวนมากว่าเขาสามารถหาสาเหตุการตกของเครื่องบินได้อย่างไร โดยเฉพาะเคสนี้มีหลายอย่างประกอบกัน ทั้งลวดสลิงถูกเสียดสี ลวดสลิงเป็น stainless steel ซึ่งทนการกัดกร่อนแต่ไม่ทนต่อแรงเสียดสี(เครื่องลำอื่นใช้ลวดที่เป็นเหล็กคาร์บอน) แรงเป่าจากเครื่องบินจัมโบ้เจ็ตตอนที่เครื่องจอดที่สนามบินโดยไม่มี jet blast barrier จนเป็นเหตุให้ลวดที่ดึงแพนหางขาดตอนที่ขึ้นไปบนอากาศแล้ว  ส่งผลให้นักบินบังคับเครื่องไม่ได้ เครื่องจึงตกลงมาก

เที่ยวบินรูทนี้ก็น่าสนใจเพราะเป็นเที่ยวบินที่สั้นมากๆเพียงแค่ 7 นาทีต่อเที่ยวบิน วันหนึ่งมีประมาณ 40-50 เที่ยวบิน

==========================================================

15 มกราคม  2009 US Airways Flight 1549  กรณีนี้เรียกกันว่า Miracle on Hudson river  เพราะเครื่องบินบินจากสนามบินลากวาเดียในนิวยอร์ก เพิ่งบินขึ้นไปได้ไม่นาน เครื่องยนตร์เสียหายเนื่องจากชนกับนกนักบินต้องนำเครื่องลงฉุกเฉินในแม่น้ำฮัดสัน  เคสนี้ผู้โดยสารรอดชีวิตทุกคน 155 คน กัปตัน Capt. Chesley B. "Sully" Sullenberger ได้รับการยกย่องอย่างมาก  ในกรณีของ MH370 ก็เห็นเขาเชิญกัปตันคนนี้มาให้ความเห็นด้วย
==========================================================
1 มิถุนายน 2009  Air France  flight 447 บินจาก Rio De Janero จะไปที่ Paris มีปัญหาอุปกรณ์ทำงานผิดพลาด นักบินไม่สามารถอ่านข้อมูลจากอุปกรณ์อ่านความเร็วได้ จึงบังคับเครื่องบินโดยไม่มีข้อมูล เครื่องบินต่ำลงมากจนไม่สามารถควบคุมได้ และเครื่องตกลงในที่สุด เสียชีวิตทั้งหมด 228 คน
==========================================================
4 November 2010 Qantas Flight 32 เป็นอุบัติเหตุครั้งแรกของเครื่องแบบ A380 โดยเครื่องมีปัญหา uncontained engine failure และขอลงจอดฉุกเฉินที่สนามบินชางงี ที่สิงคโปร์ ปัญหาเกิดจาก turbine disc ในเครื่องยนต์เกิด disintegrated เครื่องบินเกิดความเสียหายในส่วน nacelle, wing, fuel system, landing gear, flight controls, the controls for engine No.1 และ undetected fire in the left inner wing fuel tank t
http://www.youtube.com/watch?v=mlky6jT_V1Y 


==========================================================

Monday, March 24, 2014

เรื่องน่ารู้จากรหัสลับหลังคาโลก

ในหนังสือเล่มนี้มีการพูดถึงอะไรหลายๆอย่างที่เป็นเกร็ดเล็กเกร็ดน้อย  เสียดายที่ไม่คิดจะบันทึกตั้งแต่ตอนอ่านเล่มแรก มารู้ตัวเอาแถวๆเล่ม 10 และหนังสือมีทั้งหมด 11 เล่ม  ^_^


เล่ม 10 หน้า 261 แก้วหลิวหลี ในเรื่องเป็นตอนที่จัวมู่เฉียงปากับโมคินเดินลอดอุโมงค์ใต้น้ำ ผนังอุโมงค์เป็นแก้วใส โมคินอธิบายว่านี่เป็นแก้วหลิวหลี เป็นศิลปะเครื่องแก้วชั้นสูงของจีนโบราณตั้งแต่หนึ่งพันปีก่อนคริสตกาล ถือเป็นของมีค่าระดับเดียวกับ มรกต หยกและไข่มุก ได้รับการกล่าวขานในบันทึกโบราณ แล้วสูญหายไป

ลองไปค้นกูเกิลดูทีแรกพบว่ามีพวกอาจารย์ดูดวงบางคนมาหลอกลวงว่าแก้วหลิวหลีเป็นอัญมญีธรรมชาติเป็นหินภูเขาไฟ  แล้วก็มีปรมาจารย์อีกคนมาแฉว่าจริงๆมันเป็นแก้วที่หลอมจากเตาไฟนี่แหละ เพียงแต่เป็นงานศิลป์โบราณ

ปัจจุบันมีบริษัทไต้หวันได้ผลิตแก้วหลิวหลีคุณภาพออกจำหน่ายทั่วโลก สวยมากจริงๆ



ภาพจาก http://www.liuli.com/en-us/new_artifact.aspx?guid=MjYzMzUz&cid=MTU3 เป็นตัวอย่างแก้วหลิวหลีที่สวยมากทีเดียว
Embodiment of Beauty - Lush Peach Blossom
Accommodate
An open heart,
Conditions shift according to your mood,
Making everything even more fulfilling.

จาก วิกิพีเดีย

"Liuli" means ancient Chinese glass/crystal. It has a lineage stretching back thousands of years, first making its appearance in the 11th century BC. The art of Liuli left an indelible trail throughout Chinese history until the 19th century when China opened its door to imported goods, and effectively stifled traditional artisan skills.
The discovery in 1968 of the tomb of Liu Shun, a nobleman from Man-Chung County in Hopei Province, unearthed the earliest recorded example of pate-de-verre. A glass ear cup was found behind the renowned "jade suit with gold thread." Archaeologists confirmed the glass material was of Chinese origin, indicating the pate-de-verre technique was indeed indigenous to China. This revelation was astounding and engendered in the group of artists a profound sense of mission to revive the artistry embedded in their own ancestry.

Liuli Gongfang or Liuligongfang (琉璃工房) is Taiwan's only contemporary glass studio devoted to artistic Chinese glassware. Since its establishment in 1987 Liuligongfang has become known in Asia and abroad for its outstanding artistic endeavours and its high standard of craftsmanship.[1]

ส่วนในเว็บนี้ให้ข้อมูลว่า "อำเภอโป๋ซาน มณฑลซานตง ทางภาคกลางของจีน เป็นแหล่งผลิต"หลิวหลี-คริสตัลเทียม"สำคัญของจีน มีการผลิตตั้งแต่ราชวงศ์ถัง ซึ่งห่างจากปัจจุบันประมาณ 1,400 ปี และผลิตเป็นผลงานที่มีขนาดใหญ่ในต้นราชวงศ์หมิง ในงานประดิษฐ์ทั้งหลายเหล่านี้นั้น ลูกแก้วหลิวหลีมีมากที่สุด ลูกแก้วเล็กๆ ที่เด็กชอบเล่นก็เป็นลูกหลิวหลีด้วย ยังมีภาชนะบรรจุลายหลากสี สวยงามประณีต โดยเฉพาะแจกัน เครื่องเขียน"

หน้า 23 เล่ม 11 พูดถึง ความกลัวสามเท่า มนุษย์จะกลัวสิ่งที่ใหญ่กว่าตัวเองสามเท่า เช่น เด็กช่วงอายุสี่ขวบจะกลัวผู้ใหญ่เพราะมีความสูงประมาณสามเท่าของตัวเอง

หน้า 81 เล่ม 11 พูดถึงตัวเลขเก้าช่องของราชวงศ์ถัง ในหนังสือนำมาเป็นกลไกหมากรุกปิดประตูห้อง

หน้า 101 เล่ม 11 พูดถึงแก้วโมราส ถูกสร้างขึ้นด้วยเทคนิคพิเศษที่ทำให้มองเห็นลวดลายของแก้วแตกต่างกันเมือมีแสงมากน้อยต่างกัน

หน้า 134 เล่ม 11 พูดถึงจิ่วกงเปี้ยน คล้ายๆรุบิค เป็นแนคิดเหมือนเอาลูกปิงปองหลายลูกอัดไว้เต็มอ่างที่มีน้ำ ลูกปิงปองจะพยายามลอยตัวขึ้น  แต่เมื่อเพิ่มลูงปิงปองเข้าไปอีกจะทำให้ลูกปิงปองเคลื่อนที่ไปแบบสุ่ม ห้องลับในวิหารศักดิ์สิทธิ์ถูกสร้างด้วยแนวคิดนั้น

หน้า 143 เล่ม 11 พูดถึงวิชาจุดโคมของกรีกโบราณ เมื่อโคมห้องหนึ่งถูกจุด ห้องข้างๆสี่ห้องจะสว่างด้วย เมื่อดับโคมห้องข้างๆทั้งสี่ก็จะดับ ในห้องที่เรียงเป็นสี่เหลี่ยมจตุรัสจะต้องจุดโคมกี่ดวงทุกห้องจึงจะสว่างทั้งหมด วิชานี้คล้ายๆวิชาหมุนล้อของไอยคุปต์และวิชาตอกอิฐของจีนโบราณ


ไว้ถ้ามีเวลาค่อยบันทึกเพิ่ม มีเกร็ดเล็กเกร็น้อยมากมาย ค้นทีเดียวไม่ไหว ^_^

11 ตุลาคม 2560

หลังจากอ่านหนังสือชุดนี้อีกรอบครบ 11 เล่ม ก็บันทึกเพิ่เติมถึงสิ่งน่ารู้จากหนังสือแต่ละเล่มค่ะ
รหัสลับหลังคาโลก

เล่มที่ 1
  1. หน้า 270-271 มีการพูดถึงว่า ในปีค.ศ.1844 นักสำรวจชาวอังกฤษ ฟูมา มีเนเดอร์   เป็นผู้พูดถึงวิหารพาปาลา  ทีเนเดอร์เป็นแรงบันดาลใจของนักผจญภัยอีกหลายคน เช่น ไฮน์ริค ชไลมันท์ผู้พบเมืองทรอย  หรือ โรเบิร์ต อี แพร์ลีผู้สำรวจขั้วโลกเหนือ  

เล่มที่ 4
  1. หน้า 48 พูดถึงภูเขากังติซู หรือภูเขาสวัสดิกะเก้าชั้น ชื่อที่รู้จักกันคือเขาไกรลาศ ในพุทธศาสนาถือว่าเป็นศูนย์กลางชองจักรวาล ในศาสนาเชนถือเป็นดินแดนแห่งความหลุดพ้น ทางตะวันออกเฉียงใต้จะมีเจ้าแห่งทะเลสาปศักดิ์สิทธิ์ชื่อ มานาซาร์โรวาร์ (ทะเสลาปเทวา)ภูเขาและทะเลสาปคู่นี่ถูกเปรียบเปรยประหนึ่งสามีภรรยา ในบทบันทึกดินแดนตะวันตกแห่งราชวงศ์ถังของหลวงจีนเสวียจังหรือพระถังซำจั๋งได้เรียกทะเลสาปนี้ว่าบ่อทิพย์แห่งชมพูทวีป  ถัดไปจากทะเลสาปนี้มีทะเลสาปลักนาโช(ทะเสลาปผี) บางคนกล่าวว่าลักนาโซเหมือนตะวันเสี้ยวในขณะที่มานาซาร์โรวาร์ เป็นเหมือนดวงอาทิตย์กลมเกลี้ยง  เดิมทะเลสาปทั้งสองเชื่อมกันอยู่ ต่อมาแยกกันเพราะการเคลื่อนตัวของเปลือกโลก น้ำในทะเลสาปเทวามีรสชาติใสหวานชื่นใจ แต่น้ำในทะเสาปผีมีขมฝาดรสแย่

ลองค้นกูเกิลแมปดู พื้นที่แถวนั้นน่าประทับใจจริงๆ

ไกรฃาส1.PNG
ไกรลาส2.PNG
ไกรลาส3.PNG

ไกรลาส4.PNG


  1. หน้า 350 Genetic Memory ความทรงจำทางพันธุกรรม

เล่ม  5
  1. หน้า 30 ความยากของการปีนหน้าาระดับสูงสุดคือ 5.12

เล่ม 6
หน้า  312 พูดถึง เซี่ยจื้อ สัตว์วิเศษในเทพนิยายจีนชนิดหนึ่ง ลักษณะคล้ายสิงโต มีเขาหนึ่งเขาบนหัว สามารถแยกแยะได้ว่าใครพูดจริงหรือเท็จ เป็นสัญลักษณ์แห่งความกล้าหาญ ยุติธรรม

เล่ม 10
หน้า  260  พูดถึงแก้วหลิวหลี
หน้า 265 พูดถึง ห้าสีเร้นลับ  เครื่องเคลือบสีลับ(secret colour porcelain) เครื่องเคลือบหยูแก่งราชวงศ์ซ่ง
หน้า 295 พูดถึงกำแพงข่งหมิง กุญแจหลู่ปัน

หน้า 33 บันไดลอยฟ้าของหลูปัน

Sunday, March 23, 2014

Museum ในดวงใจ

ตั้งแต่เด็กๆ ก็มีความฝันที่อยากจะไปดูความเจริญของมนุษย์จากแหล่งที่เก็บสำคัญๆซึ่งก็คือพิพิธภัณฑ์ คิดว่าอาจจะได้แรงบันดาลใจจากหนังสือของทมยันตีซักเรื่องหนึ่งที่มีบทสนทนาพูดประมาณว่าถ้าจะรู้จักชีวิตคนที่ไหนให้ไปดูที่ตลาดและพิพิธภัณฑ์ของที่นั่น ส่วนตัวมีความเห็นเช่นเดียวกัน ทุกครั้งที่เดินทางจะพยายามเข้าไปสัมผัสชีวิตในตลาด...และพิพิธภัณฑ์

มีพิพิธภัณฑ์ในดวงใจไหม? แน่นอน เมื่อเราอ่านหนังสือไปมากๆก็จะรู้ว่ามีสิ่งสำคัญๆของโลกถูกเก็บอยู่ในพิพิธภัณฑ์ดังๆ หนังสือบางเล่มก็จะมีเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยเกี่ยวกับพิพิธภัณฑ์ ยิ่งอ่านก็ยิ่งอยากไป ที่ไหนบ้างเหรอคะ....มากเลยค่ะ

คิดว่าทุกคนต้องมีพิพิธภัณฑ์ลูฟร์อยู่ในรายชื่อพิพิธภัณฑ์ที่อยากไปเยี่ยมชม เหมือนกันเลย ลูฟร์เป็นที่แรกในลิสต์

ต่อจากนั้นก็มี British Museum เพราะอ่านหนังสือที่มีฉากอยู่ในอังกฤษหลายเรื่อง ใครๆก็ชื่นชมที่นี่ โดยเฉพาะบอกว่ามี collection ของอียิปต์ที่ดีมากๆ

ในเมื่อพูดถึงอียิปต์  พิพิธภัณฑ์ไคโร ก็เข้ามาในความคิดทันที เมื่อก่อนแอบสงสัยมาตลอดว่าในเมื่อไคโรอยู่ในอียิปต์ทำไมปล่อยให้ที่อื่นเอางานดีๆของชาติตัวเองไปล่ะ

พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติ ของประเทศไทยเรานี่แหละ  อยากไปมาก อยากเห็นว่าบ้านเรามีอะไร

พิพิธภัณฑ์วิคตอเรียแอนด์อัลเบิร์ต ได้ยินชื่อว่ามีของดีๆ   อะไรดีก็ไม่รู้  ^_^

สมิธโซเนี่ยน นี่เลย อยู่ในดวงใจตลอดมา (หลังจากโพสต์นี้ไปซักหกเดือนก็ได้ไปเยือนสมิธโซเนียนอย่างที่ตั้งใจค่ะ  ตื่นเต้นมากๆ)

พิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ นี่ก็อยู่ในใจตลอดมาตั้งแต่เด็ก ไปเอกมัยก็เพื่อไปดูท้องฟ้าจำลองและเข้าพิพิธภัณฑ์นี้

แล้วในชีวิตจริงได้ไปชมที่ที่อยากไปไหม....ได้ไปซิ  ถึงจะไม่ครบตามที่เคยหวัง แต่พบว่าบนโลกใบนี้มีพิพิธภัณฑ์ดีๆอีกหลายแห่ง ได้เห็นหลายๆสิ่งที่ทำให้รู้สึกดีใจที่เกิดมาบนโลกใบนี้แล้วมีโอกาสดีๆได้แบบนี้  (เอามาแปะไว้ก่อนกันลืม รายละเอียดเยอะ ไว้ว่างแล้วค่อยๆใส่แล้วกัน)

พิพิธภัณฑ์ศิลปะ


1. Boston Museum of Fine Arts  พิพิธภัณฑ์นี้เพื่อนพาไปดูเพราะแวะไปเยี่ยมเพื่อนที่บอสตัน เมื่อปี 1992 เป็นที่แรกๆที่ได้ชมงานศิลป์ระดับดีๆ แต่ตอนนั้นตัวเองยังเป็นสายวิทย์จ๋า ไม่่ค่อยมีความรู้เรื่องงานศิลป์มากนัก น่าเสียดายจริงๆ  ชอบที่มีงานศิลป์ของฝั่งเอเชียเยอะเชียว

2. LA Museum of Contemporary Arts เนื่องจากไปทำงานแถว LA ก็ต้องไปเยี่ยมชมกันบ้าง ไปเดินเที่ยวกับเพื่อนรักชาวสิงคโปร์ (Mary Gan)กับ BF ของเขา (Lim Mu Chong) ไปช่วงปี 1992 เหมือนกัน ปกติไม่ค่อยถนัดแนว Contemporary ผ่านนะ

3. ลูฟร์ ได้ไปลูฟร์สองครั้ง ครั้งแรกไปกับทัวร์ พาคุณแม่ไปเที่ยวยุโรปเมื่อปี 1995 ได้ดูงานในลูฟร์ผ่านกระจกแค่นั้นเอง ทัวร์นี้ไม่ได้เข้าชมพิพิธภัณฑ์....จบ  จนถึงปี 2013 คราวนี้ตั้งใจไปเดินพิพิธภัณฑ์อย่างจริงจัง เดินจนเหนื่อย เดินจนไม่มีแรงจะเดิน แต่ก็ยังอยากดูอีก ไม่จุใจเลย ลูฟร์มีอะไรให้ได้ดูมากจริงๆ ความที่เป็นพิพิธภัณฑ์ศิลปะ ลูฟร์มีผลงานของศิลปินระดับเทพอยู่มหาศาล งานของลีโอนาโดดาวินชี เจ้าของผลงาน โมนาลิชา ที่ทุกคนต้องไปสักการะเมื่อเข้าลูฟร์ ผลงานชิ้นดังๆของ Rambrandt Vermeer Ruben Rafael David etc มากจนจำไม่หมด  ผลงานปฏิมากรรมก็มากมาย Wing Victory ที่เคยเห็นวางอยู่ตามโรงแรมก็ได้มาเห็นของจริง รูปปั้นวีนัสที่เห็นบนปกสมุดวาดเขียนมาตั้งแต่เด็กก็ได้เห็น แต่ผลงานที่ชอบมากที่สุดในหมู่งานเขียนกลับเป็นผลงานของ Girodet ชื่อ The burial of Atala

งานที่ต้องไปดูคือ ภาพวาดโมนาลิช่า รูปปั้นวีนัส wing victory ภาพวาดอื่นๆของลีโอนาโดดาวินชี เช่น Madonda ที่พูดถึงในหนังรหัสลับดาวินชี ภาพของอังตวน วัตโต ดาวิด ฯลฯ






4. Museum of art , Brisbane, 1997 เข้าไปดูเพราะมีเวลาที่บริสเบนแค่สองวันก่อนบินกลับเมืองไทย พยายามหาจุดรวม โชคดีที่ช่วงนั้นมีนิทรรศการภาพจากพิพิธภัณฑ์ดอร์เซย์ นำภาพอิมเพรสชั่นนิสต์ไปให้ชมหลายภาพ เป็นแรงบันดาลใจอย่างแรงสำหรับการตามไปดูภาพที่ดอร์เซย์ ปารีส

5. Rijkmeseum ที่ Amsterdam ได้ไปที่นี่สองครั้งเช่นเดียวกัน ครั้งแรกไปในปี 2000 อีก 13 ปีต่อมาในปี 2013 จึงได้ไปอีกครั้ง ชอบที่นี่มาก มีผลงานของศิลปินดัชต์ให้ดูอย่างจุใจ หลงรัก Rambrandt ก็ที่นี่ มีงานสวยๆเยอะ หลายยุคหลายสมัย ภาพที่ชอบที่สุดชื่อ โยเดีย เป็นภาพแผนที่กรุงศรีอยุธยาในสมัยที่ชาวดัชต์เรืองอำนาจอยู่ในคาบสมุทรมาลายา คนไทยถ้าไปที่นี่ควรหาโอกาสไปชมภาพ








6. National Gallery, Canberra, Australia ได้ไปหลายครั้งในช่วงปี 2002 และ 2003 มีงานน่าสนใจหลายชิ้น มีชิ้นที่ดังมากชิ้นหนึ่งเป็นงานของ Pollock ตอนไปดูไม่ได้ปลื้มเพราะไม่ชอบงานแอบสแตรค แต่เห็นใครๆก็ปลื้มกันทั้งนั้นเลย ชั้นบนทางเข้าห้องประชุมรัฐสภาที่แคนเบอราถึงกับมีภาพนี้เป็นพรมถักประดับผนังขนาดใหญ่ ในสวนก็มีงานของโรแดงอยู่หลายชิ้น น่าสนใจมาก และความที่ที่นี่อยู่ริมทะเลสาบ ไปชมแกลลอรี่แล้วเดินมานั่งเล่นริมทะเลสาบก็มีความสุขดีค่ะ  ยิ่งถ้าเป็นช่วงที่ cherry blossom บานจะสวยมาก

7. Da Nang Museum of Cham Sculpture , Danang, Vietnam, Dec 2010
เป็นพิพิธภัณฑ์ชนชาวจาม มีชิ้นงานสวยๆหลายชิ้น ที่นี่ไม่ใหญ่มาก แต่น่าสนใจ


8. Musée d'Orsay,Paris 2013 สุดยอดแห่งงานอิมเพรสชั่นนิสต์ต้องมาที่นี่ค่ะ จริงๆมีงานแบบอื่นอีกมาก แต่งานอิมเพรสชั่นนิสต์ชิ้นสวยๆดังๆอยู่ที่นี่แทบทั้งนั้น มีภาพหนึ่งเป็นภาพเด็กสาวสองคนนั่งเล่นเปียโน เป็นภาพที่ชอบมานานแล้ว เอาไปใส่กรอบวางในห้องอยู่หลายปี วันที่ไปที่นี่กะว่าจะต้องเจอ ปรากฏว่าไม่เจอ เสียใจ  แต่ในที่สุดก็ไปหาเจอที่พิพิธภัณฑ์โอแรงเจอรี่ ที่ดอร์เซย์ก็ห้ามถ่ายรูปค่ะ



9. Musée de l'Orangerie,Paris 2013 ใครชอบอิมเพรสชั่นนิสต์ ต้องไปที่นี่ล่ะ งานของโมเน่ต์งามมากๆ มีห้องรูปไข่ที่ใครๆต้องเข้าไปทำหน้าดื่มด่ำกับงานของโมเน่ต์ (ห้ามถ่ายรูปนะคะ  จะมีการ์ดมาคอยเดินดู) พิเศษเป็นส่วนตัวคือ ตามหาภาพสองสาวเล่นเปียโนของเรอนัวร์ ก็มาเจอที่นี่ ดีใจจริงเลย สนามหน้าทางเข้าพิพิธภัณฑ์มีรูปปั้น The Kiss ของโรแดงด้วยค่ะ


10. Rodin Museum,Paris 2013 เข้าไปเพราะอยากเห็น Thinker แต่พบว่ามีอะไรน่าสนใจอีกหลายอย่าง เห็น Gate of Hell  พอดีมาอ่านเรื่อง Inferno ทีหลัง ถ้าอ่านก่อนน่าจะเข้าใจดีกว่านี้ (Inferno ทั้งของ Dan Brown และของ Dante)  รูปปั้น The Thinker มาค้นข้อมูลทีหลังถึงทราบว่าโรแดงได้แรงบันดาลใจจาก Thinker ของไมเคิลเองเจโล ผู้ปั้น ลอเรนโซ เดอ เมดิซี(คนเดียวกับในหนัง Da Vinci's Demons) ในเครื่องแบบนักรบ  แต่โรแดงนำมาปั้นเป็นรูปเปลือย รูปนี้ถูกออกแบบให้มองโดยผู้ชมอยู่ด้านล่าง  มิน่าถึงใช้ปั้นให้หันหน้าลงมาและก็อยู่ซะสูงเชียว  ผลงานของโรแดงที่ต้องตามมาชมคือ The Kiss ค่ะ





เดินเล็งมุมอยู่พักนึงแล้วก็ได้ภาพนี้มาค่ะ ^_^

11. พิพิธภัณฑ์ในพระราชวังฟองเตนโบล France 2013
พระราชวังฟองเตลโบล อยู่ห่างจากปารีสไป 55กิโลเมตร อยากไปที่นี่มานานแล้ว คุ้นๆว่าสำคัญแต่จำไม่ได้ว่ามีอะไร ไปถึงได้เดินดูถึงได้รู้ว่านอกจากจะมีห้องต่างๆจัดแสดงให้ชมอย่างอลังการแล้ว ยังมีสิ่งที่คนไทยไม่ควรพลาดชมคือเครื่องราชบรรณาการที่รัชกาลที่สี่แต่งราชทูตไปเจริญสัมพันธไมตรีกับฝรั่งเศสในสมัยพระเจ้านโปเลียนที่ 3 เมื่อปีพ.ศ. 2404 (ดูรายละเอียดพระราชสาส์นได้จากลิงก์นี้ http://heritage.mod.go.th/king/rama4/letter48.html ปกติเรามันจะจำว่าเมืองไทยได้มีการถวายเครื่องราชบรรณการให้กับฝรั่งเศสโดย คณะราชทูตไทยพระยาโกษาธิบดี(ปาน)เข้าเฝ้าพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ที่พระราชวังแวร์ซาย ปี พ.ศ. 2229 ระยะเวลาห่างกันมาก ฝรั่งเศสช่วงนั้นได้ผ่านการปฏิวัติฝรั่งเศสในยุคพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 จนมีพระเจ้านโปเลียน ผ่านการตั้งราชวงศ์กษัตริย์อีกครั้งจนมาถึงพระเจ้านโปเลียนที่ 3 แล้วหลังจากนั้นฝรั่งเศสผ่านยุตต่อๆมาจนปรับเปลี่ยนการปกครองเข้าสู่ระบบที่มีประธานาธิบดี)

(ถ้าจะอ่านเอาเนื้อหาเกร็ดเล็กเกร็ดน้อย ตามไปอ่านที่เรือนไทยค่ะ ละเอียดมาก http://www.reurnthai.com/index.php?PHPSESSID=1e49488d4c1dc0c8f4a72401465fff20&topic=3551.0%3Bwap2 )

ทีแรกดูไม่ออกว่าห้องนี้จัดแสดงเพราะประตูปิด จนอาจารย์น้องเพชรเปิดประตูเข้าไปถึงกับอึ้งเพราะมีพระราชยาน พระวอ มีมหามงกุฏ มีพระมหาสังข์ ฯลฯ. คนเฝ้าห้องเห็นเราทำท่าปลาบปลื้มออกนอกหน้าเขาก็ถามว่า Thailand หรือเปล่า ทำหน้าเข้าใจเรามากทีเดียว. ไปดูห้องนี้ห้องเดียว ดีใจกว่าที่ได้เดินทั่ววัง. ทั้งๆที่วังนี้มีการตกแต่งสวยงามมากๆ

ที่นี่มีสวนกว้าง ยังไม่มีไม้ดอก มีแต่สนามหญ้าเขียวกับต้นไม้ใหญ่ มีสระน้ำขนาดใหญ่ เป็นสวนที่น่าสบายอีกแห่ง

เราไปฟองเตนโบลด้วยรถไฟเที่ยว 10:15. แล้วกลับเที่ยว. 16:00 อาหารเที่ยงกินในร้านอาหารชั้นล่างของวัง. ที่นี่เราก็อึ้งอีกเช่นกัน เพราะเมื่อรอสั่งอาหารก็กวาดตามองไปรอบๆห้องอาหาร ที่ผนังด้านหนึ่งมีพระบรมรูปของรัชกาลที่สี่ติดอยู่. จริงดูแล้วแปลกๆ คือมีรูปท่านในวังเป็นสิ่งที่ดี แต่ไม่คิดว่าจะมีในร้านอาหาร






12. Hansi Museum, Colmar,ฝรั่งเศส 2013
อานซีเป็นนักวาดรูป เราจะเห็นรูปเด็กผู้หญิงผูกโบว์ดำใหญ่ๆซึ่งเป็นชุดพื้้นเมืองของชาวอัลซาสที่อยู่ทางตะวันออกของฝรั่งเศสติดกับเยอรมัน พิพิธภัณฑ์นี้เป็นบ้านเล็กๆสามชั้นอยู่ที่หมู่บ้าน Riqwhir ที่เมือง Colmar ในฝรั่งเศส น่ารักมากมาย ใครชอบโปสการ์ดน่ารักๆรูปเด็กหญิงโบว์ดำ ต้องไม่พลาดที่นี่ค่ะ ค่าเข้ารู้สึกจะประมาณ 3 ยูโร





13. National Gallery, Washington DC September 2014
ที่นี่มีงานศิลป์สวยๆมากมาย เดินไม่หวาดไม่ไหว มีเวลาไม่พอ  ได้แต่ไปดูงานเขียนฝั่งยุโรป

สระบัวนี่่ ไปมิวเซียมไหนก็มีนะคะ  ของเขาฮิตจริงๆ






14. Museum of Art, Philadelphia
ที่นี่ก็ใหญ่มากๆ  ไปดูได้แค่ปีกเดียว  อยากมีเวลาซัก 3 วันที่นี่








พิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์

ส่วนตัวชอบพิพิธภัณฑ์วิทย์เพราะได้ลองเล่นโน่นนี่ สนุกมาก และก็ได้ความรู้ไปด้วยในตัว

1. พิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ประเทศไทย  เริ่มไปตั้งแต่อยู่ที่เอกมัย จนย้ายไปคลองหกก็ยังตามไปดู แรกๆตื่นเต้นมาก จนเมื่อได้ไปดูหลายๆแห่งแล้วรู้สึกว่าของเรายังสู้ของคนอื่นไม่ได้นะ T_T

2. Science Centre, Singapore ที่นี่เป็นศูนย์วิทยาศาสตร์ที่ดีมาก ได้ไปครั้งแรกเมื่อปี 1986 หลังจากนั้นก็ได้ไปเรื่อยๆยามที่ไปสิงคโปร์ ซึ่งก็ได้ไปเรื่อยๆเช่นกัน

3. Museum of Natural History, LA เป็นพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยาแรกๆที่ได้เข้าชม ตื่นตาตื่นใจมากกับพวกหินสวยๆก้อนใหญ่ๆ  การนำเสนอก็เป็นทั้งอุปกรณ์ แสงสี เด็กๆชอบกันมาก  ผู้ใหญ่ก็ชอบค่ะ บริเวณเดียวกับพิพิธภัณฑ์นั้นมีทั้งสนามกีฬาของ LA มีพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ เสียดายที่มีเวลาได้เข้าแค่พิพิธภัณฑ์เดียวค่ะ  หลังจากนั้นก็ไม่มีเพื่อนที่ชอบเข้าพิพิธภัณฑ์ ประกอบกับต้องขับรถเข้าเมืองไกล และ LA มีที่เที่ยวอื่นอีกมาก ก็เลยไม่ได้กลับมาอีก

4.  Museon, Den Haag, NL 2000 เป็นพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ของเนเธอร์แลนด์  ถูกจับส่งเข้าไปเพราะไม่มีคนพาเที่ยว คนพาเที่ยวต้องไปทำงาน ไปทิ้งไว้แล้วมารับกลับ มีอะไรน่าสนใจมากมายสไตล์ดัชต์ค่ะ

5. Questagon, Canberra, Australia 2002-2003 เป็นพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ที่สนุก ได้เล่นจริง ได้ความรู้เยอะ  อาจเพราะมาเล่นตอนโตก็เลยชอบเพราะรู้เรื่องแล้ว

6. Power house, Sydney, 2002-2003 เป็นที่เก็บงานนวัตกรรมของออสเตรเลียเลยค่ะ มีสิ่งประดิษฐ์ต่างๆมาก ดูแล้วภูมิใจแทนชาวออสเตรเลีย การนำเสนอก็ดี บรรยากาศประมาณอยู่ในโกดังยักษ์

7. Musée des Arts et Métiers ,Paris 2013 ในบรรดาพิพิธภัณฑ์ความก้าวหน้าในเชิงนวัตกรรมของมนุษย์ ปลาบปลื้มกับที่นี่เป็นที่สุด ได้เห็นเครื่องคำนวณแบบปาสกาลของจริงที่นี่เอง มีแท่งกระดูกของเนเปียร์ มีเครื่องทอผ้าของแจกการ์ด  มีซูเปอร์คอมพิวเตอร์ มีแลปของลาวัวร์ซิเยร์ แถมมีเพนดูลัมของฟูโกต์ตัวที่ใช้ทดลองจริง ทางเข้าก็มีรูปปั้นเทพีเสรีภาพหนึ่งในสี่ชิ้นที่มีในปารีสที่ตามหา(จริงด้านในยังมีอีกชิ้นนึงนะคะ  แต่เขาคงไม่ได้นับ)  ขนาดเดินอยู่เป็นนานก็เดินไม่หมด เพราะใช้เวลาดูนาน  แอร๊ยยย  เป็นลมดีกว่า








8. Cité des Sciences et de l'Industrie ,Paris 2013 เป็นศูนย์วิทยาศาสตร์ที่ใหญ่ที่สุดในยุโรปด้วย ใหญ่จริงๆ มีเฮลิคอปเตอร์อยู่ในอาคาร มีเรือดำน้ำอยู่นอกอาคาร แถมด้วยโดมขนาดยักษ์หน้าทางเข้า ถ่ายรูปบางมุมจะเห็นเหมือนเป็นลูกโป่งจากฟองสบู่ใสๆเพราะสะท้อนแสงข้างนอก  ชอบๆมากๆ

9. Smithsonian Air and Space Museum, Washington DC
พิพิธภัณฑ์ที่นี่ใหญ่โต น่าสนใจ มีทุกสิ่งที่เกี่ยวกับการบิน ตื่นเต้นมากๆที่ได้เห็นเครื่องบินลำแรกของวิลเบอร์และออลวิน ไรท์ อยากมีเวลาซักสองวันแทนที่จะเป็นสองชั่วโมงแบบนี้

พิพิธภัณฑ์แห่งชาติ/เมือง/สถานที่สำคัญ

1. พิพิธภัณฑ์แห่งชาติประเทศไทย ชอบนะ ชอบดูของไทยๆ แต่ร้อนไปนิด ไม่มีแอร์เลยสมัยที่ไปดู

2. National Museum of Singapore พิพิธภัณฑ์ไม่ใหญ่ แต่ก็น่าสนใจ จำไม่ได้ว่ามีอะไรที่ชอบเป็นพิเศษ แต่โดยรวมก็ชอบค่ะ

3. Wax museum, Hollywood, 1991-1992 ไปเดินเที่ยวถนนฮอลลีวู้ด ก็เลยแวะเข้าไปดู  กระทบไหล่ดารากันนิดนึง

4. Museum at Tower of London, UK, 1995 ที่นี่มีของงามๆที่ใช้ในราชวงศ์ เพชรโคอินีวร์ก็อยู่ที่นี่

5. Wax museum, London, 1995 พิพิธภัณธ์หุ่นขึ้ผึ้งของมาดามทูโซด์ ได้ยินชื่อมานาน ได้ไปดูหุ่นชี้ผึ้งที่ไหนก็ไม่ตื่นเต้นเท่าที่นี่ ทางเดินสุดท้ายจะมีรถไฟรางให้ขึ้นชมภาพเมืองลอนดอนที่ถูกไฟไหม้สมัยก่อนด้วย  เสียว่ารถเลื่อนเร็ว ตอนลงต้องรีบมาก คุณแม่เกือบลงไม่ทัน

6. พิพิธภัณฑ์แห่งชาติกรุงไคโร ได้ไปเยี่ยมชมในปี 2007 ตื่นเต้นมาก ได้ไปเยือนแหล่งปิรามิดจริงๆ มีของอียิปต์ๆมากมาย ดูกันไม่หมด






7. Museum of Den Haag เป็นพิพิธภัณฑ์ที่กรุงเฮก เนเธอร์แลนด์ มีงานสวยๆหลายชิ้น รวมไปถึงงานของ MC Escher คนโปรดของฉันด้วย

8. National Museum of Australia ที่ Canberra ปี 2002 และ ปี 2003 เป็นอีกพิพิธภัณฑ์ที่ชอบมาก มีของให้ดูให้ลองเล่นหลายอย่าง เหตุผลอีกอย่างคือเข้าชมฟรี  ก็เลยเข้าชมหลายครั้งหน่อย ^_^

 9. National museum, Sydney, 2002-2003 เป็นพิพิธภัณฑ์อีกแห่งที่ชอบมาก มีระเบียงหนึ่งมีนกสตัฟต์เรียงรายไปรอบ คนดูนกชอบมากค่ะ  :) ที่นี่อยู่มุม Hyde Park เวลาไปต้องเดินผ่านสวน บรรยากาศดีมากๆ


ภาพรวมพิพิธภัณฑ์ต่างประเทศ

  1. Science center, Singapore, 1986 - 2007
  2. National museum, Singapore, 1986, 2017
  3. Wax museum, Hollywood, 1991
  4. Museum of Natural History, LA 1991 
  5. Museum of Fine Art, Boston, 1992 
  6. Contemporary museum, LA, 1992
  7. Museum at Tower of London, UK, 1995
  8. Wax museum, London, 1995 
  9. Museum of art , Brisbane, 1997
  10. Rijkmuseum, Netherlands, 2000, 2013
  11. Museon, Den Haag, 2000
  12. Den Haag museum, NL, 2000, 2016
  13. National museum, Canberra, 2002-2003
  14. National museum, Sydney, 2002-2003
  15. Power house, Sydney, 2002-2003
  16. Museum of Art, Canberra, 2002-2003
  17. Questacon, Canberra, 2002 - 2003
  18. Da Nang Museum of Cham Sculpture , Danang, Vietnam, Dec 2010
  19. Louvre Museum, Paris 2013
  20. Cité des Sciences et de l'Industrie ,Paris 2013
  21. Musée des Arts et Métiers ,Paris 2013
  22. Musée d'Orsay,Paris 2013
  23. Musée de l'Orangerie,Paris 2013
  24. Rodin Museum,Paris 2013
  25. พิพิธภัณฑ์ในพระราชวังฟองเตนโบล France 2013
  26. Hansi Museum, Colmar,ฝรั่งเศส 2013
  27. Smithsonian Air and Space Museum,USA 2014
  28. Smithsonian Natural History Museum 2014
  29. Museum of Art, Philadelphia 2014
  30. Barnes Foundation, Philadelphia 2014
  31. The Metropolitan Museum of Art, New York, 2014
  32. Mauristhuis, The Hague, The Netherlands, 2016
  33. Heilongjiang museum, Harbin, China, 2017
  34. Heritage museum, St. Petersburg, 2018
  35. Fukuoka museum of art, Japan, 2019

National Gallery
  1. National Gallery of Art, Washington DC 2014
  2. Oslo museum of art, Norway, 2018-----------------------------------------------------------------------------------
ขอรวมห้องสมุดไว้ตรงนี้ด้วย เพราะไปมาหลายที่เหลือเกิน

Library
  1. Library of Congress 2014
  2. Ralph J. Bunche Library Washington DC 2014
  3. American Philosophical Society Library, Philadelphia 2014
  4. Free Library, Philadelphia 2014
  5. Hagerty Library, Drexel University, Philadelphia 2014
  6. Stockholms Stadbibliotek, Sweden, 2018
พระราชวัง


  1. Palace of Versailles , 1995
  2. พระราชวังฤดูร้อน, จีน
  3. พระราชวังฟองเตนโบล
  4. Peterhof Palace, St.Petersburg, 2018

โบสถ์ด้วยค่ะ

  1. Notredame  cathedral, Paris, 2013
  2. L'Église de la Madeleine
  3. Saint-Sulpice
  4. Sacré-Coeur Basilica
  5. Sainte-Chapelle
  6. โบสถ์ที่วาลเวกท์
  7. Helsinki
  8. Helsinki
  9. St. Sophia, Harbin, 2017



Archive

  1. National Archive ,Canberra, Australia 2002-2003
  2. National Archive ,Washington DC USA 2014


มีพิพิธภัณฑ์ไหนที่อยากไป

นอกเหนือจากในลิสต์เดิมคือ  ฺBritish museum, Smithsonian ยังมี Hermitage ในรัสเซีย Tate museum, Acropolis Museum,The Vatican Museums,Uffizi Gallery อืมม์..... เยอะเนอะ
เมืองไทยก็มีพิพิธภัณฑ์เยอะค่ะ เดี่ยวจะทำเป็นโพสต์ต่างหากออกมา

-----------------------------------
หลังจากที่โพสต์ไปก็ได้เดินทางไปอเมริกาในปี 2014 ก็ได้ไปพิพิธภัณฑ์อีกมากเลยค่ะ รวมถึง Smithsonian ด้วย
ปี 2018 ก็ได้ไป Hermitage