Tuesday, March 04, 2014

โรงหนังในจังหวัดระนอง

เข้ามาบันทึกเรื่องของโรงหนังในจังหวัดระนอง ซึ่งปัจจุบันนี้เข้าใจว่าที่ตัวเมืองระนองไม่มีโรงหนังแม้แต่โรงเดียวทั้งๆที่ในอดีตเคยเฟื่องฟูมีโรงหนังในช่วงเวลาเดียวกันอยู่ถึงสี่โรง

โรงภาพยนต์สวัสดิ์ เห็นตั้งแต่เกิดจนเมื่อย้ายไปอยู่บ้านหลังอื่นเมื่อปี 2524 ก็ยังมีโรงหนังฉายอยู่ แต่หลังจากนั้นอีกหลายปีก็เลิกกิจการ ขายต่อให้ร้านอุ้ยกวง ทิ้งร้างไว้พักใหญ่แล้วกลายเป็นร้านขายของพวกเสื้อผ้ากางเกงวอร์มก่อนจะรื้อทิ้ง  เมื่อรื้อทิ้งไปบ้านเช่าหลังโรงหนังยังอยู่จนเมื่อประมาณ 2-3 ปีที่ผ่านมาก็รื้อออกด้วย

โรงภาพยนต์สักรินทร์รามา เห็นมาตั้งแต่เด็กเช่นกัน เป็นโรงหนังคู่กันมากับโรงหนังสวัสดิ์ อยู่ห่างกันแค่ร้อยเมตร ภายหลังเลิกกิจการไปแล้วกลายเป็นลานขายเสื้อผ้าเช่นกัน

โรงภาพยนต์พูนผล เป็นอีกโรงที่เก่าแก่มีมานาน ตั้งอยู่บนถนนท่าเมือง ภายหลังเลิกกิจการไปกลายเป็นร้านขายของเล่น

โรงภาพยนต์พฤตินันท์ เป็นโรงหนังที่ทันสมัยมากๆในยุคที่สร้างขึ้น เป็นตัวตึกโรงหนังที่มีขนาดใหญ่โอ่โถง มีลานจอดรถชั้นใต้ดิน รู้สึกใกล้ชิดกับโรงนี้เพราะมีบ้านเพื่อนแม่เดิมชื่อ พิทักษ์ค้าไม้ตั้งอยู่ข้างๆโรง เมื่อก่อนต้องไปบ้านนี้เป็นประจำ  และโรงพฤตินันท์เป็นโรงที่ใช้คนของโรงหนังสวัสดิ์ไปดูแลในช่วงต้น

โรงหนังสวัสดิ์เป็นโรงหนังใหญ่ มีสองชั้น ชั้นบนสามารถขึ้นบันไดจากหน้าโรงได้เลย จึงต้องมีคนเฝ้าประตูสองคน มองจากด้านหน้าจะมีป้ายชื่อหนังที่กำลังฉายวันนี้ติดเป็นตัวอักษรแขวนกับป้ายขาวอยู่สูงขึ้นไป  ส่วนป้ายโฆษณาหนังจะมีสองป้ายด้านซ้ายและขวา เป็นภาพเขียนขนาดใหญ่ถ่ายแบบจากโปสเตอร์ เมื่อหันหน้าเข้าโรงหนังด้ายซ้ายจะเป็นร้านกาแฟของโกอุ้ย ขวามือจะเป็นร้านขายข้าวต้มของโกฮวดที่ขายเฉพาะช่วงกลางคืน

ร้านโกอุ้ยจะเป็นที่พึ่งพาตลอดเวลาเพราะเป็นร้ากาแฟ ขายเหล้าและบุหรี่ด้วย จำได้ว่าลุงเคยบอกให้ไปซื้อเหล้าทีละ 1 กั๊ก แล้วก็ใส่ถุงมา บ้านนี้เป็นบ้านเก่า คลับคล้ายคลับคลาว่าในบ้านจะมีบ่อน้ำบาดาลด้วย ความจริงสนิทกับบ้านนี้เพราะเป็นเพื่อนบ้านและลูกสาวเรียนอยู่ชั้นเดียวกันเป็นเพื่อนกันตั้งแต่เด็ก อีกเรื่องที่จำได้คือหลังบ้านจะมีวงไพ่นกกระจอก ตั้งวงกันสนุกสนาน แปลกใจตัวเองที่เล่นไพ่นี้ไม่เป็นเพราะย่านนั้นมีวงไพ่เยอะมาก เด็กทุกคนเล่นไพ่เป็นแบบชำนาญกรีดไพ่กันสนุก  คิดว่าตัวเองคงเห็นไพ่นกกระจอกเป็นไพ่คนแก่ก็เลยไม่เคยสนใจวิธีเล่นเลย

บ้านโกฮวดจะเป็นอีกแบบ บ้านนี้เป็นร้านทำอาหารขายช่วงกลางคืน กลางวันจึงเป็นช่วงพักผ่อนของโกฮวด ปกติจะเห็นแกช่วงบ่ายทำกับข้าวมากมายหลายอย่าง จะมีกะละมังใหญ่มากต้มจับฉ่ายน่ากินมาก  แต่ของกินที่ชอบที่สุดคือหมูแดง บ้านนี้เป็นเพื่อนบ้านที่สนิทเช่นกันเพราะมีลูกหลานเยอะ ทั้งหญิงและชาย ลูกสาวคนเล็กบ้านนี้สวยมาก เป็นที่โปรดปรานของพี่ๆอย่างเรา  เข้าไปขลุกในบ้านนี้บ่อย สมัยนั้นเล่นฟันดาบแบบนิยายกำลังภายในกันทีเดียว เพราะดูหนังกันตลอดเวลา มารู้สึกเอาตอนโตว่าบ้านนี้ก็เป็นที่สอนทำกับข้าวชั้นดี  เห็นวิธีการเตรียมอาหารก็ที่นี่ วิธีการเฝาขาหมูด้วยเครื่องพ่นไฟแก๊สขนาดเล็ก

ลานหน้าโรงจะมีแผงกระจกตั้งขึ้นสองข้างหันเข้าหากัน ด้านล่างโล่งเดินลอดไปได้  เป็นแผงติดโปสเตอร์แนะนำโปรแกรมหนังสมัยก่อนจะมีคนมาตั้งแผงขายของพวกแหวน กำไลเป็นเพชรทองคริสตัลระยิบระยับ รู้สึกจะเป็นแขก ที่ขายตั๋วอยู่ทางขวามือ  ประตูอยู่ตรงกลางเปิดเป็นบานเฟี้ยมได้เวลาที่หนังเลิกคนจะได้ออกมาง่ายๆ ถัดจากประตูไปทางซ้ายจะมีเก้าอี้ติดผนังเป็นม้านั่ง ถัดไปก็เป็นบันไดขึ้นชั้นสองเป็นบันได้สีดำ ถัดจากบันไดก็เป็นทางเดินด้านข้าง มีประตูอีกสองบานที่เปิดให้คนดูออกมาเมื่อหนังเลิก ถัดจากประตูจะเป็นสโลปลาดชันลงไปที่หลังโรงหนัง เป็นที่เล่นสเก๊ตผาดโผนของเด็กๆในยุคนั้น ซ้ายมือของสโลปเป็นเนินดินรกร้าง กลับมาที่หน้าโรงหนังถ้าเดินไปทางขวาก็มีทางเดินลงไปหลังโรงหนังเหมือนกัน จะไปทะลุที่ห้องวาดป้ายหนัง จะมีป้ายขนาดใหญ่ที่กำลังวาดอยู่วางไว้ (คนวาดชื่อโกเกื้อ เป็นคนวาดรูปสวยโดยไม่ได้ไปเรียนจากโรงเรียนศิลปะที่ไหน ภายหลังได้ย้ายไปทำงานโรงหนังสักรินทร์ แล้วต่อไปก็ได้ไปเปิดร้านที่หาดใหญ่และได้วาดภาพพุทธประวัติเป็นภาพติดผนังภายในโบสถ์ที่วัดหูแร่สวยงามมาก)

ภายในโรงหนังเมื่อเดินเข้าไปจะชนกับผ้าม่านสีแดงหนาและหนักมาก ตอนเด็กๆเคยเล่นม้วนตัวให้ผ้าห่อตัวจนมิด แล้ววิ่งม้วนตัวไปอีกด้านให้ผ้าคลายออก ไม่รู้สนุกยังไงเหมือนกัน  เมื่อเดินเข้าไปจะมีห้องน้ำอยู่ทางซ้ายมือ มีแอ่งปูนสี่เหลี่ยมติดกระเบื้องเป็นที่เก็บน้ำ ไม่แน่ใจเรื่องจำนวนที่นั่งของที่นี่ แต่เข้าใจว่าจุได้หลายร้อยคน แถวที่นั่งจะเป็นเก้าอี้ไม้ติดกันเป็นพืดยาวสีดำ พนักจะพับอยู่ เมื่อนั่งลงก็จับพับลงมานั่ง ลุกขึ้นยืนเก้าอี้ก็จะดีดตัวกลับ เก้าอี้มีหลายแถวเข้าใจว่าตั้งแต่ ก-ฮ  แยกส่วนเป็นซ้ายขวาและมีแถวว่างแบ่งตอนอยู่ตรงกลางโรง เวทีใหญ่มาก ดนตรีลูกทุ่งขึ้นไปเล่นได้เต็มวง จอฉายยาวมากๆเข้าใจว่าเป็นจอฉาย 70 มม. หลังจอจะเป็นที่โล่งมีหลังคาคลุมแล้วจะมีบันไดลงไปที่บริเวณหลังโรงหนังได้ บริเวณด้านหลังจอเวลามีวงดนตรีลูกทุ่งมาเล่นจะแออัดมาก

ชั้นบนเมื่อเดินขึ้นไปเลี้ยวขวาจะมีแถวเก้าอี้นั่งเรียงรายน่าจะประมาณสิบกว่าแถว เดินขึ้นไปที่ขั้นบนสุดจะเดินไปที่บริเวณคุมเครื่องฉาย โดยห้องแรกที่เจอจะเป็นห้องนักพากษ์ มีนักพากษ์สองคนชายหญิงพากษ์คู่กัน ที่ค่อนข้างสนิทคือคู่ของ จักรพันธ์-ลือลักษณ์ จะได้เข้าไปนั่งฟังเขาพากษ์อยู่ในห้องทีเดียว ห้องถัดไปจะเป็นตัวเครื่องฉาย มีพี่คุมเครื่องอยู่คนหนึ่งคอยฉายหนัง เมื่อก่อนเป็นใครก็จำไม่ได้ แต่ช่วงที่อายุราวสิบขวบจะเป็นพี่บ้านใกล้กันชื่อพี่หร่อง

ส่วนตัวมีความผูกพันกับโรงหนังสวัสดิ์มากๆเพราะเป็นเด็กที่มีบ้านอยู่หลังโรงหนัง ซืึ่งจะมีสิทธิ์พิเศษคือได้ดูหนังฟรี ดูมาตั้งแต่เล็กจนโต แม่เล่าให้ฟังว่า เวลาโรงเรียนเลิกบ่ายสามโมงแทนที่จะเดินเข้าบ้าน กลับสวัสดีคุณแม่หนึ่งครั้ง วางกระเป๋าเข้าไปในบ้านแล้ววิ่งไปดูหนัง ซึ่งตอนนั้นหนังจะฉายไปได้สักพัก(หนังฉายตอนบ่ายสองโมง) จะไม่ได้ดูหนังช่วงแรก  ก็จะไปดูรอบค่ำแทนช่วงหนึ่งทุ่ม สรุปว่าได้ดูหนังจบเรื่องในวันเดียวกันแต่ดูตอนกลางจนจบเรื่องก่อน

ที่โรงหนังสวัสดิ์จะมีวงดนตรีลูกทุ่งมาเล่นเรื่อยๆ คงมีวงดังๆมากันหลายวง แต่ไม่รู้จักเลย เพราะไม่ชอบฟังเพลงลูกทุ่ง และบางวงการแสดงก็ไม่เหมาะสมที่เด็กจะดู ที่บ้านจะมีนักร้องแวะเวียนเข้ามาหลายคนเพราะจะมาขอเข้าห้องน้ำที่บ้าน เคยมีรูปผ่องศรี วรนุชถ่ายรูปที่หน้าบ้านตอนที่มาเปิดการแสดง

การเขียนป้ายหนังเป็นเรื่องสนุกไม่แพ้กัน ความที่สนิทกับพี่ที่เขียนป้ายก็จะไปนั่งดูพี่เขาเขียนรูปทีละนานๆ เห็นว่าเขาจะตีตารางบนโปสเตอร์ แล้วขยายสเกลไปตีตารางบนแผ่นป้าย ป้ายขนาดใหญ่มากเพราะต้องติดที่หน้าโรงจะได้เห็นแต่ไกล พี่เขาจะต้องนั่งร้านวาดรูป แต่ละป้ายที่ใช้เสร็จไม่ได้ทิ้ง แต่จะมีการทาสีทับแล้วเขียนรูปหนังเรื่องต่อไป โรงที่พี่เขาวาดรูปจะมีแผ่นป้ายวางผิงผนังซ้อนๆกัน  เมื่อวาดรูปเสร็จจะมีอีกงานที่พี่เขาต้องทำคือการขับรถแห่ เป็นรถโฆษณาโปรแกรมหนังที่เอาป้ายมาติดกับรถกระบะ เมื่อก่อนก็เป็นกระบะแบบรถนั่งของทางฝั่งอันดามันที่เป็นรถไม้ ระยะหลังเปลี่ยนเป็นรถกระบะธรรมดา



ขอเอาข้อมูลที่พูดถึงโรงหนังมาแปะ  จะได้พอจำวันเวลาได้บ้างว่ามีอะไรตอนไหนค่ะ
http://news.sanook.com/economic/4/economic_265303.php

" ''คมน์ ''ฉวยบิ๊กค้าปลีกบุกระนอง+ เปลี่ยนโฉมโรงหนังพฤตินันท์ดักลูกค้า ก่อนขาใหญ่เมเจอร์ยึด

โดย ฐานเศรษฐกิจ วัน พฤหัสบดี ที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2551 04:47 น.
ระนองระอุ คมน์ อรรฆเดช สบช่องหลังยักษ์ค้าปลีกข้ามชาติพาเหรดยึดระนอง เล็งซื้อที่เตรียมผุดโรงหนัง
ค่ายโคลีเซี่ยมฟิล์ม ด้านห้างเดอะฟอร์ทระนอง จัดทัพใหญ่ ซื้อที่ดินผุดโรงหนัง ดึงเมเจอร์เข้าร่วมทุน
นายกิตติวุฒิ ฝอยทอง เจ้าของกิจการก่อสร้างและผู้รับเหมาในเขตพื้นที่จังหวัดระนอง เปิดเผยกับ 
ฐานเศรษฐกิจว่า ตนได้รับการติดต่อจากคม อัครเดช เจ้าของค่ายหนังโคลีเซี่ยมฟิล์มให้หาที่ดิน
ในเขตพื้นที่เมืองระนอง หรือใกล้เคียงจำนวนไม่ต่ำกว่า 2 ไร่ เพื่อก่อสร้างโรงหนังมาตรฐานขนาดไม่เกิน 
100 ที่นั่ง

ปัจจุบันค่ายหนังโคลีเซียมฟิล์มของคุณคมน์ อรรฆเดช ได้เข้ามาเช่าโรงหนังพฤตินันท์ ซึ่งเป็นโรงหนัง
เก่าแก่ที่เหลืออยู่โรงเดียวในจังหวัดระนองมานาน แต่ด้วยสภาพความทรุดโทรม และระบบเสียงที่ล้าสมัย
ทำให้ไม่ได้รับความนิยม จึงทำให้ทางคุณคมน์ไม่ต้องการที่จะเช่าโรงหนังดังกล่าวอีกต่อไป

ประกอบกับขณะนี้ระนองกำลังจะเปลี่ยนโฉมหน้าครั้งใหญ่หลังจากที่มีห้างสรรพสินค้ายักษ์ใหญ่
อย่างเทสโก้ โลตัสเตรียมจะเปิดสาขาระนองในเดือน พ.ค.นี้ ซึ่งคาดว่าจะทำให้ผู้คนจากตัวเมืองรอบนอก
เดินทางเข้ามายังตัวเมืองชั้นในมากขึ้น จึงเป็นช่องว่างที่จะทำให้สามารถขยายกิจการใหม่ๆ 
อาทิโรงหนัง หรือร้านอาหารชื่อดังได้ จึงทำให้เกิดความเคลื่อนไหวของผู้ประกอบการและนักลงทุน
จากส่วนกลางเดินทางเข้ามาดูลู่ทางการลงทุนในระนองเป็นจำนวนมาก

นายกิตติวุฒิกล่าวต่อว่าขณะนี้ราคาที่ดินบริเวณย่านใจกลางเมืองระนองแพงมากถึงไร่ละ 32 ล้านบาท 
คงจะต้องหาที่ดินบริเวณใกล้เคียงห่างจากตัวเมืองไม่มาก แต่สามารถเดินทางได้อย่างสะดวก 
ซึ่งขณะนี้ตนกำลังเข้าไปเจรจาติดต่ออยู่ 1-2 แปลงแต่ยังไม่ได้มีการตกลงซื้อขาย ต้องรอให้ทางนายคมน์ 
เดินทางลงมาดูอีกครั้ง

ด้านนายนิสิต ญาณสังวรณ์ ผู้จัดการห้างสรรพสินค้าเดอะฟอร์ทระนอง กล่าวว่า การขยายสาขาเข้ามา
ของห้างค้าปลีกข้ามชาติ ทำให้ห้างสรรพสินค้าเดอะฟอร์ทจำเป็นจะต้องปรับปรุงครั้งใหญ่ ทั้งตัวสินค้า 
การจัดวางสินค้า รวมถึงสิ่งใหม่ๆ ที่จะเพิ่มเข้ามาเป็นตัวดึงดูดลูกค้า ซึ่งล่าสุดทางผู้บริหารได้ซื้อห้องแถว
เพิ่มอีก 2 ห้องซึ่งเป็นห้องแถวที่อยู่ติดกับห้างเดิมเพื่อที่จะก่อสร้างโรงหนังขนาดมินิ 50 ที่นั่ง 
จำนวน 2 โรง เพื่อที่จะดึงทางเมเจอร์เข้ามาร่วมทุน

ปัจจุบันระนองยังมีช่องว่างในส่วนนี้ เนื่องจากไม่มีโรงหนังมาตรฐาน โรงหนังที่มีก็อยู่ในสภาพเก่า 
และทรุดโทรมมากโดยขณะนี้ทางผู้บริหารของเรากำลังเจรจากับกลุ่มเมเจอร์ของตระกูลพูลวรลักษณ์ 
เพื่อให้เข้ามาร่วมทุนกับเราเปิดโรงหนังในเครือเมเจอร์ที่จังหวัดระนองซึ่งผมมั่นใจว่าจะได้รับการตอบรับ
เป็นอย่างดีแน่นอน

นางสุดาพร ยอดพินิจ ประธานหอการค้าจังหวัดระนอง กล่าวว่าว่า โฉมหน้าการค้าเมืองระนองกำลัง
จะเกิดการเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่ หลังกลุ่มทุนค้าปลีก ค้าส่งข้ามชาติ ทั้งเทสโก้ โลตัส และ แม็คโคร 
เตรียมที่จะขยายฐานธุรกิจเข้ามาเปิดสาขาใหม่ที่ระนอง ส่วนอีกสองรายที่กำลังดำเนินการที่จะขยาย
สาขาเข้ามาในเขตพื้นที่จังหวัดระนองคือแม็คโคร กับบิ๊กซี ผลจากที่ยักษ์ค้าปลีกข้ามชาติขยายสาขา
เข้ามาในพื้นที่ จะสามารถดึงดูดนักลงทุนให้ขยายฐานธุรกิจตามเข้ามาอีกเป็นจำนวนมาก 
ดังนั้นในช่วง 1-2 ปีนี้ คนระนองจะได้สัมผัสกับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอีกหลายด้าน

ตั้งแต่กลางปีนี้เป็นต้นไปการค้าในเขตพื้นที่ระนอง และชายแดนด้านจังหวัดระนอง-เกาะสองจะเปลี่ยน
โฉมหน้าไปโดยสิ้นเชิง กลุ่มพ่อค้าที่เคยผูกขาดการค้าชายแดน ก็จะมีคู่แข้งขันเพิ่มมากขึ้น 
อีกทั้งจะทำให้เกิดการข้ามฟากเข้ามาของประชาชนชาวพม่าซึ่งน่าจะส่งผลให้บรรยากาศการค้าขาย
คึกคักมากขึ้น นางสุดาพร กล่าวปิดท้าย"

===============================
ส่วนนี่เป็นประวัติของขุนสวัสดิ์ภักดี เจ้าของโรงภาพยนตร์สวัสดิ์ค่ะ

https://sites.google.com/site/khoonswatpakdi/

"ประวัติขุนสวัสดิ์ภักดี

ขุนสวัสดิ์ภักดี  นามเดิม ขอโผโล่ย เกิดเมื่อวันที่   กันยายน  พ.ศ. 2443    เกาะคนที  
ตำบลปากน้ำ  อำเภอเมือง จังหวัดระนอง เป็นบุตรนายเตี๋ย แซ่ขอ กับนางสุมะ  
มีพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน 4  คน  คือ
                                1.  นางจันทรา (เจี้ยนซา)     เชาวนจินดา  (มรณะ พ.ศ. 2512)  
                                2.  นายจิ้นฮ้อง   แซ่ขอ  (มรณะ พ.ศ. 2521)  
                                3. นายขอโผโล่ย (ขุนสวัสดิ์ภักดี)
                                4. นางโฉ่ย     แซ่ขอ  (มรณะ พ.ศ. 2496)                     
ในวัยเด็กบิดาของขุนสวัสดิ์ภักดีได้จ้างซินแสมาสอนลูก ๆ ที่บ้าน แต่ขุนสวัสดิ์ภักดีมักขออนุญาต
ซินแสไปทำงานเบ็ดเตล็ดแทน เพราะขุนสวัสดิ์ภักดีสนใจในด้านอุตสาหกรรม และการค้ามากกว่า
การนั่งเรียน
                โรงเลื่อยไม้เล็ก ๆ ที่บิดาของขุนสวัสดิ์ภักดีเป็นผู้ก่อตั้งขึ้น  ขุนสวัสดิ์ภักดีได้ใช้แรงกาย 
และสติปัญญาบวกกับความอุตสาหะวิริยะอันเป็นอุปนิสัยของขุนสวัสดิ์ภักดี สร้างตนเองจากธุรกิจเล็ก ๆ 
ขึ้นมา จนเป็นนักธุรกิจสำคัญผู้หนึ่งของจังหวัดระนอง
                ขุนสวัสดิ์ภักดีได้แต่งงานกับนางกิมเหลียง  เมื่อปี 2463 หลังจากนางกิมเหลียงได้
เสียชีวิตลงเมื่อ พ.ศ. 2482 และได้ทิ้งบุตรธิดาไว้ 5 คน  คนสุดท้องอายุได้ขวบเศษ ๆ    
จึงได้สมรสใหม่กับนางสาวฮัยซิน  เฮมบรี  ในปี พ.ศ. 2484  ขุนสวัสดิ์ภักดีมีบุตรธิดารวม 11 คน  คือ

                                1.  นางเพ็ญศรี                       หงษ์หยก
                                2.  นางเพลินพิศ                    พงษ์เพชร
                                3.  นายกิติรัตน์                       สวัสดิ์ภักดี
                                4.  นางสาวแจ่มใส                 สวัสดิ์ภักดี
                                5.  นางจิตต์มาลัย                    เดชา
                                6.  นายกิตติศักดิ์                     สวัสดิ์ภักดี  (เสียชีวิต)
                                7.  นายจรกิตติรักษ์                 สวัสดิ์ภักดี
                                8.  นางสาวมาริษา                   สวัสดิ์ภักดี
                                9.  นางสุมนา                           อรุณกิจ
                                10.  นางสาวไข่มุก                  สวัสดิ์ภักดี
                                11.  นางสาวจิตมาลี                สวัสดิ์ภักดี

ขุนสวัสดิ์ภักดีเป็นคนรูปร่างสูงใหญ่  มีสง่า  สุขภาพสมบูรณ์  อุปนิสัยเป็นคนพูดน้อย  สุขุม  
สุภาพ  ขยันขันแข็ง ทำงานสม่ำเสมอ  ไม่ถือตัว  ชอบความสะอาด และมีระเบียบ  
ใจคอโอบอ้อมอารีต่อคนทั่วไป  เห็นอกเห็นใจผู้อื่น  และมักจะช่วยเหลือทุกคนเมื่อมีโอกาส  
แม้โดยส่วนตัวจะสนใจในงานอาชีพมากกว่าการศึกษา  แต่ก็ได้พยายามส่งเสริมการศึกษาแก่
บุตรธิดาทุกคนเท่าที่จะสามารถ และยังได้สนับสนุนการศึกษาของตำบลปากน้ำ  
ขุนสวัสดิ์ภักดีป็นหัวเรี่ยวหัวแรงช่วยสร้างโรงเรียนหลังแรกที่ปากน้ำระนอง เนื่องจากเงิน
งบประมาณมีไม่พอ ขุนสวัสดิ์ภักดีจึงรับทำการก่อสร้างให้  โดยใช้เงินส่วนตัวจ้างช่างไม้ชาวจีน
สร้างจนสำเร็จ   เปิดใช้เป็นสถานที่เรียนได้ และได้รับเกียรติเป็นประธานของโรงเรียนนี้ด้วย

นอกจากนี้ยังได้ช่วยเหลือบาทหลวงที่เข้าไปทำการสอน และอบรมเด็กที่ระนอง 
ขุนสวัสดิ์ภักดีสนใจ และให้การต้อนรับอย่างดี  พร้อมทั้งสนับสนุนเมื่อบาทหลวงเสนอความคิด
ที่จะก่อตั้งโรงเรียนก็ดี  การสร้างวัดพระหฤทัยพระเยซูเจ้าก็ดี  ขุนสวัสดิ์ภักดีความร่วมมือ   
และช่วยเหลืออย่างดี    ดังที่ชาวระนองได้เห็น “โรงเรียนศรีอรุโณทัย”   ซึ่งตั้งอยู่ถนนท่าเมือง 
ปรากฎ ตราบจนปัจจุบันนี้


                                           

ขุนสวัสดิ์ภักดีได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็น      “ขุนสวัสดิ์ภักดี”    จากพระบาทสมเด็จ
พระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 7)  เมื่อครั้งพระองค์ท่านเสด็จประพาสจังหวัดระนอง  
ขุนสวัสดิ์ภักดีได้แสดงความจงรักภักดีต่อองค์พระมหากษัตริย์  โดยจัดถ้วยแก้วแทนตะเกียง
จุดตั้งเรียงรายไปตลอดทั้งสองฝั่งแม่น้ำตั้งแต่ปากน้ำจนถึงท่าด่าน  ซึ่งนับเป็นระยะทางประมาณ 
3 กิโลเมตร
ขุนสวัสดิ์ภักดีได้ประสบความสำเร็จจากการเป็นผู้ริเริ่มในหลายกิจการของจังหวัดระนอง  เช่น  
ได้สร้างโรงภาพยนต์ ซึ่งตั้งอยู่ที่ถนนเรืองราษฎร์ขึ้นเป็นแห่งแรกในจังหวัด  ให้ชื่อว่า 
“สวัสดิ์ภาพยนต์”  ขุนสวัสดิ์ภักดียังเป็นตัวแทนจำหน่ายบริษัทน้ำมันตราหอย 
(ซึ่งปัจจุบันคือ บริษัทเชลล์)  ขุนสวัสดิ์ภักดีได้ดำเนินกิจการมากว่า 40 ปี  สมัยที่ต้องอาศัย
แรงคนไปตวงน้ำมันเติมรถยนต์
ขุนสวัสดิ์ภักดีเป็นคนแรกที่ตั้งโรงงานล้างแร่ดีบุก และวุลเฟรมขึ้น    โดยรับล้างแร่ของ
บริษัทไซมิสทินฯ  ระนอง และบริษัทไซมิสทินฯ ตะกั่วป่า ขุนสวัสดิ์ภักดียังได้เป็นผู้ส่งไม้ฟืน
ให้แก่โรงไฟฟ้าบริษัทไซมิสทิน  ซึ่งมีเรือขุดแร่อยู่ถึง   7 ลำ     สมัยนั้นขุนสวัสดิ์ภักดี    
และเพื่อน ๆ ต้องใช้ม้า (ขี่โดยไม่มีอาน) เป็นพาหนะจากตลาดระนองไปที่ตำบลบางริ้น หงาว 
และท่าฉาง  เป็นระยะทางถึง 16  กิโลเมตร
ทางด้านการกุศล    ขุนสวัสดิ์ภักดีมักจะช่วยบริจาคทั้งทุนทรัพย์    และวัสดุ      
ทางด้านศาสนา ขุนสวัสดิ์ภักดีช่วยสร้างสะพานให้กับวัดอุปนันทาราม  เนื่องจากพระภิกษุ
ต้องเดินท่องน้ำข้ามสายน้ำ  นอกจากนี้ยังได้ช่วยวัดวาอารามต่างๆ  ที่ไปขอความช่วยเหลือ
เสมอ ๆ ทางด้านราชการ  ในด้านกิจกรรมส่วนรวม และส่วนตัว  ขุนสวัสดิ์ภักดีได้ยกที่ดินให้
แก่สถานีตำรวจที่ปากน้ำ  ได้ซื้อตัวบ้าน และก่อสร้างบ้านพักให้แก่ข้าราชการตำรวจ  
ช่วยสร้างสถานีตำรวจระนอง  เนื่องจากถูกระเบิดระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2  ได้สร้างบ่อน้ำ 
สะพาน ทำทางเดินให้ความสะดวกแก่ประชาชนในบริเวณบ้านปากน้ำ บ่อน้ำที่ใช้อยู่ใน
โรงเลื่อยของท่าน  นอกจากใช้ในกิจการของโรงงานแล้ว ยังให้ประชาชนตำบลปากน้ำ
ได้ใช้ดื่มทั่วกัน  ในขณะที่บ่อน้ำอื่น ๆ แห้งหมดในฤดูแล้ง  กับยังได้ให้หีบศพ โดยไม่คิดมูลค่า
แก่บุคคลที่ต้องการเป็นประจำ
ชีวิตลำเค็ญของขุนสวัสดิ์ภักดีระยะหนึ่งที่น่าจะนำมาเล่าสู่กันฟังคือ ใน พ.ศ. 2484  
หลังจากญี่ปุ่นเข้ายึดสถานีตำรวจระนองแล้ว ชนต่างชาติที่ทำงานอยู่กับบริษัทไซมิสทินฯ 
กลัวจะถูกจับ ได้พากันหลบหนีออกนอกประเทศไปหมด       และได้มอบงานให้ขุนสวัสดิ์ภักดี
เป็นผู้ดำเนินงานแทน  ขุนสวัสดิ์ภักดีก็รับบริหารกิจการไปด้วยดี จนรัฐบาลยื่นมือเข้ามา
ขุนสวัสดิ์ภักดีก็มอบงานให้ อยู่ต่อมาบ้านปากน้ำกลายเป็นจุดยุทธศาสตร์  ขุนสวัสดิ์ภักดีจึงนำ
ครอบครัวไปพักกับญาติพี่น้องที่เกาะคนทีชั่วคราว  แล้วย้ายต่อไปอยู่ที่ถนนดีบุก จังหวัดภูเก็ต  
หลังจากนั้นก็ได้ไปพักที่เหมืองเจ้าฟ้าของหลวงอนุภาษภูเก็ตการ ทั้งคุณหลวง คุณนาย
ได้ให้ความเอื้อเฟื้อเป็นอย่างดียิ่ง  ครั้นขุนสวัสดิ์ภักดีทราบว่าทางทหารญี่ปุ่นมีความประสงค์
จะมาจับตัว  ขุนสวัสดิ์ภักดีจึงเข้ามอบตัวกับทางเจ้าหน้าที่ไทย จนกระทั่งทางญี่ปุ่นขอนำตัวไป
สอบสวน แต่เจ้าหน้าที่ไทยยังไม่ยอมมอบตัวให้  ในที่สุดมีคำสั่งจากทางกรุงเทพฯ ให้มอบตัว
ขุนสวัสดิ์ภักดีไปกับญี่ปุ่น  เพราะขณะนั้นไทยได้เซ็นสัญญาเป็นพันธมิตร กับญี่ปุ่นแล้ว 
ขุนสวัสดิ์ภักดีถูกสอบสวนอย่างหนักตามวิธีการของญี่ปุ่นในสมัยนั้น  ผู้ที่ถูกจับไปคราวเดียวกันนี้
มีจำนวน 57 คน  แต่มีเพียง 3 คนเท่านั้นที่มีชีวิตรอดกลับมาได้  ขุนสวัสดิ์ภักดีอยู่ในความควบคุม
ของทหารญี่ปุ่นเป็นเวลานานถึง 9 เดือน
อาศัยที่ขุนสวัสดิ์ภักดีมั่นใจในความบริสุทธิ์ของตน  ที่สุดญี่ปุ่นแพ้สงครามท่านก็ได้รับการ
ปลดปล่อยกลับเป็นอิสระอีกครั้งหนึ่ง       ในครั้งนั้นกิจการได้รับความเสียหายเป็นส่วนมาก       
แต่ขุนสวัสดิ์ภักดีมีมานะอดทนก่อสร้างตนเองขึ้นมาใหม่โดยไม่ย่อท้อ ขุนสวัสดิ์ภักดีเคยเรียกร้อง
ค่าเสียหายในสงคราม แต่ไม่ได้รับเลย
ต่อจากนั้น ขุนสวัสดิ์ภักดีกลับมาอยู่บ้านเดิมที่ปากน้ำอีกหลายปี      ได้ไปอยู่เหมืองพรรั้ง
ชั่วระยะหนึ่ง       จึงมาอยู่บ้านซึ่งปัจจุบันเป็นที่ตั้งโรงเรียนศรีอรุโณทัยไปแล้ว  
หลังจากนั้นก็ย้ายไปอยู่หลังปั๊มเชลล์ในตลาดระนองใน พ.ศ. 2512 และอยู่ที่นั่นเป็นต้นมา
ขุนสวัสดิ์ภักดีเริ่มป่วยโรคตับ  เมื่อ 15 กันยายน 2514  ได้เข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาล
รามาธิบดีอยู่ประมาณ 2 เดือน จากนั้นได้ไปพักรักษาตัวอยู่ที่บ้านเซนต์หลุยส์     
ตลอดเวลาที่ป่วย ขุนสวัสดิ์ภักดีก็ยังสามารถบริหารงาน       คอยรับฟังรายงาน       
และสั่งงานด้วยตนเองเช่นปรกติ  ขุนสวัสดิ์ภักดีมีความอดทน  ยอมรับความเจ็บป่วย 
จนวาระสุดท้าย  ขุนสวัสดิ์ภักดีได้สิ้นใจอย่างสงบ ที่บ้าน 3/1 เซนต์หลุยส์ 2  
ถนนสาธรใต้  ยานนาวา  กรุงเทพฯ  ในวันอังคารที่ 23 พฤศจิกายน 2515 เวลา    14.00 น."





สารคดีที่น่าดู

ความต่อเนื่องของสารดคีที่ดู บางครั้งมันก็ต่อเนื่องกันมาค่ะ  เช่น


 Landscape with the Fall of IcarusRoyal Museums of Fine Arts of Belgium, now seen as a good early copy of Bruegel's original




(http://en.wikipedia.org/wiki/Landscape_with_the_Fall_of_Icarus)



ในขณะที่กำลังดูสารคดี  The High Art Of The Low Countries BBC Documentary Episode 2 Of 3 ซึ่งเป็นสารคดีเกี่ยวกับงานศิลป์ในประเทศต่ำ (เบลเยี่ยม เนเธอร์แลนด์) มีงานชิ้นหนึ่งพูดถึงงานที่แสดงในเบลเยี่ยมเป็นภาพการตกลงมาของอิคารัส    http://www.youtube.com/watch?v=WnQVlw9MulY   

ต้องเล่าเรื่องว่า อิคารัส (Icarus)เป็นเด็กที่อยู่กับพ่อที่ชื่อ Daedarus บนเกาะครีตซึ่งเป็นบริเวณที่เขาถูกคุมขัง ด้วยความพยายามที่จะหนีออกจากเกาะ  พ่อเขาก็ได้ทำปีกขนาดใหญ่ที่สามารถรับน้ำหนักคนได้ ทั้งสองคนก็บินออกจากเกาะไปได้  แต่เนื่องจากปีกนั้นถูกเชื่อมต่อด้วยขี้ผึ้ง ถ้าถูกความร้อนมากๆจะละลาย  พ่อก็เตือนไม่ให้อิคารัสบินสูงเกินไป อิคารัสไม่เชื่อ เมื่อบินสูงมากถูกแสงอาทิตย์ละลายขี้ผึ้งจนปีกหลุด อิคารัสก็จึงตกลงในทะเล  และก็มีทะเลที่มีชื่อเหมือนอิคารัสด้วยคือ Icarian sea เรื่องของอิคารัสจึงเป็นอุทาหรณ์ในเรื่อง failed ambitious
ในภาพบริเวณมุมล่างทางขวาจะเห็นอิคารัสหล่นลงไปในน้ำเห็นแต่ขา และดูเหมือนไม่มีใครเห็นหรือสนใจ 

เรื่องราวเดียวกันนี้ได้ถูกเขียนเป็นภาพออกมาหลายเวอร์ชั่น  บางภาพก็จะเห็น Daedarus บินอยู่  บางภาพก็จะเห็นตัวอิคารัสที่ปีกกำลังหลุดออกมา



"Landscape with The Fall of Icarus", ca. 1590-95, oil on wood (63 by 90 centimetres (25 in × 35 in)), Circle of P.Bruegel the Elder,Museum van Buuren, Brussels, Belgium.



This related work by Joos de Momperincludes the ploughman and angler, but Icarus is still in flight, with wax drops falling.

ซึ่งภาพนี้กลายเป็นคำเปรียบเทียบเวลาที่พูดถึงการเกิดอะไรร้ายแรงโดยที่ไม่มีใครสนใจ  หนึ่งในการใช้คำเช่นนั้นได้แก่ การกระโดดจากสะพานเพื่อฆ่าตัวตาย ก็จะโยงไปถึงสารคดีเรื่อง The Bridge(2006) เป็นสารคดีเกี่ยวกับการฆ่าตัวตายบนสะพานโกลเด้นบริดจ์ http://www.youtube.com/watch?v=WnQVlw9MulY  

Monday, March 03, 2014

Sleepless in Seattle






Sleepless in Seattle เป็นหนังอีกเรื่องหนึ่งที่ชอบมากๆ ได้ดูในโรงและรู้สึกประทับใจ  เมื่อเวลาผ่านไปหลายปี จำเนื้อเรื่องไม่ได้ จำได้แค่ว่าชอบเรื่องนี้ และเรื่องนี้มีฉากบนตึกเอ็มไพร์สเตท หนังเป็นเรื่องในปี 1993 จนถึงวันนี้ 3/3/2014 ได้มาดูหนังจนจบเรื่องอีกครั้ง ประทับใจกว่าเดิม เพราะได้รู้เรื่องเล็กๆน้อยๆที่เกี่ยวกับหนังเพิ่มขึ้น เช่น หนังเรื่องนี้ได้ใช้หนังเรื่อง An Affair to remember มาเป็นตัวผูกเนื้อเรื่องตั้งแต่ต้นจนจบ

มาดูเรื่องย่อของหนังเรื่อง Sleepless in Seattle ก่อน เริ่มเรื่องที่พระเอก แซมและลูกชาย โจนา เสียภรรยาของพระเอกไป ทำให้ทั้งคู่เศร้ามาก  แต่แซมเศร้ามากกว่า ถึงขนาดเปลี่ยนที่ทำงานจากเดิมไปอยู่ที่ Seattle และยังคงไม่ลืมภรรยา จนถึงคืนคริสมาสต์ ลูกชายโทรไปที่รายการวิทยุแห่งหนึ่ง เพื่อขอพรให้พ่อได้มีภรรยาใหม่เสียทีจะได้ไม่เศร้าอีกต่อไป ผู้จัดรายการขอคุยกับแซม และกล่อมจนเขาได้เล่าความในใจออกมา  นางเอก แอนนี่ ซึ่งก็มีแฟนอยู่แล้วชื่อวอลเตอร์ คืนนั้นได้ฟังรายการที่แซมพูดรู้สึกประทับใจมาก

หลังจากนั้น แซมได้รับจดหมายมากมายจากคนที่สนใจเขาจากการฟังรายการ  แอนนี่เองก็สนใจมากได้เขียนจดหมายไปหานัดพบบนยอดตึกเอ็มไพร์สเตทในคืนวันวาเลนไทน์ ซึ่งเป็นการนัดตามเนื้อเรื่องในหนังเรื่อง An Affair to remember

เรื่องราวดำเนินต่อไปให้เห็นว่าแซมพยายามนัดสาวคนใหม่ชื่อวิคตอเรีย แต่โจนาสไม่ชอบเพราะได้อ่านจดหมายของแอนนี่แล้วรู้สึกชอบจึงพยายามเชียร์ให้แซมไปตามนัด  แต่แซมไม่สนใจ  ส่วนแอนนี้ก็พบว่าการอยู่กับวอลเตอร์ไม่ใช่สิ่งที่เธอต้องการจริงๆ

โจนาซื้อตั๋วเครื่องบินออนไลน์และบินไปนิวยอร์กเพื่อไปหาแอนนี่ตามนัด  แซมรีบบินตามไปเพื่อไปรับตัวกลับ แอนนี่กำลังฉลองวาเลนไทน์กับวอลเตอร์ แล้วในที่สุดโจนารออยู่บนตึกจนค่ำ  แซมจึงได้ไปพบ และแอนนี่ขอเลิกกับวอลเตอร์เพื่อมาตามนัด

ฉากจบจึงเป็นฉากที่แอนนี่ตามขึ้นไปบนตึก แต่เป็นช่วงเวลาที่แซมและโจนาลงไปแล้ว  แอนนี่เดินบริเวณจุดชมวิวและพบกระเป๋าของโจนาที่ลืมไว้  ฉากพบกันของแซมและแอนนี้จึงเป็นการพบบนยอดตึกตามที่ตั้งใจเพราะสองพ่อลูกกลับมาเอากระเป๋า และขาลงจึงได้จูงมือแอนนี่กลับลงไปด้วย  จบแบบแฮบปี้เอนดิ้ง

ภาพจาก http://www.ldrmagazine.com/wp-content/uploads/2013/10/sleepless_in_seattleheader.jpg
http://www.nattimartin.com/wp-content/uploads/2009/12/Sleepless-in-Seattle-Last-Lot-024.jpg
http://www.lib.berkeley.edu/MRC/Instruction/Romantic%20comedy/bso_-_sleepless_in_seattle-front.jpg

16 พฤศจิกายน 2557
มา update ว่า เดือนที่แล้วไปอเมริกา  ได้ไปขึ้นทั้งตึกเอมไพร์สเตทและผ่านที่ Union Lake ที่ Seattle เสียดายที่ไม่ได้ไปเดินดูบ้านที่ทะเลสาปของพระเอก แต่ก็ดีใจมากแล้วที่ได้ไปตามรอย Sleepless in Seattle อีกครั้ง

Monday, February 24, 2014

วิกฤตศรัทธาต่อธนาคารออมสิน กุมภาพันธ์ 2557

เดือนกุมภาพันธ์ 2557 คงเป็นเดือนแห่งความทรงจำที่เลวร้ายในประวัติของธนาคารออมสิน ธนาคารที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 6 เป็นผู้ก่อตั้ง

วันศุกร์ที่ 14 กุมภาพันธ์มีการยืนยันว่ารัฐบาล ได้ให้ธนาคารออมสินปล่อยเงินกู้ระหว่างธนาคารต่อธนาคาร (อินเตอร์แบงก์) ให้กับ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เพื่อนำไปใช้แก้ปัญหาโครงการรับจำนำข้าว การดำเนินการดังกล่าวนี้เป็นที่สงสัยว่าว่าจะผิดกฎหมายรัฐธรรมนูญมาตรา 181(4) หรือไม่ 

16 ก.พ. นายวรวิทย์ ชัยลิมปมนตรี ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน ได้ออกมาแถลงข่าวว่า ธนาคารออมสินได้มีการปล่อยกู้ในลักษณะดังกล่าวให้กับ ธ.ก.ส.จริง ในวงเงิน 2 หมื่นล้านบาท นายวรวิทย์ ได้ปฏิเสธว่าทาง ธ.ออมสิน ไม่ทราบว่า ธ.ก.ส.จะนำเงินดังกล่าวไปใช้อะไร เพราะการให้กู้ในลักษณะดังกล่าวปกติเป็นไปเพื่อเสริมสภาพคล่องของธนาคารนั้น
       
        ในวันเดียวกัน สหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจธนาคารออมสิน (สร.อส.) ได้ออกแถลงการณ์ด่วนเรื่อง “ขอให้ยกเลิกการปล่อยกู้อินเตอร์แบงก์ (Interbank) ให้กับ ธ.ก.ส.” โดยระบุว่า การดำเนินการปล่อยกู้ดังกล่าวส่งผลกระทบในวงกว้างแล้ว เนื่องจากความไม่เข้าใจและทำให้ผู้ฝากและสาธารณชนทั่วไปเกิดข้อกังขา
       
        “ตามที่ธนาคารออมสินได้ให้กู้ Interbank ให้กับ ธ.ก.ส.ปรากฏว่า เกิดผลกระทบในวงกว้าง จากความไม่เข้าใจและเกิดข้อกังขากับผู้ฝากและสาธารณชนทั่วไป แม้ว่าการดำเนินธุรกรรมดังกล่าวนี้ไม่ได้เกี่ยวโยงหรือเกี่ยวข้องกับการปล่อยกู้โครงการจำนำข้าวก็ตาม”  พร้อมกันนั้น สร.อส.ได้เรียกร้องให้ผู้บริหารพิจารณาดำเนินการ 3 ข้อ คือ หนึ่ง หยุดการให้กู้อินเตอร์แบงก์แก่ ธ.ก.ส.โดยทันที เนื่องจาก ธ.ก.ส.มีสภาพคล่องสูงเพียงพอแล้ว, สอง ให้ทวงถาม ธ.ก.ส.และให้ ธ.ก.ส.คืนเงินที่ขอยืมไปจากธนาคารออมสินจากการกู้อินเตอร์แบงก์ดังกล่าวโดยทันที เพราะถือว่าไม่มีความจำเป็นและไม่ตรงกับวัตถุประสงค์ และ สาม งดการให้กู้ใดๆ ก็ตาม ที่จะลุกลามกระทบถึงความเชื่อมั่นต่อลูกค้าและประชาชนทั่วไป อันอาจจะเกิดความเสียหายต่อธนาคารออมสิน
       


17 กุมภาพันธ์  2557 ประชาชนแห่กันไปถอนเงินจากธนาคารออมสินเพราะไม่พอใจที่ธนาคารเข้าไปสนับสนุนโครงการรับจำนำข้าว ถือว่าเป็นการดูถูกประชาชน ด้วยการตัดสินใจพลาดของผู้บริหารธนาคารออมสิน ส่งผลให้วันแรกมียอดถอนเงินสามหมื่นล้านในขณะที่มีเงินเข้าประมาณหมื่นล้าน ออมสินบาดเจ็บสาหัส

18 กุมภาพันธ์ 2557 เสื้อแดงประกาศว่าจะนำแดงฝากออมสินเท่าที่ถอน ส่งผลให้ประชาชนยังคงถอนเงินออกจากธนาคารอย่างต่อเนื่องอีก 4 หมื่นล้านบาท 
ผู้อำนวยการธนาคารออมสินลาออกท่ามกลางการขุดคุ้ยประวัติที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มทุนทักษิณ

19 กุมภาพันธ์ 2557 ยังคงมีการถอนเงินอย่างต่อเนื่อง รวมสามวันยอดถอนเงินร่วมแสนล้าน ในขณะที่มียอดฝากเข้ามา หักลบแล้วถอนมากกว่าฝากประมาณหกหมื่นกว่าล้านบาท โดยธนาคารออมสินได้เรียกคืนเงินที่ให้ธกส.กู้กลับทั้งหมดเพื่อสร้างความมั่นใจให้ลูกค้า แต่ก็ยังคงมีความพยายามที่จะประท้วงให้บอร์ดของธนาคารออมสินออกไปด้วย

20 กุมภาพันธ์ 2557 ยังคงมีการถอนเงินออก  แต่หลังจากสามวันวิกฤต ข่าวธนาคารออมสินก็ซาลง ถึงอย่างไรเข้าใจว่าคงหาเงินกลับเข้าไปเหมือนตอนถอนคงจะยาก


บทเรียนนี้สอนให้รู้ว่า  อย่าดูถูกประชาชน



ภาพนี้ถ่ายเวลา 7.34 น.ของวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2557 กระแสยังไม่ซา

Sunday, February 16, 2014

เรือนไทยวิชาการ...สุดยอดจริงๆ

ปกติจะเข้าดูกระทู้ในพันทิปมาตลอดหลายปี  จนปีที่แล้วที่พันทิปเปลี่ยนโฉมใช้ระบบแท็กทำให้บรรยากาศของแต่ละห้องเปลี่ยนไป  หลากหลายขึ้น  แต่คุณภาพลดลง และความสนิทสนมของคนในห้องหายไป  ก็เลยไปหาที่สิงสถิตย์ที่อื่น  มาหยุดที่ เรือนไทยวิชาการ ทีปรกเข้ามาเพราะกระทู้จุฬา อุตส่าห์สมัครสมาชิกเสร็จสรรพ  แต่โพสต์ไม่ทัน ลืม ปล่อยจนกระทู้ตกก็เลยไม่ได้โพสต์อะไร  จนมาวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2557 จึงได้เริ่มโพสต์เรื่องเก่าที่เคยได้ยิน  เหลือเชื่อมากที่สมาชิกสามารถตอบได้
สุดยอดจริงๆค่ะ  :)

admin ของเรือนไทยคือคุณเทาชมพู ซึ่งก็คืออาจารย์ รศ.ดร.วินิตา ดิถียนต์ หรือ ว.วินิจฉัยกุล  หรือ แก้วเก้า เป็นไอดอลด้านการเขียนเลยทีเดียว

เคยเกิดเหตุอาคารถล่มบริเวณอาคารริมถนนราชดำเนินกลางหรือไม่คะ
Singing Blue Jay
อสุรผัด
*
ตอบ: 10


ดูรายละเอียด อีเมล์ ข้อความส่วนตัว (ออนไลน์)
 เมื่อ 13 ก.พ. 14, 23:42ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง

ได้เห็นการตอบแบบลงรายละเอียดของแต่ละท่านในเรือนไทย ก็เลยกล้าถามค่ะ ว่าในอดีตช่วงที่เพิ่งสร้างอาคารริมถนนราชดำเนินกลางเสร็จใหม่ๆเคยเกิดกรณีอาคารถล่มหรือไม่คะ

คุณพ่อของดิฉันเป็นคนต่างจังหวัดเข้าไปเรียนหนังสือที่กรุงเทพเมื่อประมาณเจ็ดสิบปีที่แล้ว เล่าว่า วันแรกที่ไปถึงไปพักที่วัดมหาธาตุ วันรุ่งขึ้นอาคารใหม่ก็ถล่ม เสียงดังสนั่นมาก ก็เลยไม่แน่ใจว่าเคยมีกรณีอย่างนี้หรือไม่ (ไม่แน่ใจเรื่องปี พ.ศ.ค่ะ น่าจะเป็นช่วงปี 248X เพราะขณะนี้คุณพ่ออายุ 88 ปี)

ขออนุญาตถามต่ออีกเรื่องด้วยนะคะ  คุณแม่สมัยสาวๆก็เข้าไปเรียนตัดเสื้อโดยมีที่พักอยู่ในโรงเรียนสอนตัดเสื้อแถวอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ที่เรียนคืออาคารมุมอนุสาวรีย์ด้านที่ตรงข้ามกับโรงเรียนสตรีวิทยา ตอนนี้เป็นอะไรก็ไม่ทราบค่ะ ดิฉันไม่ค่อยได้เข้ากรุงเทพ ต้องระบุแบบภาพที่จำได้ว่า มีอาคารภัตตาคารศรแดง  มีอาคารที่เคยเป็นที่ทำการบริษัทเมืองโบราณ  มีโรงเรียนสตรีวิทยา และก็มีอาคารที่คุณแม่ดิฉันพูดถึงนี่ละคะ อยากทราบว่าอาคารนั้นเป็นอาคารของใคร มีประวัติยังไงคะ

อารมณ์ถามเรื่องสมัยคุณพ่อคุณแม่นะคะ ต้องมาถามแถวนี้เพราะเวลาถามคุณพ่อก็ไม่ได้รายละเอียดมากนัก คุณแม่ก็ไม่อยู่ให้ถามแล้วค่ะ ขอบพระคุณล่วงหน้าค่ะ


เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 25420

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์ ข้อความส่วนตัว (ออฟไลน์)
ความคิดเห็นที่ 1  เมื่อ 14 ก.พ. 14, 08:03ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง

เคยมีตึกถล่มจริงค่ะ
เป็นตึกหลังเดิมตรงหัวมุมสี่แยกคอกวัว   อยู่มุมตรงข้ามคนละฝั่งกับตึกธนาคารออมสิน   เคยยุบตัวพังลงมาในสมัยสงครามโลกครั้งที่สอง ว่ากันว่าเป็นเพราะคอรัปชั่นกินอิฐกินหินกินทรายกินเหล็กกันในการก่อสร้าง  ทำให้ตึกทานน้ำหนักไม่พอจึงทรุดตัวพังลงมา
ตึกนี้ต่อมาได้รื้อและสร้างขึ้นใหม่เป็นสถานีวิทยุ ททท.ของบริษัทไทยโทรทัศน์ ต่อมาถูกประชาชนและนักศึกษาเผาในวันที่ 14 ตุลาคม 2516  จึงกลายเป็นที่ดินว่างๆ
หลายปีต่อมากลายเป็นที่ตั้งซุ้มขายสลากกินแบ่ง   ปัจจุบันคือที่ตั้งอนุสรณ์สถาน 14 ตุลา ค่ะ

ส่วนร.ร.สอนตัดเสื้อ ดิฉันไม่ทราบ  แต่จากที่คุณบรรยายมา น่าจะเป็นบริเวณร้านอาหารวิจิตร ในปัจจุบันละมังคะ
ต้องรอผู้รู้มาตอบค่ะ



Friday, February 07, 2014

Internet Meme ชัชชาติ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมที่แข็งแกร่งที่สุดในปฐพี

แถวๆสี่ทุ่มเปิดไปดูข่าวช่อง TNN พูดถึงปรากฏการณ์ชัชชาติฟีเวอร์ เป็นรัฐมนตรีที่มีคนทำภาพล้อเลียนมากที่สุดเท่าที่เคยมีมา โดยเฉพาะคอสเพลย์สุดฮิต หนุ่มชุดดำเท้าเปล่าถือถุงแถง ความจริงเห็นมาพักนึงแล้วแต่ไม่คิดว่ามาฮิตขนาดนี้  ส่วนภาพและคำล้อเลียนต่างๆต้องบอกว่าไวมากๆ บางภาพเพิ่งเห็นโพสต์ในเพจของชัชชาติไม่นานก็ถุกนำมาทำภาพใหม่ ตอนนี้ฉายา "ชัชชาติ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมที่แข็งแกร่งที่สุดในปฐพี" กลายเป็นอินเทอร์เน็ตมีม(Internet Meme)ที่แรงที่สุดตอนนี้ทีเดียว 555

แรกๆก็งงว่าคำว่า"ชัชชาติ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมที่แข็งแกร่งที่สุดในปฐพี" มาจากไหน ปรากฎว่ามาจากการ์ตูนเรื่องบากิ ที่มีตัวละครชื่อฮันมะ ยูจิโร หุ่นประมาณชัชชาติ และมีฉายาว่า สิ่งมีชีวิตที่แข็งแกร่งที่สุดในปฐพี เป็นพ่อของฮันมะ บากิ ตัวเอกของเรื่อง

ส่วนคำหยามเหยียดยอดฮิต "อ่อนหัด มีความตั้งใจ แต่ก็อ่อนหัด" ก็มาจากเรื่องบากิเช่นกัน เป็นตอนที่ ฮันมะ ยูจิโรพูดสบประมาทลูกชายตัวเอง(ฮันมะ บากิ)ว่า "อ่อนหัด มีความตั้งใจ แต่ก็อ่อนหัด" ไม่น่าเชื่อว่าจะเอาการ์ตูนแนวต่อสู้มาลิงก์กับชัชชาติได้ 

ส่วนตัวเคยชื่นชมชัชชาติมาตลอดตั้งแต่สมัยเรียนเพราะเห็นว่าเรียนเก่งระดับได้ทุนอานันทมหิดลซึ่งคนที่ได้ทุนนี้ปกติเราถือว่าไม่ใช่มนุษย์ธรรมดา ต้องนับเป็นระดับเทพ....... แต่ถ้าเทพมาอยู่พรรคมารเราก็ไม่ชื่นชมนะ


มีสื่อเยอะแยะที่ทำล้อเลียนชัชชาติ
คลิปวิดิโอ เสือร้องไห้ - ชัชชาติดาดั๊ด คนไร้พ่าย (คนใจง่าย)
เฟสบุ๊ค https://www.facebook.com/chutchartpower "ชัชชาติ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมที่แข็งแกร่งที่สุดในปฐพี"

Sunday, February 02, 2014

NO VOTE ค่ะ

NO VOTE!
วันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2557 เป็นวันเลือกตั้ง จะเป็นครั้งแรกที่ชีวิตตั้งแต่มีสิทธิ์ออกเสียงมา ที่จะไม่ไปเลือกตั้งโดยจงใจ

การเลือกตั้งครั้งนี้ถูกต่อต้านจาก กปปส.และประชาชนอีกนับล้านที่ต้องการให้มีการปฏิรูปก่อนการเลือกตั้ง แต่รัฐบาลยิ่งลักษณ์ไม่นำพา ยังคงมีมติให้ดำเนินการเลือกตั้งต่อไป ทั้งๆที่สถานการณ์ชัดเจนว่าการเลือกตั้งจะต้องเป็นโมฆะเพราะมีจำนวนหน่วยเลือกตั้งในหลายจังหวัดที่จะไม่มีบัตรเลือกตั้ง  ไม่มีเจ้าหน้าที่ กกต,ประจำหน่วย เพราะมีการสกัดบัตรเลือกตั้งที่สามไปรษณีย์ใหญ่ของภาคใต้คือที่ชุมพร ทุ่งสงและหาดใหญ่ มีกปปส.และประชาชนไปปิดล้อมไว้

ขณะนี้บ่ายโมงเศษ ก็เห็นได้ชัดว่าการเลือกตั้งครั้งนี้มีผู้เข้าไปเลือกตั้งได้น้อย บางที่เข้าไปไม่ได้เลย บางที่ไม่มีเจ้าหน้าที่จนต้องประกาศปิดหน่วย  สามพันกว่าล้านที่นำมาจัดการเลือกตั้ง เอาไปให้ชาวนาค่าจำนำข้าวจะดีกว่าไหม

ประชาธิปไตยให้สิทธิ์กับเสียงข้างมาก แต่หากเสียงข้างมากเหล่านั้นกลายเป็นเครื่องมือให้ผู้รับมอบอำนาจไปทำในสิ่งที่ไม่ถูกต้อง คดโกง กอบโกย ทำให้ประเทศชาติเสียหาย หรือพูดกันชัดๆก็คือทำให้เสียงข้างมากที่เลือกไปนั่นแหละเสียประโยชน์(ซึ่งดูเหมือนเสียงข้างมากเหล่านั้นจะไม่เข้าใจว่าตัวเองเสียประโยชน์อย่างไร) เสียงข้างมากเหล่านั้นยังคงตัดสินใจสนับสนุนคนโกงอยู่อีกหรือ 

ช่วยตัดสินใจด้วยสมองและ......จริยธรรมเถอะนะ

ขอเป็นเสียงส่วนน้อยที่มั่นใจว่าเรามีจริยธรรม เราเลือกความถูกต้องเพื่ออนาคตของชาติ ...... NO VOTE ค่ะ



==========================================================
ข้อมูลจากสำนักข่าวอิศรา   
http://www.isranews.org/isranews-news/item/27014-korkortor_27014.html
เมื่อวันที่ 3 ก.พ.2557 แหล่งข่าวจากสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เปิดเผยว่า สำหรับจำนวนผู้มาใช้สิทธิลงคะแนนเลือกตั้ง ส.ส.ทั่วประเทศ เมื่อวันที่ 2 ก.พ.2557 เฉพาะใน 66 จังหวัดที่ไม่มีปัญหาเรื่องการลงคะแนน ปรากฏว่า จากจำนวนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ทั้งหมด 39,375,057 คน มีผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้ง ทั้งหมด 20,051,337 คน คิดเป็นร้อยละ 50.92 โดยจังหวัดที่มีผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้งในอัตราส่วนมากที่สุด ได้แก่ จ.ลำพูน ที่มีผู้มาใช้สิทธิถึงร้อยละ 81.96 (จำนวนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง 331,343 คน มาใช้สิทธิเลือกตั้ง 271,566 คน) ส่วนจำนวนที่มีผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้งในอัตราส่วนน้อยที่สุด ได้แก่ จ.สมุทรสาคร ได้แก่ จ.สมุทรสาคร ที่มีผู้มาใช้สิทธิเพียงร้อยละ 20.00 (จำนวนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง 385,863 คน มาใช้สิทธิเลือกตั้ง 77,172 คน)
สำหรับจังหวัดอื่นๆ ที่น่าสนใจ มีอาทิ จ.เชียงใหม่ บ้านเกิดของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม จำนวนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง 1,254,863 คน มาใช้สิทธิเลือกตั้ง 876,113 คน คิดเป็นร้อยละ 69.82 จ.อุดรธานี จำนวนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง 1,169,274 คน มาใช้สิทธิเลือกตั้ง 701,564 คน คิดเป็นร้อยละ 60.00 จ.สุพรรณบุรี บ้านเกิดนายบรรหาร ศิลปอาชา ประธานที่ปรึกษาหัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา จำนวนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง 661,499 คน มาใช้สิทธิเลือกตั้ง400.804 คน คิดเป็นร้อยละ 60.58 เป็นต้น
เมื่อแยกเป็นรายภาค ภาคกลาง 25 จังหวัด จำนวนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง 12,443,324 คน มาใช้สิทธิเลือกตั้ง 5,273,199 (ร้อยละ 42.36) ภาคเหนือ 17 จังหวัด จำนวนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง 9,097,707 คน มาใช้สิทธิเลือกตั้ง 4,915,774 คน (ร้อยละ 54.03) ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 20 จังหวัด จำนวนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง 16,503,780 คน มาใช้สิทธิเลือกตั้ง 9,265,309 คน (ร้อยละ 56.14) และภาคใต้ เฉพาะ 4 จังหวัดชายแดน จำนวนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง 1,330,246 คน มาใช้สิทธิเลือกตั้ง 597,055 คน (ร้อยละ 44.88)
ecsum1
ecsum3
ecsum2
ecsum4
ecsum5
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จำนวนผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้ง ส.ส.ทั่วประเทศ ในปี 2557 น้อยกว่าการเลือกตั้ง ส.ส.ทั่วประเทศ ในปี 2554 เป็นอย่างมาก โดยครั้งนั้น มีจำนวนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง 46,921,682 คน มาใช้สิทธิเลือกตั้ง 35,203,107 คน คิดเป็นร้อยละ 75.03
ทั้งนี้ ในช่วงบ่ายวันเดียวกัน เว็บไซต์หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ รายงานว่า นายภุชงค์ นุตราวงศ์ เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) เปิดเผยภายหลังการประชุมกกต.ถึงจำนวนผู้มาใช้สิทธิ์เลือกตั้งเมื่อวันที่ 2 กพ.ที่ผ่านมา ว่า ตัวเลขอย่างไม่เป็นทางการมีผู้ใช้สิทธิ์เลือกตั้ง 20,468,646 คน จากจำนวนผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งใน 68 จังหวัดที่ไม่รวม 9 จังหวัดภาคใต้ที่ไม่มีผู้สมัคร ส.ส.เขต 44,649,742 คน คิดเป็นร้อยละ 45.84 โดย จ.ลำพูน เป็นจังหวัดที่มีผู้มาใช้สิทธิ์เลือกตั้งมากที่สุด ร้อยละ 72.8 ลำดับที่ 2 หนองบัวลำภู 72.50 และลำดับที่ 3 จ.บึงกาฬ มีผู้มาใช้สิทธิ์เลือกตั้งร้อยละ 70 ขณะที่ จ.นครศรีธรรมราช มีผู้มาใช้สิทธิ์เลือกตั้งน้อยที่สุด ร้อยละ 0.11 โดยมีประชาชน มาใช้สิทธิ์ 1,292 คนจากจำนวนผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งทั้งหมด 1,153,060 คน เพราะสามารถจัดให้มีการเลือกตั้งได้เพียง 24 หน่วยเท่านั้น อย่างไร ก็ตามผลที่เป็นทางการจะทราบในวันพรุ่งนี้ เพราะจะมีการประชุมของผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำจังหวัดที่จะมีการรายงาน ผลการเลือกตั้งแต่ละจังหวัดให้ กกต.ทราบรวมถึงการกำหนดวันเลือกตั้งทดแทน เลือกตั้งล่วงหน้านอกเขตจังหวัดด้วย ทั้งนี้จำนวนผู้มาใช้สิทธิจะสมบูรณ์หลังการจัดการเลือกตั้งทดแทนหน่วยเลือก ตั้งที่ไม่สามารถจัดได้ รวมถึงการเลือกตั้งนอกเขตจังหวัด

Tuesday, December 03, 2013

สารคดี BBC

สารคดีของ BBC เป็นสารคดีที่ติดตามอยู่เสมอ ความที่ให้ข้อมูลชัดเจน น่าสนใจและนำเสนอเรื่องราวที่น่ารู้ ดูตั้งแต่สารคดีชีวิตสัตว์โลกพวก Planer Earth , Blue Planet , Walking with the dinosaurs

สองสามวันนี้ได้ดูสารคดีชุด The Story of Maths ดูแล้วรักวิชาคณิตศาสตร์ขึ้นอีกมากค่ะ  ถ้าตอนที่เราเรียนคณิตศาสตร์ยากๆ แล้วได้เห็นการนำไปใช้จริงๆแบบนี้ก็น่าจะทำให้เข้าใจได้มากขึ้น เช่นตอนนี้ดูถึงเรื่องสมการควอดราติก  สมัยเรียนสามารถแก้สมการได้จริงด้วย solution ที่ท่องวิธีมาเป็นอย่างดี แต่จะให้มาคิดประยุกต์ คิดไม่ออก แต่เมื่อมาดูสารดีชุดนี้ มันเข้าใจทะลุมากขึ้นอีกมาก

ก็เลยคิดว่าจะมาเก็บลิงก์สารคดีที่น่าสนใจเอาไว้ค่ะ

1. The Story of Maths http://www.youtube.com/watch?v=8NAyogODLow oujgx
2. History of Mathematics in 50 minutes  http://www.youtube.com/watch?v=YsEcpS-hyXw
3. General Overview and the Development of Numbers StanfordUniversity StanfordUniversity            
    http://www.youtube.com/watch?v=pk49iM9OT_0  คลิปนี้ชอบการอธิบายช่วงนาทีที่ 25 ที่บอกว่าเรานำคณิตศาสตร์ไปใช้ในรูปแบบใดบ้าง  จริงซินะ เราไม่เคยมองในลักษณะที่เป็น pattern เลย มองแบบนี้เราจะมองออกว่าาคณิตศาสตร์แต่ละส่วนเอาไปแก้ไขปัญหาอะไร
4. Life by the Numbers | It's Okay to be Smart | PBS Digital Studios http://www.youtube.com/watch?v=fWc46NCnldo


Saturday, November 30, 2013

ราคาของโทรศัพท์มือถือ...ที่ลดลงมา

บ่ายนี้เพิ่งไปซื้อโทรศัพท์มือถือมาเครื่องหนึ่งจากโลตัส เป็นเครื่องสีฟ้าน่าเอ็นดู รุ่น Nokia 100 โดยซื้อมาในราคา 790 บาท ย้ำ 790 บาท ทำให้ตัวเองต้องหวนนึกไปถึงโทรศัพท์มือถือเครื่องแรกที่ใช้ในช่วงปี 1996 -97  ตอนนั้นเป็นรุ่น Philip Boss ราคาสี่หมื่นกว่าบาท  จากนั้นย้ายที่ทำงานลงมาภาคใต้ซื้อโทรศัพท์ใหม่เป็นรุ่นยอดนิยมที่ทุกคนใช้เสมือนบริษัทซื้อแจกให้ใช้ คือรุ่น Nokia 3310 สีเงิน ราคา 9,900 บาท

ราคามือถือยังคงมีรุ่นแพงขึ้นมาตลอดเวลาเพราะจะมีฟังก์ชั่นใหม่ๆมาตลอด โดยเครื่องราคาถูกก็มีแต่จะเป็นยี่ห้อโนเนม มือถือรุ่นถัดมาของตัวเอง ก็เป็น Nokia 7210 หรืออะไรซักอย่างรุ่นกลางๆไม่กี่พัน ก็ยังถือว่าราคาสูง แล้วเปลี่ยนมาใช้ของ Samsung พักหนึ่ง ก่อนจะเข้าสู่ยุคของ Smart phone ก็มาใช้ BB 9780 ใช้ทนดีแต่มาเจอ iPhone ที่หน้าจอใหญ่กว่า application มากกว่า จน BB เพิ่งหน้าจอเสียสองสามอาทิตย์ที่ผ่านมา ก็เปลี่ยนไปใช้ iPhone ซึ่งมีอยู่ในบ้านอีกเครื่องใช้เบอร์โทรใหม่ แต่จำเป็นต้องใช้หมายเลขเดิมก็เลยต้องหาซื้อโทรศัพท์ใหม่เอาใช้รับสาย



เมื่อวันที่ 16/11/2556 ที่ผ่านมาก็เลยไปซื้อ iMobile ZAA10 ราคา 2,200 บาท ราคาถูกมากถ้าเทียบว่าเป็น smart phone แต่ในที่สุดก็พบว่า มิน่า ราคาถึงถูกเพราะเจอเครื่องที่ทำงานไม่ดีเลย ปุ่มกดกดตัวเองซ้ำๆขึ้นมาเฉยๆ ทนใช้งานไม่ได้ วันนี้ก็เลยไปซื้อเครื่องชนิดฟังก์ชั่นน้อยๆ ทนๆ ก็ได้เครื่อง Nokia 100 มาในราคา 790 บาท เป็นของใหม่ผลิตต้นปี 2556 เป็นสินค้า made in china เปรียบเทียบกับเครื่องแรกที่ซื้อซิคะ เอาเป็นว่าคิดที่ราคาสี่หมื่นบาท




แค่ช็อคกับราคาสินค้าโทรศัพท์เมื่อเวลาผ่านไปสิบกว่าปี ราคาลดลงถึง 98%.  เห็นตัวเลขแล้ว ช็อคค่ะ ช็อค




18 กันยายน 2562

เพิ่มเติมต่อไปว่า ช่วงปี 2017 ใช้มือถือ Samsung J7 Prime เป็นมือถือที่ดี ราคาไม่แพง พอมาปี 2018 ก็ซื้อมือถือใหม่เป็น Huawei P20 เพราะชอบที่ใช้เลนส์ไลก้า  ตอนนี้ถ่ายรูปออกมาสวยเชียวค่ะ โดยเฉพาะรูป Portrait

Monday, November 25, 2013

น้ำท่วม พฤศจิกายน 2556

ปีนี้คิดว่าจะไม่เจอน้ำท่วมหนัก เจอเข้าจนได้ หลังจากได้ยินข่าวพายุไห่เยี่ยนเข้าฟิลิปปินส์ได้ไม่นาน ภาคใต้ก็เจอพายุเข้า ฝนตกหนักหลายวันต่อเนื่องจนน้ำท่วม  และมีลมหมุนในบางจุดทำลายบ้านเรือนประชาชนหลายหลัง ค่อนข้างหนักหนาถึงจะไม่เท่าน้ำท่วมปี 2554

ที่เริ่มหนักคือเย็นวันที่ 22 พ.ย. 2556 วันนี้ตอนเช้าแอบไปเมียงมองที่สนามบินพักนึงก่อนจะกลับมาประชุมที่สำนักก่อนเที่ยง บ่ายสอบสัมมนานักศึกษายันเย็น ตอนค่ำหนีฝนแมวๆหมาๆกลับบ้านแทบไม่ทัน  ที่วลัยลักษณ์ ช่วงหกโมงเกือบครึ่งที่อาคารวิชาการ 3 น้ำท่วม covered walkway แล้ว ลานจอดรถระหว่าง C3 - C4 น้ำท่วมถนนระหว่างตึกแล้วเหลือเฉพาะบริเวณที่จอดรถยังพอเดินได้ ทางออกจากอาคารน้ำท่วมขึ้นมาเรื่อยๆ ถ้าออกมาช้ากว่านี้อาจจะมองขอบถนนขาวแดงไม่เห็นนะคะ ระวังด้วย ทางออกจากวงเวียนมาถึงป้าย Walailak ที่ทะเลสาบน้ำท่วมเลนซ้าย ต้องขับชิดขวาตลอด ฝนก็ยังตกหนักมาก

Update status 23/11/2556 ใน มวล. วันนี้ฝนตกๆหยุดๆตั้งแต่เช้า เข้าไปในมอ จะไปศูนย์กีฬา รถจอดยาวริมถนนตั้งแต่ก่อนถึงศูนย์กีฬา มีตำรวจมากมาย เลยช่วงประตูเข้าศูนย์กีฬา รถจะจอดเต็มสองฟากไปจนถึงแยกเชื่อมไปถนนเส้นตุมปัง ขับเข้าไปแล้วต้องไปวน วนแล้วกลับมาใหม่เจอเยอะกว่าเดิม ฝนก็ตก ก็เลยปล่อยไป 

ไปดูสถานการณ์น้ำในมหาวิทยาลัย เป็นน้ำท่วมขังพอประมาณ แต่ไม่ได้หนักมากเพราะน้ำลดลงเยอะ มองไปทางหน้าโรงอาหารกิจกรรม แถวหน้า ATM มีน้ำขังบ้าง ทาง 7-11 ไม่มีปัญหา อาคารเรียนรวมไม่มีน้ำขัง อาคารวิชาการแถบวิชาการ 3 มีน้ำท่วมทางเข้า ใต้สะพานอาคารบริหารปิดทางถนน มีน้ำขัง โดยภาพรวมไม่มีปัญหาอะไรขั้นวิกฤต

 ริมทะเลสาบทางเข้ามอ น้ำท่วมหลากตามปกติ เก๋งจีนริมทะ้ลสาบยังไม่จมน้ำ  เส้นทางจากมอไปป้ายปากทางถนนใหญ่ไม่มีปัญหาอะไร (ยกเว้นเมื่อตอนเช้าประมาณแปดโมงเช้า บริเวณหน้าร้านบ้านเบอรี่จะมีตำรวจตั้งด่านตรวจก่อนเข้ามอ แต่ผ่านอีกครั้งช่วงสิบโมงเศษก็ไม่มีแล้วค่ะ) น้ำท่วมทุ่งเต็มพื้นที่ตามปกติ 



 23/11/2556 ราวแปดโมงเช้าอาศัยช่วงเวลาฝนหยุดไปซื้อกับข้าวที่ตลาด คุยกับพ่อค้าปลาได้ความว่าเมื่อวานช่วงเย็นมีลมหมุนเข้าท่าศาลา บ้านคนที่ลมผ่านหลังคาเปิดกันไปหลายหลัง ที่หนักมากก็คือร้านชาวเล ตัวเขาเองเมื่อวานก็ค้างที่ตลาด เจอไฟดับเมื่อคืนสองสามชั่วโมงด้วย ความที่เป็นลูกค้าร้านชาวเลมานาน ก็เลยขับรถเข้าไปดูเห็นแล้วใจเสียแทนเลยค่ะ ตัวร้านพังลงมาทั้งร้าน ได้คุยกับน้องเจ้าของร้าน บอกว่าเสียใจด้วย น้องเขาเข้มแข็งมาก วางแผนจะซ่อมแซมร้าน แต่คงให้หมดช่วงฝนก่อน น่าจะหลังปีใหม่ น้องเขาบอกว่าลมหมุนเข้ามาประมาณห้าโมงเย็น มีลูุกค้าในร้านสองสามคน โชคดีที่ทั้งลูกค้าทั้งคนในร้านหลบออกมาทันไม่มีใครเป็นอะไร ลูกค้าร้านชาวเลช่วยกันส่งกำลังใจด้วยนะคะ ตัวเองตั้งใจว่าตอนนี้ช่วยอะไรไม่ได้ แต่จะรอไปอุดหนุนเมื่อร้านเปิดอีกครั้งเป็นการต้อนรับค่ะ

จุดอื่นๆของท่าศาลาไม่มีน้ำขัง คลองฆ่าสัตว์น้ำเต็มปริ่มแต่ไม่ท่วม โรงพยาบาลท่าศาลาด้านหน้าไม่มีร่องรอยน้ำท่วม  ที่เกาะกลางถนนที่สี่แยกผู้ใหญ่ปลื้ม (เอ๊ะ ผู้ใหญ่รึกำนันนะ ไม่ค่อยมั่นใจ ถ้าลดตำแหน่งไปขอโทษนะคะ) เข้าใจว่าต้นไม้ล้ม เห็นมีรถสีส้มๆคงเป็นเจ้าหน้าที่ไปดูแลแล้วค่ะ ถนนเข้า มวล ไม่มีน้ำขัง ยกเว้นขอบทางบางจุดที่น้ำไม่มีทางระบายจะมีน้ำที่ขอบทางบ้าง แถวหน้าร้านบรรเจิด หน้า 7-11 เวลาขับรถยนต์บางช่วงผ่านน้ำขังระวังกระเซ็นไปโดนรถมอเตอร์ไซต์ด้วย