Wednesday, March 12, 2014

Missing Malasia Airlines plane

กรณีเครื่องบินของสายการบินมาเลเซียแอร์ไลน์อยู่ๆก็ขาดการติดต่อไปแล้วหายไปอย่างลึกลับตั้งแต่วันที่ 9 มีนาคม 2557 จนถึงวันนี้(12 มีนาคม 2557)เป็นวันที่ 4 ของการสูญหายก็ยังไม่มีความคืบหน้าใดๆที่จะทำให้พบเครื่องบินลำนั้น

เที่ยวบินนี้บินจาก KL จะไปปักกิ่ง เ็นไฟล์ท MH370 บรรทุกผู้โดยสาร 239 คน ส่วนใหญ่เป็นคนจีน
การค้นหาเครื่องบินลำนี้เป็นปฏิบัติการใหญ่ มีหลายชาติเข้าร่วมการค้นหา จนค่อนข้างแปลกใจว่าทำไมให้ความสนใจกันเยอะมาขนาดนี้  อาจเพราะมีเรื่องที่ห่วงกันว่าเครื่องบินถูกจู่โจม เพราะพบว่าอย่างน้อยมีผู้โดยสารสองคนใช้พาสปอร์ตปลอมที่มีผู้ทำหายในประเทศไทยเมื่อปี-สองปีก่อน คนถือพาสปอร์ตเป็นคนอิรักทั้งคู่ น่าสนใจทีเดียว

ตอนนี้ก็พยายามค้นหากันต่อไป  ดูแล้วคิดถึงซีรี่ส์เรื่อง Lost ขึ้นมาทันที

16 มีนาคม 2557 ในที่สุดก็มีข่าวออกมาอีกกระแสว่าเครื่องบินถูกไฮแจ็ค แต่จะไปที่ไหนยังไม่ทราบ

===================================================================

" http://edition.cnn.com/2014/03/10/world/asia/malaysia-airlines-knowns-unknowns/

Here's a summary of what we know and what we don't know about Flight 370, which was carrying 239 people when it disappeared from radar screens over Southeast Asia.
THE FLIGHT PATH
What we know: The Boeing 777-200ER took off from Kuala Lumpur, the Malaysian capital, at 12:41 a.m. Saturday (12:41 p.m. Friday ET). It was scheduled to arrive in Beijing at 6:30 a.m. the same day, after a roughly 2,700-mile (4,350-kilometer) journey. But around 1:30 a.m., air traffic controllers in Subang, outside Kuala Lumpur, lost contact with the plane over the sea between Malaysia and Vietnam. A senior Malaysian air force official said Tuesday the flight was hundreds of miles off course, traveling in the opposite direction from its original destination and had stopped sending identifying transponder codes before it disappeared.
Quest: They have 'no idea where plane is'
Do stolen passports indicate terrorism?
A deeper look at Boeing 777s
What we don't know: What happened next. The pilots did not indicate any problem to the tower, and no distress signal was issued. Malaysian military officials cite radar data as suggesting the plane might have turned back toward Kuala Lumpur. But the pilots didn't tell air traffic control that they were doing so. And we don't know why the plane would have turned around. While one expert tells CNN the plane's deviation could mean someone deliberately turned the plane around, another expert says power failure could have disrupted the main transponder and its backup, and the plane could have flown for more than an hour.
THE PASSENGERS
What we know: There were 239 people on board: 227 passengers and 12 crew members. Five of the passengers were younger than 5 years old. Those on board included a number of painters and calligraphers, as well as employees of an American semiconductor company.
According to the airline, the passengers' 14 nationalities spanned the Asia-Pacific region, Europe and North America. Passengers from China or Taiwan numbered 154, followed by Malaysians, at 38. There were three U.S. citizens on the plane. Four passengers had valid booking to travel but did not show up to for the flight, according to the airline. "As such, the issue of off-loading unaccompanied baggage did not arise," it added Tuesday in a prepared statement.
What we don't know: Why two people who boarded the plane were using stolen passports, officials say.
THE PASSPORT MYSTERY
What we know: The tickets for the two people who used stolen Italian and Austrian passports were bought Thursday in Thailand, according to ticketing records. Both tickets were one-way and had itineraries continuing on from Beijing to Amsterdam. One ticket's final destination was Frankfurt, Germany; the other's was Copenhagen, Denmark. The passports were stolen in Thailand from the two people to whom they had been issued -- the Austrian's was taken last year and the Italian's in 2012.
Interpol identified the men using the stolen passports as Pouri Nourmohammadi, 18, and Delavar Seyed Mohammad Reza, 29, both Iranians. Malaysian police believe Nourmohammadi was trying to emigrate to Germany using the stolen Austrian passport. The men entered Malaysia on February 28 using valid Iranian passports.
What we don't know: Whether the stolen passports have any connection to the plane's disappearance.
Would-be immigrants have used fake passports to enter Western countries in the past.
THE SECURITY SCREENING
What we know: Interpol says the passports were listed as stolen in its database. But they had not been checked from the time they were entered into the database and the time the plane departed. Interpol Secretary General Ronald K. Noble said it was "clearly of great concern" that passengers had been able to board an international flight using passports listed as stolen in the agency's database.
What we don't know: Whether the passports had been used to travel previously. Interpol says it's "unable to determine on how many other occasions these passports were used to board flights or cross borders." Malaysian authorities are investigating the security process at the airport in Kuala Lumpur, but insisted it meets international standards.

How does a jet go missing? "

=====================================
ส่วนข้อมูลนี้จาก FB ของ Malaysia airline
[#MASalert] แถลงการณ์อย่างเป็นทางการของเหตุการณ์ MH370 ณ เวลา 11 : 15 am (ตามเวลาท้องถิ่นในมาเลเซีย) วันที่ 11 มี.ค. 14

นับเป็นวันที่ 4 แล้วที่เครื่องบินยังไม่ถูกค้นพบ ขณะนี้ทางทีมค้นหาและกู้ภัยได้ขยายขอบเขตการค้นหาเพิ่มเติมจากบริเวณเส้นทางการบินของไฟล์ทดังกล่าว

โดยให้น้ำหนักไปทางทิศตะวันตกของคาบสมุทรมาเลเซีย บริเวณช่องแคบมะละกา ซึ่งเป็นจุดที่ MH370 พยายามเลี้ยวกลับสู่เซปัง ซึ่งทางเจ้าหน้าที่กำลังพิจารณาถึงความเป็นไปได้ ในทุกๆ ด้าน โดยไม่ทิ้งความน่าจะเป็นอื่นๆ

ภารกิจดังกล่าวยังคงได้รับความร่วมมือจากพันธมิตรนานาชาติ ทั้ง ออสเตรเลีย , จีน , ไทย , อินโดนีเซีย , สิงคโปร์ , เวียดนาม ,
ฟิลิปปินส์และสหรัฐอเมริกา โดยปฏิบัติการณ์ครอบคลุมทั้งภาคอากาศด้วยเครื่องบินค้นหา 9 ลำ และเรือค้นหา 24 ลำ ปฏิบัติการณ์เหนือน่านน้ำ

นอกจากปฏิบัติการณ์ทางทะเล การค้นหาทางภาคพื้นดินได้เริ่มต้นแล้วด้วยเช่นกัน ซึ่งทางทีมค้นหาและกู้ภัยได้วิเคราะห์เศษชิ้นส่วน และตัวอย่างคราบน้ำมันที่พบแล้วยืนยันว่าไม่ใช่ของ MH370

เครื่องบินโบอิ้งรุ่น 777-200 หมายเลขไฟล์ท MH370 ได้รับการบำรุงรักษาเมื่อ 10 วันที่แล้ว ณ ท่าอากาศยานแห่งชาติกัวลาลัมเปอร์
ก่อนขึ้นบินใน วันที่ 8 มี.ค. 2014 และมีกำหนดตรวจเช็คในรอบต่อไปคือ วันที่ 19 มิ.ย. 2014 จากการบำรุงรักษาที่ผ่านมา ไม่พบรายงานปัญหาใดๆ ทั้งสิ้น

เครื่องบินลำดังกล่าวได้ส่งมอบมายังสายการบินฯ เมื่อปี 2002 และมีบันทึกการบินอยู่ที่ 53,465.21 ชั่วโมงรวมจำนวนรอบบินที่ 7525 รอบ

เครื่องบินของทางสายการบินฯ ทุกลำได้มีการติดตั้งระบบสื่อสารระหว่างเครื่องบินและสถานีภาคพื้นดิน Aircraft Communications Addressing and Reporting System (ACARS)ซึ่งจะทำการส่งข้อมูลโดยอัตโนมัติ อย่างไรก็ดี เราไม่ได้รับข้อมูลการแจ้งใดๆ จากตัวเครื่อง

ขณะนี้ทางสายการบินฯ มีภารกิจสำคัญในการดูแลครอบครัวผู้โดยสาร โดยมีกลุ่มจาก Mercy Malaysia , กลุ่มสมาชิก Tzu Chi และอื่นๆ
เข้ามาให้บริการช่วยเหลือทางด้านจิตใจแก่ครอบครัวผู้โดยสารและลูกเรือ

หน่วยงานจากรัฐบาลจีนได้ประสานงานกับสายการบินมาเลเซีย โดยส่งตัวแทนจากสถานฑูตจีนเข้าประจำที่ศูนย์ปฏิบัติการณ์ฉุกเฉิน และช่วยเหลือครอบครัวผู้โดยสารในกัวลาลัมเปอร์

ที่กรุงปักกิ่ง นายกรัฐมนตรีจีนได้แต่งตั้งตัวแทนพิเศษ ชื่อคุณ Tan Sri Ong Ka Ting ซึ่งจะเข้ามาช่วยประสานงานกับทางสายการบินฯ ด้วย

ทางสายการบินฯ ขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งกับครอบครัวผู้โดยสาร และเราจะทำทุกๆ อย่างที่สามารถทำได้ ในขณะนี้

ทั้งอำนวยความสะดวก และการเยียวยาทางด้านจิตใจกับทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ เราเข้าใจในความกังวลของครอบครัวที่รอคอยข่าวของบุคคลอันเป็นที่รัก

ถึงครอบครัวลูกเรือทั้งหมดบน MH370 พวกเขาเปรียบเสมือนครอบครัวของทางสายการบินฯ ด้วยเช่นกันซึ่งเราเองก็รู้สึกเจ็บปวดและวิตกกังวลต่อเหตุการณ์เลวร้ายนี้เช่นกัน

สายการบินฯ ขอเน้นย้ำว่าได้นำเสนอข้อมูลต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับไฟล์ท MH370 ด้วยความโปร่งใสผ่านสื่อต่างๆ .

Tuesday, March 04, 2014

โรงหนังในจังหวัดระนอง

เข้ามาบันทึกเรื่องของโรงหนังในจังหวัดระนอง ซึ่งปัจจุบันนี้เข้าใจว่าที่ตัวเมืองระนองไม่มีโรงหนังแม้แต่โรงเดียวทั้งๆที่ในอดีตเคยเฟื่องฟูมีโรงหนังในช่วงเวลาเดียวกันอยู่ถึงสี่โรง

โรงภาพยนต์สวัสดิ์ เห็นตั้งแต่เกิดจนเมื่อย้ายไปอยู่บ้านหลังอื่นเมื่อปี 2524 ก็ยังมีโรงหนังฉายอยู่ แต่หลังจากนั้นอีกหลายปีก็เลิกกิจการ ขายต่อให้ร้านอุ้ยกวง ทิ้งร้างไว้พักใหญ่แล้วกลายเป็นร้านขายของพวกเสื้อผ้ากางเกงวอร์มก่อนจะรื้อทิ้ง  เมื่อรื้อทิ้งไปบ้านเช่าหลังโรงหนังยังอยู่จนเมื่อประมาณ 2-3 ปีที่ผ่านมาก็รื้อออกด้วย

โรงภาพยนต์สักรินทร์รามา เห็นมาตั้งแต่เด็กเช่นกัน เป็นโรงหนังคู่กันมากับโรงหนังสวัสดิ์ อยู่ห่างกันแค่ร้อยเมตร ภายหลังเลิกกิจการไปแล้วกลายเป็นลานขายเสื้อผ้าเช่นกัน

โรงภาพยนต์พูนผล เป็นอีกโรงที่เก่าแก่มีมานาน ตั้งอยู่บนถนนท่าเมือง ภายหลังเลิกกิจการไปกลายเป็นร้านขายของเล่น

โรงภาพยนต์พฤตินันท์ เป็นโรงหนังที่ทันสมัยมากๆในยุคที่สร้างขึ้น เป็นตัวตึกโรงหนังที่มีขนาดใหญ่โอ่โถง มีลานจอดรถชั้นใต้ดิน รู้สึกใกล้ชิดกับโรงนี้เพราะมีบ้านเพื่อนแม่เดิมชื่อ พิทักษ์ค้าไม้ตั้งอยู่ข้างๆโรง เมื่อก่อนต้องไปบ้านนี้เป็นประจำ  และโรงพฤตินันท์เป็นโรงที่ใช้คนของโรงหนังสวัสดิ์ไปดูแลในช่วงต้น

โรงหนังสวัสดิ์เป็นโรงหนังใหญ่ มีสองชั้น ชั้นบนสามารถขึ้นบันไดจากหน้าโรงได้เลย จึงต้องมีคนเฝ้าประตูสองคน มองจากด้านหน้าจะมีป้ายชื่อหนังที่กำลังฉายวันนี้ติดเป็นตัวอักษรแขวนกับป้ายขาวอยู่สูงขึ้นไป  ส่วนป้ายโฆษณาหนังจะมีสองป้ายด้านซ้ายและขวา เป็นภาพเขียนขนาดใหญ่ถ่ายแบบจากโปสเตอร์ เมื่อหันหน้าเข้าโรงหนังด้ายซ้ายจะเป็นร้านกาแฟของโกอุ้ย ขวามือจะเป็นร้านขายข้าวต้มของโกฮวดที่ขายเฉพาะช่วงกลางคืน

ร้านโกอุ้ยจะเป็นที่พึ่งพาตลอดเวลาเพราะเป็นร้ากาแฟ ขายเหล้าและบุหรี่ด้วย จำได้ว่าลุงเคยบอกให้ไปซื้อเหล้าทีละ 1 กั๊ก แล้วก็ใส่ถุงมา บ้านนี้เป็นบ้านเก่า คลับคล้ายคลับคลาว่าในบ้านจะมีบ่อน้ำบาดาลด้วย ความจริงสนิทกับบ้านนี้เพราะเป็นเพื่อนบ้านและลูกสาวเรียนอยู่ชั้นเดียวกันเป็นเพื่อนกันตั้งแต่เด็ก อีกเรื่องที่จำได้คือหลังบ้านจะมีวงไพ่นกกระจอก ตั้งวงกันสนุกสนาน แปลกใจตัวเองที่เล่นไพ่นี้ไม่เป็นเพราะย่านนั้นมีวงไพ่เยอะมาก เด็กทุกคนเล่นไพ่เป็นแบบชำนาญกรีดไพ่กันสนุก  คิดว่าตัวเองคงเห็นไพ่นกกระจอกเป็นไพ่คนแก่ก็เลยไม่เคยสนใจวิธีเล่นเลย

บ้านโกฮวดจะเป็นอีกแบบ บ้านนี้เป็นร้านทำอาหารขายช่วงกลางคืน กลางวันจึงเป็นช่วงพักผ่อนของโกฮวด ปกติจะเห็นแกช่วงบ่ายทำกับข้าวมากมายหลายอย่าง จะมีกะละมังใหญ่มากต้มจับฉ่ายน่ากินมาก  แต่ของกินที่ชอบที่สุดคือหมูแดง บ้านนี้เป็นเพื่อนบ้านที่สนิทเช่นกันเพราะมีลูกหลานเยอะ ทั้งหญิงและชาย ลูกสาวคนเล็กบ้านนี้สวยมาก เป็นที่โปรดปรานของพี่ๆอย่างเรา  เข้าไปขลุกในบ้านนี้บ่อย สมัยนั้นเล่นฟันดาบแบบนิยายกำลังภายในกันทีเดียว เพราะดูหนังกันตลอดเวลา มารู้สึกเอาตอนโตว่าบ้านนี้ก็เป็นที่สอนทำกับข้าวชั้นดี  เห็นวิธีการเตรียมอาหารก็ที่นี่ วิธีการเฝาขาหมูด้วยเครื่องพ่นไฟแก๊สขนาดเล็ก

ลานหน้าโรงจะมีแผงกระจกตั้งขึ้นสองข้างหันเข้าหากัน ด้านล่างโล่งเดินลอดไปได้  เป็นแผงติดโปสเตอร์แนะนำโปรแกรมหนังสมัยก่อนจะมีคนมาตั้งแผงขายของพวกแหวน กำไลเป็นเพชรทองคริสตัลระยิบระยับ รู้สึกจะเป็นแขก ที่ขายตั๋วอยู่ทางขวามือ  ประตูอยู่ตรงกลางเปิดเป็นบานเฟี้ยมได้เวลาที่หนังเลิกคนจะได้ออกมาง่ายๆ ถัดจากประตูไปทางซ้ายจะมีเก้าอี้ติดผนังเป็นม้านั่ง ถัดไปก็เป็นบันไดขึ้นชั้นสองเป็นบันได้สีดำ ถัดจากบันไดก็เป็นทางเดินด้านข้าง มีประตูอีกสองบานที่เปิดให้คนดูออกมาเมื่อหนังเลิก ถัดจากประตูจะเป็นสโลปลาดชันลงไปที่หลังโรงหนัง เป็นที่เล่นสเก๊ตผาดโผนของเด็กๆในยุคนั้น ซ้ายมือของสโลปเป็นเนินดินรกร้าง กลับมาที่หน้าโรงหนังถ้าเดินไปทางขวาก็มีทางเดินลงไปหลังโรงหนังเหมือนกัน จะไปทะลุที่ห้องวาดป้ายหนัง จะมีป้ายขนาดใหญ่ที่กำลังวาดอยู่วางไว้ (คนวาดชื่อโกเกื้อ เป็นคนวาดรูปสวยโดยไม่ได้ไปเรียนจากโรงเรียนศิลปะที่ไหน ภายหลังได้ย้ายไปทำงานโรงหนังสักรินทร์ แล้วต่อไปก็ได้ไปเปิดร้านที่หาดใหญ่และได้วาดภาพพุทธประวัติเป็นภาพติดผนังภายในโบสถ์ที่วัดหูแร่สวยงามมาก)

ภายในโรงหนังเมื่อเดินเข้าไปจะชนกับผ้าม่านสีแดงหนาและหนักมาก ตอนเด็กๆเคยเล่นม้วนตัวให้ผ้าห่อตัวจนมิด แล้ววิ่งม้วนตัวไปอีกด้านให้ผ้าคลายออก ไม่รู้สนุกยังไงเหมือนกัน  เมื่อเดินเข้าไปจะมีห้องน้ำอยู่ทางซ้ายมือ มีแอ่งปูนสี่เหลี่ยมติดกระเบื้องเป็นที่เก็บน้ำ ไม่แน่ใจเรื่องจำนวนที่นั่งของที่นี่ แต่เข้าใจว่าจุได้หลายร้อยคน แถวที่นั่งจะเป็นเก้าอี้ไม้ติดกันเป็นพืดยาวสีดำ พนักจะพับอยู่ เมื่อนั่งลงก็จับพับลงมานั่ง ลุกขึ้นยืนเก้าอี้ก็จะดีดตัวกลับ เก้าอี้มีหลายแถวเข้าใจว่าตั้งแต่ ก-ฮ  แยกส่วนเป็นซ้ายขวาและมีแถวว่างแบ่งตอนอยู่ตรงกลางโรง เวทีใหญ่มาก ดนตรีลูกทุ่งขึ้นไปเล่นได้เต็มวง จอฉายยาวมากๆเข้าใจว่าเป็นจอฉาย 70 มม. หลังจอจะเป็นที่โล่งมีหลังคาคลุมแล้วจะมีบันไดลงไปที่บริเวณหลังโรงหนังได้ บริเวณด้านหลังจอเวลามีวงดนตรีลูกทุ่งมาเล่นจะแออัดมาก

ชั้นบนเมื่อเดินขึ้นไปเลี้ยวขวาจะมีแถวเก้าอี้นั่งเรียงรายน่าจะประมาณสิบกว่าแถว เดินขึ้นไปที่ขั้นบนสุดจะเดินไปที่บริเวณคุมเครื่องฉาย โดยห้องแรกที่เจอจะเป็นห้องนักพากษ์ มีนักพากษ์สองคนชายหญิงพากษ์คู่กัน ที่ค่อนข้างสนิทคือคู่ของ จักรพันธ์-ลือลักษณ์ จะได้เข้าไปนั่งฟังเขาพากษ์อยู่ในห้องทีเดียว ห้องถัดไปจะเป็นตัวเครื่องฉาย มีพี่คุมเครื่องอยู่คนหนึ่งคอยฉายหนัง เมื่อก่อนเป็นใครก็จำไม่ได้ แต่ช่วงที่อายุราวสิบขวบจะเป็นพี่บ้านใกล้กันชื่อพี่หร่อง

ส่วนตัวมีความผูกพันกับโรงหนังสวัสดิ์มากๆเพราะเป็นเด็กที่มีบ้านอยู่หลังโรงหนัง ซืึ่งจะมีสิทธิ์พิเศษคือได้ดูหนังฟรี ดูมาตั้งแต่เล็กจนโต แม่เล่าให้ฟังว่า เวลาโรงเรียนเลิกบ่ายสามโมงแทนที่จะเดินเข้าบ้าน กลับสวัสดีคุณแม่หนึ่งครั้ง วางกระเป๋าเข้าไปในบ้านแล้ววิ่งไปดูหนัง ซึ่งตอนนั้นหนังจะฉายไปได้สักพัก(หนังฉายตอนบ่ายสองโมง) จะไม่ได้ดูหนังช่วงแรก  ก็จะไปดูรอบค่ำแทนช่วงหนึ่งทุ่ม สรุปว่าได้ดูหนังจบเรื่องในวันเดียวกันแต่ดูตอนกลางจนจบเรื่องก่อน

ที่โรงหนังสวัสดิ์จะมีวงดนตรีลูกทุ่งมาเล่นเรื่อยๆ คงมีวงดังๆมากันหลายวง แต่ไม่รู้จักเลย เพราะไม่ชอบฟังเพลงลูกทุ่ง และบางวงการแสดงก็ไม่เหมาะสมที่เด็กจะดู ที่บ้านจะมีนักร้องแวะเวียนเข้ามาหลายคนเพราะจะมาขอเข้าห้องน้ำที่บ้าน เคยมีรูปผ่องศรี วรนุชถ่ายรูปที่หน้าบ้านตอนที่มาเปิดการแสดง

การเขียนป้ายหนังเป็นเรื่องสนุกไม่แพ้กัน ความที่สนิทกับพี่ที่เขียนป้ายก็จะไปนั่งดูพี่เขาเขียนรูปทีละนานๆ เห็นว่าเขาจะตีตารางบนโปสเตอร์ แล้วขยายสเกลไปตีตารางบนแผ่นป้าย ป้ายขนาดใหญ่มากเพราะต้องติดที่หน้าโรงจะได้เห็นแต่ไกล พี่เขาจะต้องนั่งร้านวาดรูป แต่ละป้ายที่ใช้เสร็จไม่ได้ทิ้ง แต่จะมีการทาสีทับแล้วเขียนรูปหนังเรื่องต่อไป โรงที่พี่เขาวาดรูปจะมีแผ่นป้ายวางผิงผนังซ้อนๆกัน  เมื่อวาดรูปเสร็จจะมีอีกงานที่พี่เขาต้องทำคือการขับรถแห่ เป็นรถโฆษณาโปรแกรมหนังที่เอาป้ายมาติดกับรถกระบะ เมื่อก่อนก็เป็นกระบะแบบรถนั่งของทางฝั่งอันดามันที่เป็นรถไม้ ระยะหลังเปลี่ยนเป็นรถกระบะธรรมดา



ขอเอาข้อมูลที่พูดถึงโรงหนังมาแปะ  จะได้พอจำวันเวลาได้บ้างว่ามีอะไรตอนไหนค่ะ
http://news.sanook.com/economic/4/economic_265303.php

" ''คมน์ ''ฉวยบิ๊กค้าปลีกบุกระนอง+ เปลี่ยนโฉมโรงหนังพฤตินันท์ดักลูกค้า ก่อนขาใหญ่เมเจอร์ยึด

โดย ฐานเศรษฐกิจ วัน พฤหัสบดี ที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2551 04:47 น.
ระนองระอุ คมน์ อรรฆเดช สบช่องหลังยักษ์ค้าปลีกข้ามชาติพาเหรดยึดระนอง เล็งซื้อที่เตรียมผุดโรงหนัง
ค่ายโคลีเซี่ยมฟิล์ม ด้านห้างเดอะฟอร์ทระนอง จัดทัพใหญ่ ซื้อที่ดินผุดโรงหนัง ดึงเมเจอร์เข้าร่วมทุน
นายกิตติวุฒิ ฝอยทอง เจ้าของกิจการก่อสร้างและผู้รับเหมาในเขตพื้นที่จังหวัดระนอง เปิดเผยกับ 
ฐานเศรษฐกิจว่า ตนได้รับการติดต่อจากคม อัครเดช เจ้าของค่ายหนังโคลีเซี่ยมฟิล์มให้หาที่ดิน
ในเขตพื้นที่เมืองระนอง หรือใกล้เคียงจำนวนไม่ต่ำกว่า 2 ไร่ เพื่อก่อสร้างโรงหนังมาตรฐานขนาดไม่เกิน 
100 ที่นั่ง

ปัจจุบันค่ายหนังโคลีเซียมฟิล์มของคุณคมน์ อรรฆเดช ได้เข้ามาเช่าโรงหนังพฤตินันท์ ซึ่งเป็นโรงหนัง
เก่าแก่ที่เหลืออยู่โรงเดียวในจังหวัดระนองมานาน แต่ด้วยสภาพความทรุดโทรม และระบบเสียงที่ล้าสมัย
ทำให้ไม่ได้รับความนิยม จึงทำให้ทางคุณคมน์ไม่ต้องการที่จะเช่าโรงหนังดังกล่าวอีกต่อไป

ประกอบกับขณะนี้ระนองกำลังจะเปลี่ยนโฉมหน้าครั้งใหญ่หลังจากที่มีห้างสรรพสินค้ายักษ์ใหญ่
อย่างเทสโก้ โลตัสเตรียมจะเปิดสาขาระนองในเดือน พ.ค.นี้ ซึ่งคาดว่าจะทำให้ผู้คนจากตัวเมืองรอบนอก
เดินทางเข้ามายังตัวเมืองชั้นในมากขึ้น จึงเป็นช่องว่างที่จะทำให้สามารถขยายกิจการใหม่ๆ 
อาทิโรงหนัง หรือร้านอาหารชื่อดังได้ จึงทำให้เกิดความเคลื่อนไหวของผู้ประกอบการและนักลงทุน
จากส่วนกลางเดินทางเข้ามาดูลู่ทางการลงทุนในระนองเป็นจำนวนมาก

นายกิตติวุฒิกล่าวต่อว่าขณะนี้ราคาที่ดินบริเวณย่านใจกลางเมืองระนองแพงมากถึงไร่ละ 32 ล้านบาท 
คงจะต้องหาที่ดินบริเวณใกล้เคียงห่างจากตัวเมืองไม่มาก แต่สามารถเดินทางได้อย่างสะดวก 
ซึ่งขณะนี้ตนกำลังเข้าไปเจรจาติดต่ออยู่ 1-2 แปลงแต่ยังไม่ได้มีการตกลงซื้อขาย ต้องรอให้ทางนายคมน์ 
เดินทางลงมาดูอีกครั้ง

ด้านนายนิสิต ญาณสังวรณ์ ผู้จัดการห้างสรรพสินค้าเดอะฟอร์ทระนอง กล่าวว่า การขยายสาขาเข้ามา
ของห้างค้าปลีกข้ามชาติ ทำให้ห้างสรรพสินค้าเดอะฟอร์ทจำเป็นจะต้องปรับปรุงครั้งใหญ่ ทั้งตัวสินค้า 
การจัดวางสินค้า รวมถึงสิ่งใหม่ๆ ที่จะเพิ่มเข้ามาเป็นตัวดึงดูดลูกค้า ซึ่งล่าสุดทางผู้บริหารได้ซื้อห้องแถว
เพิ่มอีก 2 ห้องซึ่งเป็นห้องแถวที่อยู่ติดกับห้างเดิมเพื่อที่จะก่อสร้างโรงหนังขนาดมินิ 50 ที่นั่ง 
จำนวน 2 โรง เพื่อที่จะดึงทางเมเจอร์เข้ามาร่วมทุน

ปัจจุบันระนองยังมีช่องว่างในส่วนนี้ เนื่องจากไม่มีโรงหนังมาตรฐาน โรงหนังที่มีก็อยู่ในสภาพเก่า 
และทรุดโทรมมากโดยขณะนี้ทางผู้บริหารของเรากำลังเจรจากับกลุ่มเมเจอร์ของตระกูลพูลวรลักษณ์ 
เพื่อให้เข้ามาร่วมทุนกับเราเปิดโรงหนังในเครือเมเจอร์ที่จังหวัดระนองซึ่งผมมั่นใจว่าจะได้รับการตอบรับ
เป็นอย่างดีแน่นอน

นางสุดาพร ยอดพินิจ ประธานหอการค้าจังหวัดระนอง กล่าวว่าว่า โฉมหน้าการค้าเมืองระนองกำลัง
จะเกิดการเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่ หลังกลุ่มทุนค้าปลีก ค้าส่งข้ามชาติ ทั้งเทสโก้ โลตัส และ แม็คโคร 
เตรียมที่จะขยายฐานธุรกิจเข้ามาเปิดสาขาใหม่ที่ระนอง ส่วนอีกสองรายที่กำลังดำเนินการที่จะขยาย
สาขาเข้ามาในเขตพื้นที่จังหวัดระนองคือแม็คโคร กับบิ๊กซี ผลจากที่ยักษ์ค้าปลีกข้ามชาติขยายสาขา
เข้ามาในพื้นที่ จะสามารถดึงดูดนักลงทุนให้ขยายฐานธุรกิจตามเข้ามาอีกเป็นจำนวนมาก 
ดังนั้นในช่วง 1-2 ปีนี้ คนระนองจะได้สัมผัสกับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอีกหลายด้าน

ตั้งแต่กลางปีนี้เป็นต้นไปการค้าในเขตพื้นที่ระนอง และชายแดนด้านจังหวัดระนอง-เกาะสองจะเปลี่ยน
โฉมหน้าไปโดยสิ้นเชิง กลุ่มพ่อค้าที่เคยผูกขาดการค้าชายแดน ก็จะมีคู่แข้งขันเพิ่มมากขึ้น 
อีกทั้งจะทำให้เกิดการข้ามฟากเข้ามาของประชาชนชาวพม่าซึ่งน่าจะส่งผลให้บรรยากาศการค้าขาย
คึกคักมากขึ้น นางสุดาพร กล่าวปิดท้าย"

===============================
ส่วนนี่เป็นประวัติของขุนสวัสดิ์ภักดี เจ้าของโรงภาพยนตร์สวัสดิ์ค่ะ

https://sites.google.com/site/khoonswatpakdi/

"ประวัติขุนสวัสดิ์ภักดี

ขุนสวัสดิ์ภักดี  นามเดิม ขอโผโล่ย เกิดเมื่อวันที่  7  กันยายน  พ.ศ. 2443  ณ  เกาะคนที  
ตำบลปากน้ำ  อำเภอเมือง จังหวัดระนอง เป็นบุตรนายเตี๋ย แซ่ขอ กับนางสุมะ  
มีพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน 4  คน  คือ
                                1.  นางจันทรา (เจี้ยนซา)     เชาวนจินดา  (มรณะ พ.ศ. 2512)  
                                2.  นายจิ้นฮ้อง   แซ่ขอ  (มรณะ พ.ศ. 2521)  
                                3. นายขอโผโล่ย (ขุนสวัสดิ์ภักดี)
                                4. นางโฉ่ย     แซ่ขอ  (มรณะ พ.ศ. 2496)                     
ในวัยเด็กบิดาของขุนสวัสดิ์ภักดีได้จ้างซินแสมาสอนลูก ๆ ที่บ้าน แต่ขุนสวัสดิ์ภักดีมักขออนุญาต
ซินแสไปทำงานเบ็ดเตล็ดแทน เพราะขุนสวัสดิ์ภักดีสนใจในด้านอุตสาหกรรม และการค้ามากกว่า
การนั่งเรียน
                โรงเลื่อยไม้เล็ก ๆ ที่บิดาของขุนสวัสดิ์ภักดีเป็นผู้ก่อตั้งขึ้น  ขุนสวัสดิ์ภักดีได้ใช้แรงกาย 
และสติปัญญาบวกกับความอุตสาหะวิริยะอันเป็นอุปนิสัยของขุนสวัสดิ์ภักดี สร้างตนเองจากธุรกิจเล็ก ๆ 
ขึ้นมา จนเป็นนักธุรกิจสำคัญผู้หนึ่งของจังหวัดระนอง
                ขุนสวัสดิ์ภักดีได้แต่งงานกับนางกิมเหลียง  เมื่อปี 2463 หลังจากนางกิมเหลียงได้
เสียชีวิตลงเมื่อ พ.ศ. 2482 และได้ทิ้งบุตรธิดาไว้ 5 คน  คนสุดท้องอายุได้ขวบเศษ ๆ    
จึงได้สมรสใหม่กับนางสาวฮัยซิน  เฮมบรี  ในปี พ.ศ. 2484  ขุนสวัสดิ์ภักดีมีบุตรธิดารวม 11 คน  คือ

                                1.  นางเพ็ญศรี                       หงษ์หยก
                                2.  นางเพลินพิศ                    พงษ์เพชร
                                3.  นายกิติรัตน์                       สวัสดิ์ภักดี
                                4.  นางสาวแจ่มใส                 สวัสดิ์ภักดี
                                5.  นางจิตต์มาลัย                    เดชา
                                6.  นายกิตติศักดิ์                     สวัสดิ์ภักดี  (เสียชีวิต)
                                7.  นายจรกิตติรักษ์                 สวัสดิ์ภักดี
                                8.  นางสาวมาริษา                   สวัสดิ์ภักดี
                                9.  นางสุมนา                           อรุณกิจ
                                10.  นางสาวไข่มุก                  สวัสดิ์ภักดี
                                11.  นางสาวจิตมาลี                สวัสดิ์ภักดี

ขุนสวัสดิ์ภักดีเป็นคนรูปร่างสูงใหญ่  มีสง่า  สุขภาพสมบูรณ์  อุปนิสัยเป็นคนพูดน้อย  สุขุม  
สุภาพ  ขยันขันแข็ง ทำงานสม่ำเสมอ  ไม่ถือตัว  ชอบความสะอาด และมีระเบียบ  
ใจคอโอบอ้อมอารีต่อคนทั่วไป  เห็นอกเห็นใจผู้อื่น  และมักจะช่วยเหลือทุกคนเมื่อมีโอกาส  
แม้โดยส่วนตัวจะสนใจในงานอาชีพมากกว่าการศึกษา  แต่ก็ได้พยายามส่งเสริมการศึกษาแก่
บุตรธิดาทุกคนเท่าที่จะสามารถ และยังได้สนับสนุนการศึกษาของตำบลปากน้ำ  
ขุนสวัสดิ์ภักดีป็นหัวเรี่ยวหัวแรงช่วยสร้างโรงเรียนหลังแรกที่ปากน้ำระนอง เนื่องจากเงิน
งบประมาณมีไม่พอ ขุนสวัสดิ์ภักดีจึงรับทำการก่อสร้างให้  โดยใช้เงินส่วนตัวจ้างช่างไม้ชาวจีน
สร้างจนสำเร็จ   เปิดใช้เป็นสถานที่เรียนได้ และได้รับเกียรติเป็นประธานของโรงเรียนนี้ด้วย

นอกจากนี้ยังได้ช่วยเหลือบาทหลวงที่เข้าไปทำการสอน และอบรมเด็กที่ระนอง 
ขุนสวัสดิ์ภักดีสนใจ และให้การต้อนรับอย่างดี  พร้อมทั้งสนับสนุนเมื่อบาทหลวงเสนอความคิด
ที่จะก่อตั้งโรงเรียนก็ดี  การสร้างวัดพระหฤทัยพระเยซูเจ้าก็ดี  ขุนสวัสดิ์ภักดีความร่วมมือ   
และช่วยเหลืออย่างดี    ดังที่ชาวระนองได้เห็น “โรงเรียนศรีอรุโณทัย”   ซึ่งตั้งอยู่ถนนท่าเมือง 
ปรากฎ ตราบจนปัจจุบันนี้


                                           

ขุนสวัสดิ์ภักดีได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็น      “ขุนสวัสดิ์ภักดี”    จากพระบาทสมเด็จ
พระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 7)  เมื่อครั้งพระองค์ท่านเสด็จประพาสจังหวัดระนอง  
ขุนสวัสดิ์ภักดีได้แสดงความจงรักภักดีต่อองค์พระมหากษัตริย์  โดยจัดถ้วยแก้วแทนตะเกียง
จุดตั้งเรียงรายไปตลอดทั้งสองฝั่งแม่น้ำตั้งแต่ปากน้ำจนถึงท่าด่าน  ซึ่งนับเป็นระยะทางประมาณ 
3 กิโลเมตร
ขุนสวัสดิ์ภักดีได้ประสบความสำเร็จจากการเป็นผู้ริเริ่มในหลายกิจการของจังหวัดระนอง  เช่น  
ได้สร้างโรงภาพยนต์ ซึ่งตั้งอยู่ที่ถนนเรืองราษฎร์ขึ้นเป็นแห่งแรกในจังหวัด  ให้ชื่อว่า 
“สวัสดิ์ภาพยนต์”  ขุนสวัสดิ์ภักดียังเป็นตัวแทนจำหน่ายบริษัทน้ำมันตราหอย 
(ซึ่งปัจจุบันคือ บริษัทเชลล์)  ขุนสวัสดิ์ภักดีได้ดำเนินกิจการมากว่า 40 ปี  สมัยที่ต้องอาศัย
แรงคนไปตวงน้ำมันเติมรถยนต์
ขุนสวัสดิ์ภักดีเป็นคนแรกที่ตั้งโรงงานล้างแร่ดีบุก และวุลเฟรมขึ้น    โดยรับล้างแร่ของ
บริษัทไซมิสทินฯ  ระนอง และบริษัทไซมิสทินฯ ตะกั่วป่า ขุนสวัสดิ์ภักดียังได้เป็นผู้ส่งไม้ฟืน
ให้แก่โรงไฟฟ้าบริษัทไซมิสทิน  ซึ่งมีเรือขุดแร่อยู่ถึง   7 ลำ     สมัยนั้นขุนสวัสดิ์ภักดี    
และเพื่อน ๆ ต้องใช้ม้า (ขี่โดยไม่มีอาน) เป็นพาหนะจากตลาดระนองไปที่ตำบลบางริ้น หงาว 
และท่าฉาง  เป็นระยะทางถึง 16  กิโลเมตร
ทางด้านการกุศล    ขุนสวัสดิ์ภักดีมักจะช่วยบริจาคทั้งทุนทรัพย์    และวัสดุ      
ทางด้านศาสนา ขุนสวัสดิ์ภักดีช่วยสร้างสะพานให้กับวัดอุปนันทาราม  เนื่องจากพระภิกษุ
ต้องเดินท่องน้ำข้ามสายน้ำ  นอกจากนี้ยังได้ช่วยวัดวาอารามต่างๆ  ที่ไปขอความช่วยเหลือ
เสมอ ๆ ทางด้านราชการ  ในด้านกิจกรรมส่วนรวม และส่วนตัว  ขุนสวัสดิ์ภักดีได้ยกที่ดินให้
แก่สถานีตำรวจที่ปากน้ำ  ได้ซื้อตัวบ้าน และก่อสร้างบ้านพักให้แก่ข้าราชการตำรวจ  
ช่วยสร้างสถานีตำรวจระนอง  เนื่องจากถูกระเบิดระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2  ได้สร้างบ่อน้ำ 
สะพาน ทำทางเดินให้ความสะดวกแก่ประชาชนในบริเวณบ้านปากน้ำ บ่อน้ำที่ใช้อยู่ใน
โรงเลื่อยของท่าน  นอกจากใช้ในกิจการของโรงงานแล้ว ยังให้ประชาชนตำบลปากน้ำ
ได้ใช้ดื่มทั่วกัน  ในขณะที่บ่อน้ำอื่น ๆ แห้งหมดในฤดูแล้ง  กับยังได้ให้หีบศพ โดยไม่คิดมูลค่า
แก่บุคคลที่ต้องการเป็นประจำ
ชีวิตลำเค็ญของขุนสวัสดิ์ภักดีระยะหนึ่งที่น่าจะนำมาเล่าสู่กันฟังคือ ใน พ.ศ. 2484  
หลังจากญี่ปุ่นเข้ายึดสถานีตำรวจระนองแล้ว ชนต่างชาติที่ทำงานอยู่กับบริษัทไซมิสทินฯ 
กลัวจะถูกจับ ได้พากันหลบหนีออกนอกประเทศไปหมด       และได้มอบงานให้ขุนสวัสดิ์ภักดี
เป็นผู้ดำเนินงานแทน  ขุนสวัสดิ์ภักดีก็รับบริหารกิจการไปด้วยดี จนรัฐบาลยื่นมือเข้ามา
ขุนสวัสดิ์ภักดีก็มอบงานให้ อยู่ต่อมาบ้านปากน้ำกลายเป็นจุดยุทธศาสตร์  ขุนสวัสดิ์ภักดีจึงนำ
ครอบครัวไปพักกับญาติพี่น้องที่เกาะคนทีชั่วคราว  แล้วย้ายต่อไปอยู่ที่ถนนดีบุก จังหวัดภูเก็ต  
หลังจากนั้นก็ได้ไปพักที่เหมืองเจ้าฟ้าของหลวงอนุภาษภูเก็ตการ ทั้งคุณหลวง คุณนาย
ได้ให้ความเอื้อเฟื้อเป็นอย่างดียิ่ง  ครั้นขุนสวัสดิ์ภักดีทราบว่าทางทหารญี่ปุ่นมีความประสงค์
จะมาจับตัว  ขุนสวัสดิ์ภักดีจึงเข้ามอบตัวกับทางเจ้าหน้าที่ไทย จนกระทั่งทางญี่ปุ่นขอนำตัวไป
สอบสวน แต่เจ้าหน้าที่ไทยยังไม่ยอมมอบตัวให้  ในที่สุดมีคำสั่งจากทางกรุงเทพฯ ให้มอบตัว
ขุนสวัสดิ์ภักดีไปกับญี่ปุ่น  เพราะขณะนั้นไทยได้เซ็นสัญญาเป็นพันธมิตร กับญี่ปุ่นแล้ว 
ขุนสวัสดิ์ภักดีถูกสอบสวนอย่างหนักตามวิธีการของญี่ปุ่นในสมัยนั้น  ผู้ที่ถูกจับไปคราวเดียวกันนี้
มีจำนวน 57 คน  แต่มีเพียง 3 คนเท่านั้นที่มีชีวิตรอดกลับมาได้  ขุนสวัสดิ์ภักดีอยู่ในความควบคุม
ของทหารญี่ปุ่นเป็นเวลานานถึง 9 เดือน
อาศัยที่ขุนสวัสดิ์ภักดีมั่นใจในความบริสุทธิ์ของตน  ที่สุดญี่ปุ่นแพ้สงครามท่านก็ได้รับการ
ปลดปล่อยกลับเป็นอิสระอีกครั้งหนึ่ง       ในครั้งนั้นกิจการได้รับความเสียหายเป็นส่วนมาก       
แต่ขุนสวัสดิ์ภักดีมีมานะอดทนก่อสร้างตนเองขึ้นมาใหม่โดยไม่ย่อท้อ ขุนสวัสดิ์ภักดีเคยเรียกร้อง
ค่าเสียหายในสงคราม แต่ไม่ได้รับเลย
ต่อจากนั้น ขุนสวัสดิ์ภักดีกลับมาอยู่บ้านเดิมที่ปากน้ำอีกหลายปี      ได้ไปอยู่เหมืองพรรั้ง
ชั่วระยะหนึ่ง       จึงมาอยู่บ้านซึ่งปัจจุบันเป็นที่ตั้งโรงเรียนศรีอรุโณทัยไปแล้ว  
หลังจากนั้นก็ย้ายไปอยู่หลังปั๊มเชลล์ในตลาดระนองใน พ.ศ. 2512 และอยู่ที่นั่นเป็นต้นมา
ขุนสวัสดิ์ภักดีเริ่มป่วยโรคตับ  เมื่อ 15 กันยายน 2514  ได้เข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาล
รามาธิบดีอยู่ประมาณ 2 เดือน จากนั้นได้ไปพักรักษาตัวอยู่ที่บ้านเซนต์หลุยส์     
ตลอดเวลาที่ป่วย ขุนสวัสดิ์ภักดีก็ยังสามารถบริหารงาน       คอยรับฟังรายงาน       
และสั่งงานด้วยตนเองเช่นปรกติ  ขุนสวัสดิ์ภักดีมีความอดทน  ยอมรับความเจ็บป่วย 
จนวาระสุดท้าย  ขุนสวัสดิ์ภักดีได้สิ้นใจอย่างสงบ ที่บ้าน 3/1 เซนต์หลุยส์ 2  
ถนนสาธรใต้  ยานนาวา  กรุงเทพฯ  ในวันอังคารที่ 23 พฤศจิกายน 2515 เวลา    14.00 น."





สารคดีที่น่าดู

ความต่อเนื่องของสารดคีที่ดู บางครั้งมันก็ต่อเนื่องกันมาค่ะ  เช่น


 Landscape with the Fall of Icarus, Royal Museums of Fine Arts of Belgium, now seen as a good early copy of Bruegel's original




(http://en.wikipedia.org/wiki/Landscape_with_the_Fall_of_Icarus)



ในขณะที่กำลังดูสารคดี  The High Art Of The Low Countries BBC Documentary Episode 2 Of 3 ซึ่งเป็นสารคดีเกี่ยวกับงานศิลป์ในประเทศต่ำ (เบลเยี่ยม เนเธอร์แลนด์) มีงานชิ้นหนึ่งพูดถึงงานที่แสดงในเบลเยี่ยมเป็นภาพการตกลงมาของอิคารัส    http://www.youtube.com/watch?v=WnQVlw9MulY   

ต้องเล่าเรื่องว่า อิคารัส (Icarus)เป็นเด็กที่อยู่กับพ่อที่ชื่อ Daedarus บนเกาะครีตซึ่งเป็นบริเวณที่เขาถูกคุมขัง ด้วยความพยายามที่จะหนีออกจากเกาะ  พ่อเขาก็ได้ทำปีกขนาดใหญ่ที่สามารถรับน้ำหนักคนได้ ทั้งสองคนก็บินออกจากเกาะไปได้  แต่เนื่องจากปีกนั้นถูกเชื่อมต่อด้วยขี้ผึ้ง ถ้าถูกความร้อนมากๆจะละลาย  พ่อก็เตือนไม่ให้อิคารัสบินสูงเกินไป อิคารัสไม่เชื่อ เมื่อบินสูงมากถูกแสงอาทิตย์ละลายขี้ผึ้งจนปีกหลุด อิคารัสก็จึงตกลงในทะเล  และก็มีทะเลที่มีชื่อเหมือนอิคารัสด้วยคือ Icarian sea เรื่องของอิคารัสจึงเป็นอุทาหรณ์ในเรื่อง failed ambitious
ในภาพบริเวณมุมล่างทางขวาจะเห็นอิคารัสหล่นลงไปในน้ำเห็นแต่ขา และดูเหมือนไม่มีใครเห็นหรือสนใจ 

เรื่องราวเดียวกันนี้ได้ถูกเขียนเป็นภาพออกมาหลายเวอร์ชั่น  บางภาพก็จะเห็น Daedarus บินอยู่  บางภาพก็จะเห็นตัวอิคารัสที่ปีกกำลังหลุดออกมา



"Landscape with The Fall of Icarus", ca. 1590-95, oil on wood (63 by 90 centimetres (25 in × 35 in)), Circle of P.Bruegel the Elder,Museum van Buuren, Brussels, Belgium.



This related work by Joos de Momperincludes the ploughman and angler, but Icarus is still in flight, with wax drops falling.

ซึ่งภาพนี้กลายเป็นคำเปรียบเทียบเวลาที่พูดถึงการเกิดอะไรร้ายแรงโดยที่ไม่มีใครสนใจ  หนึ่งในการใช้คำเช่นนั้นได้แก่ การกระโดดจากสะพานเพื่อฆ่าตัวตาย ก็จะโยงไปถึงสารคดีเรื่อง The Bridge(2006) เป็นสารคดีเกี่ยวกับการฆ่าตัวตายบนสะพานโกลเด้นบริดจ์ http://www.youtube.com/watch?v=WnQVlw9MulY  

Monday, March 03, 2014

Sleepless in Seattle






Sleepless in Seattle เป็นหนังอีกเรื่องหนึ่งที่ชอบมากๆ ได้ดูในโรงและรู้สึกประทับใจ  เมื่อเวลาผ่านไปหลายปี จำเนื้อเรื่องไม่ได้ จำได้แค่ว่าชอบเรื่องนี้ และเรื่องนี้มีฉากบนตึกเอ็มไพร์สเตท หนังเป็นเรื่องในปี 1993 จนถึงวันนี้ 3/3/2014 ได้มาดูหนังจนจบเรื่องอีกครั้ง ประทับใจกว่าเดิม เพราะได้รู้เรื่องเล็กๆน้อยๆที่เกี่ยวกับหนังเพิ่มขึ้น เช่น หนังเรื่องนี้ได้ใช้หนังเรื่อง An Affair to remember มาเป็นตัวผูกเนื้อเรื่องตั้งแต่ต้นจนจบ

มาดูเรื่องย่อของหนังเรื่อง Sleepless in Seattle ก่อน เริ่มเรื่องที่พระเอก แซมและลูกชาย โจนา เสียภรรยาของพระเอกไป ทำให้ทั้งคู่เศร้ามาก  แต่แซมเศร้ามากกว่า ถึงขนาดเปลี่ยนที่ทำงานจากเดิมไปอยู่ที่ Seattle และยังคงไม่ลืมภรรยา จนถึงคืนคริสมาสต์ ลูกชายโทรไปที่รายการวิทยุแห่งหนึ่ง เพื่อขอพรให้พ่อได้มีภรรยาใหม่เสียทีจะได้ไม่เศร้าอีกต่อไป ผู้จัดรายการขอคุยกับแซม และกล่อมจนเขาได้เล่าความในใจออกมา  นางเอก แอนนี่ ซึ่งก็มีแฟนอยู่แล้วชื่อวอลเตอร์ คืนนั้นได้ฟังรายการที่แซมพูดรู้สึกประทับใจมาก

หลังจากนั้น แซมได้รับจดหมายมากมายจากคนที่สนใจเขาจากการฟังรายการ  แอนนี่เองก็สนใจมากได้เขียนจดหมายไปหานัดพบบนยอดตึกเอ็มไพร์สเตทในคืนวันวาเลนไทน์ ซึ่งเป็นการนัดตามเนื้อเรื่องในหนังเรื่อง An Affair to remember

เรื่องราวดำเนินต่อไปให้เห็นว่าแซมพยายามนัดสาวคนใหม่ชื่อวิคตอเรีย แต่โจนาสไม่ชอบเพราะได้อ่านจดหมายของแอนนี่แล้วรู้สึกชอบจึงพยายามเชียร์ให้แซมไปตามนัด  แต่แซมไม่สนใจ  ส่วนแอนนี้ก็พบว่าการอยู่กับวอลเตอร์ไม่ใช่สิ่งที่เธอต้องการจริงๆ

โจนาซื้อตั๋วเครื่องบินออนไลน์และบินไปนิวยอร์กเพื่อไปหาแอนนี่ตามนัด  แซมรีบบินตามไปเพื่อไปรับตัวกลับ แอนนี่กำลังฉลองวาเลนไทน์กับวอลเตอร์ แล้วในที่สุดโจนารออยู่บนตึกจนค่ำ  แซมจึงได้ไปพบ และแอนนี่ขอเลิกกับวอลเตอร์เพื่อมาตามนัด

ฉากจบจึงเป็นฉากที่แอนนี่ตามขึ้นไปบนตึก แต่เป็นช่วงเวลาที่แซมและโจนาลงไปแล้ว  แอนนี่เดินบริเวณจุดชมวิวและพบกระเป๋าของโจนาที่ลืมไว้  ฉากพบกันของแซมและแอนนี้จึงเป็นการพบบนยอดตึกตามที่ตั้งใจเพราะสองพ่อลูกกลับมาเอากระเป๋า และขาลงจึงได้จูงมือแอนนี่กลับลงไปด้วย  จบแบบแฮบปี้เอนดิ้ง

ภาพจาก http://www.ldrmagazine.com/wp-content/uploads/2013/10/sleepless_in_seattleheader.jpg
http://www.nattimartin.com/wp-content/uploads/2009/12/Sleepless-in-Seattle-Last-Lot-024.jpg
http://www.lib.berkeley.edu/MRC/Instruction/Romantic%20comedy/bso_-_sleepless_in_seattle-front.jpg

16 พฤศจิกายน 2557
มา update ว่า เดือนที่แล้วไปอเมริกา  ได้ไปขึ้นทั้งตึกเอมไพร์สเตทและผ่านที่ Union Lake ที่ Seattle เสียดายที่ไม่ได้ไปเดินดูบ้านที่ทะเลสาปของพระเอก แต่ก็ดีใจมากแล้วที่ได้ไปตามรอย Sleepless in Seattle อีกครั้ง

Monday, February 24, 2014

วิกฤตศรัทธาต่อธนาคารออมสิน กุมภาพันธ์ 2557

เดือนกุมภาพันธ์ 2557 คงเป็นเดือนแห่งความทรงจำที่เลวร้ายในประวัติของธนาคารออมสิน ธนาคารที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 6 เป็นผู้ก่อตั้ง

วันศุกร์ที่ 14 กุมภาพันธ์มีการยืนยันว่ารัฐบาล ได้ให้ธนาคารออมสินปล่อยเงินกู้ระหว่างธนาคารต่อธนาคาร (อินเตอร์แบงก์) ให้กับ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เพื่อนำไปใช้แก้ปัญหาโครงการรับจำนำข้าว การดำเนินการดังกล่าวนี้เป็นที่สงสัยว่าว่าจะผิดกฎหมายรัฐธรรมนูญมาตรา 181(4) หรือไม่ 

16 ก.พ. นายวรวิทย์ ชัยลิมปมนตรี ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน ได้ออกมาแถลงข่าวว่า ธนาคารออมสินได้มีการปล่อยกู้ในลักษณะดังกล่าวให้กับ ธ.ก.ส.จริง ในวงเงิน 2 หมื่นล้านบาท นายวรวิทย์ ได้ปฏิเสธว่าทาง ธ.ออมสิน ไม่ทราบว่า ธ.ก.ส.จะนำเงินดังกล่าวไปใช้อะไร เพราะการให้กู้ในลักษณะดังกล่าวปกติเป็นไปเพื่อเสริมสภาพคล่องของธนาคารนั้น
       
        ในวันเดียวกัน สหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจธนาคารออมสิน (สร.อส.) ได้ออกแถลงการณ์ด่วนเรื่อง “ขอให้ยกเลิกการปล่อยกู้อินเตอร์แบงก์ (Interbank) ให้กับ ธ.ก.ส.” โดยระบุว่า การดำเนินการปล่อยกู้ดังกล่าวส่งผลกระทบในวงกว้างแล้ว เนื่องจากความไม่เข้าใจและทำให้ผู้ฝากและสาธารณชนทั่วไปเกิดข้อกังขา
       
        “ตามที่ธนาคารออมสินได้ให้กู้ Interbank ให้กับ ธ.ก.ส.ปรากฏว่า เกิดผลกระทบในวงกว้าง จากความไม่เข้าใจและเกิดข้อกังขากับผู้ฝากและสาธารณชนทั่วไป แม้ว่าการดำเนินธุรกรรมดังกล่าวนี้ไม่ได้เกี่ยวโยงหรือเกี่ยวข้องกับการปล่อยกู้โครงการจำนำข้าวก็ตาม”  พร้อมกันนั้น สร.อส.ได้เรียกร้องให้ผู้บริหารพิจารณาดำเนินการ 3 ข้อ คือ หนึ่ง หยุดการให้กู้อินเตอร์แบงก์แก่ ธ.ก.ส.โดยทันที เนื่องจาก ธ.ก.ส.มีสภาพคล่องสูงเพียงพอแล้ว, สอง ให้ทวงถาม ธ.ก.ส.และให้ ธ.ก.ส.คืนเงินที่ขอยืมไปจากธนาคารออมสินจากการกู้อินเตอร์แบงก์ดังกล่าวโดยทันที เพราะถือว่าไม่มีความจำเป็นและไม่ตรงกับวัตถุประสงค์ และ สาม งดการให้กู้ใดๆ ก็ตาม ที่จะลุกลามกระทบถึงความเชื่อมั่นต่อลูกค้าและประชาชนทั่วไป อันอาจจะเกิดความเสียหายต่อธนาคารออมสิน
       


17 กุมภาพันธ์  2557 ประชาชนแห่กันไปถอนเงินจากธนาคารออมสินเพราะไม่พอใจที่ธนาคารเข้าไปสนับสนุนโครงการรับจำนำข้าว ถือว่าเป็นการดูถูกประชาชน ด้วยการตัดสินใจพลาดของผู้บริหารธนาคารออมสิน ส่งผลให้วันแรกมียอดถอนเงินสามหมื่นล้านในขณะที่มีเงินเข้าประมาณหมื่นล้าน ออมสินบาดเจ็บสาหัส

18 กุมภาพันธ์ 2557 เสื้อแดงประกาศว่าจะนำแดงฝากออมสินเท่าที่ถอน ส่งผลให้ประชาชนยังคงถอนเงินออกจากธนาคารอย่างต่อเนื่องอีก 4 หมื่นล้านบาท 
ผู้อำนวยการธนาคารออมสินลาออกท่ามกลางการขุดคุ้ยประวัติที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มทุนทักษิณ

19 กุมภาพันธ์ 2557 ยังคงมีการถอนเงินอย่างต่อเนื่อง รวมสามวันยอดถอนเงินร่วมแสนล้าน ในขณะที่มียอดฝากเข้ามา หักลบแล้วถอนมากกว่าฝากประมาณหกหมื่นกว่าล้านบาท โดยธนาคารออมสินได้เรียกคืนเงินที่ให้ธกส.กู้กลับทั้งหมดเพื่อสร้างความมั่นใจให้ลูกค้า แต่ก็ยังคงมีความพยายามที่จะประท้วงให้บอร์ดของธนาคารออมสินออกไปด้วย

20 กุมภาพันธ์ 2557 ยังคงมีการถอนเงินออก  แต่หลังจากสามวันวิกฤต ข่าวธนาคารออมสินก็ซาลง ถึงอย่างไรเข้าใจว่าคงหาเงินกลับเข้าไปเหมือนตอนถอนคงจะยาก


บทเรียนนี้สอนให้รู้ว่า  อย่าดูถูกประชาชน



ภาพนี้ถ่ายเวลา 7.34 น.ของวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2557 กระแสยังไม่ซา

Sunday, February 16, 2014

เรือนไทยวิชาการ...สุดยอดจริงๆ

ปกติจะเข้าดูกระทู้ในพันทิปมาตลอดหลายปี  จนปีที่แล้วที่พันทิปเปลี่ยนโฉมใช้ระบบแท็กทำให้บรรยากาศของแต่ละห้องเปลี่ยนไป  หลากหลายขึ้น  แต่คุณภาพลดลง และความสนิทสนมของคนในห้องหายไป  ก็เลยไปหาที่สิงสถิตย์ที่อื่น  มาหยุดที่ เรือนไทยวิชาการ ทีปรกเข้ามาเพราะกระทู้จุฬา อุตส่าห์สมัครสมาชิกเสร็จสรรพ  แต่โพสต์ไม่ทัน ลืม ปล่อยจนกระทู้ตกก็เลยไม่ได้โพสต์อะไร  จนมาวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2557 จึงได้เริ่มโพสต์เรื่องเก่าที่เคยได้ยิน  เหลือเชื่อมากที่สมาชิกสามารถตอบได้
สุดยอดจริงๆค่ะ  :)

admin ของเรือนไทยคือคุณเทาชมพู ซึ่งก็คืออาจารย์ รศ.ดร.วินิตา ดิถียนต์ หรือ ว.วินิจฉัยกุล  หรือ แก้วเก้า เป็นไอดอลด้านการเขียนเลยทีเดียว

เคยเกิดเหตุอาคารถล่มบริเวณอาคารริมถนนราชดำเนินกลางหรือไม่คะ
Singing Blue Jay
อสุรผัด
*
ตอบ: 10


ดูรายละเอียด อีเมล์ ข้อความส่วนตัว (ออนไลน์)
 เมื่อ 13 ก.พ. 14, 23:42ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง

ได้เห็นการตอบแบบลงรายละเอียดของแต่ละท่านในเรือนไทย ก็เลยกล้าถามค่ะ ว่าในอดีตช่วงที่เพิ่งสร้างอาคารริมถนนราชดำเนินกลางเสร็จใหม่ๆเคยเกิดกรณีอาคารถล่มหรือไม่คะ

คุณพ่อของดิฉันเป็นคนต่างจังหวัดเข้าไปเรียนหนังสือที่กรุงเทพเมื่อประมาณเจ็ดสิบปีที่แล้ว เล่าว่า วันแรกที่ไปถึงไปพักที่วัดมหาธาตุ วันรุ่งขึ้นอาคารใหม่ก็ถล่ม เสียงดังสนั่นมาก ก็เลยไม่แน่ใจว่าเคยมีกรณีอย่างนี้หรือไม่ (ไม่แน่ใจเรื่องปี พ.ศ.ค่ะ น่าจะเป็นช่วงปี 248X เพราะขณะนี้คุณพ่ออายุ 88 ปี)

ขออนุญาตถามต่ออีกเรื่องด้วยนะคะ  คุณแม่สมัยสาวๆก็เข้าไปเรียนตัดเสื้อโดยมีที่พักอยู่ในโรงเรียนสอนตัดเสื้อแถวอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ที่เรียนคืออาคารมุมอนุสาวรีย์ด้านที่ตรงข้ามกับโรงเรียนสตรีวิทยา ตอนนี้เป็นอะไรก็ไม่ทราบค่ะ ดิฉันไม่ค่อยได้เข้ากรุงเทพ ต้องระบุแบบภาพที่จำได้ว่า มีอาคารภัตตาคารศรแดง  มีอาคารที่เคยเป็นที่ทำการบริษัทเมืองโบราณ  มีโรงเรียนสตรีวิทยา และก็มีอาคารที่คุณแม่ดิฉันพูดถึงนี่ละคะ อยากทราบว่าอาคารนั้นเป็นอาคารของใคร มีประวัติยังไงคะ

อารมณ์ถามเรื่องสมัยคุณพ่อคุณแม่นะคะ ต้องมาถามแถวนี้เพราะเวลาถามคุณพ่อก็ไม่ได้รายละเอียดมากนัก คุณแม่ก็ไม่อยู่ให้ถามแล้วค่ะ ขอบพระคุณล่วงหน้าค่ะ


เทาชมพู
เจ้าเรือน
หนุมาน
*****
ตอบ: 25420

ดูแลเรือนไทย วิชาการ.คอม


เว็บไซต์ ข้อความส่วนตัว (ออฟไลน์)
ความคิดเห็นที่ 1  เมื่อ 14 ก.พ. 14, 08:03ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง

เคยมีตึกถล่มจริงค่ะ
เป็นตึกหลังเดิมตรงหัวมุมสี่แยกคอกวัว   อยู่มุมตรงข้ามคนละฝั่งกับตึกธนาคารออมสิน   เคยยุบตัวพังลงมาในสมัยสงครามโลกครั้งที่สอง ว่ากันว่าเป็นเพราะคอรัปชั่นกินอิฐกินหินกินทรายกินเหล็กกันในการก่อสร้าง  ทำให้ตึกทานน้ำหนักไม่พอจึงทรุดตัวพังลงมา
ตึกนี้ต่อมาได้รื้อและสร้างขึ้นใหม่เป็นสถานีวิทยุ ททท.ของบริษัทไทยโทรทัศน์ ต่อมาถูกประชาชนและนักศึกษาเผาในวันที่ 14 ตุลาคม 2516  จึงกลายเป็นที่ดินว่างๆ
หลายปีต่อมากลายเป็นที่ตั้งซุ้มขายสลากกินแบ่ง   ปัจจุบันคือที่ตั้งอนุสรณ์สถาน 14 ตุลา ค่ะ

ส่วนร.ร.สอนตัดเสื้อ ดิฉันไม่ทราบ  แต่จากที่คุณบรรยายมา น่าจะเป็นบริเวณร้านอาหารวิจิตร ในปัจจุบันละมังคะ
ต้องรอผู้รู้มาตอบค่ะ