19 กันยายน 2556 วันนี้ Google ขึ้น Doodle เป็นวันครบรอบวันเกิดที่ 194 ปีของ Jean Bernard Léon Foucault ค่ะ ฟูโกต์เป้นนักฟิสิกส์ขาวฝรั่งเศส เป็นคนแรกๆที่ศึกษาเรื่องความเร็วแสง เป็นคนพบ eddy current เป็นคนตั้งชื่อ gyroscope และที่มีชื่อเสียงที่สุดคือการประดิษฐ์ลูกตุ้มเพนดูลัมเพื่อพิสูจน์ว่าโลกหมุน (ลองคิดดูนะคะว่าถ้ามีคนบอกเราว่าจริงๆโลกนี้หมุนรอบตัวเองเราจะพิสูจน์ได้อย่างไร คนนี้แหละที่พิสูจน์ได้ อ่านวิธีทดลองได้จากลิงก์นี้ค่ะhttp://www0.tint.or.th/nkc/nkc52/nstkc053.html)
ปัจจุบันลูกตุ้มที่เขาใช้ในการพิสูจน์ว่าโลกหมุนอยู่ที่ Musée des Arts et Métiers ( Museum of Arts and Crafts) ในปารีส (ได้มีโอกาสไปเยี่ยมชมเมื่อตอนปิดเทอมที่ผ่านมา ปลาบปลื้มมากๆๆๆ)
ก่อนหน้านี้ลูกตุ้มนี้เคยวางไว้ที่ Pantheon ในปารีสเช่นกัน ก่อนจะย้ายมาอยู่ที่ Musée des Arts et Métiers ค่ะ ก็พยายามตามไปดูสถานที่เช่นกัน เห็นแต่โถงโล่งๆ
และถ้าใครไปเที่ยวหอไอเฟลก็ลองเงยหน้าดูชื่อคนสำคัญที่สลักไว้ที่หอนะคะ มีอยู่ 72 ชื่อ ชื่อของ Foucault เป็นหนึ่งในนั้นค่ะ ชื่อจะอยู่บนหอฝั่งที่หันหน้าไปทางสนามหญ้านะคะ ( คือต้องมองหอโดยมีทรอคคาเดโรเป็นฉากหลัง)
Thursday, September 19, 2013
Thursday, August 22, 2013
Google Doodle-Claude Debussy
เปิด Google วันนี้เจอ Google Doodle ที่ทำขึ้นเพื่อฉลองวันเกิดครั้งที่ 151 ของ Claude Debussy (ถ้าเขายังอยู่นะ แต่ก็...ไม่อยู่แล้วล่ะ ) เป็น Doodle ที่น่ารักดีค่ะ มีทั้ง Animation และเพลงประกอบเพราะๆ
Debussy ไม่ใช่นักแต่งเพลงคนโปรดแต่ก็ได้ฟังเพลงเขาเรื่อยๆ บางทีก็เห็นเป็นเพลงประกอบในภาพยนตร์บ้าง ที่โดนเพื่อนบังคับฟังมาตั้งแต่สมัยเรียนคือ La mer ส่วนเพลงประกอบที่ Google ใส่ให้วันนี้ชื่อ Clair de Lune แปลว่า Moonlight ค่ะ เพราะดีเหมือนกัน ชื่นชม Doodle วันนี้ด้วยว่า Animation น่ารักโดยเฉพาะตอนจบ บรรยากาศดีมาก
ตอนนี้ Debussy อยู่ที่ Passy Cemetery (อยู่หลัง Trocadero ที่เพิ่งไปเดินเที่ยวมา เดินเลยไปนิดเดียว) ไม่รู้มาก่อนว่าเขาอยู่ตรงนั้น จริงๆถ้าได้ไปก็จะได้ไปคารวะ Manet ศิลปินอิมเพรสชั่นนิสต์ที่อยู่ที่เดียวกันด้วย คนนั้นละคนโปรดจริงๆ Cemetery ที่ๆเขาอยู่มีคนดังๆมาก แม้แต่จักรพรรดิ์องค์สุดท้ายของเวียดนามก็อยู่ที่นั่น เสียดายๆๆๆ
Debussy ไม่ใช่นักแต่งเพลงคนโปรดแต่ก็ได้ฟังเพลงเขาเรื่อยๆ บางทีก็เห็นเป็นเพลงประกอบในภาพยนตร์บ้าง ที่โดนเพื่อนบังคับฟังมาตั้งแต่สมัยเรียนคือ La mer ส่วนเพลงประกอบที่ Google ใส่ให้วันนี้ชื่อ Clair de Lune แปลว่า Moonlight ค่ะ เพราะดีเหมือนกัน ชื่นชม Doodle วันนี้ด้วยว่า Animation น่ารักโดยเฉพาะตอนจบ บรรยากาศดีมาก
ตอนนี้ Debussy อยู่ที่ Passy Cemetery (อยู่หลัง Trocadero ที่เพิ่งไปเดินเที่ยวมา เดินเลยไปนิดเดียว) ไม่รู้มาก่อนว่าเขาอยู่ตรงนั้น จริงๆถ้าได้ไปก็จะได้ไปคารวะ Manet ศิลปินอิมเพรสชั่นนิสต์ที่อยู่ที่เดียวกันด้วย คนนั้นละคนโปรดจริงๆ Cemetery ที่ๆเขาอยู่มีคนดังๆมาก แม้แต่จักรพรรดิ์องค์สุดท้ายของเวียดนามก็อยู่ที่นั่น เสียดายๆๆๆ
Sunday, August 18, 2013
The Black Hole war สงครามหลุมดำ
วันนี้ซื้อหนังสือมาใหม่เล่มหนึ่ง ยังไม่ทันได้อ่าน แต่อยากอ่านมากเพราะเป็นการโต้แย้งระหว่าง Leonard Susskind ต่องานของ Stephen Hawkings ที่ทาง Hawkings บอกว่าถ้ามีอะไรถูกดูดเข้าไปในหลุมดำ ทุกอย่างก็จะสูญหายหมด ตานี้มันก็จะขัดแย้งกับหลัก Conservation of Information ที่หลักฟิสิกส์เคยเข้าใจกันมา Susskind ได้เสนอแนวคิดในการอธิบายไปจนถึงทฤษฎีโฮโลแกรม รายละเอียดรออ่านจบค่อยมาเล่า
ที่รีบมาบันทึกก่อนเพราะกลัวจะลีม เรื่องหนังสือที่เกี่ยวข้องกับวิทยาศาสตร์ถ้าผู้เขียนเขียนออกแนว Popular Science ก็จะมีข้อผิดพลาดมากมาย เพราะตอนจะอ่านสงครามหลุมดำก็พยายามไปหาหนังสือที่เกี่ยวกับฟิสิกส์ในบ้านมาอ่านอีกครั้ง ทีแรกอยากอ่าน Billions and Billions/Carl Sagan แต่หาไม่เจอ ก็ไปเจอหนังสือ ไอสไตน์พบพระพุทธเจ้าเห็น กับฟิสิกส์นิวตัน ของทันตแพทย์สม สุจีรา พลิกหน้าแรกเจอลายมือตัวเองเขียนไว้ทั้งสองเล่มว่าข้อมูลในหนังสือมีข้อผิดพลาดทางวิชาการ ให้ไปค้นมาอ่านประกอบ ตกลงยังไม่ทันอ่าน สงครมหลุมดำก็ไปค้นบทความของ ดร.บัญชา ธนสารสมบัติ มาอ่านประกอบ ตานี้ก็กลัวจะลืม หาไม่เจอ เอามาเก็บไว้ในบล็อกนี้ดีกว่า :)
">ช่วยยกตัวอย่างความผิดพลาดด้วยครับ?
ตามไปอ่านแล้วเหนื่อยเชียว ก็เลยยังไม่ได้อ่านสงครมหลุมดำซักที แต่เรื่องนั้นน่าจะดีเพราะผู้เขียนเป็นนักฟิสิกส์ระดับอาจารย์มหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงและมีคุณูปการกับวงการฟิสิกส์มาก
ที่รีบมาบันทึกก่อนเพราะกลัวจะลีม เรื่องหนังสือที่เกี่ยวข้องกับวิทยาศาสตร์ถ้าผู้เขียนเขียนออกแนว Popular Science ก็จะมีข้อผิดพลาดมากมาย เพราะตอนจะอ่านสงครามหลุมดำก็พยายามไปหาหนังสือที่เกี่ยวกับฟิสิกส์ในบ้านมาอ่านอีกครั้ง ทีแรกอยากอ่าน Billions and Billions/Carl Sagan แต่หาไม่เจอ ก็ไปเจอหนังสือ ไอสไตน์พบพระพุทธเจ้าเห็น กับฟิสิกส์นิวตัน ของทันตแพทย์สม สุจีรา พลิกหน้าแรกเจอลายมือตัวเองเขียนไว้ทั้งสองเล่มว่าข้อมูลในหนังสือมีข้อผิดพลาดทางวิชาการ ให้ไปค้นมาอ่านประกอบ ตกลงยังไม่ทันอ่าน สงครมหลุมดำก็ไปค้นบทความของ ดร.บัญชา ธนสารสมบัติ มาอ่านประกอบ ตานี้ก็กลัวจะลืม หาไม่เจอ เอามาเก็บไว้ในบล็อกนี้ดีกว่า :)
">ช่วยยกตัวอย่างความผิดพลาดด้วยครับ?
เรื่องนี้ผมเขียนไว้ในเว็บบางส่วนแล้ว พอเป็นตัวอย่างนิดหน่อย (http://gotoknow.org/blog/science/192799 และhttp://www.vcharkarn.com/varticle/37687) แต่จะขอเพิ่มเติมบ้างกรณีตัวอย่างความผิดพลาดลักษณะแรก (แก้ไขง่าย) เช่น "...วิทยานิพนธ์ปริญญาเอกของเขา (หมายถึง เดอบรอย) ที่ยืนยันว่าอิเล็กตรอนเป็นคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า..." (ที่ถูกต้องคือ "....ที่ถือเสมือนว่า อิเล็กตรอนสามารถประพฤติตัวเป็นคลื่นได้" (หน้า 16) และ "คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าทั้งหมดต้องถือเป็นอนุภาค และอนุภาคทุกชนิดต้องถือว่าเป็นคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า" (ที่ถูกต้องคือ "คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าอาจประพฤติตัวเป็นคลื่นหรืออนุภาคได้ แล้วแต่สภาวะเงื่อนไขที่เราทำการสังเกต" (หน้า 17)
หรือมีตัวอย่างประโยคที่ซ้อนความคิดหลายชั้น มีถูกมีผิดปนกัน ทำให้ต้องค่อยๆ แยกแยะอย่างระมัดระวัง เช่น "แสงจะเดินทางช้าลงได้ที่อุณหภูมิใกล้ศูนย์องศาสัมบูรณ์ (-273 องศาเซลเซียส) ซึ่งยังไม่มีห้องทดลองที่ไหนทำได้ และถึงทำได้มนุษย์ก็จะเสียชีวิตในเวลาไม่นานเมื่อเข้าไปอยู่ในที่อุณหภูมิต่ำขนาดนั้น" (หน้า 65)
ข้อความ "แสงจะเดินทางช้าลงได้ที่อุณหภูมิใกล้ศูนย์องศาสัมบูรณ์ (-273 องศาเซลเซียส)" - ข้อความนี้ไม่ถูกต้อง
ข้อความ "...ซึ่งยังไม่มีห้องทดลองที่ไหนทำได้ และถึงทำได้มนุษย์ก็จะเสียชีวิตในเวลาไม่นานเมื่อเข้าไปอยู่ในที่อุณหภูมิต่ำขนาดนั้น" - ข้อความนี้ถูกต้องเฉพาะท่อนแรก คือยังไม่มีใครสร้างอุณหภูมิศูนย์เคลวินได้ เพราะกฎข้อที่สามของเทอร์โมไดนามิกส์ห้ามเอาไว้ แต่มีการทดลองบางอย่างที่สามารถลดอุณหภูมิลงจนต่ำมากๆ ได้ และที่สำคัญคือ การลดอุณหภูมินั้นไม่จำเป็นต้องทำกับห้องที่คนอาศัยอยู่ แต่สามารถทำภายในแชมเบอร์ที่ควบคุมอุณหภูมิ ข้อสรุปที่ว่า "ถึงทำได้มนุษย์ก็จะเสียชีวิตในเวลาไม่นาน..." จึงแสดงถึงความไม่เข้าใจเงื่อนไขในการทดลอง
คุณจะเห็นว่าแค่เพียงประโยค 2 บรรทัดในตัวอย่างหลังสุดนี้ ยังมีแง่มุมละเอียดอ่อนที่ซ่อนอยู่ ซึ่งหากจะแก้ไขต้องใช้เวลาพอสมควรทีเดียว และประโยคในลักษณะนี้เองที่ปรากฏอยู่ทั่วไปในหนังสือเล่มนี้ ทำให้หนังสือเล่มนี้ซึ่งอ่านง่าย แต่จะแก้ไขให้ถูกต้องนั้นจำเป็นต้องใช้เวลา ความรู้ และความอดทนอย่างมาก
ส่วนตัวอย่างของกรณีที่ซับซ้อนขึ้น ซึ่งต้องใช้เวลาและความพยายามในการปรับแก้นั้น มักจะปรากฏขึ้นเมื่อกล่าวถึงแนวคิด หลักการ หรือทฤษฎีที่ซับซ้อน ตัวอย่างเช่น เมื่อกล่าวถึงทฤษฎีเคออส (Chaos Theory) ในข้อความที่ว่า "ทฤษฎีแห่งความยุ่งเหยิง (Chaos T heory) ถือว่าเป็นทฤษฎีแห่งคริสต์ศตวรรษที่ 21 ซึ่งสามารถเข้ามาแทนที่ทฤษฎีสัมพัทธภาพ ความมหัศจรรย์ของทฤษฎีนี้ก็คือ สามารถนำไปใช้อธิบายระบบได้ทุกระบบ" (หน้า 77)
(ข้อความนี้ไม่ถูกต้อง เพราะทฤษฎีเคออสศึกษาระบบที่ไม่เป็นเชิงเส้นซึ่งมีพฤติกรรมไวต่อเงื่อนไขตั้งต้น ส่วนทฤษฎีสัมพัทธภาพมี 2 ส่วน ส่วนแรกคือทฤษฎีสัมพัทธภาพพิเศษซึ่งศึกษาการสังเกตปรากฏการณ์ทางฟิสิกส์ในกรอบอ้างอิงเฉื่อย และทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไปซึ่งศึกษาปรากฏการณ์ทางฟิสิกส์ในกรอบอ้างอิงที่มีความเร่งหรือมีความโน้มถ่วง) การที่จะอ้างถึงเรื่องเหล่านี้อย่างถูกต้องจำเป็นต้องเข้าใจพื้นฐานของทฤษฎีที่กล่าวถึงอย่างถ่องแท้"ตามไปอ่านแล้วเหนื่อยเชียว ก็เลยยังไม่ได้อ่านสงครมหลุมดำซักที แต่เรื่องนั้นน่าจะดีเพราะผู้เขียนเป็นนักฟิสิกส์ระดับอาจารย์มหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงและมีคุณูปการกับวงการฟิสิกส์มาก
Saturday, June 29, 2013
Quote ชวนคิด...เกี่ยวกับการอ่าน
“You don't have to burn books to destroy a culture. Just get people to stop reading them.”
― Ray Bradbury
"คุณไม่ต้องเผาหนังสือเพื่อทำลา ยวัฒนธรรม แค่ทำให้คนหยุดอ่านก็ได้แล้ว".. .
เราพบว่าในอดีตเมื่อต้องการทำลา ยวัฒนธรรมหรือความเชื่อของฝ่ายใ ดก็นำหนังสือที่สนับสนุนฝ่ายนั้ นมาเผาทิ้งเสียเป็นการกั้นไม่ให ้ความเชื่อนั้นถูกเผยแพร่ แต่ถ้าคนเราไม่อ่านหรือถูกหยุดไ ม่ให้มีการอ่าน...ไม่ว่าความเชื่อหรือความรู้ใดๆก็จะไม่มี การถ่ายทอด วัฒนธรรมก็จะสุญหายไปเองโดยไม่ต ้องมาเผาทำลายหนังสือ.....
หมายเหตุ: Ray Bradbury เป็นนักเขียนหนังสือนิยายวิทยาศ าสตร์ที่มีชื่อเสียงโดยเฉพาะแนว เสียดสีสังคม หนังสือที่โด่งดังของเขาคือเรื่ อง Fahrenheit 451 ในฉบับแปลภาษาไทยคือ "ฟาเรนไฮต์ 451 อุณหภูมิเผาหนังสือ" ซึ่งเป็นเรื่องสมัยที่การมีหนัง สือในครอบครองเป็นสิ่งผิด ถ้าพบเจอ หนังสือนั้นจะต้องถูกนำมาเผา ซึ่งอุณหภูมิที่หนังสือไหม้คือ 451 องศา F คิดดูซิคะว่ามันน่าเศร้าแค่ไหนถ ้าเราไม่มีหนังสืออ่าน ให้โลกมอมเมาความคิดด้วยสิ่งที่ เสนอให้จากจอภาพสามมิติแทนที่จะ ให้มนุษย์มีจินตนาการ (Ray Bradbury เพิ่งเสียชีวิตเมื่อเดือนมิถุนา ยน ปีที่แล้ว(2012) ในขณะที่เขามีอายุ 91 ปี)
― Ray Bradbury
"คุณไม่ต้องเผาหนังสือเพื่อทำลา
เราพบว่าในอดีตเมื่อต้องการทำลา
หมายเหตุ: Ray Bradbury เป็นนักเขียนหนังสือนิยายวิทยาศ
Saturday, April 27, 2013
เมฆสีรุ้ง...
เมฆสีรุ้งเกิดจากแสงอาทิตย์ตกกระทบเม็ดน้ำในเมฆแล้วเกิดการหักเหเกิดเป็นแสงสีรุ้งค่ะ ที่ท่าศาลาจริงๆเห็นได้บ่อยๆนะคะ เพราะมีที่โล่งๆเยอะ มองเห็นง่าย แต่ปกติถ่ายรูปไม่ทัน ^_^
ภาษาอังกฤษมีคำเรียกเมฆสีรุ้งได้หลายแบบ เช่น เรียกตรงๆว่า Rainbow clouds , iridescent clouds หรือ เรียกว่า irisation ซึ่งคำว่า Iris มาจากชื่อของเทพีไอริส เทพีแห่งสายรุ้งของเทพปกรณัมกรีกค่ะ
ในอินเทอร์เน็ตบางที่ให้ข้อมูลว่าไอริสมีฝาแฝดชื่อ Arke แต่แยกได้โดยดูจากปีก ปีกของไอริสเป็นปีกสีทอง ในขณะที่ปีกของ Arke จะเป็นสีรุ้ง ทั้งสองคนมีปีกเพราะเป็น messenger of god แต่ Arke ถูกขับออกจาตระกูลเพราะไปเข้าข้าง Titans ก็เลยกลายเป็นศัตรูกับเทพสายโอลิมปัส เทพซีอุสได้ทำการถอดปีกของ Arke ออก นำไปมอบเป็นของขวัญวันแต่งงานให้้ Nereid Thetis ซึ่งเธอได้มอบต่อให้กับอาคิลิส ลูกชายของเธอ เรารู้จักอาคิลิสดีจากหนังเรื่องทรอย ใช่แล้ว คนที่แม่เอาไปจุ่มในน้ำศักดิ์สิทธิ์ทั้งตัวเหลือแต่ส้นเท้าที่เป็นจุดอ่อน Achilles' heel คนนั้นแหละค่ะ ^_^
สนุกจัง ไปหาหนังสือเทพนิยายกรีกมาอ่านอีกดีกว่า
รูปพวกนี้ถ่ายที่ลานจอดรถโลตัส ท่าศาลา วันที่ 25 เมษายน 2556 ค่ะ
Sunday, April 21, 2013
เดคูพาจ...น่าเล่นมิใช่น้อย
ตั้งใจจะลองทำเดคูพาจตั้งแต่ปลายปีที่แล้ว แต่ที่นี่ไม่มีอุปกรณ์ เมื่อคุณเพื่อนจาก กทม.ส่งอุปกรณ์มาให้ก็ไม่มีเวลาทำ สองคืนที่รอดูฝ่ายไทยแถลงด้วยวาจาต่อศาลโลก ก็ได้ดูทีวีไปพลางทำเดคูพาจไปพลาง จนแถลงเสร็จก็ยังทำต่อไป
ได้ผลงานออกมาหลายชิ้นพอควร และพบว่าจริงๆแล้วก็ทำได้ง่ายๆ เช่นถ้าจะทำกระเป๋าสานเดคูพาจซักใบ จากสีไม้ก็เอาสีพ่นทับให้ขาวทั้งใบ ใช้ไดร์เป่าผมเป่าให้แห้ง ทากาวบริเวณที่จะติดกระดาษแนพกิ้น เป่าลมให้แห้ง นำกระดาษแนพกิ้นลายสวยๆมาวาง ใช้ฟองน้ำชุบน้ำหมาดๆปาดให้ติดไปกับพื้นผิวทั้งหมด เป่าให้แห้ง แล้วทาวานิชทับ เป่าแห้ง ทาทับ เป่าแห้งอีกสองสามที เป็นอันเสร็จ
ผลงานค่ะ
June 16,2013. นั่งดูการเลือกตั้งซ่อมเขตด อนเมือง อี้แทนคุณชนะแซมยุรนันท์ เย้... แล้วก็ทำเดคูพาจเครื่องปิ้ง ขนมปังไปด้วย จริงๆตอนแรกที่อยากหัดเดคูพ าจก็เพราะอยากทำเครื่องปิ้ง ขนมปังนี่แหละ โทรมเหลือเกิน
ได้ผลงานออกมาหลายชิ้นพอควร และพบว่าจริงๆแล้วก็ทำได้ง่ายๆ เช่นถ้าจะทำกระเป๋าสานเดคูพาจซักใบ จากสีไม้ก็เอาสีพ่นทับให้ขาวทั้งใบ ใช้ไดร์เป่าผมเป่าให้แห้ง ทากาวบริเวณที่จะติดกระดาษแนพกิ้น เป่าลมให้แห้ง นำกระดาษแนพกิ้นลายสวยๆมาวาง ใช้ฟองน้ำชุบน้ำหมาดๆปาดให้ติดไปกับพื้นผิวทั้งหมด เป่าให้แห้ง แล้วทาวานิชทับ เป่าแห้ง ทาทับ เป่าแห้งอีกสองสามที เป็นอันเสร็จ
ผลงานค่ะ
June 16,2013. นั่งดูการเลือกตั้งซ่อมเขตด
Wednesday, February 27, 2013
เขาหลวง.....เขาสูง...สวย...จะไปแค่ครั้งเดียวในชีวิตด้วยละ
เขาหลวงเป็นชื่อเทือกเขาในนครศรีธรราราชที่มียอดสูงที่สุดในภาคใต้ที่หนึ่งพันแปดร้อยกว่าเมตรเหนือระดับน้ำทะเล มีพืชพันธ์ที่น่าตื่นตาตื่นใจ มีนกสวยรวมไปถึงนกที่ถือเป็นนกประจำจังหวัดนครศรีธรรมราชคือนกกินปลีหางยางเขียว แต่เป็นซับสปีชีส์เฉพาะของที่นี่
ฉันได้ไปเยี่ยมเยือนเขาหลวงช่วงวันที่ 12 -14 เมษายน 2542 นานมากแล้ว..... จำไม่ได้ด้วยว่าไปมาเมื่อไหร่ จนเมื่อเช้านี้เปิดไปดูรูปภาพเก่าๆ เห็นภาพสมัยไปเที่ยว ความหลังก็พรั่งพรูกันมา สมควรแก่การบันทึกไว้ก่อนจะลืมไปอีกครั้ง
ใครชวนให้ไปก็จำไม่ได้ รู้แต่ว่าไปกันเป็นกลุ่ม 12 คน มีหนุ่ย ธีรพันธ์ที่เป็นคนพื้นเพของคีรีวงนำทางไปกับมีทีมงานอีก 2-3 คน พวกเราก็มี อ.โอ๊บ พี่กระต้าย พี่เอ น้องอภิรยา หลานพี่กระต้าย ฉิม น้องๆพยาบาลโรงพยาบาลท่าศาลาอีก 4 คน(ซึ่งอึดมาก)
จำได้ว่าวันแรกของการเดินทาง เราเริ่มต้นตอนเย็นจากมหาวิทยาลัย ไปที่คีรีวง ไปกินข้าวเย็นที่ศาลาข้างน้ำตก(ไม่แน่ใจว่าเป็นท่าหา หรือท่าดี แฟนหนุ่ยทำกับข้าวมาให้กิน อร่อยมาก ที่ชอบที่สุดคือน้ำพริกกับผักกูดลวกกะทิ บรรยากาศอาจจะเป็นไจด้วยทำให้อาหารของเรารสชาติอร่อยขึ้น กินข้าวเสร็จก็เดินขึ้นเขา จุดหมายคือขนำสุดท้ายยังเป็นเขตสวนชาวบ้าน เป็นที่นอนพักแรมก่อนจะขึ้นเขาจริงจังในวันรุ่งขึ้น ทางเดินขึ้นมืดต้องนำทางด้วยไฟฉายและเดินตามๆกันไป บางจุดก็ได้เห็นสัตว์กลางคืนอย่างนางอาย หนุ่ยเอาไฟฉายส่องชี้ให้ดูเห็นมันนั่งตาวาวอยู่บนต้นไม้ ทางเดินทางนี้จะผ่านน้ำตก เราก็เดินตามกันไปก้าวต่อก้าว ฉันก็เดินไปเฉยๆเพราะมองไม่เห็นอะไรต้องเดินตามเขา แต่เส้นทางเดียวกันนี้พอตอนขาลงจะเห็นเลยว่าเป็นน้ำตกที่มีความชันพอควร เดินตอนกลางวันกลับกลัวทำท่าจะเดินไม่ไหวเอา
คืนนั้นเราพักที่ขนำ เป็นกระท่อมแบบเปิด มีฝา 2 ข้าง สามารถนอนเรียงบนเตียงยกพื้น 2 ข้างได้ จำไม่ได้แล้วว่ารู้สึกลำบากหรือเป็นยังไง แต่ก็ผ่านคืนนั้นไปอย่างเรียบร้อย ตอนเช้าตื่นมารู้สึกจะกินข้าวเสร็จสรรพแล้วออกเดินทาง เริ่มต้นก็ยังเป็นสวน พอเดินไปเรื่อยๆก็เป็นป่า เดินขึ้นๆลงๆ บางทีก็อยู่บนสันเขา มีต้นไม้ใหญ่เยอะ ตอนนั้นยังไม่ค่อยสนใจพืชพันธ์ธรรมชาติเท่าไหร่ ก็ดูไปตามที่เขาชี้ให้ดู น่าเสียดายเหมือนกัน ถ้าไปตอนนี้อาจจะได้ประโยชน์มากกว่ามาก
เราผ่านสถานที่ที่ถูกตั้งชื่อตามคนที่บุกเบิกรุ่นแรกๆอย่างลานเฮลิคอปเตอร์ ลานดอกเตอร์ชวลิต มีดอกไม้อย่าง สิงห์โตอาจารย์เต็ม เราพบดอกไม้ป่าสวยๆหลายชนิด เห็นบิโกเนีย(ตอนนั้นยังไม่รู้จักบิโกเนียเลย คิดว่ามันเป็นไม้ตามป่าตามเขา) เห็นมหาสะดำ เฟิร์นขนาดใหญ่ ดอกไม้หลายชนิดสีสันสวยงามแต่ไม่รู้จักชื่อ บางต้นมีลูกเป็นสีฟ้า...ย้ำ..สีฟ้า ไม่เคยเห็นมาก่อนเลย
( โพสต์นี้พิมพ์ไว้หลายปีแล้วค่ะ แต่ save draft ไว้ วันนี้มากด publish ก็เลยขึ้นวันเป็นวันนี้)
ฉันได้ไปเยี่ยมเยือนเขาหลวงช่วงวันที่ 12 -14 เมษายน 2542 นานมากแล้ว..... จำไม่ได้ด้วยว่าไปมาเมื่อไหร่ จนเมื่อเช้านี้เปิดไปดูรูปภาพเก่าๆ เห็นภาพสมัยไปเที่ยว ความหลังก็พรั่งพรูกันมา สมควรแก่การบันทึกไว้ก่อนจะลืมไปอีกครั้ง
ใครชวนให้ไปก็จำไม่ได้ รู้แต่ว่าไปกันเป็นกลุ่ม 12 คน มีหนุ่ย ธีรพันธ์ที่เป็นคนพื้นเพของคีรีวงนำทางไปกับมีทีมงานอีก 2-3 คน พวกเราก็มี อ.โอ๊บ พี่กระต้าย พี่เอ น้องอภิรยา หลานพี่กระต้าย ฉิม น้องๆพยาบาลโรงพยาบาลท่าศาลาอีก 4 คน(ซึ่งอึดมาก)
จำได้ว่าวันแรกของการเดินทาง เราเริ่มต้นตอนเย็นจากมหาวิทยาลัย ไปที่คีรีวง ไปกินข้าวเย็นที่ศาลาข้างน้ำตก(ไม่แน่ใจว่าเป็นท่าหา หรือท่าดี แฟนหนุ่ยทำกับข้าวมาให้กิน อร่อยมาก ที่ชอบที่สุดคือน้ำพริกกับผักกูดลวกกะทิ บรรยากาศอาจจะเป็นไจด้วยทำให้อาหารของเรารสชาติอร่อยขึ้น กินข้าวเสร็จก็เดินขึ้นเขา จุดหมายคือขนำสุดท้ายยังเป็นเขตสวนชาวบ้าน เป็นที่นอนพักแรมก่อนจะขึ้นเขาจริงจังในวันรุ่งขึ้น ทางเดินขึ้นมืดต้องนำทางด้วยไฟฉายและเดินตามๆกันไป บางจุดก็ได้เห็นสัตว์กลางคืนอย่างนางอาย หนุ่ยเอาไฟฉายส่องชี้ให้ดูเห็นมันนั่งตาวาวอยู่บนต้นไม้ ทางเดินทางนี้จะผ่านน้ำตก เราก็เดินตามกันไปก้าวต่อก้าว ฉันก็เดินไปเฉยๆเพราะมองไม่เห็นอะไรต้องเดินตามเขา แต่เส้นทางเดียวกันนี้พอตอนขาลงจะเห็นเลยว่าเป็นน้ำตกที่มีความชันพอควร เดินตอนกลางวันกลับกลัวทำท่าจะเดินไม่ไหวเอา
คืนนั้นเราพักที่ขนำ เป็นกระท่อมแบบเปิด มีฝา 2 ข้าง สามารถนอนเรียงบนเตียงยกพื้น 2 ข้างได้ จำไม่ได้แล้วว่ารู้สึกลำบากหรือเป็นยังไง แต่ก็ผ่านคืนนั้นไปอย่างเรียบร้อย ตอนเช้าตื่นมารู้สึกจะกินข้าวเสร็จสรรพแล้วออกเดินทาง เริ่มต้นก็ยังเป็นสวน พอเดินไปเรื่อยๆก็เป็นป่า เดินขึ้นๆลงๆ บางทีก็อยู่บนสันเขา มีต้นไม้ใหญ่เยอะ ตอนนั้นยังไม่ค่อยสนใจพืชพันธ์ธรรมชาติเท่าไหร่ ก็ดูไปตามที่เขาชี้ให้ดู น่าเสียดายเหมือนกัน ถ้าไปตอนนี้อาจจะได้ประโยชน์มากกว่ามาก
เราผ่านสถานที่ที่ถูกตั้งชื่อตามคนที่บุกเบิกรุ่นแรกๆอย่างลานเฮลิคอปเตอร์ ลานดอกเตอร์ชวลิต มีดอกไม้อย่าง สิงห์โตอาจารย์เต็ม เราพบดอกไม้ป่าสวยๆหลายชนิด เห็นบิโกเนีย(ตอนนั้นยังไม่รู้จักบิโกเนียเลย คิดว่ามันเป็นไม้ตามป่าตามเขา) เห็นมหาสะดำ เฟิร์นขนาดใหญ่ ดอกไม้หลายชนิดสีสันสวยงามแต่ไม่รู้จักชื่อ บางต้นมีลูกเป็นสีฟ้า...ย้ำ..สีฟ้า ไม่เคยเห็นมาก่อนเลย
( โพสต์นี้พิมพ์ไว้หลายปีแล้วค่ะ แต่ save draft ไว้ วันนี้มากด publish ก็เลยขึ้นวันเป็นวันนี้)
Saturday, February 02, 2013
Before....Sunrise..Sunset...and Midnight
ตั้งใจจะพูดถึงภาพยนต์เรื่อง Before Sunrise, Before Sunset และ Before Midnight
เพราะกำลังจะมีทริปไปปารีสเดือนพฤษภาคมนี้ ก็ค้นหาหนังที่มีฉากในปารีสมาดูเป็นการใหญ่ ดู Paris Je tiame , Midnight in Paris แล้วก็ดู Before Sunset
ดู Before Sunset แล้วก็ต้องย้อนไปดู Before Sunrise ไม่น่าเชื่อว่าหนังจะคงเรื่องราวสืบเนื่องมาตามเวลาจริง จากเรื่องแรก Before Sunrise ในปี 1995 หนังเรื่อง Before Sunset มาจับเรื่องราวหลังจากนั้นอีกเก้าปีคือปี 2004 และในปี 2013 นี้กำลังจะมีหนังภาคถัดไปคือ Before Midnight ไม่น่าเชื่อจริงๆ 18 ปี !!!
หนังเรื่องนี้เป็นหนังที่ชอบมาก โรแมนติกสุดๆ เป็นหนังที่เน้นบทสนทนาเป็นอย่างมาก แต่ก็ดึงดูดใจเป็นอย่างมากเช่นกัน มีฉากที่อยู่ในความทรงจำหลายฉาก และมีอีกหลายฉากที่อยากให้ชีวิตเราได้มีโอกาสทำแบบนั้น ^_^
เดี๋ยวค่อยมาเพิ่มเติม.... book mark ไว้ก่อนว่าอยากคุยเรื่องนี้ :)
Before Sunrise เป็นหนังปี 1995 เรื่องของหนุ่มสาวที่พบกันบนรถไฟยูเรลจากบูดาเปสต์ไปเวียนนาในวันที่ 16 มิถุนายน ปี 1994 เจสซี่เป็นหนุ่มอเมริกันเพิ่งเลิกกับแฟนและกำลังจะบินกลับบ้านจากเวียนนา นางเอก เซลีน กำลังจะกลับไปเรียนที่ปารีสหลังจากมาเยี่ยมครอบครัว เจสซี่ชวนเซลีนให้ลงรถไฟที่เวียนนา โดยมีเวลาแค่วันเดียวเพราะวันรุ่งขึ้นเจสซี่จะบินกลับอเมริกา สองคนก็ได้เที่ยวไปในเวียนนา ค่อยๆเรียนรู้ซึ่งกันและกันจากการพูดคุย (เรื่องนี้บทพูดเยอะมากจริงๆ) เป็นอะไรที่ดรแมนติก เรื่องจบลงที่สถานีรถไฟวันรุ่งขึ้น นางเอกขึ้นรถไฟไปปารีสโดยทั้งคู่สัญญาว่าจะกลับมาเจอกันที่เดิมในอีก 6 เดือนข้างหน้า
แล้วเวลาก็ผ่านไป...... 9 ปี
Before Sunset เริ่มเรื่องจากพระเอก(เจสซี่)ที่หลังจากเวลาผ่านไป 9 ปีจากที่พบกับนางเอก(เซลีน) ได้เขียนหนังสือชื่อ This Time เล่าเรื่องราวหนึ่งคืนที่ชายหนุ่มพบกับหญิงสาวในยุโรป หนังสือเล่มนี้กลายเป็นหนังสือขายดี เจสซี่มาโปรโมตหนังสือที่ปารีสที่ร้าน Shakespeare and Company (ตั้งใจว่าถ้าได้ไปปารีสจะไม่พลาดร้านนี้ด้วยประการทั้งปวง) ในระหว่างการให้สัมภาษณ์ เขาหันไปเห็นว่าเซลีนเข้ามายืนฟังอยู่ เงียบๆ เขาตื่นเต้นมากและพยายามปลีกตัวหลังการสัมภาษณ์เพื่อออกมาหาเซลีนที่ยืนคอยอยู่หน้าร้าน ฉากนี้ประทับใจมากเมื่อคิดถึงคนที่ไม่ได้พบกันถึงเก้าปีทั้งๆที่มีความรู้สึกดีๆให้กัน
เจสซี่มีเวลาไม่มากนักก่อนจะเดินทางไปสนามบินเพื่อบินกลับนิวยอร์ก เขานัดหมายเวลาให้รถรอรับ โดยตัวเขาจะใช้เวลาเกือบสองชั่วโมงนี้กับเซลีน การพูดคุยกันพร้อมๆกับการเดินท่องเมืองดูจะเป็นรูปแบบของคู่นี้ที่โรแมนติกและทำให้รู้จักกันลึกซึ้งทั้งๆที่มีเวลาด้วยกันน้อยนิด
เดาซิว่าชีวิตของคู่นี้เป็นยังไงต่อ ต้องต่อที่่ Before Midnight ค่ะ :)
ส่วนการตามรอยหนัง Before Sunset ใน Paris ก็ได้ไปสมความตั้งใจคือ ไปตั้งต้นจากโบสถ์นอร์ตเตอดาม เดินข้ามแม่น้ำและข้ามถนนมาก็เจอร้าน Shakespeare and Company เป็นร้านที่มีคนคึกคักทีเดียวถึงจะไม่ได้แน่นมาก หน้าร้านมีกะบะขายหนังสือมือสอง มีโต๊ะเก้าอี้ชุดนึงที่นั่งคุยกันได้ วันนั้นเห็นมีสาวคนหนึ่งนั่งคุยกับสาวอีกสองคน คงคุยกันเกี่ยวกับร้านนี้เพราะดูคนหนึ่งท่าทางเหมือนเป็นคนของร้าน ข้างในดูแคบเพราะหนังสือเยอะมาก เป็นหนังสือภาษาอังกฤษแยกตามหมวดหมู่ ชั้นบนมีมุมเด็ก บรรยากาศอบอุ่น แต่ไม่ได้ถ่ายรูปข้างใน ออกจะเกรงใจ ได้ซื้อหนังสือมาเล่มหนึ่งเป็นบทหนัง Before Sunrise และ Before Sunset สองเรื่องในเล่มเดียว และซื้อถุงผ้าของร้านมาอีกใบหนึ่งเป็นที่ระลึก
จากนั้นก็เดินไปข้างๆร้าน มีถนนเส้นเล็กๆที่พระเอกนางเอกเดินคุยกันไป
สิงหาคม 2556
มาบันทึกเพิ่มเติมว่าได้ดู Before Midnight แล้ว เนื้อเรื่องของตอนนี้เป็นชีวิตครอบครัวที่มักจะมีปัญหาได้เสมอ แต่ถ้าได้คุยเปิดใจกันก็จะสามารถหาทางแก้ไขได้เช่นกัน เรื่องนี้มีฉากที่ประเทศกรีซ พระเอกไปส่งลูกชายที่เกิดกับภรรยาเก่ากลับไปอเมริกาจากที่ได้มาพักผ่อนอยู่หลายสัปดาห์ เมื่อกลับไปที่พักซึ่งเป็นบ้านของเพื่อนพระเอก ก็จะมีฉากแบบฉบับของ Before.... ทั้งหลายคือการคุยกัน ทั้งเรื่องความหลังเมื่อพบกัน เรื่องราวในชีวิต การเขียนหนังสือของเจสซี่ ... จนเมื่อคู่นี้ได้ไปพักค้างคืนที่โรงแรมที่เพื่อนมอบให้เป็นของขวัญ ตอนเดินไปโรงแรมก็ยังดีๆกัน มาเป็นจุดแตกหักเมื่อนางเอกรู้สึกแย่ที่พระเอกพยายามให้ย้ายไปอยู่อเมริกาเพื่อจะได้ใกล้ลูกชายที่พระเอกรู้สึกว่าตัวเองดูแลลูกน้อยไป นางเอกโกรธมากก็มีการระเบิดอารมณ์ใส่กัน แต่ในที่สุดก็เป็นตามแบบฉบับคือ ใจเย็นลงและยอมรับกันได้ในที่สุด
ต้องบอกว่าพระเอกนางเอกคู่นี้เป็นไปตามวัยจริงๆ ดูเรื่องนี้จบแล้วย้อนไปดู Before Sunrise เห็นเซลีนกับเจสซี่ตอนหนุ่มสาว คนละเรื่องกันเลย แถมรู้สึกอินเหมือนคู่นี้มีชีวิตครอบครัวด้วยกันจริงๆเสียด้วย
สรุปว่าเป็นหนังที่ชอบ ถึงแม้จะไม่มากเท่าสองภาคแรกค่ะ
Before Sunset เริ่มเรื่องจากพระเอก(เจสซี่)ที่หลังจากเวลาผ่านไป 9 ปีจากที่พบกับนางเอก(เซลีน) ได้เขียนหนังสือชื่อ This Time เล่าเรื่องราวหนึ่งคืนที่ชายหนุ่มพบกับหญิงสาวในยุโรป หนังสือเล่มนี้กลายเป็นหนังสือขายดี เจสซี่มาโปรโมตหนังสือที่ปารีสที่ร้าน Shakespeare and Company (ตั้งใจว่าถ้าได้ไปปารีสจะไม่พลาดร้านนี้ด้วยประการทั้งปวง) ในระหว่างการให้สัมภาษณ์ เขาหันไปเห็นว่าเซลีนเข้ามายืนฟังอยู่ เงียบๆ เขาตื่นเต้นมากและพยายามปลีกตัวหลังการสัมภาษณ์เพื่อออกมาหาเซลีนที่ยืนคอยอยู่หน้าร้าน ฉากนี้ประทับใจมากเมื่อคิดถึงคนที่ไม่ได้พบกันถึงเก้าปีทั้งๆที่มีความรู้สึกดีๆให้กัน
เจสซี่มีเวลาไม่มากนักก่อนจะเดินทางไปสนามบินเพื่อบินกลับนิวยอร์ก เขานัดหมายเวลาให้รถรอรับ โดยตัวเขาจะใช้เวลาเกือบสองชั่วโมงนี้กับเซลีน การพูดคุยกันพร้อมๆกับการเดินท่องเมืองดูจะเป็นรูปแบบของคู่นี้ที่โรแมนติกและทำให้รู้จักกันลึกซึ้งทั้งๆที่มีเวลาด้วยกันน้อยนิด
เดาซิว่าชีวิตของคู่นี้เป็นยังไงต่อ ต้องต่อที่่ Before Midnight ค่ะ :)
ส่วนการตามรอยหนัง Before Sunset ใน Paris ก็ได้ไปสมความตั้งใจคือ ไปตั้งต้นจากโบสถ์นอร์ตเตอดาม เดินข้ามแม่น้ำและข้ามถนนมาก็เจอร้าน Shakespeare and Company เป็นร้านที่มีคนคึกคักทีเดียวถึงจะไม่ได้แน่นมาก หน้าร้านมีกะบะขายหนังสือมือสอง มีโต๊ะเก้าอี้ชุดนึงที่นั่งคุยกันได้ วันนั้นเห็นมีสาวคนหนึ่งนั่งคุยกับสาวอีกสองคน คงคุยกันเกี่ยวกับร้านนี้เพราะดูคนหนึ่งท่าทางเหมือนเป็นคนของร้าน ข้างในดูแคบเพราะหนังสือเยอะมาก เป็นหนังสือภาษาอังกฤษแยกตามหมวดหมู่ ชั้นบนมีมุมเด็ก บรรยากาศอบอุ่น แต่ไม่ได้ถ่ายรูปข้างใน ออกจะเกรงใจ ได้ซื้อหนังสือมาเล่มหนึ่งเป็นบทหนัง Before Sunrise และ Before Sunset สองเรื่องในเล่มเดียว และซื้อถุงผ้าของร้านมาอีกใบหนึ่งเป็นที่ระลึก
จากนั้นก็เดินไปข้างๆร้าน มีถนนเส้นเล็กๆที่พระเอกนางเอกเดินคุยกันไป
พอเดินสุดซอยคู่นั้นเขาก็เล ี้ยวซ้ายเข้าถนนเล็กๆเส้นนี ้ rue Galande ค่ะ เป็นถนนเล็กๆน่ารักมาก
สิงหาคม 2556
มาบันทึกเพิ่มเติมว่าได้ดู Before Midnight แล้ว เนื้อเรื่องของตอนนี้เป็นชีวิตครอบครัวที่มักจะมีปัญหาได้เสมอ แต่ถ้าได้คุยเปิดใจกันก็จะสามารถหาทางแก้ไขได้เช่นกัน เรื่องนี้มีฉากที่ประเทศกรีซ พระเอกไปส่งลูกชายที่เกิดกับภรรยาเก่ากลับไปอเมริกาจากที่ได้มาพักผ่อนอยู่หลายสัปดาห์ เมื่อกลับไปที่พักซึ่งเป็นบ้านของเพื่อนพระเอก ก็จะมีฉากแบบฉบับของ Before.... ทั้งหลายคือการคุยกัน ทั้งเรื่องความหลังเมื่อพบกัน เรื่องราวในชีวิต การเขียนหนังสือของเจสซี่ ... จนเมื่อคู่นี้ได้ไปพักค้างคืนที่โรงแรมที่เพื่อนมอบให้เป็นของขวัญ ตอนเดินไปโรงแรมก็ยังดีๆกัน มาเป็นจุดแตกหักเมื่อนางเอกรู้สึกแย่ที่พระเอกพยายามให้ย้ายไปอยู่อเมริกาเพื่อจะได้ใกล้ลูกชายที่พระเอกรู้สึกว่าตัวเองดูแลลูกน้อยไป นางเอกโกรธมากก็มีการระเบิดอารมณ์ใส่กัน แต่ในที่สุดก็เป็นตามแบบฉบับคือ ใจเย็นลงและยอมรับกันได้ในที่สุด
ต้องบอกว่าพระเอกนางเอกคู่นี้เป็นไปตามวัยจริงๆ ดูเรื่องนี้จบแล้วย้อนไปดู Before Sunrise เห็นเซลีนกับเจสซี่ตอนหนุ่มสาว คนละเรื่องกันเลย แถมรู้สึกอินเหมือนคู่นี้มีชีวิตครอบครัวด้วยกันจริงๆเสียด้วย
สรุปว่าเป็นหนังที่ชอบ ถึงแม้จะไม่มากเท่าสองภาคแรกค่ะ
Saturday, January 26, 2013
Very beginning...ดูนก
ไปหยิบสมุดบันทึกเล่มหนึ่งเป็นบันทึกการดูนกที่ออสเตรเลีย มีการเขียนและวาดรูปเอาไว้ เอามาอ่านอีกครั้งก็รู้สึกดี กลัวหาย เอามาแปะไว้ตรงนี้ดีกว่าค่ะ
ส่วนตัวเริ่มต้นการดูนกที่ออสเตรเลีย เพราะไปเจอกับพี่ที่ชอบดูนก ก็ได้ตั้งต้นดูนกอย่างจริงจัง เริ่มจากดูนกด้วยตาเปล่ารอบๆตัว นกที่เห็นบ่อยมากคือ Australian Magpie ตัวใหญ่สีขาวดำ มีนกตัวเล็กกว่าที่เห็นบ่อยพอกันคือ Magpie Lark หรือที่เราเรียกว่า PeeWee,Mudlark (ตัวเมียคอขาว ตัวผู้คอดำ) นกหน้าตาไม่คุ้นแต่เห็นบ่อยคือ Crested Pigeon ส่วนพวก Ibis นี่เดินอยู่ในเมือง อยู่ตาม park เชื่องเป็นไก่กันเลย
นกที่ปลาบปลื้มที่สุดที่เจอคือ Tawny Frogmouth เป็นนกที่บังเอิญเจอด้วยตัวเอง เพราะวันนั้นพวกเราไปเที่ยวดูนกใน Botanic Garden ของ Canberra แล้วฝนตก มีลูกเห็บตกลงมาด้วย เราเข้าไปหลบฝนกันในศาลากลางสวน มีนักเรียนมาหลบฝนอยู่ด้วยหลายคน มีผู้หญิงคนหนึ่งเข้ามาหลบฝน เราก็เชิญให้นั่งด้วยกัน แล้วเห็นว่าเขามีหนังสือคู่มือดูนก ก็คุยกัน เขาบอกว่าเขาตั้งใจจะมาหา Tawny Frogmouth เพราะได้ข่าวว่าอยู่แถวนี้ เขาชี้จุดเป็นต้นไม้ใหญ่บริเวณใกล้ห้องน้ำ ไม่ไกลจากศาลาที่เรานั่งมากนัก เราก็ตื่นเต้นกันใหญ่พยายามมองหา ก็หาไม่เจอ จนมานั่งหลบฝนกันต่อ แล้วก็ลองส่องกล้องไล่ไปเรื่อยๆ จนในที่สุดเห็นนกตัวหนึ่งลักษณะคล้ายนกปากกบที่เห็นในหนังสือ ก็เลยเรียกให้คนอื่นๆมาดู ใช่นกตัวที่เราตามหาจริงๆด้วย ฟลุ๊คมากๆ เป็นนกที่น่ารักมากจริงๆ :)
ตอนนั้นเดือนกันยายน 2002 บันทึกวิธีการใช้กล้องไว้ว่า...
"การปรับโฟกัสกล้อง ปกติก็หมุนๆโฟกัสเอาเฉยๆ ใครจะไปรู้ละว่าต้องมองด้วยตาซ้ายหลับตาขวาก่อน ปรับให้ชัด (โดยการหมุนที่ปรับโฟกัสตรงกลางกล้อง พอชัด)แล้วก็หลับตาซ้ายมองด้วยตาขวา คราวนี้มาปรับ eye piece ทางเลนส์ตาขวา (คือมันจะหมุนๆได้ค่ะ) ภาพจะออกมาชัด เพราะตาเราซ้ายขวาอาจชัดไม่เท่ากัน! "
Pattersaon's curse คำสาปแพตเตอร์สัน เป็นวัชพืชในออสเตรเลีย แต่ส่วนตัวแล้วชอบมากๆ ยิ่งเวลาบานเยอะๆเป็นทุ่งสวยเชียว ช่วง spring จะมีเต็มไปหมด
ส่วนตัวเริ่มต้นการดูนกที่ออสเตรเลีย เพราะไปเจอกับพี่ที่ชอบดูนก ก็ได้ตั้งต้นดูนกอย่างจริงจัง เริ่มจากดูนกด้วยตาเปล่ารอบๆตัว นกที่เห็นบ่อยมากคือ Australian Magpie ตัวใหญ่สีขาวดำ มีนกตัวเล็กกว่าที่เห็นบ่อยพอกันคือ Magpie Lark หรือที่เราเรียกว่า PeeWee,Mudlark (ตัวเมียคอขาว ตัวผู้คอดำ) นกหน้าตาไม่คุ้นแต่เห็นบ่อยคือ Crested Pigeon ส่วนพวก Ibis นี่เดินอยู่ในเมือง อยู่ตาม park เชื่องเป็นไก่กันเลย
นกที่ปลาบปลื้มที่สุดที่เจอคือ Tawny Frogmouth เป็นนกที่บังเอิญเจอด้วยตัวเอง เพราะวันนั้นพวกเราไปเที่ยวดูนกใน Botanic Garden ของ Canberra แล้วฝนตก มีลูกเห็บตกลงมาด้วย เราเข้าไปหลบฝนกันในศาลากลางสวน มีนักเรียนมาหลบฝนอยู่ด้วยหลายคน มีผู้หญิงคนหนึ่งเข้ามาหลบฝน เราก็เชิญให้นั่งด้วยกัน แล้วเห็นว่าเขามีหนังสือคู่มือดูนก ก็คุยกัน เขาบอกว่าเขาตั้งใจจะมาหา Tawny Frogmouth เพราะได้ข่าวว่าอยู่แถวนี้ เขาชี้จุดเป็นต้นไม้ใหญ่บริเวณใกล้ห้องน้ำ ไม่ไกลจากศาลาที่เรานั่งมากนัก เราก็ตื่นเต้นกันใหญ่พยายามมองหา ก็หาไม่เจอ จนมานั่งหลบฝนกันต่อ แล้วก็ลองส่องกล้องไล่ไปเรื่อยๆ จนในที่สุดเห็นนกตัวหนึ่งลักษณะคล้ายนกปากกบที่เห็นในหนังสือ ก็เลยเรียกให้คนอื่นๆมาดู ใช่นกตัวที่เราตามหาจริงๆด้วย ฟลุ๊คมากๆ เป็นนกที่น่ารักมากจริงๆ :)
ตอนนั้นเดือนกันยายน 2002 บันทึกวิธีการใช้กล้องไว้ว่า...
"การปรับโฟกัสกล้อง ปกติก็หมุนๆโฟกัสเอาเฉยๆ ใครจะไปรู้ละว่าต้องมองด้วยตาซ้ายหลับตาขวาก่อน ปรับให้ชัด (โดยการหมุนที่ปรับโฟกัสตรงกลางกล้อง พอชัด)แล้วก็หลับตาซ้ายมองด้วยตาขวา คราวนี้มาปรับ eye piece ทางเลนส์ตาขวา (คือมันจะหมุนๆได้ค่ะ) ภาพจะออกมาชัด เพราะตาเราซ้ายขวาอาจชัดไม่เท่ากัน! "
เอิ๊กๆๆๆ ก็คนไม่เคยดูนกอะ จะรู้อะไรมากมาย หลังจากนั้นก็ลองหัดวาดรูป หารูปจากปกหนังสือมาวาด
Kookabara เป็นนกตัวโปรด ชอบมานานแล้ว
Cardigan ตัวนี้ก็สามารถชอบได้โดยไม่เคยเห็นตัวจริง เห็นแต่รูปจากปกหนังสือ :)
Pattersaon's curse คำสาปแพตเตอร์สัน เป็นวัชพืชในออสเตรเลีย แต่ส่วนตัวแล้วชอบมากๆ ยิ่งเวลาบานเยอะๆเป็นทุ่งสวยเชียว ช่วง spring จะมีเต็มไปหมด
Classical Singing กับ Opera Singing
วันนี้นั่งเปิด YouTube หาเพลงฟังตามปกติ ก็เปิดหาเพลงที่ Katherine Jenkins ร้อง เจอเพลงนี้
The Flower Duet - Katherine Jenkins (featuring Kiri Te Kanawa) ( http://www.youtube.com/watch?feature=endscreen&v=5BxifcP3qQE&NR=1 ) ในคอมเม้นต์ที่คนเขาเขียนกันมีบางส่วนพูดถึง opera singer กับ classical singer ว่าแตกต่างกัน
"mike04535 4 months agoOh you Jenkins trolls do shut up. You have no idea what you are banging on about. CJ is a classical singer, not an opera singer. All opera singers are classical singers but not all classical singers are opera singers. That does not de-value their talent. Julie Andrews, Jeanette McDonald, Deanna Durbin, Kathryn Gayson and othe stars were all classically trained singers and could sing classical songs including opera arias. None appeared in opera but were not considered to be inferior singers."
bexie1992 5 months agoHey I like her, but I do know that she's not an opera singer you can tell that he voice isn't in that style. I love opera and not all of us moan about it when people say she's not an opera singer. She said the she wasn't an opera singer, she said she uses the tone of her voice rather then uses the operatic technique. She can sing what ever song she likes it's up to her. She is a good singers, but she admits that she's not an opera singer.
ประมาณว่า KJ เป็นนักร้องเพลง classic แต่ไม่ใช่นักร้องเพลงโอเปร่า เพราะไม่ได้ใช้ operatic technique ในการร้อง แต่ไม่ได้แปลว่าไม่สามารถเพราะจริงๆแล้วนักร้องที่เป็น classically trained singers ก็สามารถร้องโอเปร่าได้ เพียงแต่อาจจะไม่เคยได้แสดงในโอเปร่าเท่านั้น (นักร้องโอเปร่าทุกคนถือว่าเป็น classical singer แต่ไม่ใช่ classical singer ทุกคนที่ร้องเพลงโอเปร่า)
พอจะชัดเจนขึ้นเรื่องนักร้องเพลงคลาสสิคกับนักร้องโอเปร่าก็เลยฟังเพลงของ Kiri Te Knanawa คนที่ featuring กับ KJ ใน The Flower Duet ต่อไป ไปเจอคลิปที่ร้องเพลง I Dream a Dream แล้วก็มี comment ที่เปรียบเทียบเธอกับ Susan Boyle และก็มีคนออกมาบอกว่าอย่ามาเทียบ คนละระดับกัน ก็เลยค้นต่อไปอีกว่ามีอะไรบ้าง เจอข่าวของ Daily Telegraph สรุปว่า Dame Kiri ก็ไม่ได้ปลื้ม Susan Boyle เท่าไร :)
ก็สนุกดีนะ เรื่องของนักร้องเก่งๆเนี่ย..... :)( http://www.telegraph.co.uk/culture/tvandradio/susan-boyle/7734530/Dame-Kiri-Te-Kanawa-not-interested-in-Susan-Boyle.html )
" 7:30AM BST 18 May 2010
Dame Kiri said she was ''not interested'' in discussing the YouTube sensation after Boyle performed it on Britain's Got Talent last year.Dame Kiri is involved in the BBC Radio 2 Kiri Prize, a hunt to find an opera star of the future.Asked about Boyle's success with the tune from Les Miserables, she told the Radio Times: ''Let's get off that subject. Move on.''I'm doing something classical, not whiz-bang. Whiz-bang disappears. It goes 'whiz' and then 'bang'.'' "--------------------------------------------------------------------------------จากข้อมูลต่างๆที่ค้นมา ชอบข้อมูลจากเพจนี้ด้วยที่บอกลักษณะของนักร้องเพลงคลาสสิคซึ่งไม่จำเป็นว่าจะต้องร้องเพลง opera http://wonderofvoice.wordpress.com/2011/04/01/classical-singing-is-not-always-about-opera/ "
Classical singing is not always about opera.April 1, 2011 by wonderofvoicePeople often have prejudices against opera. This can mean particularly the way singers sound in classical opera as they sing without amplification. Singers spend years in developing their voices to the maximum, building their own instruments and their ”in-built microphone” . This means the voice gets louder and more penetrating because it has to carry over the strong sound of an orchestra. Sometimes this development is taken to an extreme and the beauty of the sound even compromised. There is a lot of carrying power, a strong so called singers formant. At near distance such a voice can literally hurt in your ears! In many cases these voices are classified as dramatic and may be suitable for certain types of repertoire. The component of brightness is exaggerated in relation to darkness or there is an overly dark pressed phonation– against the old Italian ideal of the balance of chiaroscuro (bright-dark). This can also be a result of too much air pressure. Such overly metallic or unnaturally darkened voices are not always produced with harmful technique but the danger is near. "
Sunday, January 20, 2013
The sky is so clear tonight. Let's go and see the stars!!!
เมื่อตะกี้ก่อนสองทุ่มออกไป ปิดประตูบ้าน เงยหน้ามองท้องฟ้า เห็นดาวชัดมาก อากาศดีเหมาะแก่การดูดาวสวย ๆค่ะ
หันหน้าไปทางทิศตะวันออก เงยหน้าขึ้นจะเห็นกลุ่มดาวไ ถชัดมากค่ะ(คุณพ่อบอกว่า ดาวไถเป็นไส้ของดาวเต่า แต่ฝรั่งเรียกกลุ่มดาวนายพร าน Orion ค่ะ) และจะเห็นสามเหลี่ยมฤดูหนาว คือดาวบีเทลจุส(ขาหน้าขวาขอ งดาวเต่า) โปรซิออน(ดาวสุนัขเล็ก) และซิริอุส(ดาวสุนัขใหญ่) ลากเส้นสามเหลี่ยมด้านเท่าไ ด้เลย
เงยหน้าสูงขึ้นไปอีกนิด จะมีดาวสว่างสองดวง ดวงเล็กกว่าที่อยู่ข้างล่าง คือดาวตาวัว สูงขึ้นไปที่สว่างหน่อยคือด าวพฤหัสบดี ช่วงนี้อยู่ใกล้ดกลุ่มดาววั ว
เงยไปอีกหน่อยจะเห็นดวงจันท ร์ครึ่งดวง เป็นข้างขึ้น วันนี้ขึ้นเก้าค่ำเดือนสองค ่ะ
ตามรูปที่แนบมานี้เลย (แต่รูปนี้เขียนฟรีแฮนด์ ไม่ได้ตามสเกลจริงนะคะ)
สวยๆๆๆๆ ออกไปดูดาวกันเถอะค่ะ....
หันหน้าไปทางทิศตะวันออก เงยหน้าขึ้นจะเห็นกลุ่มดาวไ
เงยหน้าสูงขึ้นไปอีกนิด จะมีดาวสว่างสองดวง ดวงเล็กกว่าที่อยู่ข้างล่าง
เงยไปอีกหน่อยจะเห็นดวงจันท
ตามรูปที่แนบมานี้เลย (แต่รูปนี้เขียนฟรีแฮนด์ ไม่ได้ตามสเกลจริงนะคะ)
สวยๆๆๆๆ ออกไปดูดาวกันเถอะค่ะ....
ไฟศิลป์....ของแวนโก๊ะห์
วันนี้อ่านหนังสือเรื่อง ไฟศิลป์ เป็นชีวประวัติที่เขียนแบบนิยายของวินเซนต์ แวนโก๊ะห์ จิตรกร Post-Impressionist ชื่อดังชาวดัชต์ หนังสือเล่มนี้แปลและเรียบเรียงจากเรื่อง Lust for Live ของ Irving Stone แปลโดยคุณ กิติมา อมรทัต มีความรู้สึกว่าเพิ่งเคยผ่านตาเรื่องชื่อเดียวกันนี้ไม่นานนี่เอง แต่เมื่อดูประวัติการตีพิมพ์ เรื่องนี้ถูกตีพิมพ์ใน สตรีสารรายสัปดาห์มาตั้งแต่เดือนตุลาคม 2516
ความที่ไม่ค่อยสนใจงานของแวนโก๊ะห์ ถึงจะรู้ว่าภาพเขาราคาแพงก็ตามก็เลยไม่ได้ติดตามอ่านเรื่องราวของเขา จนวันนี้มานั่งอ่านก็พบว่าชีวิตจิตรกรสมัยนั้นมักจะมาอารมณ์คล้ายๆกันคือ ทุ่มเท และแสวงหาความจริง ใช้ชีวิตสุดโต่ง อยู่อย่างยากจนเพื่อหาแรงบันดาลใจในการเขียน
เห็นงานของเขาชนิดที่ไม่ใช่งานดังๆยุคหลัง พบว่าจริงๆเขาก็สามารถวาดภาพแบบธรรมดา สมส่วน แบบชีวิตจริงได้ แต่งานที่เป็นตัวตนจะออกมาอีกแบบ แสดงว่าพื้นฐานของจิตรกรก็สำคัญ แวนโก๊ะห์ ก็ต้องเรียนวาดรูป เรียนอนาโตมี ศึกษาวรรณคดี ไม่ใช่แค่นึกอยากจะเป็นจิตรกร แล้วบอกว่าตัวเองมีพรสวรรค์แล้วก็วาดออกมา
ชอบที่เขาพูดกับพ่อเมื่อพ่อถามว่าทำไมเขาต้องมานั่งอ่านหนังสือฝรั่งโง่ๆอยู่
..........."คุณพ่อครับ" เขาเงยหน้าขึ้นจากหนังสือ เลอแปร์โกริโยห์ แล้วตอบช้าๆ "ความรู้ในเรื่องการเขียนรูปนั้นไม่ได้เกิดขึ้นเพราะหัดเขียนรูปคนรูปสัตว์และภูมิประเทศเท่านั้นหรอกครับ แต่มันต้องอาศัยการศึกษาจากวรรณคดีด้วย ............
......... แต่ผมไม่อาจเขียนรูปคนรูปสัตว์โดยไม่รู้เรื่องโครงกระดูก กล้ามเนื้อ และเส้นเอ็นภายในให้ทั่วหมดเสียก่อน ผมจึงไม่อาจเขียนรูปหัวคนได้ โดยไม่รู้ว่ามีอะไรเคลื่อนไหวอยู่ภายใน อยู่ในสมองและอยู่ในวิญญาณของคนคนนั้นเสียก่อนเหมือนกัน ในการเขียนรูปชีวิตนั้นผู้เขียนจะต้องเข้าใจไม่ใช่แต่เพียงเรื่องร่างกายเท่านั้น แต่จะต้องเข้าใจถึงสิ่งที่มนุษย์นั้นรู้สึก และเข้าใจถึงโลกที่เขาอยู่ด้วย จิตรกรที่รู้จักแต่งานของตัวเองโดยไม่รู้อย่างอื่นเลยนั้นก็คือศิลปินเพียงผิวเผินเท่านั้น................
(เพิ่งสังเกตว่าในเรื่องเขาอ่านเรื่อง HONORE DE BALZAC : LE PERE GORIOT ด้วย Van Gogh มีอายุอยู่ในช่วง 30 March 1853 – 29 July 1890 และ ฺBalzac มีอายุช่วง 20 May 1799 – 18 August 1850)
อีกตอนหนึ่งที่ชอบคือช่วงที่เขาไปอยู่กับน้องชาย ธีโอที่ปารีส เขาพบจิตรกรแนวอิมเพรสชั่นนิสต์ และช็อคกับรูปแบบสมัยใหม่ที่เขาไม่เคยใช้เทคนิคเหล่านั้น จากเดิมที่เขาวาดภาพแบบดัชต์หม่นๆมัวๆ แล้วต้องมาใช้สีสดๆและเทคนิคแปลกๆ ทำให้เขาขาดความมั่นใจไปช่วงหนึ่ง และเกือบจะสูญเสียความเป็นตัวของตัวเองไปด้วยการลอกเลียนแบบคนอื่น
ชีวิตของเขาน่าเศร้าทีเดียว และจบชีวิตลงโดยการฆ่าตัวตายในวัยสามสิบเจ็ดปี
อ่านจบไปพร้อมกับทำความรู้จักแวนโก๊ะห์มากขึ้น แต่ก็ยังไม่ชอบสไตล์งานของเขาอยู่ดี :)
เพิ่งรู้อีกอย่างว่าเขาสนิทกับโกแกง (ก็พอกัน .... งานของโกแกง ก็ไม่ชอบเหมือนกัน) ดีนะที่ศิลปินคบกันและเป็นกัลยาณมิตรกันเพื่ออุดมการณ์และงานดีๆของตัวเอง
Oct 2013
มาโน้ตเพิ่มเติมว่า ได้มีทริปไปเนเธอร์แลนด์ ได้ไป Rijkmuseum เมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม 2013 ได้เห็นภาพของแวนโก๊ะหลายภาพ และได้เดินผ่านพิพิธภัณฑ์ Van Gogh ด้วย และ...อย่างที่คาด ไม่ได้เข้าไปชมค่ะ
ความที่ไม่ค่อยสนใจงานของแวนโก๊ะห์ ถึงจะรู้ว่าภาพเขาราคาแพงก็ตามก็เลยไม่ได้ติดตามอ่านเรื่องราวของเขา จนวันนี้มานั่งอ่านก็พบว่าชีวิตจิตรกรสมัยนั้นมักจะมาอารมณ์คล้ายๆกันคือ ทุ่มเท และแสวงหาความจริง ใช้ชีวิตสุดโต่ง อยู่อย่างยากจนเพื่อหาแรงบันดาลใจในการเขียน
เห็นงานของเขาชนิดที่ไม่ใช่งานดังๆยุคหลัง พบว่าจริงๆเขาก็สามารถวาดภาพแบบธรรมดา สมส่วน แบบชีวิตจริงได้ แต่งานที่เป็นตัวตนจะออกมาอีกแบบ แสดงว่าพื้นฐานของจิตรกรก็สำคัญ แวนโก๊ะห์ ก็ต้องเรียนวาดรูป เรียนอนาโตมี ศึกษาวรรณคดี ไม่ใช่แค่นึกอยากจะเป็นจิตรกร แล้วบอกว่าตัวเองมีพรสวรรค์แล้วก็วาดออกมา
ชอบที่เขาพูดกับพ่อเมื่อพ่อถามว่าทำไมเขาต้องมานั่งอ่านหนังสือฝรั่งโง่ๆอยู่
..........."คุณพ่อครับ" เขาเงยหน้าขึ้นจากหนังสือ เลอแปร์โกริโยห์ แล้วตอบช้าๆ "ความรู้ในเรื่องการเขียนรูปนั้นไม่ได้เกิดขึ้นเพราะหัดเขียนรูปคนรูปสัตว์และภูมิประเทศเท่านั้นหรอกครับ แต่มันต้องอาศัยการศึกษาจากวรรณคดีด้วย ............
......... แต่ผมไม่อาจเขียนรูปคนรูปสัตว์โดยไม่รู้เรื่องโครงกระดูก กล้ามเนื้อ และเส้นเอ็นภายในให้ทั่วหมดเสียก่อน ผมจึงไม่อาจเขียนรูปหัวคนได้ โดยไม่รู้ว่ามีอะไรเคลื่อนไหวอยู่ภายใน อยู่ในสมองและอยู่ในวิญญาณของคนคนนั้นเสียก่อนเหมือนกัน ในการเขียนรูปชีวิตนั้นผู้เขียนจะต้องเข้าใจไม่ใช่แต่เพียงเรื่องร่างกายเท่านั้น แต่จะต้องเข้าใจถึงสิ่งที่มนุษย์นั้นรู้สึก และเข้าใจถึงโลกที่เขาอยู่ด้วย จิตรกรที่รู้จักแต่งานของตัวเองโดยไม่รู้อย่างอื่นเลยนั้นก็คือศิลปินเพียงผิวเผินเท่านั้น................
(เพิ่งสังเกตว่าในเรื่องเขาอ่านเรื่อง HONORE DE BALZAC : LE PERE GORIOT ด้วย Van Gogh มีอายุอยู่ในช่วง 30 March 1853 – 29 July 1890 และ ฺBalzac มีอายุช่วง 20 May 1799 – 18 August 1850)
อีกตอนหนึ่งที่ชอบคือช่วงที่เขาไปอยู่กับน้องชาย ธีโอที่ปารีส เขาพบจิตรกรแนวอิมเพรสชั่นนิสต์ และช็อคกับรูปแบบสมัยใหม่ที่เขาไม่เคยใช้เทคนิคเหล่านั้น จากเดิมที่เขาวาดภาพแบบดัชต์หม่นๆมัวๆ แล้วต้องมาใช้สีสดๆและเทคนิคแปลกๆ ทำให้เขาขาดความมั่นใจไปช่วงหนึ่ง และเกือบจะสูญเสียความเป็นตัวของตัวเองไปด้วยการลอกเลียนแบบคนอื่น
ชีวิตของเขาน่าเศร้าทีเดียว และจบชีวิตลงโดยการฆ่าตัวตายในวัยสามสิบเจ็ดปี
อ่านจบไปพร้อมกับทำความรู้จักแวนโก๊ะห์มากขึ้น แต่ก็ยังไม่ชอบสไตล์งานของเขาอยู่ดี :)
เพิ่งรู้อีกอย่างว่าเขาสนิทกับโกแกง (ก็พอกัน .... งานของโกแกง ก็ไม่ชอบเหมือนกัน) ดีนะที่ศิลปินคบกันและเป็นกัลยาณมิตรกันเพื่ออุดมการณ์และงานดีๆของตัวเอง
Oct 2013
มาโน้ตเพิ่มเติมว่า ได้มีทริปไปเนเธอร์แลนด์ ได้ไป Rijkmuseum เมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม 2013 ได้เห็นภาพของแวนโก๊ะหลายภาพ และได้เดินผ่านพิพิธภัณฑ์ Van Gogh ด้วย และ...อย่างที่คาด ไม่ได้เข้าไปชมค่ะ
Friday, January 11, 2013
พันทิปในตำนาน
ตั้งแต่ปีใหม่เป็นต้นมา เว็บไซต์พันทิปมีการปรับเปลี่ยนโฉมครั้งใหญ่ โดยก่อนปรับก็ได้มีการทำเว็บไซต์ให้ใช้งานขนานกันมาพักหนึ่ง แต่พูดกันตามจริง แม้แต่ตัวเองก็ขี้เกียจจะไปลองใช้ เพราะชินกับการใช้งานแบบเดิม คิดว่าถ้าจะเปลี่ยนก็เปลี่ยนไปเลย ไม่เป็นไร
หลังจากเปลี่ยนมาใช้เว็บใหม่ พบว่ามีเสียงบ่นจากสมาชิกมากมาย โดยเฉพาะระบบ Tag
จากเดิมในเว็บบอร์ดของพันทิปจะแยกเป็นห้องๆ คนที่สนใจเรื่องเดียวกันก็มาสิงอยู่ที่เดียวกัน รู้จักกัน และมีผู้รู้ในเรื่องนั้นๆเข้ามาให้ความรู้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันได้ ระบบใหม่ยังคงแยกห้องอยู่ แต่เพิ่มให้ว่าสามารถ tag ได้ตามเนื้อหาที่เกี่ยวข้อง
ยกตัวอย่างเช่น อยู่ห้องเฉลิมไทยซึ่งเกี่ยวกับบันเทิง แต่ต้องการพูดเกี่ยวกับเรื่องราวหนังไทยซักเรื่องที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับศาสนาในประเทศต่างๆก็อาจจะเจอ Tag "ภาพยนต์ไทย" "ศานาพุทธ" และ "เที่ยวต่างประเทศ" ขึ้นกับคนตั้งกระทู้ว่าจะอยาก tag อะไรบ้าง ผลก็คือกระทู้นั้นจะไปปรากฏอยู่หลายที่มาก บางที่คนในห้องนั้นก็จะรู้สึกว่าไม่เกี่ยว จะโผล่มาอยู่ในห้องนี้ทำไม คนก็เริ่มเบื่อพันทิป คนเก่าๆที่เคยเข้าก็หายหน้าไป
ส่วนตัวก็เฉยๆ เพราะถึงจะเป็นของใหม่แต่ก็รับได้ รำคาญก็แต่คนที่ Tag ไม่รู้เรื่องรู้ราว คิดว่าต่อไปคงจะดีขึ้น นี่เพิ่งใช้งานมายังไม่ถึงสองอาทิตย์เลย ^_^
ชอบความเห็นนี้
ความคิดเห็นที่ 27
---------------------------------------------------------------------
เข้ามาบันทึกเรื่องที่รำคาญไว้ก่อน เดี๋ยวลืม
หลังจากเปลี่ยนมาใช้เว็บใหม่ พบว่ามีเสียงบ่นจากสมาชิกมากมาย โดยเฉพาะระบบ Tag
จากเดิมในเว็บบอร์ดของพันทิปจะแยกเป็นห้องๆ คนที่สนใจเรื่องเดียวกันก็มาสิงอยู่ที่เดียวกัน รู้จักกัน และมีผู้รู้ในเรื่องนั้นๆเข้ามาให้ความรู้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันได้ ระบบใหม่ยังคงแยกห้องอยู่ แต่เพิ่มให้ว่าสามารถ tag ได้ตามเนื้อหาที่เกี่ยวข้อง
ยกตัวอย่างเช่น อยู่ห้องเฉลิมไทยซึ่งเกี่ยวกับบันเทิง แต่ต้องการพูดเกี่ยวกับเรื่องราวหนังไทยซักเรื่องที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับศาสนาในประเทศต่างๆก็อาจจะเจอ Tag "ภาพยนต์ไทย" "ศานาพุทธ" และ "เที่ยวต่างประเทศ" ขึ้นกับคนตั้งกระทู้ว่าจะอยาก tag อะไรบ้าง ผลก็คือกระทู้นั้นจะไปปรากฏอยู่หลายที่มาก บางที่คนในห้องนั้นก็จะรู้สึกว่าไม่เกี่ยว จะโผล่มาอยู่ในห้องนี้ทำไม คนก็เริ่มเบื่อพันทิป คนเก่าๆที่เคยเข้าก็หายหน้าไป
ชอบความเห็นนี้
ความคิดเห็นที่ 27
พันทิปคิดเยอะเกิน เห็นคนใช้งานมากเลยสำคัญตัวผิด คิดว่าคนชอบเวป
เหตุที่คนมาเยอะ เพราะว่าคณภาพของสมาชิก และข่าวสารข้อมูล ความรู้ มากกว่า
เหมือนสภากาแฟ กาแฟไม่ต้องอร่อยก็ได้ แต่คนนั่งกินเป็นคอเดียวกัน ทุกอย่าง OK
เหตุที่คนมาเยอะ เพราะว่าคณภาพของสมาชิก และข่าวสารข้อมูล ความรู้ มากกว่า
เหมือนสภากาแฟ กาแฟไม่ต้องอร่อยก็ได้ แต่คนนั่งกินเป็นคอเดียวกัน ทุกอย่าง OK
---------------------------------------------------------------------
เข้ามาบันทึกเรื่องที่รำคาญไว้ก่อน เดี๋ยวลืม
- การที่แสดงเวลาโพสต์เป็น ช่วงเวลาที่ผ่านมาเหมือน FB แทนที่จะระบุเวลาให้ชัดเจนไปเลย ต้องมานั่งบวกลบคูณหาร เสียเวลา (ในที่สุดก็แก้ไขแล้ว :) )
- การแทรกความคิดเห็นโดยการไปตอบความคิดเห็นบนๆ ทำให้การตอบกระทู้ไม่เป็นตามลำดับเวลาจริง กระทู้ข่าวตามหนังสือพิมพ์เป็นแบบนี้ แต่พันทิปไม่จำเป็นต้องเป็นแบบนี้ก็ได้
- การใช้พื้นที่ไม่เหมาะสม เปิดอ่านแล้วรู้สึกว่ามีพื้นที่ว่างทางขวามือมากเมื่อเทียบกับทั้งหน้าจอ
- กระทู้แนะนำน่าเบื่อมากเพราะกระทู้เดียวสามารถขึ้นกระทู้แนะนำได้หลายห้อง เข้าไปแต่ละห้องแล้วเจอของเดิม
- คนเข้าพันทิปน้อยลง เพราะดูรายชื่อคนที่เห็นบ่อยๆในห้องที่เข้าประจำก็หายไปหรือไม่ก็โพสต์น้อยลง ขาดคุณภาพของข้อมูล
- ไม่มีการแตกกระทู้
- การให้สีของโพสต์ไม่มีสีต่างๆที่แยกแยะได้ง่ายเหมือนเว็บเดิม บางคนใช้สีและ alignment ที่เลือกเป็นแบบของตัวเองไว้ เมื่อมาใช้เว็บใหม่ไม่มีให้เลือกทุกโพสต์เหมือนกัน ยกเว้นสีของ จขกท
- smart search ไม่มี
- คลังกระทู้เก่าไม่มี
- การเลือกเฉพาะห้องที่เราต้องการดูไม่สะดวก เช่น เข้าห้องสมุดต้องการดูเฉพาะห้องประวัติศาสตร์ ไม่รู้จะทำยังไง คิดว่าต้องไปเลือกว่า tag ไหนจะดู tag ไหนจะไม่ดู ยุ่งยากกว่าอันเก่าที่ใช้การ click เลือกที่หน้าห้องย่อยนั้นๆได้เลย
- การ tag ข้ามห้องมากเกินทำให้คุณภาพของห้องนั้นๆลดลง เช่น ถ้าเป็นการ์ตูนวิทยาศาสตร์ที่ไปทำเป็นหนังไทย คนอ่านอาจเป็นคนที่ห้องการ์ตูน ห้องหว้ากอ และห้องเฉลิมไทยซึ่งมีความรู้ความคิดและประสบการณ์ในแต่ละเรื่องคนละ mind set กัน เวลามาแสดงความเห็น แทนที่จะทำให้หลากหลายกลับจะน่าเบื่อ เหมือนเอาคนที่ไม่ใช่คอเดียวกันมานั่งคุยกัน น่าเบื่อมาก
Thursday, January 03, 2013
พระอุปคุต
เคยเห็นรูปปั้นท่านที่วัดชเวซีโกวที่พุกาม แล้วมาเห็นใน FB ของเพื่อนที่ไปเที่ยวเกาะเกร็ด คิดว่าเป็นเพราะที่เกาะเกร็ดเป็นเมืองมอญ ก็จะนับถือพระอุปคุตแพร่หลายกว่าในประเทศไทย
ลองเข้าไปถามในพันทิป ได้ข้อมูลมาประมาณนี้ค่ะ
http://www.pantip.com/topic/30004897
ลองเข้าไปถามในพันทิป ได้ข้อมูลมาประมาณนี้ค่ะ
http://www.pantip.com/topic/30004897
วันนี้ดูรูปใน Facebook ของเพื่อนที่ไปเที่ยวเกาะเกร็ด เห็นพระพุทธรูปที่ท่าเหลียวหน้าไปทางขวา มืออุ้มบาตร มีป้ายเขียนว่า พระอุปคุต จำได้ว่าตอนที่ไปพม่า เคยเห็นพระลักษณะอย่างนี้ประดิษฐานอยู่กลางสระเล็กๆให้คนไปบูชา ลองไปค้นประวัติก็ทราบว่าท่านเป็นพระที่มีพุทธานุภาพและมีฤทธิ์ ลองค้นรูปก็เห็นเป็นรูปพระรูปแบบเหมือนปกติก็มี รูปที่เหลียวหน้าก็มี ก็เลยอยากทราบค่ะว่า ทำไมจึงปั้นพระอุปคุตให้เงยหน้าเหลียวไปทางขวาคะ ใครพอมีข้อมูลขอรบกวนค่ะ
พระพุทธรูปปางจกบาตร"
พระอุปคุตปางจกบาตร หยุดตะวัน
เป็นปางที่พระอุปคุตแหงนหน้าหยุดพระอาทิตย์เพื่อฉันข้าว แสดงออกถึงความอุดมสมบูรณ์มีกินมีกินมีใช้และความยิ่งใหญ่ของท่าน เพราะ แม้แต่พระอาทิตย์ไม่ว่าใหญ่แค่ไหนก็ต้องหยุดด้วยอานุภาพของท่าน นิยมสร้างพระอุปคุตปางนี้ไว้บูชาเพื่อความเป็นสิริมงคล สำหรับท่านผู้ทำจิตให้นอบน้อมบูชาสักการะองค์พระอุปคุตมหาเถระปราบมาร ทำสิ่งใดไม่ว่าจะมีปัญหา
มากแค่ไหน ก็สำเร็จทุกประการ
พระอุปคุตปางจกบาตร หยุดตะวัน
เป็นปางที่พระอุปคุตแหงนหน้าหยุดพระอาทิตย์เพื่อฉันข้าว แสดงออกถึงความอุดมสมบูรณ์มีกินมีกินมีใช้และความยิ่งใหญ่ของท่าน เพราะ แม้แต่พระอาทิตย์ไม่ว่าใหญ่แค่ไหนก็ต้องหยุดด้วยอานุภาพของท่าน นิยมสร้างพระอุปคุตปางนี้ไว้บูชาเพื่อความเป็นสิริมงคล สำหรับท่านผู้ทำจิตให้นอบน้อมบูชาสักการะองค์พระอุปคุตมหาเถระปราบมาร ทำสิ่งใดไม่ว่าจะมีปัญหา
มากแค่ไหน ก็สำเร็จทุกประการ
ความคิดเห็นที่ 4
ข้อมูลเยอะจัง ชอบอ่านค่ะ
ตอนไปพม่า ไกด์เล่าให้ฟังว่า ที่ท่านต้องแหงนหน้ามองดวงอาทิตย์ก็เพราะ ท่านจะรีบฉันให้เสร็จก่อนเลยเพลค่ะ
ก่อนหน้านี้ ท่านก็ได้อธิษฐานขอให้พระอาทิตย์อย่าเพิ่งเคลื่อนผ่าน จนกว่าท่านจะฉันเพลเสร็จค่ะ
ก็เลยเชื่อว่า การบูชาท่านจะทำให้มีกินมีใช้ตลอดค่ะ
ตอนไปพม่า ไกด์เล่าให้ฟังว่า ที่ท่านต้องแหงนหน้ามองดวงอาทิตย์ก็เพราะ ท่านจะรีบฉันให้เสร็จก่อนเลยเพลค่ะ
ก่อนหน้านี้ ท่านก็ได้อธิษฐานขอให้พระอาทิตย์อย่าเพิ่งเคลื่อนผ่าน จนกว่าท่านจะฉันเพลเสร็จค่ะ
ก็เลยเชื่อว่า การบูชาท่านจะทำให้มีกินมีใช้ตลอดค่ะ
Sunday, December 23, 2012
Grimn...
ตั้งแต่เดือนกันยายนปีที่แล้ว ได้ดูซีรี่ส์เรื่อง Grimn ก็สนใจติดตามมาตลอด ตอนนี้ก็ยังคงตามดู season 2 ยังไม่จบเลย
แล้วก็พบว่ามีเรื่องของกริมม์เข้ามาในความสนใจเรื่อยๆ 20 ธันวาคม 2555 ครบรอบเทพนิยายกริมม์ 200 ปี Google Doodle ทำกราฟิกเป็นเรื่องหนูน้อยหมวกแดงทั้งเรื่องน่ารักมาก http://www.google.com/doodles/200th-anniversary-of-grimms-fairy-tales (อ่านรายละเอียดการทำงานของเขา มี storyboard น่ารักด้วย)
วันนี้เปิด BBC ฟัง ค้นไปค้นมาพบว่ามีรายการเรื่อง Grimn Thoughts มีทั้งหมด 10 episodes ตอนนี้ยังเป็น episode ที่ 5 ดีจังเลยจะได้ติดตาม http://www.bbc.co.uk/programmes/b01p3hql
(จริงๆได้ยินคำว่า Grim ใน Harry Potter ตอนนั้นเข้าใจว่าหมายถึงหมาตัวใหญ่ แต่จริงๆในดิกชันนารีแปลว่า ดุร้าย ร้ายกาจ)
แล้วก็พบว่ามีเรื่องของกริมม์เข้ามาในความสนใจเรื่อยๆ 20 ธันวาคม 2555 ครบรอบเทพนิยายกริมม์ 200 ปี Google Doodle ทำกราฟิกเป็นเรื่องหนูน้อยหมวกแดงทั้งเรื่องน่ารักมาก http://www.google.com/doodles/200th-anniversary-of-grimms-fairy-tales (อ่านรายละเอียดการทำงานของเขา มี storyboard น่ารักด้วย)
วันนี้เปิด BBC ฟัง ค้นไปค้นมาพบว่ามีรายการเรื่อง Grimn Thoughts มีทั้งหมด 10 episodes ตอนนี้ยังเป็น episode ที่ 5 ดีจังเลยจะได้ติดตาม http://www.bbc.co.uk/programmes/b01p3hql
(จริงๆได้ยินคำว่า Grim ใน Harry Potter ตอนนั้นเข้าใจว่าหมายถึงหมาตัวใหญ่ แต่จริงๆในดิกชันนารีแปลว่า ดุร้าย ร้ายกาจ)
Sunday, December 09, 2012
ชีวิตของมาซาโอะ เซโตะ ผู้ถูกพ่อและญี่ปุ่นทอดทิ้ง
วันนี้อ่านหนังสือเรื่อง "ชีวิตของมาซาโอะ เซโตะ ผู้ถูกพ่อและญี่ปุ่นทอดทิ้ง" มีทั้งหมดสองเล่ม เคยอ่านมาสองสามครั้ง วันนี้มีโอกาสหยิบขึ้นมาอ่านอีกครั้ง เนื้อหาบางส่วนเป็นสิ่งที่เราเองเคยเห็นและรู้จัก ก็เลยรู้สึกว่าหนังสือเล่มนี้น่าติดตามและมีเนื้อหาที่น่าสนใจมากค่ะ
เดี๋ยวค่อยมาเขียนเพิ่ม มีรายละเอียดปลีกย่อยเยอะเชียว
หนังสือเล่มนี้มีรายละเอียดของชีวิตสมัยก่อนมากทีเดียว จะเห็นสภาพชีวิตรอบๆตัวในสมัยนั้น และชีวิตของมาซาโอเองก็โลดโผนมิใช่น้อย
ส่วนตัวเคยพบกับน้าโอ มาซาโอซักครั้งหรือสองครั้ง ถูกสอนให้เรียกว่าน้าโอ เข้าใจว่าเป็นคนญี่ปุ่นมาโดยตลอด เพิ่งจะมารู้ว่าเป็นคนไทยก็ตอนที่อ่านหนังสือเล่มนี้เมื่อไม่กี่ปีก่อน
เดี๋ยวค่อยมาเขียนเพิ่ม มีรายละเอียดปลีกย่อยเยอะเชียว
หนังสือเล่มนี้มีรายละเอียดของชีวิตสมัยก่อนมากทีเดียว จะเห็นสภาพชีวิตรอบๆตัวในสมัยนั้น และชีวิตของมาซาโอเองก็โลดโผนมิใช่น้อย
ส่วนตัวเคยพบกับน้าโอ มาซาโอซักครั้งหรือสองครั้ง ถูกสอนให้เรียกว่าน้าโอ เข้าใจว่าเป็นคนญี่ปุ่นมาโดยตลอด เพิ่งจะมารู้ว่าเป็นคนไทยก็ตอนที่อ่านหนังสือเล่มนี้เมื่อไม่กี่ปีก่อน
Subscribe to:
Posts (Atom)















