เขาหลวงเป็นชื่อเทือกเขาในนครศรีธรราราชที่มียอดสูงที่สุดในภาคใต้ที่หนึ่งพันแปดร้อยกว่าเมตรเหนือระดับน้ำทะเล มีพืชพันธ์ที่น่าตื่นตาตื่นใจ มีนกสวยรวมไปถึงนกที่ถือเป็นนกประจำจังหวัดนครศรีธรรมราชคือนกกินปลีหางยางเขียว แต่เป็นซับสปีชีส์เฉพาะของที่นี่
ฉันได้ไปเยี่ยมเยือนเขาหลวงช่วงวันที่ 12 -14 เมษายน 2542 นานมากแล้ว..... จำไม่ได้ด้วยว่าไปมาเมื่อไหร่ จนเมื่อเช้านี้เปิดไปดูรูปภาพเก่าๆ เห็นภาพสมัยไปเที่ยว ความหลังก็พรั่งพรูกันมา สมควรแก่การบันทึกไว้ก่อนจะลืมไปอีกครั้ง
ใครชวนให้ไปก็จำไม่ได้ รู้แต่ว่าไปกันเป็นกลุ่ม 12 คน มีหนุ่ย ธีรพันธ์ที่เป็นคนพื้นเพของคีรีวงนำทางไปกับมีทีมงานอีก 2-3 คน พวกเราก็มี อ.โอ๊บ พี่กระต้าย พี่เอ น้องอภิรยา หลานพี่กระต้าย ฉิม น้องๆพยาบาลโรงพยาบาลท่าศาลาอีก 4 คน(ซึ่งอึดมาก)
จำได้ว่าวันแรกของการเดินทาง เราเริ่มต้นตอนเย็นจากมหาวิทยาลัย ไปที่คีรีวง ไปกินข้าวเย็นที่ศาลาข้างน้ำตก(ไม่แน่ใจว่าเป็นท่าหา หรือท่าดี แฟนหนุ่ยทำกับข้าวมาให้กิน อร่อยมาก ที่ชอบที่สุดคือน้ำพริกกับผักกูดลวกกะทิ บรรยากาศอาจจะเป็นไจด้วยทำให้อาหารของเรารสชาติอร่อยขึ้น กินข้าวเสร็จก็เดินขึ้นเขา จุดหมายคือขนำสุดท้ายยังเป็นเขตสวนชาวบ้าน เป็นที่นอนพักแรมก่อนจะขึ้นเขาจริงจังในวันรุ่งขึ้น ทางเดินขึ้นมืดต้องนำทางด้วยไฟฉายและเดินตามๆกันไป บางจุดก็ได้เห็นสัตว์กลางคืนอย่างนางอาย หนุ่ยเอาไฟฉายส่องชี้ให้ดูเห็นมันนั่งตาวาวอยู่บนต้นไม้ ทางเดินทางนี้จะผ่านน้ำตก เราก็เดินตามกันไปก้าวต่อก้าว ฉันก็เดินไปเฉยๆเพราะมองไม่เห็นอะไรต้องเดินตามเขา แต่เส้นทางเดียวกันนี้พอตอนขาลงจะเห็นเลยว่าเป็นน้ำตกที่มีความชันพอควร เดินตอนกลางวันกลับกลัวทำท่าจะเดินไม่ไหวเอา
คืนนั้นเราพักที่ขนำ เป็นกระท่อมแบบเปิด มีฝา 2 ข้าง สามารถนอนเรียงบนเตียงยกพื้น 2 ข้างได้ จำไม่ได้แล้วว่ารู้สึกลำบากหรือเป็นยังไง แต่ก็ผ่านคืนนั้นไปอย่างเรียบร้อย ตอนเช้าตื่นมารู้สึกจะกินข้าวเสร็จสรรพแล้วออกเดินทาง เริ่มต้นก็ยังเป็นสวน พอเดินไปเรื่อยๆก็เป็นป่า เดินขึ้นๆลงๆ บางทีก็อยู่บนสันเขา มีต้นไม้ใหญ่เยอะ ตอนนั้นยังไม่ค่อยสนใจพืชพันธ์ธรรมชาติเท่าไหร่ ก็ดูไปตามที่เขาชี้ให้ดู น่าเสียดายเหมือนกัน ถ้าไปตอนนี้อาจจะได้ประโยชน์มากกว่ามาก
เราผ่านสถานที่ที่ถูกตั้งชื่อตามคนที่บุกเบิกรุ่นแรกๆอย่างลานเฮลิคอปเตอร์ ลานดอกเตอร์ชวลิต มีดอกไม้อย่าง สิงห์โตอาจารย์เต็ม เราพบดอกไม้ป่าสวยๆหลายชนิด เห็นบิโกเนีย(ตอนนั้นยังไม่รู้จักบิโกเนียเลย คิดว่ามันเป็นไม้ตามป่าตามเขา) เห็นมหาสะดำ เฟิร์นขนาดใหญ่ ดอกไม้หลายชนิดสีสันสวยงามแต่ไม่รู้จักชื่อ บางต้นมีลูกเป็นสีฟ้า...ย้ำ..สีฟ้า ไม่เคยเห็นมาก่อนเลย
( โพสต์นี้พิมพ์ไว้หลายปีแล้วค่ะ แต่ save draft ไว้ วันนี้มากด publish ก็เลยขึ้นวันเป็นวันนี้)
Wednesday, February 27, 2013
Saturday, February 02, 2013
Before....Sunrise..Sunset...and Midnight
ตั้งใจจะพูดถึงภาพยนต์เรื่อง Before Sunrise, Before Sunset และ Before Midnight
เพราะกำลังจะมีทริปไปปารีสเดือนพฤษภาคมนี้ ก็ค้นหาหนังที่มีฉากในปารีสมาดูเป็นการใหญ่ ดู Paris Je tiame , Midnight in Paris แล้วก็ดู Before Sunset
ดู Before Sunset แล้วก็ต้องย้อนไปดู Before Sunrise ไม่น่าเชื่อว่าหนังจะคงเรื่องราวสืบเนื่องมาตามเวลาจริง จากเรื่องแรก Before Sunrise ในปี 1995 หนังเรื่อง Before Sunset มาจับเรื่องราวหลังจากนั้นอีกเก้าปีคือปี 2004 และในปี 2013 นี้กำลังจะมีหนังภาคถัดไปคือ Before Midnight ไม่น่าเชื่อจริงๆ 18 ปี !!!
หนังเรื่องนี้เป็นหนังที่ชอบมาก โรแมนติกสุดๆ เป็นหนังที่เน้นบทสนทนาเป็นอย่างมาก แต่ก็ดึงดูดใจเป็นอย่างมากเช่นกัน มีฉากที่อยู่ในความทรงจำหลายฉาก และมีอีกหลายฉากที่อยากให้ชีวิตเราได้มีโอกาสทำแบบนั้น ^_^
เดี๋ยวค่อยมาเพิ่มเติม.... book mark ไว้ก่อนว่าอยากคุยเรื่องนี้ :)
Before Sunrise เป็นหนังปี 1995 เรื่องของหนุ่มสาวที่พบกันบนรถไฟยูเรลจากบูดาเปสต์ไปเวียนนาในวันที่ 16 มิถุนายน ปี 1994 เจสซี่เป็นหนุ่มอเมริกันเพิ่งเลิกกับแฟนและกำลังจะบินกลับบ้านจากเวียนนา นางเอก เซลีน กำลังจะกลับไปเรียนที่ปารีสหลังจากมาเยี่ยมครอบครัว เจสซี่ชวนเซลีนให้ลงรถไฟที่เวียนนา โดยมีเวลาแค่วันเดียวเพราะวันรุ่งขึ้นเจสซี่จะบินกลับอเมริกา สองคนก็ได้เที่ยวไปในเวียนนา ค่อยๆเรียนรู้ซึ่งกันและกันจากการพูดคุย (เรื่องนี้บทพูดเยอะมากจริงๆ) เป็นอะไรที่ดรแมนติก เรื่องจบลงที่สถานีรถไฟวันรุ่งขึ้น นางเอกขึ้นรถไฟไปปารีสโดยทั้งคู่สัญญาว่าจะกลับมาเจอกันที่เดิมในอีก 6 เดือนข้างหน้า
แล้วเวลาก็ผ่านไป...... 9 ปี
Before Sunset เริ่มเรื่องจากพระเอก(เจสซี่)ที่หลังจากเวลาผ่านไป 9 ปีจากที่พบกับนางเอก(เซลีน) ได้เขียนหนังสือชื่อ This Time เล่าเรื่องราวหนึ่งคืนที่ชายหนุ่มพบกับหญิงสาวในยุโรป หนังสือเล่มนี้กลายเป็นหนังสือขายดี เจสซี่มาโปรโมตหนังสือที่ปารีสที่ร้าน Shakespeare and Company (ตั้งใจว่าถ้าได้ไปปารีสจะไม่พลาดร้านนี้ด้วยประการทั้งปวง) ในระหว่างการให้สัมภาษณ์ เขาหันไปเห็นว่าเซลีนเข้ามายืนฟังอยู่ เงียบๆ เขาตื่นเต้นมากและพยายามปลีกตัวหลังการสัมภาษณ์เพื่อออกมาหาเซลีนที่ยืนคอยอยู่หน้าร้าน ฉากนี้ประทับใจมากเมื่อคิดถึงคนที่ไม่ได้พบกันถึงเก้าปีทั้งๆที่มีความรู้สึกดีๆให้กัน
เจสซี่มีเวลาไม่มากนักก่อนจะเดินทางไปสนามบินเพื่อบินกลับนิวยอร์ก เขานัดหมายเวลาให้รถรอรับ โดยตัวเขาจะใช้เวลาเกือบสองชั่วโมงนี้กับเซลีน การพูดคุยกันพร้อมๆกับการเดินท่องเมืองดูจะเป็นรูปแบบของคู่นี้ที่โรแมนติกและทำให้รู้จักกันลึกซึ้งทั้งๆที่มีเวลาด้วยกันน้อยนิด
เดาซิว่าชีวิตของคู่นี้เป็นยังไงต่อ ต้องต่อที่่ Before Midnight ค่ะ :)
ส่วนการตามรอยหนัง Before Sunset ใน Paris ก็ได้ไปสมความตั้งใจคือ ไปตั้งต้นจากโบสถ์นอร์ตเตอดาม เดินข้ามแม่น้ำและข้ามถนนมาก็เจอร้าน Shakespeare and Company เป็นร้านที่มีคนคึกคักทีเดียวถึงจะไม่ได้แน่นมาก หน้าร้านมีกะบะขายหนังสือมือสอง มีโต๊ะเก้าอี้ชุดนึงที่นั่งคุยกันได้ วันนั้นเห็นมีสาวคนหนึ่งนั่งคุยกับสาวอีกสองคน คงคุยกันเกี่ยวกับร้านนี้เพราะดูคนหนึ่งท่าทางเหมือนเป็นคนของร้าน ข้างในดูแคบเพราะหนังสือเยอะมาก เป็นหนังสือภาษาอังกฤษแยกตามหมวดหมู่ ชั้นบนมีมุมเด็ก บรรยากาศอบอุ่น แต่ไม่ได้ถ่ายรูปข้างใน ออกจะเกรงใจ ได้ซื้อหนังสือมาเล่มหนึ่งเป็นบทหนัง Before Sunrise และ Before Sunset สองเรื่องในเล่มเดียว และซื้อถุงผ้าของร้านมาอีกใบหนึ่งเป็นที่ระลึก
จากนั้นก็เดินไปข้างๆร้าน มีถนนเส้นเล็กๆที่พระเอกนางเอกเดินคุยกันไป
สิงหาคม 2556
มาบันทึกเพิ่มเติมว่าได้ดู Before Midnight แล้ว เนื้อเรื่องของตอนนี้เป็นชีวิตครอบครัวที่มักจะมีปัญหาได้เสมอ แต่ถ้าได้คุยเปิดใจกันก็จะสามารถหาทางแก้ไขได้เช่นกัน เรื่องนี้มีฉากที่ประเทศกรีซ พระเอกไปส่งลูกชายที่เกิดกับภรรยาเก่ากลับไปอเมริกาจากที่ได้มาพักผ่อนอยู่หลายสัปดาห์ เมื่อกลับไปที่พักซึ่งเป็นบ้านของเพื่อนพระเอก ก็จะมีฉากแบบฉบับของ Before.... ทั้งหลายคือการคุยกัน ทั้งเรื่องความหลังเมื่อพบกัน เรื่องราวในชีวิต การเขียนหนังสือของเจสซี่ ... จนเมื่อคู่นี้ได้ไปพักค้างคืนที่โรงแรมที่เพื่อนมอบให้เป็นของขวัญ ตอนเดินไปโรงแรมก็ยังดีๆกัน มาเป็นจุดแตกหักเมื่อนางเอกรู้สึกแย่ที่พระเอกพยายามให้ย้ายไปอยู่อเมริกาเพื่อจะได้ใกล้ลูกชายที่พระเอกรู้สึกว่าตัวเองดูแลลูกน้อยไป นางเอกโกรธมากก็มีการระเบิดอารมณ์ใส่กัน แต่ในที่สุดก็เป็นตามแบบฉบับคือ ใจเย็นลงและยอมรับกันได้ในที่สุด
ต้องบอกว่าพระเอกนางเอกคู่นี้เป็นไปตามวัยจริงๆ ดูเรื่องนี้จบแล้วย้อนไปดู Before Sunrise เห็นเซลีนกับเจสซี่ตอนหนุ่มสาว คนละเรื่องกันเลย แถมรู้สึกอินเหมือนคู่นี้มีชีวิตครอบครัวด้วยกันจริงๆเสียด้วย
สรุปว่าเป็นหนังที่ชอบ ถึงแม้จะไม่มากเท่าสองภาคแรกค่ะ
Before Sunset เริ่มเรื่องจากพระเอก(เจสซี่)ที่หลังจากเวลาผ่านไป 9 ปีจากที่พบกับนางเอก(เซลีน) ได้เขียนหนังสือชื่อ This Time เล่าเรื่องราวหนึ่งคืนที่ชายหนุ่มพบกับหญิงสาวในยุโรป หนังสือเล่มนี้กลายเป็นหนังสือขายดี เจสซี่มาโปรโมตหนังสือที่ปารีสที่ร้าน Shakespeare and Company (ตั้งใจว่าถ้าได้ไปปารีสจะไม่พลาดร้านนี้ด้วยประการทั้งปวง) ในระหว่างการให้สัมภาษณ์ เขาหันไปเห็นว่าเซลีนเข้ามายืนฟังอยู่ เงียบๆ เขาตื่นเต้นมากและพยายามปลีกตัวหลังการสัมภาษณ์เพื่อออกมาหาเซลีนที่ยืนคอยอยู่หน้าร้าน ฉากนี้ประทับใจมากเมื่อคิดถึงคนที่ไม่ได้พบกันถึงเก้าปีทั้งๆที่มีความรู้สึกดีๆให้กัน
เจสซี่มีเวลาไม่มากนักก่อนจะเดินทางไปสนามบินเพื่อบินกลับนิวยอร์ก เขานัดหมายเวลาให้รถรอรับ โดยตัวเขาจะใช้เวลาเกือบสองชั่วโมงนี้กับเซลีน การพูดคุยกันพร้อมๆกับการเดินท่องเมืองดูจะเป็นรูปแบบของคู่นี้ที่โรแมนติกและทำให้รู้จักกันลึกซึ้งทั้งๆที่มีเวลาด้วยกันน้อยนิด
เดาซิว่าชีวิตของคู่นี้เป็นยังไงต่อ ต้องต่อที่่ Before Midnight ค่ะ :)
ส่วนการตามรอยหนัง Before Sunset ใน Paris ก็ได้ไปสมความตั้งใจคือ ไปตั้งต้นจากโบสถ์นอร์ตเตอดาม เดินข้ามแม่น้ำและข้ามถนนมาก็เจอร้าน Shakespeare and Company เป็นร้านที่มีคนคึกคักทีเดียวถึงจะไม่ได้แน่นมาก หน้าร้านมีกะบะขายหนังสือมือสอง มีโต๊ะเก้าอี้ชุดนึงที่นั่งคุยกันได้ วันนั้นเห็นมีสาวคนหนึ่งนั่งคุยกับสาวอีกสองคน คงคุยกันเกี่ยวกับร้านนี้เพราะดูคนหนึ่งท่าทางเหมือนเป็นคนของร้าน ข้างในดูแคบเพราะหนังสือเยอะมาก เป็นหนังสือภาษาอังกฤษแยกตามหมวดหมู่ ชั้นบนมีมุมเด็ก บรรยากาศอบอุ่น แต่ไม่ได้ถ่ายรูปข้างใน ออกจะเกรงใจ ได้ซื้อหนังสือมาเล่มหนึ่งเป็นบทหนัง Before Sunrise และ Before Sunset สองเรื่องในเล่มเดียว และซื้อถุงผ้าของร้านมาอีกใบหนึ่งเป็นที่ระลึก
จากนั้นก็เดินไปข้างๆร้าน มีถนนเส้นเล็กๆที่พระเอกนางเอกเดินคุยกันไป
พอเดินสุดซอยคู่นั้นเขาก็เล ี้ยวซ้ายเข้าถนนเล็กๆเส้นนี ้ rue Galande ค่ะ เป็นถนนเล็กๆน่ารักมาก
สิงหาคม 2556
มาบันทึกเพิ่มเติมว่าได้ดู Before Midnight แล้ว เนื้อเรื่องของตอนนี้เป็นชีวิตครอบครัวที่มักจะมีปัญหาได้เสมอ แต่ถ้าได้คุยเปิดใจกันก็จะสามารถหาทางแก้ไขได้เช่นกัน เรื่องนี้มีฉากที่ประเทศกรีซ พระเอกไปส่งลูกชายที่เกิดกับภรรยาเก่ากลับไปอเมริกาจากที่ได้มาพักผ่อนอยู่หลายสัปดาห์ เมื่อกลับไปที่พักซึ่งเป็นบ้านของเพื่อนพระเอก ก็จะมีฉากแบบฉบับของ Before.... ทั้งหลายคือการคุยกัน ทั้งเรื่องความหลังเมื่อพบกัน เรื่องราวในชีวิต การเขียนหนังสือของเจสซี่ ... จนเมื่อคู่นี้ได้ไปพักค้างคืนที่โรงแรมที่เพื่อนมอบให้เป็นของขวัญ ตอนเดินไปโรงแรมก็ยังดีๆกัน มาเป็นจุดแตกหักเมื่อนางเอกรู้สึกแย่ที่พระเอกพยายามให้ย้ายไปอยู่อเมริกาเพื่อจะได้ใกล้ลูกชายที่พระเอกรู้สึกว่าตัวเองดูแลลูกน้อยไป นางเอกโกรธมากก็มีการระเบิดอารมณ์ใส่กัน แต่ในที่สุดก็เป็นตามแบบฉบับคือ ใจเย็นลงและยอมรับกันได้ในที่สุด
ต้องบอกว่าพระเอกนางเอกคู่นี้เป็นไปตามวัยจริงๆ ดูเรื่องนี้จบแล้วย้อนไปดู Before Sunrise เห็นเซลีนกับเจสซี่ตอนหนุ่มสาว คนละเรื่องกันเลย แถมรู้สึกอินเหมือนคู่นี้มีชีวิตครอบครัวด้วยกันจริงๆเสียด้วย
สรุปว่าเป็นหนังที่ชอบ ถึงแม้จะไม่มากเท่าสองภาคแรกค่ะ
Saturday, January 26, 2013
Very beginning...ดูนก
ไปหยิบสมุดบันทึกเล่มหนึ่งเป็นบันทึกการดูนกที่ออสเตรเลีย มีการเขียนและวาดรูปเอาไว้ เอามาอ่านอีกครั้งก็รู้สึกดี กลัวหาย เอามาแปะไว้ตรงนี้ดีกว่าค่ะ
ส่วนตัวเริ่มต้นการดูนกที่ออสเตรเลีย เพราะไปเจอกับพี่ที่ชอบดูนก ก็ได้ตั้งต้นดูนกอย่างจริงจัง เริ่มจากดูนกด้วยตาเปล่ารอบๆตัว นกที่เห็นบ่อยมากคือ Australian Magpie ตัวใหญ่สีขาวดำ มีนกตัวเล็กกว่าที่เห็นบ่อยพอกันคือ Magpie Lark หรือที่เราเรียกว่า PeeWee,Mudlark (ตัวเมียคอขาว ตัวผู้คอดำ) นกหน้าตาไม่คุ้นแต่เห็นบ่อยคือ Crested Pigeon ส่วนพวก Ibis นี่เดินอยู่ในเมือง อยู่ตาม park เชื่องเป็นไก่กันเลย
นกที่ปลาบปลื้มที่สุดที่เจอคือ Tawny Frogmouth เป็นนกที่บังเอิญเจอด้วยตัวเอง เพราะวันนั้นพวกเราไปเที่ยวดูนกใน Botanic Garden ของ Canberra แล้วฝนตก มีลูกเห็บตกลงมาด้วย เราเข้าไปหลบฝนกันในศาลากลางสวน มีนักเรียนมาหลบฝนอยู่ด้วยหลายคน มีผู้หญิงคนหนึ่งเข้ามาหลบฝน เราก็เชิญให้นั่งด้วยกัน แล้วเห็นว่าเขามีหนังสือคู่มือดูนก ก็คุยกัน เขาบอกว่าเขาตั้งใจจะมาหา Tawny Frogmouth เพราะได้ข่าวว่าอยู่แถวนี้ เขาชี้จุดเป็นต้นไม้ใหญ่บริเวณใกล้ห้องน้ำ ไม่ไกลจากศาลาที่เรานั่งมากนัก เราก็ตื่นเต้นกันใหญ่พยายามมองหา ก็หาไม่เจอ จนมานั่งหลบฝนกันต่อ แล้วก็ลองส่องกล้องไล่ไปเรื่อยๆ จนในที่สุดเห็นนกตัวหนึ่งลักษณะคล้ายนกปากกบที่เห็นในหนังสือ ก็เลยเรียกให้คนอื่นๆมาดู ใช่นกตัวที่เราตามหาจริงๆด้วย ฟลุ๊คมากๆ เป็นนกที่น่ารักมากจริงๆ :)
ตอนนั้นเดือนกันยายน 2002 บันทึกวิธีการใช้กล้องไว้ว่า...
"การปรับโฟกัสกล้อง ปกติก็หมุนๆโฟกัสเอาเฉยๆ ใครจะไปรู้ละว่าต้องมองด้วยตาซ้ายหลับตาขวาก่อน ปรับให้ชัด (โดยการหมุนที่ปรับโฟกัสตรงกลางกล้อง พอชัด)แล้วก็หลับตาซ้ายมองด้วยตาขวา คราวนี้มาปรับ eye piece ทางเลนส์ตาขวา (คือมันจะหมุนๆได้ค่ะ) ภาพจะออกมาชัด เพราะตาเราซ้ายขวาอาจชัดไม่เท่ากัน! "
Pattersaon's curse คำสาปแพตเตอร์สัน เป็นวัชพืชในออสเตรเลีย แต่ส่วนตัวแล้วชอบมากๆ ยิ่งเวลาบานเยอะๆเป็นทุ่งสวยเชียว ช่วง spring จะมีเต็มไปหมด
ส่วนตัวเริ่มต้นการดูนกที่ออสเตรเลีย เพราะไปเจอกับพี่ที่ชอบดูนก ก็ได้ตั้งต้นดูนกอย่างจริงจัง เริ่มจากดูนกด้วยตาเปล่ารอบๆตัว นกที่เห็นบ่อยมากคือ Australian Magpie ตัวใหญ่สีขาวดำ มีนกตัวเล็กกว่าที่เห็นบ่อยพอกันคือ Magpie Lark หรือที่เราเรียกว่า PeeWee,Mudlark (ตัวเมียคอขาว ตัวผู้คอดำ) นกหน้าตาไม่คุ้นแต่เห็นบ่อยคือ Crested Pigeon ส่วนพวก Ibis นี่เดินอยู่ในเมือง อยู่ตาม park เชื่องเป็นไก่กันเลย
นกที่ปลาบปลื้มที่สุดที่เจอคือ Tawny Frogmouth เป็นนกที่บังเอิญเจอด้วยตัวเอง เพราะวันนั้นพวกเราไปเที่ยวดูนกใน Botanic Garden ของ Canberra แล้วฝนตก มีลูกเห็บตกลงมาด้วย เราเข้าไปหลบฝนกันในศาลากลางสวน มีนักเรียนมาหลบฝนอยู่ด้วยหลายคน มีผู้หญิงคนหนึ่งเข้ามาหลบฝน เราก็เชิญให้นั่งด้วยกัน แล้วเห็นว่าเขามีหนังสือคู่มือดูนก ก็คุยกัน เขาบอกว่าเขาตั้งใจจะมาหา Tawny Frogmouth เพราะได้ข่าวว่าอยู่แถวนี้ เขาชี้จุดเป็นต้นไม้ใหญ่บริเวณใกล้ห้องน้ำ ไม่ไกลจากศาลาที่เรานั่งมากนัก เราก็ตื่นเต้นกันใหญ่พยายามมองหา ก็หาไม่เจอ จนมานั่งหลบฝนกันต่อ แล้วก็ลองส่องกล้องไล่ไปเรื่อยๆ จนในที่สุดเห็นนกตัวหนึ่งลักษณะคล้ายนกปากกบที่เห็นในหนังสือ ก็เลยเรียกให้คนอื่นๆมาดู ใช่นกตัวที่เราตามหาจริงๆด้วย ฟลุ๊คมากๆ เป็นนกที่น่ารักมากจริงๆ :)
ตอนนั้นเดือนกันยายน 2002 บันทึกวิธีการใช้กล้องไว้ว่า...
"การปรับโฟกัสกล้อง ปกติก็หมุนๆโฟกัสเอาเฉยๆ ใครจะไปรู้ละว่าต้องมองด้วยตาซ้ายหลับตาขวาก่อน ปรับให้ชัด (โดยการหมุนที่ปรับโฟกัสตรงกลางกล้อง พอชัด)แล้วก็หลับตาซ้ายมองด้วยตาขวา คราวนี้มาปรับ eye piece ทางเลนส์ตาขวา (คือมันจะหมุนๆได้ค่ะ) ภาพจะออกมาชัด เพราะตาเราซ้ายขวาอาจชัดไม่เท่ากัน! "
เอิ๊กๆๆๆ ก็คนไม่เคยดูนกอะ จะรู้อะไรมากมาย หลังจากนั้นก็ลองหัดวาดรูป หารูปจากปกหนังสือมาวาด
Kookabara เป็นนกตัวโปรด ชอบมานานแล้ว
Cardigan ตัวนี้ก็สามารถชอบได้โดยไม่เคยเห็นตัวจริง เห็นแต่รูปจากปกหนังสือ :)
Pattersaon's curse คำสาปแพตเตอร์สัน เป็นวัชพืชในออสเตรเลีย แต่ส่วนตัวแล้วชอบมากๆ ยิ่งเวลาบานเยอะๆเป็นทุ่งสวยเชียว ช่วง spring จะมีเต็มไปหมด
Classical Singing กับ Opera Singing
วันนี้นั่งเปิด YouTube หาเพลงฟังตามปกติ ก็เปิดหาเพลงที่ Katherine Jenkins ร้อง เจอเพลงนี้
The Flower Duet - Katherine Jenkins (featuring Kiri Te Kanawa) ( http://www.youtube.com/watch?feature=endscreen&v=5BxifcP3qQE&NR=1 ) ในคอมเม้นต์ที่คนเขาเขียนกันมีบางส่วนพูดถึง opera singer กับ classical singer ว่าแตกต่างกัน
"mike04535 4 months agoOh you Jenkins trolls do shut up. You have no idea what you are banging on about. CJ is a classical singer, not an opera singer. All opera singers are classical singers but not all classical singers are opera singers. That does not de-value their talent. Julie Andrews, Jeanette McDonald, Deanna Durbin, Kathryn Gayson and othe stars were all classically trained singers and could sing classical songs including opera arias. None appeared in opera but were not considered to be inferior singers."
bexie1992 5 months agoHey I like her, but I do know that she's not an opera singer you can tell that he voice isn't in that style. I love opera and not all of us moan about it when people say she's not an opera singer. She said the she wasn't an opera singer, she said she uses the tone of her voice rather then uses the operatic technique. She can sing what ever song she likes it's up to her. She is a good singers, but she admits that she's not an opera singer.
ประมาณว่า KJ เป็นนักร้องเพลง classic แต่ไม่ใช่นักร้องเพลงโอเปร่า เพราะไม่ได้ใช้ operatic technique ในการร้อง แต่ไม่ได้แปลว่าไม่สามารถเพราะจริงๆแล้วนักร้องที่เป็น classically trained singers ก็สามารถร้องโอเปร่าได้ เพียงแต่อาจจะไม่เคยได้แสดงในโอเปร่าเท่านั้น (นักร้องโอเปร่าทุกคนถือว่าเป็น classical singer แต่ไม่ใช่ classical singer ทุกคนที่ร้องเพลงโอเปร่า)
พอจะชัดเจนขึ้นเรื่องนักร้องเพลงคลาสสิคกับนักร้องโอเปร่าก็เลยฟังเพลงของ Kiri Te Knanawa คนที่ featuring กับ KJ ใน The Flower Duet ต่อไป ไปเจอคลิปที่ร้องเพลง I Dream a Dream แล้วก็มี comment ที่เปรียบเทียบเธอกับ Susan Boyle และก็มีคนออกมาบอกว่าอย่ามาเทียบ คนละระดับกัน ก็เลยค้นต่อไปอีกว่ามีอะไรบ้าง เจอข่าวของ Daily Telegraph สรุปว่า Dame Kiri ก็ไม่ได้ปลื้ม Susan Boyle เท่าไร :)
ก็สนุกดีนะ เรื่องของนักร้องเก่งๆเนี่ย..... :)( http://www.telegraph.co.uk/culture/tvandradio/susan-boyle/7734530/Dame-Kiri-Te-Kanawa-not-interested-in-Susan-Boyle.html )
" 7:30AM BST 18 May 2010
Dame Kiri said she was ''not interested'' in discussing the YouTube sensation after Boyle performed it on Britain's Got Talent last year.Dame Kiri is involved in the BBC Radio 2 Kiri Prize, a hunt to find an opera star of the future.Asked about Boyle's success with the tune from Les Miserables, she told the Radio Times: ''Let's get off that subject. Move on.''I'm doing something classical, not whiz-bang. Whiz-bang disappears. It goes 'whiz' and then 'bang'.'' "--------------------------------------------------------------------------------จากข้อมูลต่างๆที่ค้นมา ชอบข้อมูลจากเพจนี้ด้วยที่บอกลักษณะของนักร้องเพลงคลาสสิคซึ่งไม่จำเป็นว่าจะต้องร้องเพลง opera http://wonderofvoice.wordpress.com/2011/04/01/classical-singing-is-not-always-about-opera/ "
Classical singing is not always about opera.April 1, 2011 by wonderofvoicePeople often have prejudices against opera. This can mean particularly the way singers sound in classical opera as they sing without amplification. Singers spend years in developing their voices to the maximum, building their own instruments and their ”in-built microphone” . This means the voice gets louder and more penetrating because it has to carry over the strong sound of an orchestra. Sometimes this development is taken to an extreme and the beauty of the sound even compromised. There is a lot of carrying power, a strong so called singers formant. At near distance such a voice can literally hurt in your ears! In many cases these voices are classified as dramatic and may be suitable for certain types of repertoire. The component of brightness is exaggerated in relation to darkness or there is an overly dark pressed phonation– against the old Italian ideal of the balance of chiaroscuro (bright-dark). This can also be a result of too much air pressure. Such overly metallic or unnaturally darkened voices are not always produced with harmful technique but the danger is near. "
Sunday, January 20, 2013
The sky is so clear tonight. Let's go and see the stars!!!
เมื่อตะกี้ก่อนสองทุ่มออกไป ปิดประตูบ้าน เงยหน้ามองท้องฟ้า เห็นดาวชัดมาก อากาศดีเหมาะแก่การดูดาวสวย ๆค่ะ
หันหน้าไปทางทิศตะวันออก เงยหน้าขึ้นจะเห็นกลุ่มดาวไ ถชัดมากค่ะ(คุณพ่อบอกว่า ดาวไถเป็นไส้ของดาวเต่า แต่ฝรั่งเรียกกลุ่มดาวนายพร าน Orion ค่ะ) และจะเห็นสามเหลี่ยมฤดูหนาว คือดาวบีเทลจุส(ขาหน้าขวาขอ งดาวเต่า) โปรซิออน(ดาวสุนัขเล็ก) และซิริอุส(ดาวสุนัขใหญ่) ลากเส้นสามเหลี่ยมด้านเท่าไ ด้เลย
เงยหน้าสูงขึ้นไปอีกนิด จะมีดาวสว่างสองดวง ดวงเล็กกว่าที่อยู่ข้างล่าง คือดาวตาวัว สูงขึ้นไปที่สว่างหน่อยคือด าวพฤหัสบดี ช่วงนี้อยู่ใกล้ดกลุ่มดาววั ว
เงยไปอีกหน่อยจะเห็นดวงจันท ร์ครึ่งดวง เป็นข้างขึ้น วันนี้ขึ้นเก้าค่ำเดือนสองค ่ะ
ตามรูปที่แนบมานี้เลย (แต่รูปนี้เขียนฟรีแฮนด์ ไม่ได้ตามสเกลจริงนะคะ)
สวยๆๆๆๆ ออกไปดูดาวกันเถอะค่ะ....
หันหน้าไปทางทิศตะวันออก เงยหน้าขึ้นจะเห็นกลุ่มดาวไ
เงยหน้าสูงขึ้นไปอีกนิด จะมีดาวสว่างสองดวง ดวงเล็กกว่าที่อยู่ข้างล่าง
เงยไปอีกหน่อยจะเห็นดวงจันท
ตามรูปที่แนบมานี้เลย (แต่รูปนี้เขียนฟรีแฮนด์ ไม่ได้ตามสเกลจริงนะคะ)
สวยๆๆๆๆ ออกไปดูดาวกันเถอะค่ะ....
ไฟศิลป์....ของแวนโก๊ะห์
วันนี้อ่านหนังสือเรื่อง ไฟศิลป์ เป็นชีวประวัติที่เขียนแบบนิยายของวินเซนต์ แวนโก๊ะห์ จิตรกร Post-Impressionist ชื่อดังชาวดัชต์ หนังสือเล่มนี้แปลและเรียบเรียงจากเรื่อง Lust for Live ของ Irving Stone แปลโดยคุณ กิติมา อมรทัต มีความรู้สึกว่าเพิ่งเคยผ่านตาเรื่องชื่อเดียวกันนี้ไม่นานนี่เอง แต่เมื่อดูประวัติการตีพิมพ์ เรื่องนี้ถูกตีพิมพ์ใน สตรีสารรายสัปดาห์มาตั้งแต่เดือนตุลาคม 2516
ความที่ไม่ค่อยสนใจงานของแวนโก๊ะห์ ถึงจะรู้ว่าภาพเขาราคาแพงก็ตามก็เลยไม่ได้ติดตามอ่านเรื่องราวของเขา จนวันนี้มานั่งอ่านก็พบว่าชีวิตจิตรกรสมัยนั้นมักจะมาอารมณ์คล้ายๆกันคือ ทุ่มเท และแสวงหาความจริง ใช้ชีวิตสุดโต่ง อยู่อย่างยากจนเพื่อหาแรงบันดาลใจในการเขียน
เห็นงานของเขาชนิดที่ไม่ใช่งานดังๆยุคหลัง พบว่าจริงๆเขาก็สามารถวาดภาพแบบธรรมดา สมส่วน แบบชีวิตจริงได้ แต่งานที่เป็นตัวตนจะออกมาอีกแบบ แสดงว่าพื้นฐานของจิตรกรก็สำคัญ แวนโก๊ะห์ ก็ต้องเรียนวาดรูป เรียนอนาโตมี ศึกษาวรรณคดี ไม่ใช่แค่นึกอยากจะเป็นจิตรกร แล้วบอกว่าตัวเองมีพรสวรรค์แล้วก็วาดออกมา
ชอบที่เขาพูดกับพ่อเมื่อพ่อถามว่าทำไมเขาต้องมานั่งอ่านหนังสือฝรั่งโง่ๆอยู่
..........."คุณพ่อครับ" เขาเงยหน้าขึ้นจากหนังสือ เลอแปร์โกริโยห์ แล้วตอบช้าๆ "ความรู้ในเรื่องการเขียนรูปนั้นไม่ได้เกิดขึ้นเพราะหัดเขียนรูปคนรูปสัตว์และภูมิประเทศเท่านั้นหรอกครับ แต่มันต้องอาศัยการศึกษาจากวรรณคดีด้วย ............
......... แต่ผมไม่อาจเขียนรูปคนรูปสัตว์โดยไม่รู้เรื่องโครงกระดูก กล้ามเนื้อ และเส้นเอ็นภายในให้ทั่วหมดเสียก่อน ผมจึงไม่อาจเขียนรูปหัวคนได้ โดยไม่รู้ว่ามีอะไรเคลื่อนไหวอยู่ภายใน อยู่ในสมองและอยู่ในวิญญาณของคนคนนั้นเสียก่อนเหมือนกัน ในการเขียนรูปชีวิตนั้นผู้เขียนจะต้องเข้าใจไม่ใช่แต่เพียงเรื่องร่างกายเท่านั้น แต่จะต้องเข้าใจถึงสิ่งที่มนุษย์นั้นรู้สึก และเข้าใจถึงโลกที่เขาอยู่ด้วย จิตรกรที่รู้จักแต่งานของตัวเองโดยไม่รู้อย่างอื่นเลยนั้นก็คือศิลปินเพียงผิวเผินเท่านั้น................
(เพิ่งสังเกตว่าในเรื่องเขาอ่านเรื่อง HONORE DE BALZAC : LE PERE GORIOT ด้วย Van Gogh มีอายุอยู่ในช่วง 30 March 1853 – 29 July 1890 และ ฺBalzac มีอายุช่วง 20 May 1799 – 18 August 1850)
อีกตอนหนึ่งที่ชอบคือช่วงที่เขาไปอยู่กับน้องชาย ธีโอที่ปารีส เขาพบจิตรกรแนวอิมเพรสชั่นนิสต์ และช็อคกับรูปแบบสมัยใหม่ที่เขาไม่เคยใช้เทคนิคเหล่านั้น จากเดิมที่เขาวาดภาพแบบดัชต์หม่นๆมัวๆ แล้วต้องมาใช้สีสดๆและเทคนิคแปลกๆ ทำให้เขาขาดความมั่นใจไปช่วงหนึ่ง และเกือบจะสูญเสียความเป็นตัวของตัวเองไปด้วยการลอกเลียนแบบคนอื่น
ชีวิตของเขาน่าเศร้าทีเดียว และจบชีวิตลงโดยการฆ่าตัวตายในวัยสามสิบเจ็ดปี
อ่านจบไปพร้อมกับทำความรู้จักแวนโก๊ะห์มากขึ้น แต่ก็ยังไม่ชอบสไตล์งานของเขาอยู่ดี :)
เพิ่งรู้อีกอย่างว่าเขาสนิทกับโกแกง (ก็พอกัน .... งานของโกแกง ก็ไม่ชอบเหมือนกัน) ดีนะที่ศิลปินคบกันและเป็นกัลยาณมิตรกันเพื่ออุดมการณ์และงานดีๆของตัวเอง
Oct 2013
มาโน้ตเพิ่มเติมว่า ได้มีทริปไปเนเธอร์แลนด์ ได้ไป Rijkmuseum เมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม 2013 ได้เห็นภาพของแวนโก๊ะหลายภาพ และได้เดินผ่านพิพิธภัณฑ์ Van Gogh ด้วย และ...อย่างที่คาด ไม่ได้เข้าไปชมค่ะ
ความที่ไม่ค่อยสนใจงานของแวนโก๊ะห์ ถึงจะรู้ว่าภาพเขาราคาแพงก็ตามก็เลยไม่ได้ติดตามอ่านเรื่องราวของเขา จนวันนี้มานั่งอ่านก็พบว่าชีวิตจิตรกรสมัยนั้นมักจะมาอารมณ์คล้ายๆกันคือ ทุ่มเท และแสวงหาความจริง ใช้ชีวิตสุดโต่ง อยู่อย่างยากจนเพื่อหาแรงบันดาลใจในการเขียน
เห็นงานของเขาชนิดที่ไม่ใช่งานดังๆยุคหลัง พบว่าจริงๆเขาก็สามารถวาดภาพแบบธรรมดา สมส่วน แบบชีวิตจริงได้ แต่งานที่เป็นตัวตนจะออกมาอีกแบบ แสดงว่าพื้นฐานของจิตรกรก็สำคัญ แวนโก๊ะห์ ก็ต้องเรียนวาดรูป เรียนอนาโตมี ศึกษาวรรณคดี ไม่ใช่แค่นึกอยากจะเป็นจิตรกร แล้วบอกว่าตัวเองมีพรสวรรค์แล้วก็วาดออกมา
ชอบที่เขาพูดกับพ่อเมื่อพ่อถามว่าทำไมเขาต้องมานั่งอ่านหนังสือฝรั่งโง่ๆอยู่
..........."คุณพ่อครับ" เขาเงยหน้าขึ้นจากหนังสือ เลอแปร์โกริโยห์ แล้วตอบช้าๆ "ความรู้ในเรื่องการเขียนรูปนั้นไม่ได้เกิดขึ้นเพราะหัดเขียนรูปคนรูปสัตว์และภูมิประเทศเท่านั้นหรอกครับ แต่มันต้องอาศัยการศึกษาจากวรรณคดีด้วย ............
......... แต่ผมไม่อาจเขียนรูปคนรูปสัตว์โดยไม่รู้เรื่องโครงกระดูก กล้ามเนื้อ และเส้นเอ็นภายในให้ทั่วหมดเสียก่อน ผมจึงไม่อาจเขียนรูปหัวคนได้ โดยไม่รู้ว่ามีอะไรเคลื่อนไหวอยู่ภายใน อยู่ในสมองและอยู่ในวิญญาณของคนคนนั้นเสียก่อนเหมือนกัน ในการเขียนรูปชีวิตนั้นผู้เขียนจะต้องเข้าใจไม่ใช่แต่เพียงเรื่องร่างกายเท่านั้น แต่จะต้องเข้าใจถึงสิ่งที่มนุษย์นั้นรู้สึก และเข้าใจถึงโลกที่เขาอยู่ด้วย จิตรกรที่รู้จักแต่งานของตัวเองโดยไม่รู้อย่างอื่นเลยนั้นก็คือศิลปินเพียงผิวเผินเท่านั้น................
(เพิ่งสังเกตว่าในเรื่องเขาอ่านเรื่อง HONORE DE BALZAC : LE PERE GORIOT ด้วย Van Gogh มีอายุอยู่ในช่วง 30 March 1853 – 29 July 1890 และ ฺBalzac มีอายุช่วง 20 May 1799 – 18 August 1850)
อีกตอนหนึ่งที่ชอบคือช่วงที่เขาไปอยู่กับน้องชาย ธีโอที่ปารีส เขาพบจิตรกรแนวอิมเพรสชั่นนิสต์ และช็อคกับรูปแบบสมัยใหม่ที่เขาไม่เคยใช้เทคนิคเหล่านั้น จากเดิมที่เขาวาดภาพแบบดัชต์หม่นๆมัวๆ แล้วต้องมาใช้สีสดๆและเทคนิคแปลกๆ ทำให้เขาขาดความมั่นใจไปช่วงหนึ่ง และเกือบจะสูญเสียความเป็นตัวของตัวเองไปด้วยการลอกเลียนแบบคนอื่น
ชีวิตของเขาน่าเศร้าทีเดียว และจบชีวิตลงโดยการฆ่าตัวตายในวัยสามสิบเจ็ดปี
อ่านจบไปพร้อมกับทำความรู้จักแวนโก๊ะห์มากขึ้น แต่ก็ยังไม่ชอบสไตล์งานของเขาอยู่ดี :)
เพิ่งรู้อีกอย่างว่าเขาสนิทกับโกแกง (ก็พอกัน .... งานของโกแกง ก็ไม่ชอบเหมือนกัน) ดีนะที่ศิลปินคบกันและเป็นกัลยาณมิตรกันเพื่ออุดมการณ์และงานดีๆของตัวเอง
Oct 2013
มาโน้ตเพิ่มเติมว่า ได้มีทริปไปเนเธอร์แลนด์ ได้ไป Rijkmuseum เมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม 2013 ได้เห็นภาพของแวนโก๊ะหลายภาพ และได้เดินผ่านพิพิธภัณฑ์ Van Gogh ด้วย และ...อย่างที่คาด ไม่ได้เข้าไปชมค่ะ
Friday, January 11, 2013
พันทิปในตำนาน
ตั้งแต่ปีใหม่เป็นต้นมา เว็บไซต์พันทิปมีการปรับเปลี่ยนโฉมครั้งใหญ่ โดยก่อนปรับก็ได้มีการทำเว็บไซต์ให้ใช้งานขนานกันมาพักหนึ่ง แต่พูดกันตามจริง แม้แต่ตัวเองก็ขี้เกียจจะไปลองใช้ เพราะชินกับการใช้งานแบบเดิม คิดว่าถ้าจะเปลี่ยนก็เปลี่ยนไปเลย ไม่เป็นไร
หลังจากเปลี่ยนมาใช้เว็บใหม่ พบว่ามีเสียงบ่นจากสมาชิกมากมาย โดยเฉพาะระบบ Tag
จากเดิมในเว็บบอร์ดของพันทิปจะแยกเป็นห้องๆ คนที่สนใจเรื่องเดียวกันก็มาสิงอยู่ที่เดียวกัน รู้จักกัน และมีผู้รู้ในเรื่องนั้นๆเข้ามาให้ความรู้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันได้ ระบบใหม่ยังคงแยกห้องอยู่ แต่เพิ่มให้ว่าสามารถ tag ได้ตามเนื้อหาที่เกี่ยวข้อง
ยกตัวอย่างเช่น อยู่ห้องเฉลิมไทยซึ่งเกี่ยวกับบันเทิง แต่ต้องการพูดเกี่ยวกับเรื่องราวหนังไทยซักเรื่องที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับศาสนาในประเทศต่างๆก็อาจจะเจอ Tag "ภาพยนต์ไทย" "ศานาพุทธ" และ "เที่ยวต่างประเทศ" ขึ้นกับคนตั้งกระทู้ว่าจะอยาก tag อะไรบ้าง ผลก็คือกระทู้นั้นจะไปปรากฏอยู่หลายที่มาก บางที่คนในห้องนั้นก็จะรู้สึกว่าไม่เกี่ยว จะโผล่มาอยู่ในห้องนี้ทำไม คนก็เริ่มเบื่อพันทิป คนเก่าๆที่เคยเข้าก็หายหน้าไป
ส่วนตัวก็เฉยๆ เพราะถึงจะเป็นของใหม่แต่ก็รับได้ รำคาญก็แต่คนที่ Tag ไม่รู้เรื่องรู้ราว คิดว่าต่อไปคงจะดีขึ้น นี่เพิ่งใช้งานมายังไม่ถึงสองอาทิตย์เลย ^_^
ชอบความเห็นนี้
ความคิดเห็นที่ 27
---------------------------------------------------------------------
เข้ามาบันทึกเรื่องที่รำคาญไว้ก่อน เดี๋ยวลืม
หลังจากเปลี่ยนมาใช้เว็บใหม่ พบว่ามีเสียงบ่นจากสมาชิกมากมาย โดยเฉพาะระบบ Tag
จากเดิมในเว็บบอร์ดของพันทิปจะแยกเป็นห้องๆ คนที่สนใจเรื่องเดียวกันก็มาสิงอยู่ที่เดียวกัน รู้จักกัน และมีผู้รู้ในเรื่องนั้นๆเข้ามาให้ความรู้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันได้ ระบบใหม่ยังคงแยกห้องอยู่ แต่เพิ่มให้ว่าสามารถ tag ได้ตามเนื้อหาที่เกี่ยวข้อง
ยกตัวอย่างเช่น อยู่ห้องเฉลิมไทยซึ่งเกี่ยวกับบันเทิง แต่ต้องการพูดเกี่ยวกับเรื่องราวหนังไทยซักเรื่องที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับศาสนาในประเทศต่างๆก็อาจจะเจอ Tag "ภาพยนต์ไทย" "ศานาพุทธ" และ "เที่ยวต่างประเทศ" ขึ้นกับคนตั้งกระทู้ว่าจะอยาก tag อะไรบ้าง ผลก็คือกระทู้นั้นจะไปปรากฏอยู่หลายที่มาก บางที่คนในห้องนั้นก็จะรู้สึกว่าไม่เกี่ยว จะโผล่มาอยู่ในห้องนี้ทำไม คนก็เริ่มเบื่อพันทิป คนเก่าๆที่เคยเข้าก็หายหน้าไป
ชอบความเห็นนี้
ความคิดเห็นที่ 27
พันทิปคิดเยอะเกิน เห็นคนใช้งานมากเลยสำคัญตัวผิด คิดว่าคนชอบเวป
เหตุที่คนมาเยอะ เพราะว่าคณภาพของสมาชิก และข่าวสารข้อมูล ความรู้ มากกว่า
เหมือนสภากาแฟ กาแฟไม่ต้องอร่อยก็ได้ แต่คนนั่งกินเป็นคอเดียวกัน ทุกอย่าง OK
เหตุที่คนมาเยอะ เพราะว่าคณภาพของสมาชิก และข่าวสารข้อมูล ความรู้ มากกว่า
เหมือนสภากาแฟ กาแฟไม่ต้องอร่อยก็ได้ แต่คนนั่งกินเป็นคอเดียวกัน ทุกอย่าง OK
---------------------------------------------------------------------
เข้ามาบันทึกเรื่องที่รำคาญไว้ก่อน เดี๋ยวลืม
- การที่แสดงเวลาโพสต์เป็น ช่วงเวลาที่ผ่านมาเหมือน FB แทนที่จะระบุเวลาให้ชัดเจนไปเลย ต้องมานั่งบวกลบคูณหาร เสียเวลา (ในที่สุดก็แก้ไขแล้ว :) )
- การแทรกความคิดเห็นโดยการไปตอบความคิดเห็นบนๆ ทำให้การตอบกระทู้ไม่เป็นตามลำดับเวลาจริง กระทู้ข่าวตามหนังสือพิมพ์เป็นแบบนี้ แต่พันทิปไม่จำเป็นต้องเป็นแบบนี้ก็ได้
- การใช้พื้นที่ไม่เหมาะสม เปิดอ่านแล้วรู้สึกว่ามีพื้นที่ว่างทางขวามือมากเมื่อเทียบกับทั้งหน้าจอ
- กระทู้แนะนำน่าเบื่อมากเพราะกระทู้เดียวสามารถขึ้นกระทู้แนะนำได้หลายห้อง เข้าไปแต่ละห้องแล้วเจอของเดิม
- คนเข้าพันทิปน้อยลง เพราะดูรายชื่อคนที่เห็นบ่อยๆในห้องที่เข้าประจำก็หายไปหรือไม่ก็โพสต์น้อยลง ขาดคุณภาพของข้อมูล
- ไม่มีการแตกกระทู้
- การให้สีของโพสต์ไม่มีสีต่างๆที่แยกแยะได้ง่ายเหมือนเว็บเดิม บางคนใช้สีและ alignment ที่เลือกเป็นแบบของตัวเองไว้ เมื่อมาใช้เว็บใหม่ไม่มีให้เลือกทุกโพสต์เหมือนกัน ยกเว้นสีของ จขกท
- smart search ไม่มี
- คลังกระทู้เก่าไม่มี
- การเลือกเฉพาะห้องที่เราต้องการดูไม่สะดวก เช่น เข้าห้องสมุดต้องการดูเฉพาะห้องประวัติศาสตร์ ไม่รู้จะทำยังไง คิดว่าต้องไปเลือกว่า tag ไหนจะดู tag ไหนจะไม่ดู ยุ่งยากกว่าอันเก่าที่ใช้การ click เลือกที่หน้าห้องย่อยนั้นๆได้เลย
- การ tag ข้ามห้องมากเกินทำให้คุณภาพของห้องนั้นๆลดลง เช่น ถ้าเป็นการ์ตูนวิทยาศาสตร์ที่ไปทำเป็นหนังไทย คนอ่านอาจเป็นคนที่ห้องการ์ตูน ห้องหว้ากอ และห้องเฉลิมไทยซึ่งมีความรู้ความคิดและประสบการณ์ในแต่ละเรื่องคนละ mind set กัน เวลามาแสดงความเห็น แทนที่จะทำให้หลากหลายกลับจะน่าเบื่อ เหมือนเอาคนที่ไม่ใช่คอเดียวกันมานั่งคุยกัน น่าเบื่อมาก
Thursday, January 03, 2013
พระอุปคุต
เคยเห็นรูปปั้นท่านที่วัดชเวซีโกวที่พุกาม แล้วมาเห็นใน FB ของเพื่อนที่ไปเที่ยวเกาะเกร็ด คิดว่าเป็นเพราะที่เกาะเกร็ดเป็นเมืองมอญ ก็จะนับถือพระอุปคุตแพร่หลายกว่าในประเทศไทย
ลองเข้าไปถามในพันทิป ได้ข้อมูลมาประมาณนี้ค่ะ
http://www.pantip.com/topic/30004897
ลองเข้าไปถามในพันทิป ได้ข้อมูลมาประมาณนี้ค่ะ
http://www.pantip.com/topic/30004897
วันนี้ดูรูปใน Facebook ของเพื่อนที่ไปเที่ยวเกาะเกร็ด เห็นพระพุทธรูปที่ท่าเหลียวหน้าไปทางขวา มืออุ้มบาตร มีป้ายเขียนว่า พระอุปคุต จำได้ว่าตอนที่ไปพม่า เคยเห็นพระลักษณะอย่างนี้ประดิษฐานอยู่กลางสระเล็กๆให้คนไปบูชา ลองไปค้นประวัติก็ทราบว่าท่านเป็นพระที่มีพุทธานุภาพและมีฤทธิ์ ลองค้นรูปก็เห็นเป็นรูปพระรูปแบบเหมือนปกติก็มี รูปที่เหลียวหน้าก็มี ก็เลยอยากทราบค่ะว่า ทำไมจึงปั้นพระอุปคุตให้เงยหน้าเหลียวไปทางขวาคะ ใครพอมีข้อมูลขอรบกวนค่ะ
พระพุทธรูปปางจกบาตร"
พระอุปคุตปางจกบาตร หยุดตะวัน
เป็นปางที่พระอุปคุตแหงนหน้าหยุดพระอาทิตย์เพื่อฉันข้าว แสดงออกถึงความอุดมสมบูรณ์มีกินมีกินมีใช้และความยิ่งใหญ่ของท่าน เพราะ แม้แต่พระอาทิตย์ไม่ว่าใหญ่แค่ไหนก็ต้องหยุดด้วยอานุภาพของท่าน นิยมสร้างพระอุปคุตปางนี้ไว้บูชาเพื่อความเป็นสิริมงคล สำหรับท่านผู้ทำจิตให้นอบน้อมบูชาสักการะองค์พระอุปคุตมหาเถระปราบมาร ทำสิ่งใดไม่ว่าจะมีปัญหา
มากแค่ไหน ก็สำเร็จทุกประการ
พระอุปคุตปางจกบาตร หยุดตะวัน
เป็นปางที่พระอุปคุตแหงนหน้าหยุดพระอาทิตย์เพื่อฉันข้าว แสดงออกถึงความอุดมสมบูรณ์มีกินมีกินมีใช้และความยิ่งใหญ่ของท่าน เพราะ แม้แต่พระอาทิตย์ไม่ว่าใหญ่แค่ไหนก็ต้องหยุดด้วยอานุภาพของท่าน นิยมสร้างพระอุปคุตปางนี้ไว้บูชาเพื่อความเป็นสิริมงคล สำหรับท่านผู้ทำจิตให้นอบน้อมบูชาสักการะองค์พระอุปคุตมหาเถระปราบมาร ทำสิ่งใดไม่ว่าจะมีปัญหา
มากแค่ไหน ก็สำเร็จทุกประการ
ความคิดเห็นที่ 4
ข้อมูลเยอะจัง ชอบอ่านค่ะ
ตอนไปพม่า ไกด์เล่าให้ฟังว่า ที่ท่านต้องแหงนหน้ามองดวงอาทิตย์ก็เพราะ ท่านจะรีบฉันให้เสร็จก่อนเลยเพลค่ะ
ก่อนหน้านี้ ท่านก็ได้อธิษฐานขอให้พระอาทิตย์อย่าเพิ่งเคลื่อนผ่าน จนกว่าท่านจะฉันเพลเสร็จค่ะ
ก็เลยเชื่อว่า การบูชาท่านจะทำให้มีกินมีใช้ตลอดค่ะ
ตอนไปพม่า ไกด์เล่าให้ฟังว่า ที่ท่านต้องแหงนหน้ามองดวงอาทิตย์ก็เพราะ ท่านจะรีบฉันให้เสร็จก่อนเลยเพลค่ะ
ก่อนหน้านี้ ท่านก็ได้อธิษฐานขอให้พระอาทิตย์อย่าเพิ่งเคลื่อนผ่าน จนกว่าท่านจะฉันเพลเสร็จค่ะ
ก็เลยเชื่อว่า การบูชาท่านจะทำให้มีกินมีใช้ตลอดค่ะ
Sunday, December 23, 2012
Grimn...
ตั้งแต่เดือนกันยายนปีที่แล้ว ได้ดูซีรี่ส์เรื่อง Grimn ก็สนใจติดตามมาตลอด ตอนนี้ก็ยังคงตามดู season 2 ยังไม่จบเลย
แล้วก็พบว่ามีเรื่องของกริมม์เข้ามาในความสนใจเรื่อยๆ 20 ธันวาคม 2555 ครบรอบเทพนิยายกริมม์ 200 ปี Google Doodle ทำกราฟิกเป็นเรื่องหนูน้อยหมวกแดงทั้งเรื่องน่ารักมาก http://www.google.com/doodles/200th-anniversary-of-grimms-fairy-tales (อ่านรายละเอียดการทำงานของเขา มี storyboard น่ารักด้วย)
วันนี้เปิด BBC ฟัง ค้นไปค้นมาพบว่ามีรายการเรื่อง Grimn Thoughts มีทั้งหมด 10 episodes ตอนนี้ยังเป็น episode ที่ 5 ดีจังเลยจะได้ติดตาม http://www.bbc.co.uk/programmes/b01p3hql
(จริงๆได้ยินคำว่า Grim ใน Harry Potter ตอนนั้นเข้าใจว่าหมายถึงหมาตัวใหญ่ แต่จริงๆในดิกชันนารีแปลว่า ดุร้าย ร้ายกาจ)
แล้วก็พบว่ามีเรื่องของกริมม์เข้ามาในความสนใจเรื่อยๆ 20 ธันวาคม 2555 ครบรอบเทพนิยายกริมม์ 200 ปี Google Doodle ทำกราฟิกเป็นเรื่องหนูน้อยหมวกแดงทั้งเรื่องน่ารักมาก http://www.google.com/doodles/200th-anniversary-of-grimms-fairy-tales (อ่านรายละเอียดการทำงานของเขา มี storyboard น่ารักด้วย)
วันนี้เปิด BBC ฟัง ค้นไปค้นมาพบว่ามีรายการเรื่อง Grimn Thoughts มีทั้งหมด 10 episodes ตอนนี้ยังเป็น episode ที่ 5 ดีจังเลยจะได้ติดตาม http://www.bbc.co.uk/programmes/b01p3hql
(จริงๆได้ยินคำว่า Grim ใน Harry Potter ตอนนั้นเข้าใจว่าหมายถึงหมาตัวใหญ่ แต่จริงๆในดิกชันนารีแปลว่า ดุร้าย ร้ายกาจ)
Sunday, December 09, 2012
ชีวิตของมาซาโอะ เซโตะ ผู้ถูกพ่อและญี่ปุ่นทอดทิ้ง
วันนี้อ่านหนังสือเรื่อง "ชีวิตของมาซาโอะ เซโตะ ผู้ถูกพ่อและญี่ปุ่นทอดทิ้ง" มีทั้งหมดสองเล่ม เคยอ่านมาสองสามครั้ง วันนี้มีโอกาสหยิบขึ้นมาอ่านอีกครั้ง เนื้อหาบางส่วนเป็นสิ่งที่เราเองเคยเห็นและรู้จัก ก็เลยรู้สึกว่าหนังสือเล่มนี้น่าติดตามและมีเนื้อหาที่น่าสนใจมากค่ะ
เดี๋ยวค่อยมาเขียนเพิ่ม มีรายละเอียดปลีกย่อยเยอะเชียว
หนังสือเล่มนี้มีรายละเอียดของชีวิตสมัยก่อนมากทีเดียว จะเห็นสภาพชีวิตรอบๆตัวในสมัยนั้น และชีวิตของมาซาโอเองก็โลดโผนมิใช่น้อย
ส่วนตัวเคยพบกับน้าโอ มาซาโอซักครั้งหรือสองครั้ง ถูกสอนให้เรียกว่าน้าโอ เข้าใจว่าเป็นคนญี่ปุ่นมาโดยตลอด เพิ่งจะมารู้ว่าเป็นคนไทยก็ตอนที่อ่านหนังสือเล่มนี้เมื่อไม่กี่ปีก่อน
เดี๋ยวค่อยมาเขียนเพิ่ม มีรายละเอียดปลีกย่อยเยอะเชียว
หนังสือเล่มนี้มีรายละเอียดของชีวิตสมัยก่อนมากทีเดียว จะเห็นสภาพชีวิตรอบๆตัวในสมัยนั้น และชีวิตของมาซาโอเองก็โลดโผนมิใช่น้อย
ส่วนตัวเคยพบกับน้าโอ มาซาโอซักครั้งหรือสองครั้ง ถูกสอนให้เรียกว่าน้าโอ เข้าใจว่าเป็นคนญี่ปุ่นมาโดยตลอด เพิ่งจะมารู้ว่าเป็นคนไทยก็ตอนที่อ่านหนังสือเล่มนี้เมื่อไม่กี่ปีก่อน
Thursday, November 29, 2012
ชีวิตบนอินเทอร์เน็ต.... ร่างอวตาร
ตั้งแต่ใช้ชีวิตในเน็ตมา หลายปีมากแล้ว เห็นสมัย WWW ที่ต้องใช้ text mode เพราะถ้าเป็น graphic mode จะช้ามาก ตอนสร้างเว็บเพจแรกๆต้องเขียน HTML เอง
email ตอนนั้น เขาจะให้ใช้ยังไม่อยากใช้เลย(ประมาณช่วงปี 1994) การสื่อสารบนคอมพิวเตอร์ใช้ feature talk เขียนกันทีละบรรทัดเล็กๆ นั่งทำงานห้องเดียวกันก็ talk กัน (นั่นก็ปี 1991-1992)
การสื่อสารสมัยนั้น(ปี 1991-1992) ยังใช้ pager ตอนทำงานก็ต้องใช้ paclink โอ้ว นานมากจริงๆ มือถือตัวแรกที่ใช้คือ Philips Boss สมัยนั้นเครื่องละสี่หมื่นกว่าบาท(1995-1996) พอมาปี 1998 ก็เป็นยุคของ Nokia 3310 เครื่องสุดฮิต มีกันทุกคนตอนซื้อมาราคาเริ่มลงเหลือ 9,900 บาท
มีคอมพิวเตอร์ตัวแรกของตัวเองช่วงปี 1995 คือ Compaq Presario ไปซื้อจากไอทีซิตี้ที่พันธุ์ทิพย์พลาซ่า ตอนนั้นเครื่องละห้าหมื่นสี่พัน สู้เครื่องเดี๋ยวนี้ไม่ได้เลยแม้แต่น้อย
1998 ชีวิตเริ่มอยู่บนเน็ตจริงจัง จาก email มาเป็น ICQ, Pirch98 มีเว็บเพจที่สมัยนั้นต้องไปฝากตาม geocities ส่วน browser ยอดฮิตต้องเป็น Yahoo/Alta Vista ไม่ใช่ Google
อยู่เรื่อยๆ เข้าพินทิปยุคแรกๆ เข้ามั่งไม่เข้ามั่งจนจำลอกอินไม่ได้ สมัครใหม่เป็นอันปัจจุบัน(17x,xxx) ก็ยังถือว่าเก่าเมื่อมานับสมัยนี้
2004 เริ่มเขียน blog บล็อกแรกเริ่มที่นี่แหละ แล้วก็เขียนไปอีกเรื่อยๆ
2007 เริ่มเข้า Facebook จริงๆก่อนหน้านั้นก็ใช้ Hi5 แต่ไม่ชอบ ไม่มีเพื่อนจะเล่นด้วย มีแต่เด็กๆที่เล่น เมืองนอกก็ใช้ FB เป็นส่วนใหญ่ในขณะที่บ้านเรายังใช้แต่ Hi5
เริ่มใช้ Multiply เพื่อเก็บรูป จนกระทั่ง Multiply ปิดบริการฟรีในเดือนธันวาคม 2012 ก็ต้องหาที่เก็บรูปใหม่เป็นที่วุ่นวาย
2010 เริ่มสร้าง FB หลักอันที่ใช้ปัจจุบัน จากนั้นก็สร้างร่างอวตารอีกนับไม่ถ้วน ชีวิตอยู่บน FB เยอะมาก เวลา chat ก็ใช้ MSN โปรแกรม icq ยังคงมีแต่ไม่เป็นที่นิยมอีกต่อไป
2011 เริ่มใช้ Google+ ไม่ค่อยชอบก็เลยไม่ได้ใช้
2012 เดือนธันวาคม multiply ปิดให้บริการฟรี ต้องย้านไฟล์ภาพ บล็อก และวิดิโอ ไปบล็อกอื่นจ้าละหวั่น
Hotmail ก็ปิดไปอย่างเป็นทางการ account เดิมก็ยังใช้ได้ แต่จะไปเข้า Microsoft Outlook แทน
MSN ก็ประกาศจะปิดบริการต้นปีหน้า โดยจะไปสนับสนุนให้ใช้ skype แทน
นั่งนับร่างอวตารของตัวเอง เยอะมาก เอาไว้เป็นตัวจริง 1 ชื่อ นอกนั้นเอาไว้เพื่อวัตถุประสงค์ต่างๆ ตั้งแต่ เอาไว้เก็บรูป เก็บเพลง เก็บลิงก์งานศิลป์สวยๆ ศาสนา ปรัชญา (แน่นอนว่าบางตัวถูกสร้างเพื่อเอามาเป็นเพื่อนเล่นเกมส์ด้วย ช่วงติด Farmville จะสร้างเพื่อนมาเองเอาไว้ขยายพื้นที่ ^_^)
Facebook มีที่ active ณ ปัจจุบันประมาณ 8 accounts(J,I,V,P,P2,U,S)
Blog มีที่ active ณ ปัจจุบันประมาณ 5 Blog(S,K,B,M,P)
YouTube มี 4 accounts (M,L,J,I)
และมีอื่นๆที่จำไม่ได้ และทิ้งไปบ้างแล้วอีกหลายตัว
มีความคิดว่า คนเราสมัยนี้ มีชีวิตหลายแบบหลายสไตล์ได้ โดยเราไม่สามารถทำได้ในชีวิตจริง แต่บนอินเทอร์เน็ต ทุกอย่างเป็นไปได้
และน่ากลัวเช่นกันว่า ข้อมูลของตัวเราถูกเปิดเผยอย่างมากบนโลกออนไลน์ ชีวิตเราอ่านง่ายไปไหม? ^_^
email ตอนนั้น เขาจะให้ใช้ยังไม่อยากใช้เลย(ประมาณช่วงปี 1994) การสื่อสารบนคอมพิวเตอร์ใช้ feature talk เขียนกันทีละบรรทัดเล็กๆ นั่งทำงานห้องเดียวกันก็ talk กัน (นั่นก็ปี 1991-1992)
การสื่อสารสมัยนั้น(ปี 1991-1992) ยังใช้ pager ตอนทำงานก็ต้องใช้ paclink โอ้ว นานมากจริงๆ มือถือตัวแรกที่ใช้คือ Philips Boss สมัยนั้นเครื่องละสี่หมื่นกว่าบาท(1995-1996) พอมาปี 1998 ก็เป็นยุคของ Nokia 3310 เครื่องสุดฮิต มีกันทุกคนตอนซื้อมาราคาเริ่มลงเหลือ 9,900 บาท
มีคอมพิวเตอร์ตัวแรกของตัวเองช่วงปี 1995 คือ Compaq Presario ไปซื้อจากไอทีซิตี้ที่พันธุ์ทิพย์พลาซ่า ตอนนั้นเครื่องละห้าหมื่นสี่พัน สู้เครื่องเดี๋ยวนี้ไม่ได้เลยแม้แต่น้อย
1998 ชีวิตเริ่มอยู่บนเน็ตจริงจัง จาก email มาเป็น ICQ, Pirch98 มีเว็บเพจที่สมัยนั้นต้องไปฝากตาม geocities ส่วน browser ยอดฮิตต้องเป็น Yahoo/Alta Vista ไม่ใช่ Google
อยู่เรื่อยๆ เข้าพินทิปยุคแรกๆ เข้ามั่งไม่เข้ามั่งจนจำลอกอินไม่ได้ สมัครใหม่เป็นอันปัจจุบัน(17x,xxx) ก็ยังถือว่าเก่าเมื่อมานับสมัยนี้
2004 เริ่มเขียน blog บล็อกแรกเริ่มที่นี่แหละ แล้วก็เขียนไปอีกเรื่อยๆ
2007 เริ่มเข้า Facebook จริงๆก่อนหน้านั้นก็ใช้ Hi5 แต่ไม่ชอบ ไม่มีเพื่อนจะเล่นด้วย มีแต่เด็กๆที่เล่น เมืองนอกก็ใช้ FB เป็นส่วนใหญ่ในขณะที่บ้านเรายังใช้แต่ Hi5
เริ่มใช้ Multiply เพื่อเก็บรูป จนกระทั่ง Multiply ปิดบริการฟรีในเดือนธันวาคม 2012 ก็ต้องหาที่เก็บรูปใหม่เป็นที่วุ่นวาย
2010 เริ่มสร้าง FB หลักอันที่ใช้ปัจจุบัน จากนั้นก็สร้างร่างอวตารอีกนับไม่ถ้วน ชีวิตอยู่บน FB เยอะมาก เวลา chat ก็ใช้ MSN โปรแกรม icq ยังคงมีแต่ไม่เป็นที่นิยมอีกต่อไป
2011 เริ่มใช้ Google+ ไม่ค่อยชอบก็เลยไม่ได้ใช้
2012 เดือนธันวาคม multiply ปิดให้บริการฟรี ต้องย้านไฟล์ภาพ บล็อก และวิดิโอ ไปบล็อกอื่นจ้าละหวั่น
Hotmail ก็ปิดไปอย่างเป็นทางการ account เดิมก็ยังใช้ได้ แต่จะไปเข้า Microsoft Outlook แทน
MSN ก็ประกาศจะปิดบริการต้นปีหน้า โดยจะไปสนับสนุนให้ใช้ skype แทน
นั่งนับร่างอวตารของตัวเอง เยอะมาก เอาไว้เป็นตัวจริง 1 ชื่อ นอกนั้นเอาไว้เพื่อวัตถุประสงค์ต่างๆ ตั้งแต่ เอาไว้เก็บรูป เก็บเพลง เก็บลิงก์งานศิลป์สวยๆ ศาสนา ปรัชญา (แน่นอนว่าบางตัวถูกสร้างเพื่อเอามาเป็นเพื่อนเล่นเกมส์ด้วย ช่วงติด Farmville จะสร้างเพื่อนมาเองเอาไว้ขยายพื้นที่ ^_^)
Facebook มีที่ active ณ ปัจจุบันประมาณ 8 accounts(J,I,V,P,P2,U,S)
Blog มีที่ active ณ ปัจจุบันประมาณ 5 Blog(S,K,B,M,P)
YouTube มี 4 accounts (M,L,J,I)
และมีอื่นๆที่จำไม่ได้ และทิ้งไปบ้างแล้วอีกหลายตัว
มีความคิดว่า คนเราสมัยนี้ มีชีวิตหลายแบบหลายสไตล์ได้ โดยเราไม่สามารถทำได้ในชีวิตจริง แต่บนอินเทอร์เน็ต ทุกอย่างเป็นไปได้
และน่ากลัวเช่นกันว่า ข้อมูลของตัวเราถูกเปิดเผยอย่างมากบนโลกออนไลน์ ชีวิตเราอ่านง่ายไปไหม? ^_^
Sunday, November 18, 2012
Hydrangea... ชอบจัง
วันนี้นั่งเปิด You Tube ดูการจัดดอกไม้ ชอบหลายๆคลิปที่เอาดอกไฮเดรนเยียมาจัดเป็น Centerpiece โดยเฉพาะงานแต่งงาน ที่บ้านก็มีไฮเดรนเยีย กะว่าว่างๆจะจัดบ้าง
วันก่อนเคยคุยกับเพื่อนที่ยุโรปตอนที่จะปลูกต้นไม้ใหม่หลังฤดูหนาว ในที่สุดก็เลือกไฮเดรนเยีย เราก็บอกว่าบ้านเราก็มี เขาว่าไฮเดรนเยียบ้านเรากับบ้านเขาไม่เหมือนกัน คนละพันธุ์ ก็ท่าจะจริงเพราะทางเมืองหนาวดอกใหญ่ยักษ์มาก เอาจัดแจกันสบายๆ ในขณะที่ของเราเอามาจัดแจกันแป๊บเดียวก็เหี่ยว
ที่บ้านปลูกไฮเดรนเยียหลายปีแล้ว ขึ้นง่ายมาก เอากิ่งมาปักเฉยๆก็ขึ้น มีดอกบ่อยอีกต่างหาก
เอารูปไฮเดรนเยียที่บ้านมาแปะไว้ก่อน ^_^
เมื่อวานลองจัดแจกันด้วยไฮเดรนเยีย ก็น่ารักดี แต่อยู่ไม่ทน :(
คงรอให้มีดอกมากพอจะจัด centerpiece ไม่ไหว ไปจัดกับดอกเข็มดีกว่ามีเยอะเลย :)
วันก่อนเคยคุยกับเพื่อนที่ยุโรปตอนที่จะปลูกต้นไม้ใหม่หลังฤดูหนาว ในที่สุดก็เลือกไฮเดรนเยีย เราก็บอกว่าบ้านเราก็มี เขาว่าไฮเดรนเยียบ้านเรากับบ้านเขาไม่เหมือนกัน คนละพันธุ์ ก็ท่าจะจริงเพราะทางเมืองหนาวดอกใหญ่ยักษ์มาก เอาจัดแจกันสบายๆ ในขณะที่ของเราเอามาจัดแจกันแป๊บเดียวก็เหี่ยว
ที่บ้านปลูกไฮเดรนเยียหลายปีแล้ว ขึ้นง่ายมาก เอากิ่งมาปักเฉยๆก็ขึ้น มีดอกบ่อยอีกต่างหาก
เอารูปไฮเดรนเยียที่บ้านมาแปะไว้ก่อน ^_^
เมื่อวานลองจัดแจกันด้วยไฮเดรนเยีย ก็น่ารักดี แต่อยู่ไม่ทน :(
คงรอให้มีดอกมากพอจะจัด centerpiece ไม่ไหว ไปจัดกับดอกเข็มดีกว่ามีเยอะเลย :)
Friday, August 10, 2012
Multiply หยุดให้บริการเว็บโฮสต์ฟรีตั้งแต่ 1 ธันวาคม 2012
วันนี้เพิ่งได้เปิดไปเช็คเว็บ Multiply ของตัวเอง แล้วก็เจอข้อความนี้
Hello. Stefan here, writing you from Multiply HQ in Jakarta, Indonesia.
As most of you are probably aware, Multiply's mission has evolved over the past year and a half to become the biggest and most beloved ecommerce marketplace in two very exciting markets, Indonesia and the Philippines. As our focus has shifted, we have reviewed all of our operations, and made some decisions that will affect everyone here.
I am aware of how disruptive this news may be, and understand the disappointment that it may cause. Ultimately this was a business decision, critical to our to success moving forward. Instead, we are excited to pursue our own mission to give the 350 million consumers in Indonesia and the Philippines a great way to buy and sell items online. Our singular focus now is for Multiply to retain its status as a vibrant e-commerce destination in Southeast Asia in the years ahead.
I suspect that many of you will not like this news, and am sorry to have to deliver it now. I hope that you will be able to understand the reasons for our decision and thank you for being a part of the Multiply community over the past eight years.
Stef
เง้อ...แล้วรูปเค้ามีในเว็บนั้นมหาศาล จะทำยังไงดี ย้ายไปไหนดีน้าาาาา
ว่าแต่ เพิ่งรู้เหมือนกันว่า Multiply มีสำนักงานใหญ่อยู่ที่ Indonesia
เดือดร้อนแล้วเรา...
ในที่สุดก็ใช้ tool ของ multiply ทำการ download ไฟล์ทั้งหมดลงเครื่อง แล้วจับขึ้น Facebook กับ blogger เจ้าเก่า เสียเวลามากแต่ก็ดีกว่าจะให้ไฟล์หายไป ตอนได้ไฟล์มาตกใจเลย มีรูปอยู่เกือบแปดพันรูป ใส่อะไรลงไปละนั่น
Hello. Stefan here, writing you from Multiply HQ in Jakarta, Indonesia.
As most of you are probably aware, Multiply's mission has evolved over the past year and a half to become the biggest and most beloved ecommerce marketplace in two very exciting markets, Indonesia and the Philippines. As our focus has shifted, we have reviewed all of our operations, and made some decisions that will affect everyone here.
- From December 1st, we will unfortunately no longer be able to support Multiply in its current form - notably we will be removing the social networking and content sharing part of Multiply (photos, videos, blogs, social messaging, etc.). We have decided to discontinue providing and hosting these services, as we have concluded that other Internet sites who are committed to social networking services will do a better job serving you than we can.
- For our existing users of social networking features, we will be providing easy ways for you to either download your stuff (photos, blogs, content, etc), or migrate it to other online services. We'll announce the precise details shortly. It will be your choice whether to download, migrate or just let your content lapse (and get deleted).
- For our existing ecommerce users (both buyers and sellers) in Indonesia and the Philippines, there will be no action required.
- Regarding any existing Multiply Premium subscriptions we will refund any unused balance, and apologize for any inconvenience this will cause. Please contact customer service to request a refund. Note that this is for Multiply Premium, not the ecommerce related Multiply Trust product.
I am aware of how disruptive this news may be, and understand the disappointment that it may cause. Ultimately this was a business decision, critical to our to success moving forward. Instead, we are excited to pursue our own mission to give the 350 million consumers in Indonesia and the Philippines a great way to buy and sell items online. Our singular focus now is for Multiply to retain its status as a vibrant e-commerce destination in Southeast Asia in the years ahead.
I suspect that many of you will not like this news, and am sorry to have to deliver it now. I hope that you will be able to understand the reasons for our decision and thank you for being a part of the Multiply community over the past eight years.
Stef
เง้อ...แล้วรูปเค้ามีในเว็บนั้นมหาศาล จะทำยังไงดี ย้ายไปไหนดีน้าาาาา
ว่าแต่ เพิ่งรู้เหมือนกันว่า Multiply มีสำนักงานใหญ่อยู่ที่ Indonesia
เดือดร้อนแล้วเรา...
ในที่สุดก็ใช้ tool ของ multiply ทำการ download ไฟล์ทั้งหมดลงเครื่อง แล้วจับขึ้น Facebook กับ blogger เจ้าเก่า เสียเวลามากแต่ก็ดีกว่าจะให้ไฟล์หายไป ตอนได้ไฟล์มาตกใจเลย มีรูปอยู่เกือบแปดพันรูป ใส่อะไรลงไปละนั่น
Friday, June 01, 2012
นายอินทร์ผู้ปิดทองหลังพระ
-
นำไปสู่ Bletchley Park รู้จักโรอัลด์ ดาล์ เอียน เฟลมมิ่ง(007)
-
Mathematicians
-
http://www.youtube.com/watch?v=YCA3VPB9niU Bletchley Park 's Lost Heroes (2011) - BBC Documentary มีหลายฉากที่สามารถนำมาอธิบายประโยชน์ของการเรียนคณิตศาสตร์เช่น
prime number bitwise modulation รู้จักประวัติและการทำงานของ Colossus/MARK II
-
William
Tuttes มีชื่อเซ็นในสมุดของราชสมาคมแห่งลอนดอน เมื่อเข้าไปดูรายละเอียดที่นี่จะมีสมาชิกผู้โด่งดังมากมายเช่น
Newton , Humfrey Davy, Rutterford
-
Alan Turing ชีวิตที่น่ารู้จัก
Wednesday, May 02, 2012
ฝนตก ฝนแล้ง ภัยพิบัติ
2556 ปีนี้อากาศร้อนมาก มีแนวโน้มว่าจะเกิดภัยแล้ง ช่วงนี้เริ่มเข้าหน้าฝน เดือนหกแล้ว ทางใต้มีฝนตกมากพอควร แต่อากาศร้อนมากๆ กะว่าจะบันทึกเรื่องฝนฟ้าอากาศแต่ละปีช่วงนี้ไว้
พฤศจิกายน ช่วงวันที่ 20-22 พฤศจิกายน มีพายุเข้าไทย ภาคใต้ฝนตกต่อเนื่องไม่เห็นัดวงอาทิตย์ตั้งแต่วเันที่ 19 วันนี้วันที่ 21ฝนยังตกตลอดที่ท่าศาลแต่ยังไม่มีน้ำท่วม
วันที่ 22 เริ่มหนักมากขึ้น โดยเฉพาะตอนเย็นมีลมหมุนเข้าพื้นที่ ร้านชาวเลพังลงทั้งหลัง ฝนตกจนถึงวันที่ 24 พฤศจิกายน แล้วก็หยุด
ปี 2556 คิดว่าจะไม่มีอะไร อากาศร้อนเป็นปกติ แต่ช่วงเดือนกันยายน น้ำท่วมหนักแถบปราจีนบุรี สระแก้ว และอีกหลายจังหวัด เช่น นครสวรรค์ อุทัยธานี อุบลราชธานี เพชรบูรณ์ ฯลฯ ที่น่านก็มีข่าวถนนเสียหายจากดินถล่ม ภาคใต้มีฝนตกตามปกติแต่ยังไม่มีข่าวน้ำท่วม
ช่วงเดือนนี้หลักๆคือ อุทกภัยภาคตะวันออก
รูปบริเวณที่มีน้ำท่วม สีแดงคือวิกฤต สีฟ้าคือระดับเตือนภัย ภาพ ณ วันที่ 28 กันยายน 2556 จากเว็บThaiFlood ศูนย์ข้อมูลช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วม
ปี 2555 ปีนี้เขาพยายามพร่องน้ำในเขื่อนเพื่อเตรียมรับน้ำท่วม แต่กลับเจออากาศร้อนจัด หลายจังหวัดประกาศเป็นเขตภัยพิบัติแล้ง เดือนเมษายนปีนี้ร้อนมากๆ กลางเดือนเมษายนมีแผ่นดินไหวในทะเล อินโดนีเซีย คนภาคใต้ที่นครศรีรับรู้แผ่นดินไหว ที่บ้านเองก็รู้สึกว่าแผ่นดินไหวเบาๆ กลัวกันว่าจะเกิดสึนามิ แต่ก็ไม่เกิด
ปี 2554 25 มีนาคม 2554 ฝนตกหนักในมวล.และมีน้ำท่วมหลายจุดในเมือง ถึงกับต้องส่งคนกลับตัวเมืองก่อนเวลาเลิกงาน น้ำท่วมต่อเนื่องถึงต้นเดือนเมษายน http://www.blogger.com/blogger.g?blogID=7900301#editor/target=post;postID=2131862304366619181 ปีนี้เป็นปีมหาอุทกภัย น้ำท่วมใหญ่ เริ่มตั้งแต่ปลายเดือนกรกฎาคม กระจายพื้นที่ต่างๆแต่ละภาคทุกภาค แม้แต่ในกทม.ก็น้ำท่วมชนิดไม่เคยเห็นมาก่อน น้ำลดช่วงมกราคม 2555
ปี 2553 น้ำท่วมหนักที่ มวล. วันที่ 4 พฤศจิกายน 2553
ปี 2547 26 ธันวาคม 2547 เกิดสึนามิครั้งร้ายแรงหลายประเทศ และเป็นครั้งแรกของประเทศไทย คนเสียชีวิตมากมาย จังหวัดที่ได้รับผลกระทบคือหกจังหวัดภาคใช้ ระนอง พังงา ภูเก็ต กระบี่ ตรัง และสตูล
พฤศจิกายน ช่วงวันที่ 20-22 พฤศจิกายน มีพายุเข้าไทย ภาคใต้ฝนตกต่อเนื่องไม่เห็นัดวงอาทิตย์ตั้งแต่วเันที่ 19 วันนี้วันที่ 21ฝนยังตกตลอดที่ท่าศาลแต่ยังไม่มีน้ำท่วม
วันที่ 22 เริ่มหนักมากขึ้น โดยเฉพาะตอนเย็นมีลมหมุนเข้าพื้นที่ ร้านชาวเลพังลงทั้งหลัง ฝนตกจนถึงวันที่ 24 พฤศจิกายน แล้วก็หยุด
ปี 2556 คิดว่าจะไม่มีอะไร อากาศร้อนเป็นปกติ แต่ช่วงเดือนกันยายน น้ำท่วมหนักแถบปราจีนบุรี สระแก้ว และอีกหลายจังหวัด เช่น นครสวรรค์ อุทัยธานี อุบลราชธานี เพชรบูรณ์ ฯลฯ ที่น่านก็มีข่าวถนนเสียหายจากดินถล่ม ภาคใต้มีฝนตกตามปกติแต่ยังไม่มีข่าวน้ำท่วม
ช่วงเดือนนี้หลักๆคือ อุทกภัยภาคตะวันออก
รูปบริเวณที่มีน้ำท่วม สีแดงคือวิกฤต สีฟ้าคือระดับเตือนภัย ภาพ ณ วันที่ 28 กันยายน 2556 จากเว็บThaiFlood ศูนย์ข้อมูลช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วม
==========================================
==========================================
==========================================
==========================================
Saturday, March 03, 2012
จดหมายถึงเพื่อน...กนกพงศ์ สงสมพันธ์
สัปดาห์ที่แล้วและสัปดาห์นี้ ได้อ่านหนังสือหลายเล่ม แต่อยากพูดถึงหนังสือ "จดหมายถึงเพื่อน" เพราะปกติก็อ่านหนังสือของคุณกนกพงศ์บ้างมาตั้งแต่ "แผ่นดินอื่น" ที่ได้รางวัลซีไรต์ ชายหนุ่มที่บ้านก็ชอบหนังสือของคุณกนกพงศ์ ที่บ้านก็เลยมีวางไว้หลายเล่ม
โดนส่วนตัวไม่ค่อยอ่านหนังสือของคุณกนกพงศ์ หนึ่งคือไม่ค่อยอ่านเรื่องสั้นเพราะเรื่องมันสั้น อ่านแล้วจบเร็วเกิน และมีพล็อตเดียว ไม่มีอะไรซับซ้อน อีกอย่างความที่โทนเรื่อง เนื้อหา ฉากในเรื่องมักเป็นสิ่งที่ฉันเองก็รับทราบมาตลอดเป็นปกติ ความที่เป็นคนรุ่นราวคราวเดียวกัน พื้นฐานคล้ายกัน คือเป็นคนใต้ ไม่ว่าจะเป็นสถานที่ที่เขาเขียนถึง ฉันก็รู้จัก มีประสบการณ์กับสภาพชีวิตลักษณะนั้นโดยตรง และไม่เห็นเป็นเรื่องแปลกอะไร สำนวนการเขียนสละสลวย แต่ก็เป็นสิ่งที่คาดหวังจากคนเขียนหนังสืออยู่แล้ว
สิ่งที่เขาอธิบายมาจากความคิดของเขาซึ่งฉันก็ไม่ได้เห็นว่ามันเป็นสิ่งที่คนอื่นจะต้องคิดแบบเดียวกัน เขาอธิบายความคิดตัวเองออกมาได้ดี แต่ฉันก็ไม่ได้เห็นความลุ่มลึกของความคิดหรืออะไรมากนัก ไม่ได้สร้างจินตนาการอะไรที่แปลกใหม่
สิ่งที่เขาอธิบายมาจากความคิดของเขาซึ่งฉันก็ไม่ได้เห็นว่ามันเป็นสิ่งที่คนอื่นจะต้องคิดแบบเดียวกัน เขาอธิบายความคิดตัวเองออกมาได้ดี แต่ฉันก็ไม่ได้เห็นความลุ่มลึกของความคิดหรืออะไรมากนัก ไม่ได้สร้างจินตนาการอะไรที่แปลกใหม่
แต่หนังสือ จดหมายถึงเพื่อน กลับเป็นเรื่องฉันชอบ เพราะมันเป็นการเล่าเรื่องชีวิตประจำวันง่ายๆ เหมือนเพื่อนเล่าสู่กันฟัง มีคนในเรื่องที่ฉันรู้จักจริงๆ การอ่านสิ่งที่คนจริงๆคิดโดยไม่ใช่นิยาย ก็เลยสนุกสนานดี โดยเฉพาะตอนที่พูดถึงหมอฟันและภรรยานายกเทศมนตรี (ซึ่งเป็นรุ่นพี่ของฉันทั้งสองคน) ที่อ่านแล้วก็ อืมม์ ใช่จริงๆ
แปลกที่เมื่ออ่านหนังสือเล่มนี้ไปแล้ว เมื่อวานนี้ก็ได้หนังสือของคุณอุรุดา โควินท์ เรื่องครัวสีแดง น่ารัก สนุกสนานดี ตกลงก็เลยได้อ่านหนังสือที่ผู้เขียนเกี่ยวข้องกันโดยมิได้นัดหมาย
22 ตุลาคม 2556
หยิบหนังสือเล่มนี้มาอ่านอีกครั้ง เพราะมีคนพูดถึงคุณกนกพงศ์ และมีรูป "พินัยกรรม" โพสต์มาให้ดูกันบน FB ก็เลยอยากอ่านว่าเคยรู้สึกกับการเขียนของคุณกนกพงศ์อย่างไร
ทีแรกจะมาเปิดหน้าสองหน้าเฉพาะส่วนที่มีคนในเรื่องที่ฉันรู้จัก ปรากฏว่าหาหน้าที่ว่าไม่เจอก็เลยเปิดอ่านมาใหม่ตั้งแต่หน้าแรก พบว่าอย่างหนึ่งที่ฉันรู้สึกสนุกกับหนังสือเล่มนี้เป็นเพราะเขาเล่าถึงคนที่ฉันรู้จัก ซึ่งตอนนี้ฉันรู้จักคนที่เขาพูดถึงมากขึ้น รู้ชื่อเสียงเรียงนามและก็นึกออกด้วยว่าอารมณ์ในเรื่องเป็นยังไง :) อ่านไปด้วยความสนุกสนาน และรีบพับมุมหนังสือไว้ ต่อไปกลับมาค้นเฉพาะเรื่องอีกจะได้หาได้ง่ายๆ
แต่ก็ต้องโน้ตไว้ว่าในเล่มนี้เขาพูดถึงหนังสือหลายเล่มทั้งไทยและเทศ บางเล่มฉันก็เคยอ่านแต่ไม่ได้รู้สึกเหมือนที่เขาบรรยายในหนังสือเล่มนี้เลย บางเรื่องที่เขาชอบฉันก็ไม่ชอบ บางเรื่องที่เขาวิจารณ์ฉันก็มองว่าเฉยๆ อืมม์ คนเราคิดไม่เหมือนกันจริงๆนะ คนละสไตล์ คนละประสบการณ์ชีวิต
22 ตุลาคม 2556
หยิบหนังสือเล่มนี้มาอ่านอีกครั้ง เพราะมีคนพูดถึงคุณกนกพงศ์ และมีรูป "พินัยกรรม" โพสต์มาให้ดูกันบน FB ก็เลยอยากอ่านว่าเคยรู้สึกกับการเขียนของคุณกนกพงศ์อย่างไร
ทีแรกจะมาเปิดหน้าสองหน้าเฉพาะส่วนที่มีคนในเรื่องที่ฉันรู้จัก ปรากฏว่าหาหน้าที่ว่าไม่เจอก็เลยเปิดอ่านมาใหม่ตั้งแต่หน้าแรก พบว่าอย่างหนึ่งที่ฉันรู้สึกสนุกกับหนังสือเล่มนี้เป็นเพราะเขาเล่าถึงคนที่ฉันรู้จัก ซึ่งตอนนี้ฉันรู้จักคนที่เขาพูดถึงมากขึ้น รู้ชื่อเสียงเรียงนามและก็นึกออกด้วยว่าอารมณ์ในเรื่องเป็นยังไง :) อ่านไปด้วยความสนุกสนาน และรีบพับมุมหนังสือไว้ ต่อไปกลับมาค้นเฉพาะเรื่องอีกจะได้หาได้ง่ายๆ
แต่ก็ต้องโน้ตไว้ว่าในเล่มนี้เขาพูดถึงหนังสือหลายเล่มทั้งไทยและเทศ บางเล่มฉันก็เคยอ่านแต่ไม่ได้รู้สึกเหมือนที่เขาบรรยายในหนังสือเล่มนี้เลย บางเรื่องที่เขาชอบฉันก็ไม่ชอบ บางเรื่องที่เขาวิจารณ์ฉันก็มองว่าเฉยๆ อืมม์ คนเราคิดไม่เหมือนกันจริงๆนะ คนละสไตล์ คนละประสบการณ์ชีวิต
Thursday, February 23, 2012
Sifakas ลิงขาว...ราวกับหนุมาน
By SurreyJohn - Own work, CC BY-SA 4.0, https://commons.wikimedia.org/w/index.php?curid=35531490
เมื่อคืนดูรายการสารคดีชีวิตสัตว์ มีรายการหนึ่งพาไปดูชีวิตของลีเมอร์ ซิฟาคา ซึ่งหน้าตาคล้ายๆลิง ขนสีขาวสวย หน้าดำ กระโดดได้ไกลมาก เพราะหากินบนต้นไม่ที่มีหนามแหลม แล้วใช้วิธีกระโดดข้ามจากต้นนี้ไปต้นนั้น ไม่กลัวหนามกันเลย มันกินดอกอ่อน ใบอ่อน ของต้นไม่มีหนามพวกนั้น ซึี่งมีน้ำเพียงพอโดยไม่ต้องไปหาน้ำที่แหล่งอื่นเพิ่มอีก (ซิฟาคามีหลายชนิดย่อย มีชนิดที่เก่าแก่กว่านั้นคือพวกที่อาศัยในป่าเขตร้อน ตัวจะสีคล้ำกว่า แต่ก็สามารถกระโดดได้แบบเดียวกัน)
ว่าไปแล้วซิฟาคาเหมือนลิงมากกว่าลีเมอร์ ใช้ขาทั้งสองคล้ายคนมากกว่าลิงหรือลีเมอร์ชนิดอื่นๆ
ที่สะกิดใจคือ ตอนที่มันกระโดด จะกระโดดจากกิ่งไม้กิ่งหนึ่งโดยใช้ขาหลังไปจับที่กิ่งที่กระโดดไป แล้วมันสามารถกระโดดไปมาได้เร็วมาก นึกถึงนิยายกำลังภายในขึ้นมาทันทีที่เขาใช้วิชาตัวเบากระโดดไปตามต้นไม้ จะเห็นแบบมาจากซิฟาคาพวกนี้หรือเปล่านะ
ท่าทางอีกอย่างที่คุ้นตามากคือการกระโดดไปบนดิน เวลาที่ลงมาจากต้นไม้ มันจะกระโดดตัวเอียงๆ ใช้ขาสองข้างทีละข้างก้าวไป แต่จังหวะกระโดดลงเกือบจะพร้อมกัน เห็นแล้วนึกถึงหนุมาน ตอนที่เขาแต่งเรื่องรามเกียรติ์ เขาจะเคยเห็นลีเมอร์พวกนี้บ้างไหม จริงๆแล้วนึกไกลไปถึงโขนด้วยซ้ำ เวลาที่ตัวลิง ตัวยักษ์ออกมา ก็จะเต้นตัวเอียงๆออกมาแบบนี้
ตอนนี้กลายเป็นสัตว์ตัวโปรดของฉันไปแล้ว ชอบจริงๆเลย
ตามไปดูรูปจากลิงก์นี้แล้วกัน http://www.burrard-lucas.com/photo/madagascar/sifakas_jumping.html
แล้วก็ดูท่ากระโดดจากวิดิโอนี้ค่ะ http://www.youtube.com/watch?v=8fzpeCR2JmQ&feature=related
Sunday, February 19, 2012
Joshua Bell .... เพิ่งรู้จักอีกแล้ว
วันนี้มีน้องโพสต์ใน Facebook ว่า "หรือจังหวะชีวิตก็อาจทำให้เราพลาดอะไรบางอย่างไป" แล้วก็มีเรื่องของนักไวโอลินไปเล่นไวโอลินที่สถานีรถไฟใต้ดินแห่งหนึ่งใน Washington DC เล่นไปประมาณ 45 นาที ในช่วงเวลาเร่งด่วน ซึ่งก็เป็นที่คาดเดาได้ว่าผู้คนจะเร่งรีบกันมาก ช่วงเวลานั้นมีคนเดินผ่านไปมาประมาณ 1,100 คน แต่มีเพียง 6 คนเท่านั้นที่ได้หยุดฟังเขาเล่นไวโอลิน มีประมาณ 20 คนให้เงินเขาซึ่งรวมแล้้วเป็นเงินจำนวน 32 เหรียญ จนถึงตอนที่เขาหยุดเล่นก็ไม่มีใครสนใจ
จริงๆแล้ว นักไวโอลินคนนี้คือ Joshua Bell หนึ่งในนักดนตรีอัจฉริยะของโลก เพลงที่เขาเล่นเป็นระดับมาสเตอร์พีซ และเขาเล่นเพลงด้วยไวโอลินที่มีมูลค่ากว่า 3.5 ล้านดอลล่าร์
การแสดงชุดนี้ถูกจัดขึ้นโดยหนังสือพิมพ์ Washington Post เป็นส่วนหนึ่งของการทดลองเกี่ยวกับการรับรู้ รสนิยม และการให้ความสำคัญของคน ซึ่งก็ได้ข้อคิดมาว่า
"If we do not have a moment to stop and listen to one of the best musicians in the world playing the best music ever written, how many other things are we missing?"
อ่านแล้วก็งงๆกับชีวิตว่าทำไมไม่เคยรู้จักหนุ่มคนนี้ ก็เลยไปค้นข้อมูลในเว็บ ประวัติความเก่งกาจมีเพียบ แถมไวโอลินที่เขาใช้เป็นของ Stradivarius ( เหมือนในเรื่อง Red Violin) กะว่าเดี่ยวจะค้นเรื่องไวโอลินต่อ จะได้ต่อเนื่องจากโพสต์ก่อน
http://singingbluejay.blogspot.com/2010/04/red-violin.html
http://singingbluejay.blogspot.com/2010/04/red-violin.html
Friday, February 10, 2012
เรื่องเก่าๆ
วันนี้นั่งคุยกับคุณพ่อและพี่สาวหลังกินข้าวกลางวัน เริ่มจากคุยเรื่องฝรั่งที่มาทำงานเมืองไทย ไม่ใช่ทุกคนที่คนไทยจะนับถือได้ แล้วคุณพ่อเล่าให้ฟังว่าฝรั่งที่เข้ามาสมัยก่อนจะทำตัวน่านับถือ แม้จะเป็นฝรั่งที่เข้ามาทำเหมืองก็จะมีความรู้ดี เก่งจริง และมีการวางตัวที่เหมาะสม ยิ่งถ้าเป็นชาวอังกฤษจะวางตัวดีมากๆ บางคนไปไหนก็จะถือร่มติดตัวตลอดเวลาตามธรรมเนียมอังกฤษ อย่างในระนอง เวลาฝรั่งจะกินข้าวก็จะมีร้านเฉพาะที่ดูดี กินอาหารกระป๋อง เป็นต้น
แล้วก็คุยกันต่อถึงคนที่หน้าตาคล้ายฝรั่ง เช่นที่โรงเรียนสหายวิทย์ที่ระนอง สมัยที่ยังเรียนตอนเด็กมากๆ อาจารย์ใหญ่ชื่อ ขุนเผดิมเกิดบ้านตะเคียน หน้าตาเหมือนฝรั่ง คุณพ่อบอกว่าถ้านามสกุลนี้ แสดงว่าพื้นเพเดิมอยู่ที่ถลาง และอาจมีเชื้อฝรั่งจริงเพราะแถวนั้นมีฝรั่งอยู่เยอะ แต่ตัวขุนเผดิมเป็นบัณฑิตอักษรศาสตร์ จุฬา มีความทรงจำกับอาจารย์ไม่มากนัก เพราะรุ่นต่อมาที่จำได้จะจำว่าอาจารย์ใหญ่ชื่อครูแดง
คุณพ่อเคยทำงานกับบริษัทภูเก็ตติน บริษัทพวกนี้เป็นของฝรั่งทั้งนั้น ฝรั่งออสเตรเลีย สแกนดิเนเวีย ส่วนใหญ่มาเป็นคนงานชั้นดี ฝรั่งนายงานมักเป็นคนอังกฤษ คนฮอลันดา หรือถ้าเหมืองสูบก็จะเป็นนายงานจีนที่เรียนรู้มาจากภูเก็ต คุณพ่อบอกว่าสมัยก่อนมองออกว่าเป็นฝรั่งชาติไหน ฝรั่งก็มีชนชั้น ฝรั่งอังกฤษก็จะเป็นระดับสูงซึ่งก็ใหญ่จริงๆ ฝรั่งอื่นก็ต้องนอบน้อมกว่า
คุณนายก็เป็นลูกฝรั่งอังกฤษ แม่ไทย(ซึ่งมีสามีคนไทยพม่าอีกคนหลังจากฝรั่งกลับไป)
ที่ระนองบริษัทเหมืองแร่ที่มีชื่อได้แ่ก่ ไซมิสติน บางริ้นติน ระนองคอนโทรล(ตรงที่เป็นบ้านเราตอนนี้ ไปแถวโรงเรียนพิชัยด้วย) ทีหลังระนองคอนโทรลขายให้เจ๊กทำเหมือง แล้วเขาก็แบ่งให้ท่านขุนสวัสดิ์ภักดีด้วย ก็ได้ทำเหมืองแร่หาบ หรือเหมืองสูบด้วย (ของฝรั่งจะทำเรือขุด) ฝรั่งจะได้ปทานบัตร สัมปทานเขาจะได้กันนานเป็น 99 ปีเป็นต้น ทำเป็นที่เช่า คนไทยก็ไม่มีสิทธิ์ หลัง 99 ปีสภาพก็เปลี่ยนไปหมดแล้ว ราคาเช่า เช่นหนึ่งบาทต่อเดือน คนฝรั่งอยู่ในระนองเป็นร้อยคน เป็น นายช่าง นายงาน หัวหน้าสำนักงาน ฯลฯ
เรือขุดแร่ที่หลังสวนก็มีเยอะ เช่น เรียกว่าเรือบ้านควนหินมุ้ย ฝรั่งบางคนก็พูดไทยได้นิดหน่อย คนไทยเราก็รู้ภาษาเหมืองแร่หน่อยหนึ่ง สรุปว่าสื่อสารกันได้ สมัยก่อนคนงานมักเป็นคนจีนมากกว่าเมืองไทย ขนกันมาจากปีนัง ปีนังเองก็เหมืองทั้งนั้น
คนฝรั่งหมดเอาตอนสงครามโลกครั้งที่สอง ญี่ปุ่นจับฝรั่งเกือบหมด กิจการเลิก แต่ญี่ปุ่นไม่ทำเหมือง คนจีนคนไทยจึงได้ทำเหมืองต่อ นายช่างก็เอามาจากวิศวะจุฬา กรมโลหกิจส่งมา เพราะเหมืองช่วงนั้นถูกปล่อยทิ้ง วิศวกรเข้ามาคุมทั่วภาคใต้เพราะคนมีความรู้ไปหมดแล้ว ต้องนำคนไทยเข้ามาคุม โดยใช้ความชำนาญของคนงานที่เคยทำมาก่อน
Saturday, December 03, 2011
พล็อตซีรี่ส์ที่เริ่มคุ้นๆ
ช่วงนี้ดูซีรี่ส์ต่อเนื่องหลายชุด เพราะปกติไม่ได้ดู พอจะดูขึ้นมาก็ได้ดูหลาย seasons ดูไปดูมาก็จะเจอพล็อตคล้ายๆกันอย่างเห็นได้ชัด
ตอนนี้ดูเรื่อง 4400 มีทอมกับไดอาน่าเป็นเจ้าหน้าที่ NTAC คอยจัดการกับพวกที่ถูกพาตัวไปที่ไหนซักแห่งแล้วนำกลับมาโดยมีความสามารถพิเศษติดตัว กลุ่ม 4400 จะมีความสามารถคล้ายๆกับ character ในเรื่อง Hero อย่างอิซาเบลใน 4400 ก็จะคล้ายแคลร์ใน Hero เป็นพวก unbreakable /heal ตัวเองได้เหมือนกัน
ใน 4400 season 2 มีตอนหนึ่งทอมจะได้เข้าไปในโลกเสมือนที่เกิดจากการสร้างสภาพแวดล้อมปลอมของอลาน่า แนวนี้ก็คล้ายแนวโลกคู่ขนานใน Fringe season 3 (ใน Fringe มีโอลิเวีย กับ ปีเตอร์ เป็น FBI agent ที่อยู่แผนก Fringe)
4400 season 3 ก็มีคนที่สามารถแปลงร่างเป็นคนอื่นได้ เหมือน shape shifter ใน Fringe ที่คนของโลกคู่ขนานเปลี่ยนร่างได้ แต่กรณีนั้นต้องมีอุปกรณ์ต่อเชื่อม
ซีรี่ส์ที่ติดตามอีกเรื่องคือ Fringe เป็นเรื่องของจักรวาลคู่ขนาน นางเอกโอลิเวีย เป็น FBI ที่ต้องใช้ความสามารถของพ่อพระเอกซึ่งเป็นนักวิทยาศาสตร์ที่เคยทำการทดลองหาความพิเศษของเด็ก ซึ่งนางเอกก็เป็นหนึ่งในเด็กทดลองนั้น พระเอกก็มาจากจักรวาลอื่นตั้งแต่เด็กเพราะพ่อพระเอกไปเอาตัวมาแทนลูกชายแท้ๆที่เสียชีวิตไป เรื่องนี้เพลงจิงเกิ้ลเพราะดี การใช้โทนสีของซีนเปลี่ยนเรื่องจะบอกว่าขณะนั้นเป็นเรื่องของจักรวาลใด เช่นเป็นซีนเปลี่ยนเรื่องโทนสีเขียว สีแดง สีเหลือง เป็นต้น
Fringe season 4 episode สุดท้ายเริ่มมาแปลก
อุปกรณ์ต่างๆเริ่มคุ้นๆ เช่น Tablet
มีการพูดถึงความถี่ของแต่ละเแกภพ เช่น เอกภพของเราใช้ความถี่คีย์ G ในขณะที่เอกเอกภพหนึ่งใช้คีย์ C
ในปี 2015 พวก observer ยึดครองเอกภพ มนุษย์กลายเป็น native นึกถึงเรื่อง Terminator ขึ้นมาเลย
ทีม fringe ก็ถูก amber ไว้ เหมือนยีนในเรื่อง Jurassic Park
ใน Episode 20 world apart ก็มีไอเดียคล้ายๆเรือของโนอาห์ด้วย ซีรี่ส์เรื่องนี้ช่างหลากหลายจริงๆ
เรื่องที่ชอบคือ Fringe/4400/Hero/NCIS/Castle
20 กรกฎาคม 2555
ช่วงนี้ดูซีรี่ส์เรื่อง Torchwood เรื่องประหลาดดี เป็นกลุ่มผู้คอยตามล่ามนุษย์ต่าวดาว มีอุปกรณ์แปลกๆเยอะ เรื่องราวแต่ละตอนก็สนุกดี ออกแนวโหดนิดๅ ชอบที่เป็นซีรี่ส์อังกฤษ ได้ฟังเสียงอังกฤษบ้าง พระเอกหน้าตาดีมากๆ เล่นละครเวทีเรื่อง Phantom of the opera เป็น Raoul ด้วย
9 กันยายน 2555
เพิ่งดูซีรี่ส์ Grimm จบ season 1 และได้ดู season 2 แค่สองตอน ไม่มีให้ดูต่อแล้ว T_T ชอบเรื่องนี้มาก พระเอกเป็นเชื้อสายกริมม์ และเป็นตำรวจ ได้ทำคดีที่มีสัตว์ประหลาดแปลกๆ สนุกดี
พอดูเรื่องนี้ก็เลยไปค้นเรื่องกริมม์มาอ่าน ไม่เคยรู้เลยว่ากริมม์เป็นเยอรมัน
กันยายน 2556
ช่วงนี้ดูซีรี่ส์เรื่อง Da vinci's demons จบไปหนึ่งซีซั่น เมื่อคืนก็เพิ่งย้อนกลับไปดูเรื่อง Numbers ดูแล้วรู้สึกหนังเก่าจังเลย 555 ก็มันนานแล้วนี่นา...
ที่เพิ่งดูจบทั้งสาม seasons ไปคือ Downton Abbey ชอบเรื่องนั้นมากมาย ทั้งพล็อตเรื่อง ทั้งฉาก ทั้งดาราและภาษาที่พูด อังกฤษอะไรขนาดนั้น กำลังรอดูซีซั่น 4 แต่เป็นซีซั่นที่ทอมตาย เศร้าเลย
ก่อนหน้านั้นหลายเดือนก่อน ก็ติด Pretty Little Liars ตามดูสาม seasons เหมือนกัน ติดมาก ชอบเพลงของเรื่องด้วย นางเอกก็น่ารักทั้ง 4 คนเลย
ในช่อง Fox ที่ยังดูต่อเนื่องก็เรื่อง NCIS/Castle
22/9/2556 วันนี้ดูซีรี่ส์ Orphan Black นางเอกชื่อซาร่าห์ พบว่าตัวเองเป็นมนุษย์โคลนที่มีคนแบบเธออีกหลายคนทั่วโลก สนุกดีเหมือนกัน ดูจบ Season 1 ทั้ง 10 episodes
18 ตุลาคม 2556
วันนี้ดู Atlantis ถึง Season 1 Episode 3 มากกว่านั้นก็ยังไม่มีให้ดู ในเรื่องพระเอกชื่อเจสัน ลงสำรวจใต้ทะเลเพื่อหาเงื่อนงำเกี่ยวกับพ่อแล้วก็วาร์ปไปสู่แอตแลนติส สมัยโบราณ เจอทั้งไพธากอรัสกับเฮอร์คิวลิส(ในสภาพมนุษย์ปกติ) และกลายเป็นทีมกัน
The Newsroom Season 1 เรื่องนี้สนุกมาก พระเอกชื่อ วิล แมคคาวอย เป็น TV anchor นางเอกเป็น executive producer ที่เคยคบกันมาก่อน ฉากเป็นรายการ News night 2.0 ที่คนในทีมพยายามสร้างสรรค์งานดีๆให้สมกับการเป็นคนทีวี ได้รู้เรื่องอะไรๆที่เป็นอเมริกันหลายอย่างจากเรื่องนี้ และเรื่องนี้เพิ่งจบ season 2 ไป แต่ยังไม่มีให้ดูเหมือนกัน :(
19 ตุลาคม 2556
หลังจากดู The Newsroom มาตลอดวันจนสี่โมงเย็น ตอนค่ำก็เริ่มดู Sherlock Holms หนังของ BBC สนุกมากเหมือนกัน ทั้งๆที่อ่านหนังสือมาเยอะแล้ว ชอบหน้าตาคนที่เล่นเป็น Holms มาก
เพิ่งค้นเรื่องของโฮมส์ ก็เลยเทียบเคียงได้ว่าหนังสือเรื่องแรกที่เขาเขียนชื่อ A Study in Scarlet พอมาเป็นซีรี่ส์ใช้ชื่อว่า A study in Pink ฉากก็เป็น London ปี 2010 ไม่ใช่ 1817 เหมือนเมื่อก่อน
5 เมษายน 2557 เมื่อวานเพิ่งดู Sherlock จบ season 3 ตอนจบโมริอาตี้กลับมาอีกครั้ง อ๊ากส์
4 กันยายน 2557 มาเริ่มดู Davinci's demon season 2 ต่อจากภาคแรกที่จบตอนตระกูลพาสชี่ยึดเมืองฟลอเรนซ์ ตอนนี้ดาวินชี่ช่วยลอเรนโซออกมาและพยายามรักษาโดยการถ่ายเลือด
7 กันยายน 2557 ดู Davinci's demon season 2 จบ 10 episodes season นี้เป็นเรื่องที่ลีโอนาโดไปหา book of leaves ที่เมืองอินคา ไปมาชูปิกชูด้วย และตอนจบค้างชนิดที่ต้องมี season 3 แน่ๆ เพราะเป็นตอนที่กองทัพเรือออตโตมันจะเข้ามายึดเนเปิล โดยผู้หญิงนักพยากรณ์ที่ติดมากับเรือนั้นคือแม่ของลีโอนาโด ^_^
15 พฤศจิกายน 2557
ดู Fringe season 5 จำ season เก่าไม่ค่อยได้แล้ว นานมาก
season นี้ ปีเตอร์และวอลเตอร์ เจอเอ็ตต้า ลูกสาวของโอลิเวียและปีเตอร์ ในปี 2036 หลังจากที่ต้องอยู่ในอำพันมา 21 ปี เอ็ตต้าเป็นกลุ่มผู้ต่อต้าน เจอกันแล้วก็ไปตามหาโอลิเวียที่เก็บตัวเองในอำพันมา 21 ปี ตั้งแต่ช่วงที่ไปเอาอุปกรณ์รวมความคิดของวอลเตอร์ หลังจากนั้นวอลเตอร์ถูกจับตัวได้และลบความจำช่วงที่มีแผนล้มล้างผู้รุกราน ก็เลยต้องตามกลับไปหาต้นตอ ไปที่แล็ปมหาวิทยาลัยฮาร์วาด ได้วิดิโอที่ชี้ทางให้ไปที่ต่างๆ เช่นไปเพนซิลเวเนียเพือไปเอาผลึกควอทซ์ในเหมืองทองเก่า หลังจากนั้นก็ไปหาข้อมูลที่สถานี นิวอาร์คเพน ได้มายังไม่ทันอ่านรู้เรื่อง เอ๊ตต้าก็โดนจับตัวและตายในที่สุด โอลิเวียร์ก็ต้องสู้ต่อไป ทรหดมากจริงๆ นี่แค่ 5 episode แรกของ season นี้นะ
ใน episode 7 มีเครื่องระเหิดสสารให้กลายเป็นไอ เหมาะสำหรับการกวาดล้างของที่ไม่ต้องการมาก :)
นีน่า ชาร์ป ก็มาตายเอา episode 9 นี่เอง
episode ตั้งแต่ 9 เป็นต้นไปก็จะมีน้องนักสังเกตการณ์เด็ก "ไมเคิล" ที่มีทั้งสติปัญญาและอารมณ์ จะต้องถูกส่งตัวไปในปี 2167 ปีที่เริ่มวิวัฒนาการกลุ่มนักสังเกตการณ์ขึ้นมา เพื่อให้นักวิทยาศาสตร์คนที่คิดเรื่องนี้เปลี่ยนใจว่าการสร้างเผ่าพันธ์ุมนุษย์ที่ฉลาดไม่จำเป็นต้องทิ้งอารมณ์
ในที่สุดก็จบ season และ complete series นะ
พฤษภาคม 2558
ดูซีรี่ส์ The Silicon Valley เป็นซีรี่ส์เกี่ยวกับ Programmer พระเอกคือ Richard Hendricks สามารถเขียน Compression algorithm ได้ใหม่ มีประสิทธิภาพสูง ทีแรกตัวเองก็ไม่รู้ว่ามันมีผลกระทบแค่ไหน คิดว่าจะทำแอพเพื่อส่งไฟล์เพลงให้รวดเร็วเท่านั้น แต่ได้พบกับนักลงทุนที่รู้คุณค่าของอัลกอริทึมนี้ (Gavin Belson ) จึงมีการซื้อผลงานด้วยราคา 10 ล้านเหรียญ พระเอกไม่รับเงิน แต่ไปร่วมมือกับนักลงทุนอีกคนที่ให้เงินมาตั้งต้นสองแสนเหรียญและต้องการหุ้นอีกห้าเปอร์เซ็นต์ (Peter Gregory) แต่จะช่วยให้เขาตั้งบริษัทชื่อว่า Pied Piper นางเอกเรื่องนี้ชื่อ Monica เป็นเลขาของเกรกเกอรี่
ดูเรื่องนี้แล้วรู้เลยว่าแค่เขียนโค้ดเป็นไม่พอ ต้องรู้จักการวางแผนธุรกิจ การดูความคุ้มค่าทางการเงิน การดำเนินธุรกิจต่างๆ เรื่องนี้นักศึกษาที่เรียนสายไอทีควรดู
Season แรกมีแค่ 8 episodes จบที่ทีมพระเอกไปชนะการแข่งขันโปรแกรมในงานที่จัดเพื่อให้ผู้ลงทุนมา match กับ developer
นอกจากเรื่องนี้ก็เอาเรื่อง The Big Bang Theory มาดูตั้งแต่ Season แรกใหม่ เพิ่งดูได้ซีซั่นเดียว
มิถุนายน 2558
ดูเรื่อง CSI:Cyber ได้รับคำแนะนำมาจาก อ.สลิล ในเว็บมีให้ดูแค่ 6 episodes ดูจบแล้ว เป็นเรื่องของ CSI แผนก Cyber ที่วอชิงตันดีซี นางเอกเป็นนักจิตวิทยาพฤติกรรมที่เคยถูกแฮกไฟล์คนไข้ ทำให้มีคนไข้คนหนึ่งฆ่าตัวตาย นางเอกเข้ามาร่วมทีมนี้เพื่อหาทางยับนั้ง Black hacker และพยายามหาคนที่เคยแฮกข้อมูลของเธอ ทีมงานมีจนท.หน่วยลุยซึ่งหน้าตาดีมาก เคยเป็น USMC คนอื่นๆก็มีแฮกเกอร์เก่าที่ถูกนำมาเข้าในโครงการ มีครูมิช ราเวน และเนลสัน ทั้งหมดจะมีหัวหน้าหน่วยคอยดูแลอีกคนหนึ่ง
เป็นซีรี่ส์ที่สนุกสนาน นางเอกเรื่องนี้เป็นคนเดียวกับที่เล่นเรื่อง Medium และ Boyhood
26 มีนาคม 2559 กำลังจะเริ่มดู Davinci's Demons season 3 ต่อ รอมานานเหลือเกินกว่าจะได้ดู
ก่อนหน้านี้ดูซีรี่ส์อีกหลายเรื่องเลยที่ไม่ได้บันทึกไว้ เช่นเรื่อง Mr. Robot เป็นเรื่องของหนุ่มวิศวคอมผู้สามารถแฮกอะไรก็ได้ และต้องเจอกับเรื่องราวมากมาย มากจนจำเรื่องไม่ได้แล้ว 555
ดูซีรี่ส์ญี่ปุ่นชื่อ Tokyo Airport เป็นเรื่องของนางเอกผู้เปลี่ยนงานจากพนักงานภาคพื้นดินของท่าอากาศยานฮาเนดะมาเป็นผู้ควบคุมการบิน เนื่อเรื่องจึงเป็นเหตุการณ์ปัญหาที่เกิดขึ้นทั้งในเรื่องวิกฤตการบิน เรื่องส่วนตัวกับพระเอกผู้อยากเป็นนักบิน แต่เเกิดอุบัติเหตุจนเดินไม่ได้
28 มิถุนายน 2560
มาบันทึกว่ากลับมาดู Silicon Valley ต่อจนจบ season 4 ep 7 แล้ว
และจบ ep 10 วันที่ 12 สิงหาคม 2560 เรื่องจบตอนที่พายไพเพอร์พยายามแก้ปัญหาการหาพื้นที่เก็บข้อมูลให้ลูกค้าโดยใส่มัลแวร์ลงในเครื่องของฮูลิโฟน แต่เนื่องจากเครื่องฮูลิโฟนเกิด overloadละมีการระเบิด แจ็ค บาร์คเกอร์ จึงติดต่อไปที่จีนเพื่อให้ผลิตเครื่องใหม่ทดแทนและจะดึงเครื่องเก่ากลับทั้งหมดประมาณเก้าล้านเครื่อง(อารมณ์เดียวกับซัมซุงโน้ต 7 เลยนะ) ริชาร์ดพยายามย้ายข้อมูลลูกค้าไปที่ต่างๆโดยวิธีที่ไม่ถูกต้องเท่าไร เช่นเอาเข้า server แอนทอน แต่ก็ไม่พอ จนจะเอาไปใส่ในมหาวิทยาลัยแสตนฟอร์ดที่บิ๊กเฮดสอนอยู่ แต่เพื่อนร่วมทีมก็ไม่เอาด้วยจนในที่สุดไม่มี server จะเก็บข้อมูลและข้อมูลหายทั้งหมด แต่ในที่สุดจาเร็ดก็เห็นใจและยอมกลับมาช่วย เพื่อนร่วมทีมก็กลับมา ในความหมดหวัง เมื่อทีมนี้เข้าไปพบลูกค้า ปรากฎว่าระบบทำงานได้ดี ไม่มีการล่ม เพราะโปรแกรมที่ทีมนี้ใส่เข้าไปในแอนทอน เมื่อแอนทอนจะล่มก็ทำการแบ็คอัพข้อมูล มันทำให้ตู้เย็นอัจฉริยะทั้งหลายที่เคยลงโปรแกรมของจินหยางคิดว่าเป็นโปรแกรมอัพเดตก็เลยอัพเดตตัวเองและรับข้อมูลเข้าไปเก็บเป็นการกระจายที่เก็บได้มาก สุดท้านเกวินกลับมายื่นข้อเสนอให้ริชาร์ดอีกครั้ง แต่ริชาร์ดไม่ตกลง ....เหมือนจะมี season ต่อไปนะ
ซีรี่ส์ที่ติดตามอีกเรื่องคือ Fringe เป็นเรื่องของจักรวาลคู่ขนาน นางเอกโอลิเวีย เป็น FBI ที่ต้องใช้ความสามารถของพ่อพระเอกซึ่งเป็นนักวิทยาศาสตร์ที่เคยทำการทดลองหาความพิเศษของเด็ก ซึ่งนางเอกก็เป็นหนึ่งในเด็กทดลองนั้น พระเอกก็มาจากจักรวาลอื่นตั้งแต่เด็กเพราะพ่อพระเอกไปเอาตัวมาแทนลูกชายแท้ๆที่เสียชีวิตไป เรื่องนี้เพลงจิงเกิ้ลเพราะดี การใช้โทนสีของซีนเปลี่ยนเรื่องจะบอกว่าขณะนั้นเป็นเรื่องของจักรวาลใด เช่นเป็นซีนเปลี่ยนเรื่องโทนสีเขียว สีแดง สีเหลือง เป็นต้น
Fringe season 4 episode สุดท้ายเริ่มมาแปลก
อุปกรณ์ต่างๆเริ่มคุ้นๆ เช่น Tablet
มีการพูดถึงความถี่ของแต่ละเแกภพ เช่น เอกภพของเราใช้ความถี่คีย์ G ในขณะที่เอกเอกภพหนึ่งใช้คีย์ C
ในปี 2015 พวก observer ยึดครองเอกภพ มนุษย์กลายเป็น native นึกถึงเรื่อง Terminator ขึ้นมาเลย
ทีม fringe ก็ถูก amber ไว้ เหมือนยีนในเรื่อง Jurassic Park
ใน Episode 20 world apart ก็มีไอเดียคล้ายๆเรือของโนอาห์ด้วย ซีรี่ส์เรื่องนี้ช่างหลากหลายจริงๆ
เรื่องที่ชอบคือ Fringe/4400/Hero/NCIS/Castle
20 กรกฎาคม 2555
ช่วงนี้ดูซีรี่ส์เรื่อง Torchwood เรื่องประหลาดดี เป็นกลุ่มผู้คอยตามล่ามนุษย์ต่าวดาว มีอุปกรณ์แปลกๆเยอะ เรื่องราวแต่ละตอนก็สนุกดี ออกแนวโหดนิดๅ ชอบที่เป็นซีรี่ส์อังกฤษ ได้ฟังเสียงอังกฤษบ้าง พระเอกหน้าตาดีมากๆ เล่นละครเวทีเรื่อง Phantom of the opera เป็น Raoul ด้วย
9 กันยายน 2555
เพิ่งดูซีรี่ส์ Grimm จบ season 1 และได้ดู season 2 แค่สองตอน ไม่มีให้ดูต่อแล้ว T_T ชอบเรื่องนี้มาก พระเอกเป็นเชื้อสายกริมม์ และเป็นตำรวจ ได้ทำคดีที่มีสัตว์ประหลาดแปลกๆ สนุกดี
พอดูเรื่องนี้ก็เลยไปค้นเรื่องกริมม์มาอ่าน ไม่เคยรู้เลยว่ากริมม์เป็นเยอรมัน
กันยายน 2556
ช่วงนี้ดูซีรี่ส์เรื่อง Da vinci's demons จบไปหนึ่งซีซั่น เมื่อคืนก็เพิ่งย้อนกลับไปดูเรื่อง Numbers ดูแล้วรู้สึกหนังเก่าจังเลย 555 ก็มันนานแล้วนี่นา...
ที่เพิ่งดูจบทั้งสาม seasons ไปคือ Downton Abbey ชอบเรื่องนั้นมากมาย ทั้งพล็อตเรื่อง ทั้งฉาก ทั้งดาราและภาษาที่พูด อังกฤษอะไรขนาดนั้น กำลังรอดูซีซั่น 4 แต่เป็นซีซั่นที่ทอมตาย เศร้าเลย
ก่อนหน้านั้นหลายเดือนก่อน ก็ติด Pretty Little Liars ตามดูสาม seasons เหมือนกัน ติดมาก ชอบเพลงของเรื่องด้วย นางเอกก็น่ารักทั้ง 4 คนเลย
ในช่อง Fox ที่ยังดูต่อเนื่องก็เรื่อง NCIS/Castle
22/9/2556 วันนี้ดูซีรี่ส์ Orphan Black นางเอกชื่อซาร่าห์ พบว่าตัวเองเป็นมนุษย์โคลนที่มีคนแบบเธออีกหลายคนทั่วโลก สนุกดีเหมือนกัน ดูจบ Season 1 ทั้ง 10 episodes
18 ตุลาคม 2556
วันนี้ดู Atlantis ถึง Season 1 Episode 3 มากกว่านั้นก็ยังไม่มีให้ดู ในเรื่องพระเอกชื่อเจสัน ลงสำรวจใต้ทะเลเพื่อหาเงื่อนงำเกี่ยวกับพ่อแล้วก็วาร์ปไปสู่แอตแลนติส สมัยโบราณ เจอทั้งไพธากอรัสกับเฮอร์คิวลิส(ในสภาพมนุษย์ปกติ) และกลายเป็นทีมกัน
The Newsroom Season 1 เรื่องนี้สนุกมาก พระเอกชื่อ วิล แมคคาวอย เป็น TV anchor นางเอกเป็น executive producer ที่เคยคบกันมาก่อน ฉากเป็นรายการ News night 2.0 ที่คนในทีมพยายามสร้างสรรค์งานดีๆให้สมกับการเป็นคนทีวี ได้รู้เรื่องอะไรๆที่เป็นอเมริกันหลายอย่างจากเรื่องนี้ และเรื่องนี้เพิ่งจบ season 2 ไป แต่ยังไม่มีให้ดูเหมือนกัน :(
19 ตุลาคม 2556
หลังจากดู The Newsroom มาตลอดวันจนสี่โมงเย็น ตอนค่ำก็เริ่มดู Sherlock Holms หนังของ BBC สนุกมากเหมือนกัน ทั้งๆที่อ่านหนังสือมาเยอะแล้ว ชอบหน้าตาคนที่เล่นเป็น Holms มาก
เพิ่งค้นเรื่องของโฮมส์ ก็เลยเทียบเคียงได้ว่าหนังสือเรื่องแรกที่เขาเขียนชื่อ A Study in Scarlet พอมาเป็นซีรี่ส์ใช้ชื่อว่า A study in Pink ฉากก็เป็น London ปี 2010 ไม่ใช่ 1817 เหมือนเมื่อก่อน
5 เมษายน 2557 เมื่อวานเพิ่งดู Sherlock จบ season 3 ตอนจบโมริอาตี้กลับมาอีกครั้ง อ๊ากส์
4 กันยายน 2557 มาเริ่มดู Davinci's demon season 2 ต่อจากภาคแรกที่จบตอนตระกูลพาสชี่ยึดเมืองฟลอเรนซ์ ตอนนี้ดาวินชี่ช่วยลอเรนโซออกมาและพยายามรักษาโดยการถ่ายเลือด
7 กันยายน 2557 ดู Davinci's demon season 2 จบ 10 episodes season นี้เป็นเรื่องที่ลีโอนาโดไปหา book of leaves ที่เมืองอินคา ไปมาชูปิกชูด้วย และตอนจบค้างชนิดที่ต้องมี season 3 แน่ๆ เพราะเป็นตอนที่กองทัพเรือออตโตมันจะเข้ามายึดเนเปิล โดยผู้หญิงนักพยากรณ์ที่ติดมากับเรือนั้นคือแม่ของลีโอนาโด ^_^
15 พฤศจิกายน 2557
ดู Fringe season 5 จำ season เก่าไม่ค่อยได้แล้ว นานมาก
season นี้ ปีเตอร์และวอลเตอร์ เจอเอ็ตต้า ลูกสาวของโอลิเวียและปีเตอร์ ในปี 2036 หลังจากที่ต้องอยู่ในอำพันมา 21 ปี เอ็ตต้าเป็นกลุ่มผู้ต่อต้าน เจอกันแล้วก็ไปตามหาโอลิเวียที่เก็บตัวเองในอำพันมา 21 ปี ตั้งแต่ช่วงที่ไปเอาอุปกรณ์รวมความคิดของวอลเตอร์ หลังจากนั้นวอลเตอร์ถูกจับตัวได้และลบความจำช่วงที่มีแผนล้มล้างผู้รุกราน ก็เลยต้องตามกลับไปหาต้นตอ ไปที่แล็ปมหาวิทยาลัยฮาร์วาด ได้วิดิโอที่ชี้ทางให้ไปที่ต่างๆ เช่นไปเพนซิลเวเนียเพือไปเอาผลึกควอทซ์ในเหมืองทองเก่า หลังจากนั้นก็ไปหาข้อมูลที่สถานี นิวอาร์คเพน ได้มายังไม่ทันอ่านรู้เรื่อง เอ๊ตต้าก็โดนจับตัวและตายในที่สุด โอลิเวียร์ก็ต้องสู้ต่อไป ทรหดมากจริงๆ นี่แค่ 5 episode แรกของ season นี้นะ
ใน episode 7 มีเครื่องระเหิดสสารให้กลายเป็นไอ เหมาะสำหรับการกวาดล้างของที่ไม่ต้องการมาก :)
นีน่า ชาร์ป ก็มาตายเอา episode 9 นี่เอง
episode ตั้งแต่ 9 เป็นต้นไปก็จะมีน้องนักสังเกตการณ์เด็ก "ไมเคิล" ที่มีทั้งสติปัญญาและอารมณ์ จะต้องถูกส่งตัวไปในปี 2167 ปีที่เริ่มวิวัฒนาการกลุ่มนักสังเกตการณ์ขึ้นมา เพื่อให้นักวิทยาศาสตร์คนที่คิดเรื่องนี้เปลี่ยนใจว่าการสร้างเผ่าพันธ์ุมนุษย์ที่ฉลาดไม่จำเป็นต้องทิ้งอารมณ์
ในที่สุดก็จบ season และ complete series นะ
พฤษภาคม 2558
ดูซีรี่ส์ The Silicon Valley เป็นซีรี่ส์เกี่ยวกับ Programmer พระเอกคือ Richard Hendricks สามารถเขียน Compression algorithm ได้ใหม่ มีประสิทธิภาพสูง ทีแรกตัวเองก็ไม่รู้ว่ามันมีผลกระทบแค่ไหน คิดว่าจะทำแอพเพื่อส่งไฟล์เพลงให้รวดเร็วเท่านั้น แต่ได้พบกับนักลงทุนที่รู้คุณค่าของอัลกอริทึมนี้ (Gavin Belson ) จึงมีการซื้อผลงานด้วยราคา 10 ล้านเหรียญ พระเอกไม่รับเงิน แต่ไปร่วมมือกับนักลงทุนอีกคนที่ให้เงินมาตั้งต้นสองแสนเหรียญและต้องการหุ้นอีกห้าเปอร์เซ็นต์ (Peter Gregory) แต่จะช่วยให้เขาตั้งบริษัทชื่อว่า Pied Piper นางเอกเรื่องนี้ชื่อ Monica เป็นเลขาของเกรกเกอรี่
ดูเรื่องนี้แล้วรู้เลยว่าแค่เขียนโค้ดเป็นไม่พอ ต้องรู้จักการวางแผนธุรกิจ การดูความคุ้มค่าทางการเงิน การดำเนินธุรกิจต่างๆ เรื่องนี้นักศึกษาที่เรียนสายไอทีควรดู
Season แรกมีแค่ 8 episodes จบที่ทีมพระเอกไปชนะการแข่งขันโปรแกรมในงานที่จัดเพื่อให้ผู้ลงทุนมา match กับ developer
นอกจากเรื่องนี้ก็เอาเรื่อง The Big Bang Theory มาดูตั้งแต่ Season แรกใหม่ เพิ่งดูได้ซีซั่นเดียว
มิถุนายน 2558
ดูเรื่อง CSI:Cyber ได้รับคำแนะนำมาจาก อ.สลิล ในเว็บมีให้ดูแค่ 6 episodes ดูจบแล้ว เป็นเรื่องของ CSI แผนก Cyber ที่วอชิงตันดีซี นางเอกเป็นนักจิตวิทยาพฤติกรรมที่เคยถูกแฮกไฟล์คนไข้ ทำให้มีคนไข้คนหนึ่งฆ่าตัวตาย นางเอกเข้ามาร่วมทีมนี้เพื่อหาทางยับนั้ง Black hacker และพยายามหาคนที่เคยแฮกข้อมูลของเธอ ทีมงานมีจนท.หน่วยลุยซึ่งหน้าตาดีมาก เคยเป็น USMC คนอื่นๆก็มีแฮกเกอร์เก่าที่ถูกนำมาเข้าในโครงการ มีครูมิช ราเวน และเนลสัน ทั้งหมดจะมีหัวหน้าหน่วยคอยดูแลอีกคนหนึ่ง
เป็นซีรี่ส์ที่สนุกสนาน นางเอกเรื่องนี้เป็นคนเดียวกับที่เล่นเรื่อง Medium และ Boyhood
26 มีนาคม 2559 กำลังจะเริ่มดู Davinci's Demons season 3 ต่อ รอมานานเหลือเกินกว่าจะได้ดู
ก่อนหน้านี้ดูซีรี่ส์อีกหลายเรื่องเลยที่ไม่ได้บันทึกไว้ เช่นเรื่อง Mr. Robot เป็นเรื่องของหนุ่มวิศวคอมผู้สามารถแฮกอะไรก็ได้ และต้องเจอกับเรื่องราวมากมาย มากจนจำเรื่องไม่ได้แล้ว 555
ดูซีรี่ส์ญี่ปุ่นชื่อ Tokyo Airport เป็นเรื่องของนางเอกผู้เปลี่ยนงานจากพนักงานภาคพื้นดินของท่าอากาศยานฮาเนดะมาเป็นผู้ควบคุมการบิน เนื่อเรื่องจึงเป็นเหตุการณ์ปัญหาที่เกิดขึ้นทั้งในเรื่องวิกฤตการบิน เรื่องส่วนตัวกับพระเอกผู้อยากเป็นนักบิน แต่เเกิดอุบัติเหตุจนเดินไม่ได้
28 มิถุนายน 2560
มาบันทึกว่ากลับมาดู Silicon Valley ต่อจนจบ season 4 ep 7 แล้ว
และจบ ep 10 วันที่ 12 สิงหาคม 2560 เรื่องจบตอนที่พายไพเพอร์พยายามแก้ปัญหาการหาพื้นที่เก็บข้อมูลให้ลูกค้าโดยใส่มัลแวร์ลงในเครื่องของฮูลิโฟน แต่เนื่องจากเครื่องฮูลิโฟนเกิด overloadละมีการระเบิด แจ็ค บาร์คเกอร์ จึงติดต่อไปที่จีนเพื่อให้ผลิตเครื่องใหม่ทดแทนและจะดึงเครื่องเก่ากลับทั้งหมดประมาณเก้าล้านเครื่อง(อารมณ์เดียวกับซัมซุงโน้ต 7 เลยนะ) ริชาร์ดพยายามย้ายข้อมูลลูกค้าไปที่ต่างๆโดยวิธีที่ไม่ถูกต้องเท่าไร เช่นเอาเข้า server แอนทอน แต่ก็ไม่พอ จนจะเอาไปใส่ในมหาวิทยาลัยแสตนฟอร์ดที่บิ๊กเฮดสอนอยู่ แต่เพื่อนร่วมทีมก็ไม่เอาด้วยจนในที่สุดไม่มี server จะเก็บข้อมูลและข้อมูลหายทั้งหมด แต่ในที่สุดจาเร็ดก็เห็นใจและยอมกลับมาช่วย เพื่อนร่วมทีมก็กลับมา ในความหมดหวัง เมื่อทีมนี้เข้าไปพบลูกค้า ปรากฎว่าระบบทำงานได้ดี ไม่มีการล่ม เพราะโปรแกรมที่ทีมนี้ใส่เข้าไปในแอนทอน เมื่อแอนทอนจะล่มก็ทำการแบ็คอัพข้อมูล มันทำให้ตู้เย็นอัจฉริยะทั้งหลายที่เคยลงโปรแกรมของจินหยางคิดว่าเป็นโปรแกรมอัพเดตก็เลยอัพเดตตัวเองและรับข้อมูลเข้าไปเก็บเป็นการกระจายที่เก็บได้มาก สุดท้านเกวินกลับมายื่นข้อเสนอให้ริชาร์ดอีกครั้ง แต่ริชาร์ดไม่ตกลง ....เหมือนจะมี season ต่อไปนะ
Subscribe to:
Posts (Atom)









