



เมื่อคืนดูรายการ Martha ทาง True series ยิ่งดูก็ยิ่งรู้สึกว่ารายการนี้ช่างเหมาะสมกับตัวเราเสียนี่กระไรมีทั้งเรื่องอาหาร จัดดอกไม้ งานฝีมือ แขกรับเชิญก็น่าสนใจ แย่ที่ไม่เคยดูรอบที่ฉายตอนหนึ่งทุ่ม ต้องดูช่วงห้าทุ่มเท่านั้น ซึ่งก็ลืมมั่ง ง่วงนอนมั่ง อดดูไปก็มาก
จะบอกว่าชอบรายการแบบนี้มาก รวมถึง รายการจัดสวน รายการ home improvement อีกรายการที่ชอบมากคือ Burke’s backyard (รายการของออสเตรเลีย ฉายคืนวันศุกร์ เคยนั่งดูกับเพื่อนซึ่งบอกว่าเค้าดูรายการนี้ทุกวันศุกร์ต่อเนื่องมาเป็นสิบปีแล้ว หว๋าย!!!)
ที่ต้องมาเขียนบล็อกเพราะวันนี้มาร์ธาพูดถึงเรื่องบล็อกของตัวเอง แล้วก็พูดถึงแม่ที่เสียไปแล้ว แต่ก็ทำพินัยกรรมให้ลูกๆทุกคน ในซองพินัยกรรมจะมีเอกสารของลูกๆแต่ละคน พวก สูจิบัตร ใบรับรองการฉีดวัคซีน ฯลฯ มาร์ธาบอกว่ามันเป็นของมีค่าสำหรับแม่ของเธอ และมันน่าประทับใจที่เราจะเก็บรายละเอียดเล็กๆน้อยๆของคนในครอบครัวไว้ ดูแล้วรู้สึกดี รู้สึกว่าเราก็น่าจะจัดอะไรให้ดีแบบนี้ ความจริงก็เก็บโน่นเก็บนี่ไว้มากที่เดียวแต่ไม่ได้เป็นระเบียบเรียบร้อยอย่างที่อยากให้เป็น ก็จะพยายามหาเวลาทำก็แล้วกัน
ก็เลยหาดูว่าตัวเองมีอะไรที่เก็บที่เก็บความทรงจำที่ดี และเก็บไว้ให้คนอื่น พบโปสการ์ดพวกนี้ เป็นโปสการ์ดที่เขียนให้แม่เวลาไปต่างประเทศ จะเขียนทุกวัน และส่งทุกวัน เพราะฉะนั้นเวลาไปไหน แม่ก็จะคอยโปสการ์ดฉบับแรกที่อาจจะนานหน่อย แล้วโปสการ์ดแผ่นที่เหลือจะตามมาทุกๆวัน จนกลับมาเจอแม่แล้วโปสการ์ดฉบับสุดท้ายก็จะมาให้รอรับพอดี เคยส่งต่อเนื่องครั้งหนึ่งประมาณร้อยกว่าฉบับ เป็นสิ่งหนึ่งที่ดีใจที่ได้ทำ เป็นความทรงจำที่ดีมาก
Postcard ไม้ เป็นอีกรูปแบของโปสการ์ดที่ชอบ

Postcard จากที่ต่างๆ รวมถึงเฟรมโปสการ์ดที่ใส่รูปตัวเองส่งกลับมา :)

(เขียนบล็อกนี้ไว้ตั้งแต่เดือนเมษายน ไม่ได้ publish เสียที กลัวจะลืม รีบเอามาวางไว้ก่อน)
สัปดาห์นี้มีธุระขึ้นกรุงเทพ ก็เลยถือโอกาสพาคุณหลานไปกินข้าว บอกคุณหลานว่าเราไปกินอะไรแพงๆกันเถอะ ใบหยกเป็นไงสูงดี เสิร์จดูในเว็บพบว่าบนตึกใบหยก 2 มีห้องอาหาร 3 ห้องที่เขาไปกินบุฟเฟต์กัน ทุกห้องมีอาหารหลากหลายแต่เน้นไปคนละแบบ มี sky restaurant ชั้นที่ 76 และ 78 เป็นอาหารนานาชาติและซีฟู้ด ราคา 490 บาทต่อคน ไม่รวมค่าเครื่องดื่ม (อาหารค่ำ) แล้วก็มีห้องอาหาร Stella Palace ชั้นที่ 79 เป็นบุฟเฟต์เน้นอาหารจีน อีกห้องคือ Crystal Grill บุฟเฟต์เน้นอาหารฝรั่ง ราคา 620 บาท เราไปCrystal Grill กันดีกว่า
เราจองที่นั่งริมหน้าต่างเวลา 17:45 กะว่าจะได้ไปดูวิวช่วงเย็นก่อนค่ำแต่วันนั้น( 27 เมษายน 2552) ฝนตกพอดี ทีแรกก็กลัวว่าจะไม่เห็นวิว แต่จริงๆก็เห็นวิวชัดดี ไปถึงตึกใบหยก 2 (แวะซื้อรองเท้าก่อนเพราะรองเท้าพังหน้าตึกพอดี) ก็ขึ้นไปที่ลอบบี้ชั้น 18 ไปถึงก็ไปจ่ายเงินค่าอาหาร เขาก็ให้บัตรมา 2 ใบแล้วก็ขึ้นลิฟต์ไปชั้นที่ 82 ห้อง Crystal Grill พนักงานพาไปที่นั่งได้โต๊ะหมายเลข 11 ริมหน้าต่างมองไปก็จะเห็นวิวทางด่วนดินแดง





พอมีของกินคุณหลานก็เริ่มทำหน้าเจ้าเล่ห์

วิวข้างล่าง

เนื้อแกะราดซอสพริกไทยดำ แซลมอนย่าง หอยแมลงภู่อบ น่ากินใช่มั้ย?

อันนี้เมนูสเต็กเนื้อ ปลาแซลมอน สลัดซีซาร์

ซุปหอยลาย

ลักษณะมุมอาหาร จะเป็นแบบนี้โดยรอบ แล้วมีโต๊ะอาหารอยู่ริมหน้าต่าง ตรงนี้มุมเทมปุระ

ช่วงว่างก่อนกินของหวาน

เค้กกับคัสตาร์ด

กินกันจนค่ำ

คุณหลานยังอุตส่าห์กินพาสต้าได้อีก กินขนาดนี้ไม่ใช่หลานไม่เลี้ยงแล้ว!


กินเสร็จก็จ่ายเงินเพิ่มค่าเครื่องดื่มแล้วก็ออกไปดูวิวชั้นบน เนื่องจากเราอยู่ชั้นที่ 82 ก็เดินขึ้นบันไดต่อไปชั้นที่ 83 จะเป็นโถงดูวิวได้ มีที่นั่งให้ ไม่ต้องตากลม ชั้นนี้มีบาร์ Roof Top Bar เราก็เดินขึ้นบันไดไปชั้นที่ 84 ต่อ ระหว่างชั้นบันไดก็จะเจอคุณคนนี้

ขึ้นไปเจอป้ายก็ถ่ายรูปเสียหน่อย

ชั้นดูวิว เขาทำเป็นแท่นหมุนให้ยืนดูวิวได้รอบ 360 องศาโดยไม่ต้องเดิน มีรั้วกั้นโดยรอบ ชั้นบนก็จะมีการประดับไฟวิ่งเป็นสีๆ สดใส


ไฟวิ่งข้างบน

ส่วนใหญ่ถ่ายเป็นวิดีโอไว้ ไม่ค่อยมีรูปข้างนอก เรายืนดูอยู่จนมันหมุนวนไป 3 รอบ เห็นควรว่ากลับได้แล้วก็เดินมาคอยลิฟต์ คุณหลานก็บ่นว่าหมดที่ถ่ายรูปแล้วหรือ เห็นเพื่อนมามีบอลลูนให้ถ่ายรูปด้วย ก็ยืนๆคอยต่อไป รู้สึกว่างก็คุยกับน้องที่คุมลิฟต์ว่าลิฟต์นี่ใช้เวลาขึ้นมานานซักเท่าไร เขาเองก็ไม่แน่ใจ แต่เขาก็พูดว่าน่าจะประมาณนาทีหนึ่งถ้าเป็นลิฟต์แก้ว เราก็ซักต่อว่ามีลิฟต์แก้วด้วยหรือคะ แล้วพี่จะไปขึ้นลิฟต์แก้วได้ไหม เขาก็บอกว่าได้
ให้เราลงไปที่ชั้น 77 แล้วถามพนักงานที่ชั้นนั้น เราก็ลงลิฟต์มาที่ชั้น 77 แล้วก็พบว่าชั้นนี้เขาทำเป็นจุดชมวิวอย่างจริงจัง มีที่ขายของที่ระลึก มีมุมถ่ายภาพสวยๆ หลายมุม โชคดีจริงเลยที่ถามเขาก่อน ไม่งั้นก็ไม่ได้แวะมา เราก็ไปถ่ายรูปกันอย่างจริงจัง คุณหลานปั๊มเหรียญที่ระลึกกับเครื่องไปชิ้นหนึ่งด้วย 20 บาท สนุกดี

ร้านขายของโบราณ

ศาลาริมน้ำ

คนขับสามล้อ

ได้ขึ้นบอลลูนสมใจ


แบบจำลองตึก

รูปสุดท้ายก่อนออกจากใบหยก ออกไปแล้วยังได้เดินช้อปปิ้งต่อด้วย ชีวิตดีจริงๆเลย







สงสัยเหมือนกันว่าคนย้ายต้นสาละจะรีไทร์จากมหาวิทยาลัยรึเปล่า
หลังจากที่ได้เห็นต้นสาละลังกา ก็เชื่อมาโดยตลอดว่าต้นที่เห็นคือต้นสาละที่อ้างถึงในพุทธประวัติ เพราะไปตามวัดที่ไหนก็เจอ ต้นที่ประทับใจที่สุดคือที่สิงห์บุรี ไม่แน่ใจว่าที่วัดพระนอนจักรสีห์หรือเปล่า แต่ต้นสาละลังกาที่นั่นต้นใหญ่มาก แถมมีรูปปูนปั้นแสดงตอนพระพุทธเจ้าประสูติ ทรงเดินและมีดอกบัวบานรองรับพระบาท 7 ดอก ครั้งนั้นเราไปเที่ยวกันเป็นครอบครัว คุณพ่อซื้อต้นเล็กๆที่เขาเพาะพันธ์ขายมา 2 ต้น รู้สึกจะไปปลูกที่วัดตโพทารามที่ระนอง
แต่พักหลังๆเริ่มอ่านหนังสือมากขึ้น มีข้อมูลว่าต้นสาละลังกา กับสาละเฉยๆนี่เป็นคนละต้นกัน และต้นสาละในพุทธประวัติคือต้นสาละเฉยๆไม่ใช่สาละลังกา อืมม์ ก็เริ่มงงๆ แล้วจะเชื่อที่ไหนดี ในหนังสือก็ฟังดูมีเหตุผล แต่ในวัดต่างๆมีต้นสาละลังกามากมายหลายวัดจนไม่แน่ใจว่าแล้วคนเก่าคนแก่ พระท่านที่มีความรู้จะไม่ทราบหรือว่าต้นสาละลังกามันไม่ใช่
ไปอ่านวารสารราชบัณฑิตฉบับหนึ่งมีคำอธิบายเรื่องต้นสาละเฉยๆ สาละลังกา และต้นรัง มีภาพประกอบอธิบาย อ่านดูก็น่าเชื่อถือเพราะเป็นหนังสือของทางราชบัณฑิต
ด้านข้างพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติ นครศรีธรรมราช มีต้นสาละใหญ่ต้นหนึ่ง มีป้ายเขียนบอกว่าคุณหญิงแม้นมาส ชวลิต นำมาปลูก หน้าตามันไม่ใช่สาละลังกาจริงๆด้วย
แต่คนที่ไม่เชื่อก็มี บังเอิญเป็นคุณพ่อ ก็เลยไม่แน่ใจว่าจะเชื่อใครดี แต่ต้องเชื่อข้อมูลละค่ะ มันเชิงประจักษ์นะคะ สาละลังกาไม่ใช่ต้นไม้ในพุทธประวัติค่ะ
หน้าตาปิรามิดทั้ง 3 แห่งเมืองกิซ่า มุมที่ถ่ายรูปนี้เป็นจุดที่เขาจัดขึ้นสำหรับถ่ายรูปโดยเฉพาะ ต้องนั่งรถเข้าไปในทะเลทรายให้ห่างปิรามิดพอควร เพื่อจะได้เก็บภาพของหมู่ปิรามิดได้ครบถ้วน สวยงาม มีคนมาเที่ยวชมมากทีเดียว จุดนี้จะมีแผงแบกะดิน ขายของที่ระลึกด้วย

ต้นกกที่เห็นนี้คือ ปาปิรัส ที่เลื่องชื่อของอียิปต์ (ได้ยินคนอียิปต์ออกเสียงว่า "ปาไป๊หรุส") เราไปที่ National Papyrus Institute เขาสาธิตวิธีทำกระดาษให้ดูดูแล้วก็ไม่เห็นจะยาก ต้นกกนี่เป็นต้นไม้สัญลักษณ์ของอียิปต์ล่างด้วย ถ้าตัดก้านกกในแนวขวางขะเห็นเป็นรูปทรงสามเหลี่ยมคล้ายปิรามิด

ตอนเช้าตื่นนอนขึ้นมาริมทะเลเมดิเตอร์เรเนียน มองไปที่ปราสาทเก่าฝั่งตรงข้ามซึ่งกลายสภาพเป็นโรงแรมคาสิโนและเป็นร้านอาหารหรูที่เราไปกินมื่อเย็นกันมาด้วย อิ อิ ขนาดเล็กนี๊ดเดียวจริงๆ

รูปนี้ถ่ายระหว่างทางจากอเล็กซานเดรียตอนกลับไปไคไร คนขับรถขึ้นไปจอดกล้าหาญมาก นับถือจริงๆ

การแสดงนี้อลังการงานสร้างจริงๆ ต้องยอมรับว่าไม่เคยได้ดูอะไรประทับใจขนาดนี้ การจัดฉาก เต็มสิบ เครื่องแต่งกายเต็มสิบ การร้องเพลงเต็มสิบ สรุปว่ารวมทุกอย่าง Perfect Ten!
หน้าโรงมีการขายของที่ระลึกเช่น CD เสื้อ หนังสือ (หนังสือเล่มละ 25 เหรียญ แต่เนื่องจากเคยซื้อเล่มเก่ามาได้ในราคาแค่ 4 เหรียญAustralia ก็เลยตัดใจซื้อไม่ลง) ของทุกอย่างแพงสำหรับคนไทย ก็เลยไม่ได้อะไรกลับมาเลย
เรื่องมันยาว ไว้ค่อยกลับมา update บรรยากาศการเข้าชมอีกทีดีกว่านะ
ข้อมูล:
The Phantom of the Opera
ละครเพลงเรื่องนี้เริ่มเปิดการแสดงที่ Her Majesty's Theatre เมื่อวันที่ 9 ตุลาคมปี1986โดยมีผู้แสดงนำคือ Michael Crawford และ Sarah Brightman
ประมาณกันว่ามีคนมากกว่า 80 ล้านคนได้เคยชมการแสดงและมียอดขายบัตรเกือบจะถึง 32 พันล้านเหรียญสหรัฐ เป็นการแสดงที่ได้รับรางวัล Laurence Olivier and Evening Standard Award for Best Musical และอีก 7 รางวัล Tony Awards.
ละครเรื่องนี้เปิดการแสดงหลายแห่งนอกเหนือจากที่ West End ในประเทศอังกฤษ ก็มีการแสดงที่ New York, Sao Paulo, Essen, Tokyo และ Budapest และในเดือนมิถุนายนปีนี้ จะมีการเตรียมการแสดงมูลค่า 35 ล้านเหรียญสหรัฐที่ Venetian, Las Vegas
The Phantom of the Opera ฉบับภาพยนต์กำกับโดย Joel Schumacher นำออกฉายปลายปี 2004 โดยมี Gerard Butler แสดงเป็น The Phantom, Emmy Rossum แสดงเป็น Christine, Patrick Wilson แสดงเป็น Raoul และ Minnie Driver แสดงเป็น Carlotta
The Phantom ได้เปิดการแสดงมากกว่า 65,000 รอบใน 20 ประเทศ ใน 11 เมืองรอบโลก ให้แก่คนมากกว่า 80 ล้านคน
ได้มีการฉลองการแสดงรอบที่ 7000 ที่ The Majestic Theatre ในเมือง New York เมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน 2004 และฉลองการแสดงครบรอบ 20 ปีที่ the West End
It has won over 50 major theatre awards including 3 Olivier Awards, the most recent being the 2002 Oliver Audience Award for Most Popular Show, an Evening Standard Award, 7 Tony Awards including Best Musical, 7 Drama Desk Awards and 3 Outer Critic Circle Awards.
The original cast recording was the first in British musical history to enter the charts at number one. Since then it has gone gold and platinum in the UK and US, selling over 40 million copies worldwide. It is the biggest selling cast album of all time.
The New York production became the longest running show ever on Broadway when it overtook CATS with its 7,486th performance on January 6th 2006.
The dazzling replica of the Paris Opera House chandelier is made up of 6,000 beads consisting of 35 beads to each string. It is 3 metres wide and weighs one ton. The touring version falls at 2.5 metres per second. The original version was built by 5 people in 4 weeks.
The Phantom's make-up takes 2 hours to put on and 30 minutes to take off. The face is moisturized, closely shaved and the prosthetics are fitted, setting immediately, before 2 wigs, 2 radio mics and 2 contact lenses (one white and one clouded) are placed.
2,230 metres of fabric are used for the drapes, 900 of them specially dyed. The tasselled fringes measure 226 metres. They are made up of 250 kilos of dyed wool interwoven with 5,000 wooden beads imported from India. Each one is handmade and combed through with an Afro comb.
There are 130 cast, crew and orchestra members directly involved in each performance.
Each performance has 230 costumes, 14 dressers, 120 automated cues, 22 scene changes, 281 candles and uses 250 kg of dry ice and 10 fog and smoke machines.
The touring production takes 27 articulated lorries to transfer the set between theatres